ศักราชจอมเวท - ตอนที่ 3 พฤกษาสังหาร
ที่นี่คือ… บึงมหาเวทอาถรรพ์ ดินแดนที่ถูกปกคลุมด้วยความมืดมนอันน่าขนลุก
แม้จะเป็นช่วงกลางวันแสกๆ แต่แสงแดดอันอบอุ่นกลับไม่อาจเจาะทะลุผ่านม่านหมอกหนาทึบลงมาได้ แสงสว่างที่นี่จึงดูสลัวเลือนราง บรรยากาศรอบตัวถูกย้อมด้วยสีเหลืองขุ่นมัว ชวนให้จิตใจหดหู่
ขืนต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่นานๆ นิสัยคนคงบิดเบี้ยวและมืดมนตามสภาพแวดล้อมไปแน่
ทันทีที่ประตูหินปิดไล่หลังคนทั้งคู่ โทนี่ก็ดึงหมวกฮู้ดขึ้นคลุมศีรษะ น้ำเสียงของเขาเย็นชาไร้เยื่อใย “ข้าจะไปทางโน้น!”
พูดจบโดยไม่รอกริมตอบรับ เขาก็หมุนตัวเดินดุ่มๆ หายไปตามทางเดินเล็กฝั่งซ้ายที่ปูด้วยหินขาวละเอียดทันที
กริมยืนรอจนร่างกำยำของโทนี่หายลับไปในสายหมอก ถึงค่อยดึงหมวกฮู้ดขึ้นคลุมบ้าง เขาหันหลังเดินไปตามทางเดินเล็กฝั่งขวา พลางออกคำสั่งเสียงเบา “ดึงข้อมูลการตรวจจับของโทนี่คนนี้ออกมาซิ”
วินาทีต่อมา รายงานผลการวิเคราะห์ผู้ฝึกหัดเวทโทนี่จากชิปชีวภาพอัจฉริยะก็ฉายขึ้นในสมองทันที
ชื่อ: โทนี่
ค่าสถานะ: พละกำลัง 7 | ความว่องไว 3 | ความอึด 8 | พลังจิตวิญญาณ 6 …
กริมกระตุกยิ้มมุมปากอย่างประหลาดใจ
‘ค่าความอึดขนาดนี้ ทำไมไม่ไปเปลี่ยนอาชีพเป็นพวกคนเถื่อนบ้าพลังซะให้รู้แล้วรู้รอด?’
พละกำลังและความอึดดันมากกว่าเขาถึงสองเท่า หมายความว่าถ้ากริมต้องสู้ระยะประชิดกับหมอนั่น เขาอาจจะทนหมัดเดียวไม่ได้ด้วยซ้ำ ดีไม่ดีคงร่วงไปกองกับพื้นในเปรี้ยงเดียว
แต่ในฐานะผู้ฝึกหัดเวท พลังจิตวิญญาณของอีกฝ่ายมีแค่ 6 แต้ม ต่ำกว่าตัวเขาอยู่ถึง 2 แต้ม ความได้เปรียบเชิงแก่นแท้ของพลังเวทนี้ ต่อให้มีแรงควายหรือถึกทนแค่ไหนก็ทดแทนไม่ได้
‘ดูทรงแล้ว หมอนั่นคงวางแผนเดินสายจอมเวทสายบู๊ ใช้ยาปรุงต่างๆ เสริมแกร่งร่างกาย แล้วใช้เวทมนตร์ช่วยหนุนการต่อสู้ระยะประชิด นี่คงเป็นทางเลือกเดียวของหมอนั่นแล้วล่ะ!’
แค่อยู่ร่วมกันช่วงสั้นๆ ชิปชีวภาพอัจฉริยะก็สามารถตรวจจับและวิเคราะห์ข้อมูลจากพฤติกรรมเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ สิ่งนี้ช่วยให้กริมกุมความได้เปรียบในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และช่วยให้เขาหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ไม่จำเป็นได้มากโข และนี่แหละ คือสิ่งที่กริมให้ความสำคัญที่สุด!
แต่เทคนิคการสแกนแบบนี้คงใช้ไม่ได้ผลกับจอมเวทตัวจริง เพราะร่างกายของเหล่าจอมเวททางการจะแผ่คลื่นรังสีธาตุรุนแรงออกมาตลอดเวลา นี่เป็นทั้งสัญชาตญาณจากการอัดแน่นของพลังงานมหาศาลในตัว และเป็นเกราะป้องกันตามธรรมชาติไม่ให้คนนอกรับรู้สภาพที่แท้จริง
ภายใต้การรบกวนของรังสีพลังงานที่รุนแรง ชิปจะเก็บข้อมูลที่มีค่าได้แค่ไหนก็สุดจะรู้ เผลอๆ กริมยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าสัตว์ประหลาดระดับนั้นจะจับสัมผัสการมีอยู่ของชิปได้ไหม ดังนั้นในหอคอยจอมเวทเสียดฟ้าแห่งนี้ เขาต้องระวังเรื่องการใช้ชิปให้มากถึงมากที่สุด
ทางเดินหินกรวดตรงหน้าทอดตัวคดเคี้ยวหายไปในสายหมอก สองข้างทางเต็มไปด้วยพืชประหลาดรูปทรงพิสดาร ลำต้นทรงกรวยสั้นป้อม ใบไม้ที่ม้วนหุบเข้าหากัน เถาวัลย์ที่ห้อยระย้าลงมา ดอกไม้ลึกลับสีสดหยดย้อยขนาดเท่าอ่างน้ำ และบ่อโคลนเหม็นเน่าที่ชื้นแฉะ…
ฉากเหล่านี้ดูเผินๆ เหมือนจะธรรมดาสามัญ แต่กริมรู้ดีว่า เขาห้ามก้าวเท้าออกนอกทางเดินหินกรวดแม้แต่ครึ่งก้าว!
พืชและสัตว์ที่เอาชีวิตรอดในบึงมหาเวทอาถรรพ์ได้ แทบไม่มีตัวไหนเชื่องหรือเป็นมิตร ทุกตัวล้วนเป็นมอนสเตอร์กระหายเลือดที่กินคนไม่คายกระดูก
ต้นไม้เตี้ยๆ ที่ดูสงบเสงี่ยมนั่นคือ พฤกษาสังหาร ที่น่าสะพรึงกลัว ทันทีที่คุณเผลอเข้าใกล้ ใบไม้ที่ม้วนตัวอยู่จะกางออกฉับพลันแล้วโอบรัดคุณไว้ในอ้อมกอดมรณะ จังหวะนั้น เถาวัลย์มารโลหิต ที่ห้อยระย้าตามตัวมันจะเลื้อยเข้ามาพันธนาการ แทงหนามแหลมนับไม่ถ้วนเข้าสู่ร่างกาย ให้คุณได้ลิ้มรสชีวิตที่ค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับเลือดที่ถูกสูบออกทีละหยด… ทีละหยด
พอเลือดถูกดูดจนเกลี้ยงซาก หนังหุ้มกระดูกที่เหลือก็จะกลายเป็นปุ๋ยชั้นดีของพฤกษาสังหาร ถ้าโชคดีลองขุดดินสีดำอมแดงใต้ต้นมันดู จะต้องเจอกองกระดูกขาวโพลนอัดแน่นยั้วเยี้ย มีทั้งกระดูกคน กระดูกสัตว์ นี่คือหลักฐานการมีอยู่เพียงอย่างเดียวของเหยื่อที่พวกมันเคยล่า!
หอคอยจอมเวทเสียดฟ้าเลี้ยงดูมอนสเตอร์พวกนี้ไว้ด้วยสองเหตุผลหลัก หนึ่งเพื่อป้องกันคนนอกบุกรุก สองเพื่อเก็บเกี่ยววัตถุดิบเวทมนตร์พิเศษ
รากของพฤกษาสังหารและถุงเลือดที่อยู่ในตัวเถาวัลย์มารโลหิตถือเป็นของบำรุงชั้นยอด ช่วยเสริมสร้างร่างกายให้เหล่าจอมเวทที่มักจะมีปัญหาสุขภาพได้เป็นอย่างดี ทุกช่วงเวลาหนึ่ง เหล่าผู้ฝึกหัดเวทจึงต้องเสี่ยงตายจากการถูกพืชปีศาจโจมตีเพื่อมาเก็บรวบรวมวัตถุดิบที่นี่ ดังนั้นนี่จึงเป็นภารกิจอันตรายที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงลิบ
อาจเป็นเพราะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเลือดเนื้อสดใหม่จากตัวกริม ป่าบึงที่เมื่อกี้ยังดูเงียบเชียบราวกับป่าช้าก็กลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที มอนสเตอร์ที่อยู่นอกประสาทสัมผัสและการมองเห็นของกริมต่างขยับเขยื้อนร่างและกิ่งก้านอย่างตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง ค่อยๆ คืบคลานเข้าหาทางเดินหินกรวด แต่พอกริมตวัดสายตาไปมอง พวกมันก็จะกลับไปยืนแข็งทื่อแกล้งตายเหมือนไม่เคยขยับมาก่อน
สำหรับลูกไม้ตื้นๆ ของพืชปีศาจพวกนี้ กริมทำเป็นมองไม่เห็น ไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด ต่อให้พวกมันจะบ้าคลั่งหรือดุร้ายแค่ไหน ก็ไม่มีวันกล้ารุกล้ำเข้ามาในทางเดินหินกรวดซอมซ่อใต้เท้าเขา เหมือนกับว่าบนเส้นทางนี้มีอาคมบางอย่างที่พวกมันหวาดกลัวอยู่
“ค้นหาฐานข้อมูล บันทึกและจัดเก็บพืชเวทมนตร์ตรงหน้าลงแฟ้ม!”
[ติ๊ด… ภารกิจล้มเหลว… ฐานข้อมูลหลักเสียหาย ไม่สามารถจับคู่สายพันธุ์ได้… เปิดใช้งาน เนตรหยั่งรู้ธาตุ กำลังสร้างแบบจำลองใหม่…]
สิ้นเสียงแจ้งเตือนรัวๆ ของชิป ภาพที่ฉายบนจอประสาทตาของเขาก็สั่นไหวเล็กน้อย ตามด้วยข้อมูลมหาศาลที่ไหลลงมาเหมือนน้ำตกดิจิทัล พร้อมใช้แสงสีฉูดฉาดระบายทับวัตถุทุกชิ้นในครรลองสายตาจนดูวิจิตรตระการตา
‘เนตรหยั่งรู้ธาตุ? นี่คือฟังก์ชันพิเศษที่ชิปได้มาหลังหลอมรวมเข้ากับร่างกายปัจจุบันของเขางั้นหรือ?’
พื้นหลังสีเขียวระบุความเป็นพืชของมอนสเตอร์พวกนี้ ส่วนกลุ่มสีแดง เหลือง น้ำเงิน ม่วง ระบุตำแหน่งที่พลังงานรวมตัวกัน นอกจากนี้ยังมีค่าความชื้น อุณหภูมิ แรงลม ความเข้มข้นของอนุภาคพิษ การกระจายตัวและการไหลเวียนของอนุภาคธาตุเวท… ข้อมูลทุกอย่างที่ชิปตรวจจับได้ล้วนแสดงผลเป็นภาพกราฟิกสีเคลื่อนไหวซ้อนทับอยู่ตรงหน้าเขา
กริมขมวดคิ้ว ‘ภาพฉายโฮโลแกรมที่สีสันฉูดฉาดและซับซ้อนเกินไปแบบนี้รบกวนการมองเห็นปกติอย่างรุนแรง ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปเขาจะมองสิ่งรอบตัวรู้เรื่องได้ยังไง?’
“ตัดสเปกตรัมที่ไม่จำเป็นออก… ตัดแสงสะท้อนฟุ้งกระจาย… โฟกัสเนตรหยั่งรู้ธาตุเฉพาะกลุ่มพลังงานที่พบบ่อยไม่กี่ชนิด…”
สิ้นคำสั่งที่เป็นขั้นตอนของกริม แสงสีที่เมื่อกี้สว่างจ้าจนแทบตาบอดก็ค่อยๆ หรี่ลง ในที่สุดวัตถุทุกอย่างในครรลองสายตาก็กลับคืนสู่สภาพเดิม แต่ภายใต้การมองทะลุทะลวงของเนตรหยั่งรู้ธาตุอันทรงพลังจากชิปชีวภาพอัจฉริยะ ขอบของวัตถุทุกชิ้นกลับดูโปร่งแสง แม้แต่อนุภาคธาตุที่ล่องลอยในอากาศก็ยังพอมองเห็นได้ลางๆ
หมอกหนาสีขาวซีดเมื่อครู่ ในสายตาของกริมตอนนี้กลายเป็นกลุ่มก้อน เป็นเส้นสาย เป็นแผ่นฟิล์มของอนุภาคธาตุน้ำที่ไหลเวียนอย่างเชื่องช้า ภายใต้การควบคุมของพลังลึกลับบางอย่าง พวกมันไม่สามารถกระจายออกไปข้างนอกได้ ทำได้แค่ปกคลุมบึงมหาเวทอาถรรพ์แห่งนี้ปีแล้วปีเล่า
กริมหยุดยืนนิ่ง ดวงตาภายใต้เงาฮู้ดเป็นประกายวาววับ จ้องเขม็งไปที่พืชกลายพันธุ์ริมทาง ภายใต้การรับรู้ด้วยสายตาแบบใหม่ ความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกนอกจอมปลอมก็ถูกกระชากออกมาอย่างหมดจด!
ใต้เปลือกไม้เหี่ยวย่นขรุขระ มีกลุ่มใบหน้าภูตผีดูน่าสยดสยองอัดแน่นยั้วเยี้ย นี่คือวิญญาณที่ถูกพฤกษาสังหารกักขังไว้อย่างทารุณ และบนลำต้นสีเทาขาว ขอบใบที่ม้วนงอ ปลายหนามไม้แหลมคม กริมยัง ‘มองเห็น’ แสงเรืองรองสีเขียวอมฟ้า นี่น่าจะเป็นรังสีสเปกตรัมพลังงานของพิษอัมพาต
ส่วนเถาวัลย์มารโลหิตที่อาศัยเกาะกินอยู่บนต้นพฤกษาสังหาร ภายใต้เนตรหยั่งรู้ธาตุของกริม มันคือมอนสเตอร์สีแดงฉานทั้งเส้นที่ดูน่ากลัว ภายใต้ผิวเปลือกสีเขียวหญ้าที่บิดเบี้ยวขยับไหวนั้น คือเลือดบริสุทธิ์ที่ไหลเวียนอยู่ภายใน และตรงจุดที่มันเชื่อมต่อกับพฤกษาสังหาร ในโพรงไม้ที่ว่างเปล่า ถุงเลือดขนาดเท่ากำปั้นกำลังเต้นตุบตับเป็นจังหวะ ยุบหนอพองหนอ ดูคล้ายหัวใจมนุษย์ไม่มีผิด
กา… กา…
เสียงร้องแหลมระคายหูมาพร้อมกับฝูง อีกามรณะ ที่บินโฉบมาจากระยะไกล พวกมันเกาะลงบนกิ่งไม้ กระพริบดวงตาสีแดงฉานจ้องมองกริมเขม็ง พูดตามตรง ถูกมอนสเตอร์อัปมงคลฝูงหนึ่งจ้องมองแบบนี้ กริมรู้สึกไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย
กับมอนสเตอร์บึงที่มาโดยไม่ได้รับเชิญพวกนี้ กริมไม่กล้าประมาท แม้อีกามรณะจะไม่นับว่าเป็นสัตว์อสูรที่แข็งแกร่ง แต่ดวงตาสีแดงดั่งเลือดคู่นั้นก็มีพลังพิเศษที่ทำให้ ‘จิตตก’ ได้อ่อนๆ และก่อนหน้านี้ก็เคยมีตัวอย่างสยองที่ผู้ฝึกหัดเวทโดนพวกมันรุมจิกทึ้งจนตาบอดมาแล้ว
เห็นพวกอีกามรณะทำท่ากระดี๊กระด๊าอยากลองของ กริมยกมือขวาขึ้น พึมพำบทสวดมนตราที่ท่องได้ขึ้นใจอย่างแผ่วเบา เมื่อร่ายเวทครบห้าวินาที เปลวเพลิงเวทมนตร์สีแดงสดกลุ่มใหญ่ก็ลุกพรึ่บขึ้นบนมือของกริม พวยพุ่งและบิดเกลียวไม่หยุด
มือขวาทั้งข้างของกริมถูกห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงเวทมนตร์อย่างสมบูรณ์ แต่กลับไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย
หัตถ์เพลิงผลาญ!
นี่คือเวทมนตร์บทเดียวที่กริมเรียนรู้จนเชี่ยวชาญตลอดหกปีในหอคอยจอมเวท
ด้วยฝีมือปัจจุบันของกริม อย่างมากก็ทำได้แค่ยืดระยะไฟมารจากหัตถ์เพลิงผลาญออกไปได้ห้าก้าว ไกลกว่านั้นก็สุดความสามารถแล้ว ดังนั้นตอนนี้มันจึงยังนับว่าเป็นเวทมนตร์ระยะประชิดอยู่
เปลวเพลิงเวทมนตร์ที่ลุกโชนย้อมหมอกรอบด้านเป็นสีแดงฉาน คลื่นความร้อนของธาตุไฟที่รุนแรงทำให้มอนสเตอร์ในป่าบึงตระหนักได้ในที่สุดว่า มนุษย์ตรงหน้าไม่ใช่ขนมหวานที่พวกมันจะเคี้ยวได้ง่ายๆ
พวกมอนสเตอร์ที่ค่อยๆ ชุมนุมรอบตัวกริมเหมือนเจอเรื่องสยองขวัญ ต่างพากันแตกตื่นหนีห่างจากสองข้างทางเดิน ฝูงอีกามรณะยิ่งร้องเสียงหลง กา กา ก่อนจะบินขึ้นฟ้า วนเวียนอยู่ครู่หนึ่งก็หายลับไปในหมอกลึก
กริมพ่นลมหายใจยาว ในที่สุดก็วางใจได้เปราะหนึ่ง
มอนสเตอร์พวกนี้ไม่มีวันกล้าเหยียบย่างเข้ามาบนทางเดินหินกรวดเด็ดขาด แต่นั่นไม่ได้ห้ามพวกมันใช้วิธีอื่นหลอกล่อหรือข่มขู่ผู้ฝึกหัดเวทให้ออกไปจากเส้นทาง เมื่อไหร่ที่กริมตกใจกลัวกับภาพสยองที่พวกมันล้อมหน้าล้อมหลังจนสติแตกวิ่งเตลิดออกนอกเขตทางเดิน ต่อให้มีเครื่องรางคุ้มกันเวทมนตร์ ก็ยากจะรักษาชีวิตน้อยๆ เอาไว้ได้
วิญญาณและเลือดเนื้อของผู้ฝึกหัดเวท ย่อมรสเลิศโอชาเข้มข้นกว่ามนุษย์ธรรมดาและสัตว์ป่ามากนัก อีกทั้งเรื่องนี้ก็ไม่ได้ขัดต่อข้อตกลงระหว่างพวกมอนสเตอร์กับจอมเวทแห่งหอคอย ดังนั้นการออกลาดตระเวนนอกหอคอยแต่ละครั้งจึงเป็นบททดสอบจิตใจที่เข้มข้น หากจิตใจมีช่องโหว่ให้มอนสเตอร์พวกนี้ฉวยโอกาสได้ จุดจบของผู้ฝึกหัดเวทรับรองว่าดูไม่จืดแน่
“บันทึกข้อมูลมอนสเตอร์พวกนี้ลงไปให้หมด!” กริมสั่งการในใจด้วยความเยือกเย็น
[ติ๊ด… บันทึกเสร็จสิ้น! กรุณาตั้งชื่อโดยร่างหลัก]
“พฤกษาสังหาร… เถาวัลย์มารโลหิต… อีกามรณะ…”
[ตั้งชื่อเสร็จสิ้น! ข้อมูลใหม่ถูกจัดเก็บลงฐานข้อมูลเรียบร้อยแล้ว]