ศักราชจอมเวท - ตอนที่ 1 การตื่นรู้
บทนำ: โลก ปี 2032
ปี ค.ศ. 2032…
หลังจากเฝ้ารอกันมานาน ในที่สุด ‘ชิปชีวภาพอัจฉริยะ’ รุ่นแรก นวัตกรรมพลิกโลกที่ทำเอามนุษย์ยุคใหม่นั่งไม่ติด ก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ!
เจ้าชิปตัวนี้เปิดตัวพร้อมคำโฆษณาหรูหรา ด้วยเทคโนโลยีฝังรหัสพันธุกรรมสุดล้ำที่หลอมรวมเข้ากับร่างกายโฮสต์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันจะช่วยรีดศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของมนุษย์ออกมาจนถึงขีดสุด จัดสรรทรัพยากรในร่างกายให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรียน หรือความบันเทิง นี่คือผู้ช่วยเบอร์หนึ่งที่ขาดไม่ได้
แน่นอนว่าเพื่อป้องกันหายนะแบบหนังไซไฟ ไม่ให้ชิปฉลาดจนยึดร่างโฮสต์ ผู้พัฒนาจึงจงใจไม่ใส่ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สมบูรณ์ลงไปในรุ่นแรก มันมีแค่ฟังก์ชันพื้นฐานอย่างการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล หน้าที่หลักคือช่วยสมองมนุษย์รับมือการประมวลผลข้อมูลมหาศาล เพื่อลดภาระสมองให้น้อยลง
และท่ามกลางประชากรโลกนับล้าน มีเพียง 50,000 คนเท่านั้นที่เป็นผู้โชคดีจากการสุ่มจับรางวัล…
หลี่สวิน คือหนึ่งในผู้โชคดีกลุ่มแรก เขาคว้าชิปชีวภาพอัจฉริยะที่ใฝ่ฝันมาครองได้สำเร็จ ท่ามกลางความอิจฉาตาร้อนของคนทั้งโลก
ที่บ้านพัก… หลี่สวินแกะกล่องด้วยมือที่สั่นเทา หยิบชิปที่ใครๆ ก็อยากได้ออกมาดูชัดๆ ว่ากันตามตรง เทคโนโลยีสมัยนี้ก้าวกระโดดไปไกลมาก ชิปชีวภาพอัจฉริยะไม่ใช่แผ่นซิลิคอนหรือผลึกแก้วแข็งๆ ที่ต้องผ่าตัดฝังเหมือนยุคเก่า แต่เป็นวัตถุทรงกลมสีขาวน้ำนมขนาดพอๆ กับแคปซูลยาเม็ดหนึ่งเท่านั้น
หลี่สวินไม่รอช้า กลืนเจ้าลูกกลมๆ ลงคอทันที จากนั้นก็ทิ้งตัวนอนราบบนเตียงตามคู่มือ นอนลุ้นผลลัพธ์อย่างใจจดใจจ่อ
ภายในร่างกาย… ลูกบอลสีขาวค่อยๆ แตกตัวเป็นเซลล์ชีวภาพขนาดจิ๋วนับล้าน แทรกซึมเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตและอวัยวะต่างๆ ของหลี่สวิน พวกมันฝังตัวลึกลงไปในรหัสพันธุกรรม จนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายเขาอย่างสมบูรณ์แบบ
เพียงไม่นาน ชิปชีวภาพอัจฉริยะก็เริ่มทำงาน มันเข้าควบคุมและแทนที่ระบบประสาทสัมผัสบางส่วน กลายเป็นอวัยวะชิ้นสำคัญที่ชีวิตเขาจะขาดไม่ได้อีกต่อไป
ในขณะที่ผู้ทดลองคนอื่นกำลังตื่นเต้นกับการทดสอบประสาทสัมผัสรูปแบบใหม่ แต่สำหรับหลี่สวิน... เจ้าบ้าข้อมูลตัวพ่อคนนี้กลับเลือกทำสิ่งที่ต่างออกไป เขาสั่งเชื่อมต่อชิปเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทันที!
ทว่า… วินาทีที่เขาเตรียมตัวจะเสพข้อมูลอย่างมั่นใจ ทันทีที่ชิปเชื่อมต่อเข้ากับคลังข้อมูลมหาศาลของโครงข่ายยุคใหม่…
หายนะก็บังเกิด!
คลื่นข้อมูลระดับมหึมาถาโถมเข้ามาเหมือนสึนามิที่บ้าคลั่ง! มันรุนแรงและหนักหน่วงเกินกว่าที่จิตใจของมนุษย์จะรับไหว สมองของหลี่สวินเหมือนกับ CPU ที่ถูก Overclock จนไหม้ ในพริบตาเดียว… ดวงวิญญาณอันเปราะบางของหลี่สวินก็ถูกคลื่นข้อมูลกลืนกินจนแหลกสลาย
สติของเขาดับวูบลง พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนสุดท้ายที่ดังขึ้นในความมืดมิด…
[ติ๊ด! ตรวจพบข้อมูลมหาศาล… ระบบกำลังทำการวิวัฒนาการ...]
[เริ่มการถ่ายโอนข้อมูล… เป้าหมาย: โลกใบใหม่]
จากนั้น ทุกอย่างก็มืดสนิท
ที่นี่คือ… บึงมหาเวทอาถรรพ์
สถานที่ซึ่งอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายและความสยดสยอง หมอกหนาทึบปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้ว ความชื้นแฉะแทรกซึมลึกถึงกระดูก แม้จะเป็นเวลากลางวัน แสงตะวันก็ไม่อาจเจาะทะลุชั้นเมฆดำทะมึนและม่านหมอกลงมาได้ ราวกับว่าความอบอุ่นของโลกมนุษย์ถูกตัดขาดจากดินแดนแห่งนี้ไปชั่วนิรันดร์
แอ่งน้ำเน่าเหม็นขุ่นคลั่กปรากฏให้เห็นดาษดื่น ยามปกติผืนน้ำอาจดูเงียบสงบ แต่ทันทีที่มีผู้รุกรานย่างกรายเข้ามา ดินแดนรกร้างแห่งนี้จะกลับกลายเป็นสวนสนุกของเหล่าอสุรกายกระหายเลือดในพริบตา
เถาวัลย์มารโลหิตที่พร้อมรัดเหยื่อจนกระดูกแหลก อีกามรณะที่จ้องมองซากศพด้วยดวงตาวาวโรจน์ จระเข้ยักษ์บึงมรณะที่ซุ่มรอขย้ำเหยื่อใต้ผิวน้ำ และนางมารเฒ่าใบหน้าบวมอืดเหมือนศพจมน้ำที่น่าสยดสยอง… ทุกตัวล้วนเป็นมัจจุราชเดินดินที่ทำให้พ่อค้าและนักเดินทางขาจรต้องหนีหัวซุกหัวซุน
ทว่า… ณ ใจกลางของบึงมรณะที่คนเป็นไม่ควรเข้าใกล้ กลับมีสิ่งก่อสร้างหนึ่งตั้งตระหง่านท้าทายความตาย มันคือ หอคอยจอมเวทเสียดฟ้า ความสูงกว่าร้อยเมตรที่สร้างจากหินแกร่ง!
ฐานของหอคอยก่อร่างขึ้นจากศิลาแสงมรกตที่อัดแน่นด้วยพลังงาน ยามราตรีมาเยือน หอคอยทั้งหลังจะแผ่รังสีเรืองรองสีเขียวจางๆ บรรยากาศเย็นเยียบและวังเวงของมันคือสิ่งที่เหล่าวิญญาณแค้นและภูตผีโปรดปรานเป็นที่สุด
ด้วยความที่ขาดการดูแลรักษามาเนิ่นนาน ฐานล่างของหอคอยจึงถูกพันธนาการไว้ด้วยเถาวัลย์มารที่เติบโตอย่างบ้าคลั่ง หนามแหลมคมกริบบนเถายักษ์วาววับราวกับโลหะ หากคนธรรมดาพลาดท่าถูกรัดเข้า ไม่เกินครึ่งเค่อ เลือดในกายจะถูกสูบจนแห้งเหือด กลายเป็นเพียงโครงกระดูกขาวโพลนที่ทับถมกันเป็นเนินสูงอยู่โคนต้น
เมื่อความมืดเข้าปกคลุม แสงเทียนสลัวก็ถูกจุดขึ้นภายในหอคอย แสงไฟริบหรี่ที่ลอดผ่านหน้าต่างแคบๆ ออกมา ไม่เพียงไม่มอบความอบอุ่น แต่มันกลับกระตุ้นความหนาวเหน็บในก้นบึ้งจิตใจของผู้ที่พบเห็นอย่างน่าประหลาด
ภายในห้องแคบๆ กริม เด็กหนุ่มที่เพิ่งอายุครบสิบห้าปีหมาดๆ นั่งหลังตรงอยู่หน้าโต๊ะไม้เก่าคร่ำครึ เบื้องหน้ามีหนังสือเวทมนตร์เล่มหนากางอยู่ ปากกาขนนกในมือขยับคัดลอกตัวอักษรอย่างเงียบเชียบ
แม้จะข้ามมิติมายังโลกใบใหม่ได้ 2 ปีแล้ว แต่ภาวะวิญญาณไม่เข้ากันยังคงเล่นงานเขาอยู่เนืองๆ อาการปวดหัวจี๊ดแล่นพล่านขึ้นมาเป็นพักๆ
ในชั่วขณะที่สมาธิหลุดลอย ภาพความทรงจำจากโลกเดิมฉายวาบเข้ามาในสมองไม่หยุดหย่อน มือของเขากระตุกวูบ ปลายปากกาชะงักค้าง… ทิ้งรอยหมึกก้อนใหญ่เลอะลงบนกระดาษหนังแกะหยาบๆ
‘โธ่เว้ย! พังอีกแล้ว!’
กริมขบกรามแน่น เผลอกำหมัดจนเส้นเลือดปูดโปน อยากจะตะโกนระบายความอัดอั้นออกมาให้ลั่นห้อง แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงสูดหายใจลึก ข่มความโทสะลงไปในอก
ที่นี่ไม่ใช่โลกที่เขารู้จักอีกต่อไป… และร่างนี้ เดิมทีก็เป็นของ ผู้ฝึกหัดเวท ที่ชื่อว่ากริม ส่วนตัวเขา… หลี่สวิน เป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อนที่เข้ามาสวมรอยแทนที่ในวินาทีที่กริมตัวจริงตายจากอุบัติเหตุเท่านั้น
การต้องข้ามมิติจากโลกที่ไร้พลังเวท มายังโลกแฟนตาซีสุดโหดหินที่เต็มไปด้วยมอนสเตอร์และปกครองโดยเหล่าจอมเวทผู้ทรงอำนาจ โดยไม่มีอะไรติดตัวมาเลยสักอย่าง… กระบวนการปรับตัวนี้มันช่างเจ็บปวดเจียนตาย
โชคยังดีที่เศษเสี้ยวความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมยังหลงเหลืออยู่ เมื่อหลอมรวมเข้ากับวิญญาณของหลี่สวิน ทำให้เขาพอจะอ่านออกเขียนได้บ้าง ไม่อย่างนั้น ลำพังแค่การออกเสียงคาถาที่ลิ้นแทบพันกัน กับตัวอักษรยุ่บยั่บเหมือนลูกอ๊อดพวกนี้ คงทรมานเขาจนอยากกลั้นใจตายไปแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น… อาการปวดหัวเรื้อรังนี้ก็ยังคอยกวนใจเขาไม่เลิก
อยู่ที่นี่ เขาไม่กล้าเผยพิรุธแม้แต่น้อย ได้แต่สวมหน้ากากเป็นกริมและดิ้นรนเอาชีวิตรอดในหอคอยจอมเวทเสียดฟ้าแห่งนี้ไปวันๆ
คนภายนอกอาจมองว่าสถานะผู้ฝึกหัดเวทภายใต้สังกัดท่านแอนเดอร์สันเป็นเกียรติยศอันสูงส่งที่ใครๆ ก็อิจฉา แต่มีเพียงคนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เท่านั้นที่รู้ความจริง… ว่านี่ไม่ใช่เกียรติยศ แต่มันคือคุกนรกและการลงทัณฑ์ที่โหดร้ายที่สุด!
หน้าที่ของผู้ฝึกหัดเวทไม่ใช่การร่ายคาถาเท่ๆ แต่คือการรับใช้ท่านแอนเดอร์สันเยี่ยงทาส! ต้องดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ ทำความสะอาดอุปกรณ์ทดลองที่เปื้อนเลือด ล้างคราบสกปรกในหอคอย ดูแลพืชพิษและสัตว์อสูรกลายพันธุ์ที่พร้อมจะขย้ำคุณทุกเมื่อ และ… ที่เลวร้ายที่สุด คือการเป็นหนูทดลอง
แม้จะไม่เกิดขึ้นบ่อย แต่หากวันไหนขบวนรถขนทาสหรือนักโทษประหารมาช้า ท่านแอนเดอร์สันที่กำลังหงุดหงิดเพราะขาดตัวอย่างทดลอง ก็จะชี้นิ้วสั่งผู้ฝึกหัดสักคนให้ขึ้นเขียงแทนทันที
ได้ยินว่าแมรี่เด็กสาวจากเมืองแอนท์ที่พักอยู่ห้องข้างๆ ก็เพิ่งจะโชคดีได้รับเลือกเมื่อเดือนที่แล้ว แม้เธอจะรอดชีวิตกลับมาได้ แต่ร่างกายก็ถูก “ปนเปื้อน” อย่างรุนแรงจนเกิดการกลายพันธุ์ที่น่าสยดสยอง นับแต่นั้นมา เธอก็เอาแต่คลุมตัวด้วยผ้าผืนหนา เก็บตัวเงียบไม่ออกมาจากห้องอีกเลย
ผู้ฝึกหัดหลายคนซุบซิบกันว่า แมรี่อาจจะตายเป็นศพเน่าคาห้องไปแล้ว แต่กริมรู้ดี… ว่าเธอยังอยู่
เพราะทุกค่ำคืนที่เงียบสงัด เขาจะได้ยินเสียงครางต่ำๆ ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดทรมาน และเสียงกรงเล็บแหลมคมที่ขูดขีดผนังหินดังครืดคราดมาจากห้องข้างๆ… ด้วยความเวทนา ทุกครั้งที่ดึกสงัด กริมจะแอบโยนอาหารส่วนของตัวเองเข้าไปให้เธอ
แม้ชีวิตของเขาเองก็แขวนอยู่บนเส้นด้าย เช้าไม่รู้จะอยู่ถึงเย็นไหม แต่สามัญสำนึกความเป็นคนของหลี่สวิน ทำให้เขาเลือกที่จะยื่นมือเข้าช่วยเท่าที่พอจะทำไหว
แต่วันนี้… อาการปวดหัวบ้านี่ดันกำเริบไม่ดูเวล่ำเวลา! นอกจากจะทำให้เสียอารมณ์แล้ว ยังทำให้เขาเสียกระดาษหนังแกะไปฟรีๆ หนึ่งแผ่น!
อย่าได้ดูถูกกระดาษยับยู่ยี่แผ่นนี้เชียว มูลค่าของมันปาเข้าไปตั้งสองเหรียญเงิน! ในโลกเวทมนตร์แห่งนี้ สกุลเงินหลักคือ เหรียญตราจอมเวท โดยหนึ่งเหรียญทอง แลกได้สิบเหรียญเงิน และหนึ่งเหรียญเงิน แลกได้สิบเหรียญทองแดง… ซึ่งเงินแค่ห้าเหรียญทองแดง ก็มากพอให้ชาวบ้านร้านตลาดกินอิ่มได้ทั้งวันแล้ว
คำนวณดูสิ กระดาษหนังแกะแผ่นเดียวมีค่าเท่ากับเงินก้อนโตสำหรับคนธรรมดา แต่ที่นี่… มันเป็นแค่ขยะที่ผู้ฝึกหัดเวทต้องกัดฟันทิ้งไปเมื่อเขียนผิด
ในหอคอยจอมเวทเสียดฟ้า… ไม่มีของฟรี
ค่ากินอยู่ ค่าเรียนเวทมนตร์ ทุกอย่างกริมต้องหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง ทางเดียวที่จะหาเงินได้คือการเสี่ยงตายออกไปทำงานนอกหอคอย… ไปให้อาหารสัตว์อสูรที่ดุร้าย ดูแลพืชปีศาจกินคน เก็บเกี่ยววัตถุดิบเวทมนตร์ในพื้นที่อันตราย
แม้ตอนทำงานจะมีเครื่องรางคุ้มกันที่ท่านจอมเวทสร้างให้ เพื่อไม่ให้ไปกระตุ้นค่ายกลป้องกันหอคอย แต่ในโลกบ้าๆ นี้ ไม่มีงานไหนปลอดภัยเต็มร้อยทุกๆ เดือนมักจะมีคนดวงซวยถูกสัตว์อสูรจับกิน หรือไม่ก็ตายปริศนาเพราะโดนรังสีเวทมนตร์ตกค้างขณะทำความสะอาด
งานสบายๆ จึงถูกพวกผู้ฝึกหัดเวทระดับอาวุโสแย่งไปหมด ส่วนพวกรุ่นใหม่อ่อนหัดอย่างกริม ก็จำใจต้องรับงานเสี่ยงตายเพื่อแลกกับเงินและ แต้มภูมิปัญญา
เงินตราเอาไว้ซื้อปัจจัยสี่ ส่วนแต้มภูมิปัญญาคือค่าเงินพิเศษสำหรับซื้อความรู้ หนังสือในห้องสมุดหอคอยทุกเล่มมีราคาค่างวด และต้องจ่ายด้วยแต้มภูมิปัญญาเท่านั้น! การยืมแต่ละครั้งมีเวลาจำกัด ซึ่งไม่มีทางอ่านจบหรือทำความเข้าใจได้ทัน ดังนั้นการคัดลอกจึงเป็นทางรอดเดียว
ผู้ฝึกหัดทุกคนจะรีบคัดลอกเนื้อหาใส่กระดาษหนังแกะเพื่อเก็บไว้ศึกษาภายหลัง แน่นอนว่าค่าหมึกและค่ากระดาษก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายเองอีก พวกบ้านรวยอาจใช้เงินแก้ปัญหา เอาเงินยัดแลกแต้มภูมิปัญญาได้ในอัตราร้อยเหรียญทอง ต่อหนึ่งแต้ม… แต่กริมไม่ใช่คนพวกนั้น
อย่างหนังสือ สารานุกรมอสูรกลายพันธุ์ ที่ยืมมาวันนี้ ราคาค่าเช่าคือสามแต้มภูมิปัญญา ยืมได้แค่ครึ่งวัน ด้วยความเร็วของกริม เขาต้องยืมอย่างน้อยสามรอบถึงจะคัดลอกจบ รวมแล้วต้องใช้เก้าแต้มภูมิปัญญา… ซึ่งเก้าแต้มนี้ แลกมาด้วยการทำงานเสี่ยงตายติดต่อกันถึงสองสัปดาห์!
ดังนั้น อาการปวดหัวที่ผลาญกระดาษไปแผ่นนึงยังไม่เจ็บใจเท่าไหร่ แต่การที่มันทำให้เขาเสียเวลาคัดลอกไปฟรีๆ ถึงสองชั่วโมงนี่สิ… มันน่าโมโหจนแทบบ้า!
ขณะที่กริมกำลังพยายามรวบรวมสมาธิ ข่มความเดือดดาลลงไปเพื่อไม่ให้งานเสียหายไปมากกว่านี้… จู่ๆ เสียงสังเคราะห์อันคุ้นเคยที่เขาเฝ้ารอก็ดังขึ้นในสมอง
[ติ๊ด! พลังงานชีวภาพถึงเกณฑ์ที่กำหนด… ชิปชีวภาพอัจฉริยะ รหัส zxj9521 เริ่มต้นระบบปฏิบัติการ...]
กริมเบิกตากว้าง อุทานออกมาด้วยความตกตะลึง “ชิปชีวภาพ…!”
กาลครั้งหนึ่ง… ตอนที่เพิ่งข้ามมิติมาใหม่ๆ กริมเคยฝันหวานว่าตัวเองจะได้เป็นเทพทรูผู้ยิ่งใหญ่ มีสูตรโกงข้ามภพ ตบเกรียนคนแก่ เตะเด็กอนุบาล ใครขวางพ่อจะเหยียบให้จมดิน... แต่ความจริงคือ ไอ้ชิปเฮงซวยที่ติดวิญญาณมาด้วย นอกจากจะทำให้เขาปวดหัวจี๊ดๆ มาตลอดสองปีแล้ว มันก็เงียบกริบไร้ประโยชน์สิ้นดี
นึกไม่ถึง… นึกไม่ถึงเลยว่า… ในที่สุดวันนี้มันก็ตื่นขึ้นแล้ว!
สิ้นเสียงสัญญาณจูนคลื่นซ่าๆ เสียงผู้หญิงโทนราบเรียบแต่ไพเราะก็ดังก้องขึ้นในหัวของกริม
[ตรวจพบโฮสต์… กำลังสร้างแบบจำลองข้อมูลร่างกาย… กรุณารอสักครู่…]
เอ๊ะ? มันวัดค่าสเตตัสร่างกายปัจจุบันได้ด้วยเหรอ?
ดวงตาของกริมเป็นประกายโรจน์ นี่มันฟังก์ชันที่น่าคาดหวังสุดๆ! ต้องเข้าใจก่อนว่า โลกใบนี้คือโลกที่มีระดับพลังเวทสูงปรี๊ด ในอากาศเต็มไปด้วยสสารพลังงานที่เรียกว่า อนุภาคธาตุเวท ซึ่งแบ่งแยกย่อยเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ แสง ความมืด และอื่นๆ ตามกฎเกณฑ์ของมิติ
จอมเวทแต่ละคนมีความเข้ากันได้กับอนุภาคเหล่านี้ต่างกัน จึงเกิดเป็นสายวิชาและสำนักมากมายนับไม่ถ้วน และด้วยความที่ระบบพลังของที่นี่มันซับซ้อนและเป็นนามธรรมสุดๆ การจะทำให้ข้อมูลพวกนี้กลายเป็นค่ามาตรฐานที่วัดผลและจับต้องได้…
จึงเป็นโจทย์หินที่กวนใจกริมมาตลอดสองปี!