ศักราชจอมเวท - ตอนที่ 70 ค่ายฝึกซ้อม
เหล่าผู้ฝึกหัดจำนวนนับไม่ถ้วนที่ขอบตาดำคล้ำราวกับหมีแพนด้า ต่างพากันมุดออกมาจากเต็นท์ด้วยความหงุดหงิดจากการถูกปลุก พวกเขาคำรามในลำคอด้วยโทสะ เตรียมจะตะโกนสาปแช่งไอ้คนไร้มารยาทที่ส่งเสียงดังรบกวนเวลานอน แต่เมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างของเด็กหนุ่มที่กำลังยืนเล่นสนุกอยู่หน้าหินยักษ์อย่างเพลิดเพลิน ความกล้าของพวกเขาก็หดหายไปทันที ทำได้เพียงโบกไม้โบกมือระบายความเจ็บใจ แล้วบ่นพึมพำสาปแช่งเบาๆ ก่อนจะมุดหัวกลับเข้าเต็นท์ไป
ทันใดนั้น แสงเรืองรองของเวทมนตร์หลากสีสันก็สว่างวาบขึ้นบนเต็นท์หลายหลัง เจ้าพวกที่โหยหาการนอนหลับอย่างเร่งด่วนเหล่านี้ทำได้เพียงร่ายเวทป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอก เพื่อจะได้กลับไปสานต่อฝันหวานของตัวเองให้จบ
กริมใช้เวลาเต็มๆ ถึงครึ่งชั่วโมง กว่าจะหยุดหอบหายใจแฮกๆ เขาผลาญ พลังจิตวิญญาณ ของตัวเองจนลดต่ำลงสู่ขีดอันตราย
แต่ด้วยการรับรู้ที่เฉียบคม กริมสัมผัสได้ว่าภายในร่างกายมีพลังต้นกำเนิดธาตุไฟสายหนึ่งกำลังหลั่งไหลออกมาจากส่วนลึกของกล้ามเนื้อและกระดูกอย่างต่อเนื่อง มันช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าและเติมเต็มความเสียหายทางจิตวิญญาณให้อย่างน่าอัศจรรย์ เพียงแต่กระบวนการฟื้นฟูในครั้งนี้ราบรื่นและนุ่มนวลกว่าตอนแรกมาก อยู่ในขอบเขตที่พลังจิตวิญญาณของเขาสามารถรองรับได้สบาย
“เป็นไง ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นบ้างไหม?” น้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลังอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
กริมหันขวับกลับไปมอง ปรากฏว่าเป็น มือมืด เควิน
“นายรู้ตัวไหม… ว่าตอนนี้มีคนในค่ายตั้งเท่าไหร่ที่อิจฉาการกินล้างกินผลาญของนายเมื่อวาน?” เควินยืนกอดอก มุมปากยกยิ้มสื่อความหมายยากจะคาดเดา “ลำพังแค่มื้ออาหารเนื้อมังกรดินอัคคีเมื่อวานมื้อเดียว ก็เป็นสิ่งที่คนค่อนค่ายใฝ่ฝันหาแต่ไม่มีปัญญาจะได้ลิ้มรส การที่ได้อาฟูเลี้ยงข้าวชุดใหญ่ขนาดนั้น มันเป็นเรื่องที่น่าดีใจยิ่งกว่าการได้รับชัยชนะกลับมาจากใต้พิภพเสียอีก!”
“เนื้อพวกนั้น… คงแพงน่าดูเลยสินะ?” กริมเกาหัวแกรกๆ ถามด้วยความสงสัย
“แพง? ก็ไม่ถือว่าแพงมากหรอก! ในท้องตลาด เนื้อสดของมังกรดินอัคคีก็แค่ชั่งละ 100 ผลึกเวท ส่วนเลือดมังกรก็แก้วละ 200 ผลึกเวท เท่านั้นเอง”
แม้จะฟังเควินพูดเหมือนเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว แต่กริมกลับรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายกำลังกัดฟันพูดด้วยความเสียดายอย่างไรชอบกล
กริมในตอนนี้ไม่ใช่เด็กเมื่อวานซืนที่ไม่ประสีประสาต่อโลกอีกต่อไปแล้ว เขาสามารถประเมินมูลค่าของผลึกเวทได้อย่างแม่นยำ
อย่าง ผู้ฝึกหัดทดสอบ แบบเขาที่รับภารกิจสำรวจใต้พิภพง่ายๆ ผลตอบแทนภารกิจแต่ละครั้งจะอยู่ที่ประมาณ 5 แต้มผลงาน และ 10 ผลึกเวท เท่านั้น ส่วน ผู้ฝึกหัดระดับสูง อย่างเควิน การออกภารกิจหนึ่งครั้ง ผลตอบแทนที่ได้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 10 แต้มผลงาน และ 30-40 ผลึกเวท
เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการซื้อวัสดุอุปกรณ์และของใช้จำเป็นพื้นฐานออกไป ผู้ฝึกหัดระดับสูงที่มีเงินเก็บติดตัวสักสองสามร้อยผลึกเวท ก็ถือว่าเป็นเศรษฐีตัวจริงแล้ว!
มิน่าล่ะ… หลังจากการประลองพนันเมื่อวานจบลง ถึงมีผู้ฝึกหัดระดับสูงมากมายจ้องมองกริมด้วยสายตาเคียดแค้นกัดฟันกรอด แทบอยากจะกินเลือดกินเนื้อ
พูดได้เต็มปากเลยว่า หลังจากการประลองพนันทั้งสองรอบ กริมแทบจะรีดไถเงินเก็บผลึกเวทของผู้ฝึกหัดระดับสูงทั้งค่ายฝึกซ้อมมาจนเกลี้ยงกระเป๋า หากไม่มีอาฟูหัวโล้นคอยคุ้มกะลาหัว เกรงว่าวินาทีที่เขาก้าวเท้าออกจากค่าย ก็คงมีผู้ฝึกหัดนับไม่ถ้วนดักรอรุมสกัมเขาอยู่เป็นแน่!
แม้จะได้ “ลาภลอย” ก้อนโตมาแบบส้มหล่น แต่เมื่อกริมได้ยินราคาที่แท้จริงของเนื้อและเลือดมังกรดินอัคคี กล้ามเนื้อบนใบหน้าก็ยังอดไม่ได้ที่จะกระตุกยิกๆ ด้วยความเสียดาย
หลังจากอัดอั้นอยู่นาน ในที่สุดกริมก็เงยหน้าตะโกนก้องฟ้า “ถ้ารู้ว่าไอ้ของพรรค์นี้มันแพงระยับขนาดนั้น เมื่อวานฉัน… เมื่อวานฉัน… จะต้อง…”
“จะต้องไม่กล้าแตะมันแน่ๆ?”
“จะต้องยัดเข้าปากให้เยอะกว่านี้อีกสิฟะ!”
“……”
หลังจากหยอกล้อกันพอหอมปากหอมคอ เมื่อทั้งสองหันมาเผชิญหน้ากันอีกครั้ง แววตากลับมีความรู้สึกสนิทสนมกันขึ้นมาเล็กน้อย
อันที่จริงนับตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกัน กริมมีความรู้สึกเกรงขามต่อผู้ฝึกหัดระดับสูงที่ผ่านการขัดเกลามาจากความเป็นความตายเหล่านี้อยู่ลึกๆ อย่าเห็นว่าเขาเพิ่งจะคว่ำตัวตึงระดับสูงไปได้ถึงสองคนติดๆ กัน แต่นั่นก็เป็นเพียงการประลองบนเวทีที่เปิดเผยและมีกติกา หากไม่มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่ ไม่จำกัดวิธีการสกปรก ความแข็งแกร่งของกริมที่เป็นเพียงผู้ฝึกหัดเวทระดับต้น ก็ยังถือว่าอ่อนหัดนัก
สิ่งที่แข็งแกร่งคือ หุ่นเชิดเวทมนตร์ ที่เป็นตัวช่วยของเขาต่างหาก ส่วนร่างต้นของเขานั้นเปราะบางเหลือเกิน
หากจับเขาและแบล็ควู้ดโยนเข้าไปในป่าลึกสักแห่ง แบล็ควู้ดที่เชี่ยวชาญเวทมนตร์คำสาปจะมีวิธีการนับพันรูปแบบที่จะเล่นงานเขาจนแทบอยากจะร้องขอความตาย และหากศัตรูเปลี่ยนเป็นเควินที่อยู่ตรงหน้านี้ กริมมั่นใจเลยว่าตัวเองคงหัวหลุดจากบ่าโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
เขาไม่สามารถมุดดินหนีได้ตลอดทั้งวัน เขาจำเป็นต้องกลับขึ้นมาบนพื้นดินเพื่อกินข้าว ดื่มน้ำ และนอนหลับ และวินาทีที่จิตใจของเขาผ่อนคลายนั่นแหละ คือช่วงเวลาที่มัจจุราชจะมาพรากชีวิตน้อยๆ ของเขาไปอย่างเงียบเชียบ
ดังนั้น แม้ความสามารถในการต่อสู้ของเขาจะได้รับการยอมรับ แต่ก้นบึ้งหัวใจของกริมยังคงเจียมตัวและตระหนักถึงสถานะของตัวเองเป็นอย่างดี เขาอาจจะสร้างความคุกคามให้กับคนบางกลุ่มในค่ายได้ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นตัวอันตรายระดับคอขาดบาดตาย ดังนั้นสมาชิกในค่ายถึงได้ยอมรับเขาด้วยท่าทีที่ผ่อนปรนมากขึ้น
หากกริมหลงระเริงไปกับแสงรัศมีจอมปลอมจากการประลอง และเพ้อฝันว่าจะวางก้ามเทียบชั้นกับพวกเขา เกรงว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาคงมีเพียงความเกลียดชังและการถูกหมายหัวที่ไม่สิ้นสุด
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเควินแสดงไมตรีจิตออกมา กริมจึงตอบรับด้วยความกระตือรือร้นเป็นสิบเท่าทันที
เควินมีอายุมากกว่ากริมพอสมควร น่าจะราวๆ ยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปี ยังถือว่าอยู่ในวัยหนุ่มแน่น ดังนั้นการคบหากันของทั้งสองคนจึงไม่มีช่องว่างระหว่างวัยมากนัก
หลังจากสนทนากันไม่กี่ประโยค เควินก็โยนถุงผ้าเก่าๆ ใบหนึ่งให้กับกริม
“นี่คือของเดิมพันที่นายชนะมาได้เมื่อวาน กลัวว่านายจะแบกไม่ไหว ฉันเลยจัดการเปลี่ยนส่วนใหญ่ให้เป็น บัตรผลึกเวท หมดแล้ว นายสามารถนำไปแลกเปลี่ยนได้ที่จุดพักแรมหอคอยจอมเวทของ สมาคมพันธมิตรสารทิศ ทุกสาขา แบบนี้สะดวกกว่าพกผลึกเวทหลายพันก้อนเดินไปเดินมาตั้งเยอะ!”
กริมได้ยินดังนั้นก็ตาลุกวาว กล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“เรื่องเล็กน้อยแค่นี้มีอะไรน่าขอบคุณ? จะว่าไปฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณนาย! ถ้าไม่มีนาย เมื่อวานฉันก็คงไม่ได้กำไรติดไม้ติดมือมานิดหน่อย ฮ่าๆ ได้เห็นหน้าเขียวๆ ของไอ้พวกนั้น มันช่างเป็นภาพที่เจริญหูเจริญตาจริงๆ!”
กริมถูมือไปมา ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี คบหากับเควินก็นับว่าดีอยู่หรอก แต่ดูเหมือนเขาจะไปล่วงเกินคนอื่นไว้เยอะกว่ามาก!
“ไม่ต้องกังวล อาฟูประกาศคำสั่งลงมาแล้ว ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป นายได้เข้ามาสังกัดอยู่ในทีมย่อยของฉันแล้ว เรื่องพวกนี้นายอาจจะยังไม่รู้ เพราะตอนที่อาฟูพูดเรื่องจัดทีม นายดูเหมือนจะถูกหามออกจากบ้านไม้ไปแล้ว” เควินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงดังลั่น แต่ทว่าภายใต้คำพูดหยอกล้อ กริมยังคงจับสัมผัสได้ถึงความอิจฉาจางๆ ที่ยากจะปิดบัง
“พี่เควิน ไม่รู้ว่าจะช่วยแนะนำเรื่องอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ฝึกหัดในค่ายให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับ!”
“ฮ่าๆ เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว มาสิ ฉันจะพานายกลับหอคอยจอมเวท ระหว่างทางจะได้เล่าสถานการณ์ของค่ายฝึกซ้อมแห่งนี้ให้ฟังทีเดียวเลย!”
และแล้ว กริมก็พกเงินก้อนโตเดินกลับหอคอยจอมเวท พร้อมกับได้รับรู้ความจริงเบื้องหลังจุดประสงค์ของการดำรงอยู่ของค่ายฝึกซ้อมแห่งนี้
ค่ายฝึกซ้อม… สมกับชื่อของมันจริงๆ มันคือค่ายสำหรับขัดเกลาผู้ฝึกหัดระดับสูง แต่นัยสำคัญกว่านั้น มันคือศูนย์รวมอำนาจที่คอยรักษาผลประโยชน์ของตระกูลจอมเวทขนาดเล็ก
ต้องเข้าใจก่อนว่าชื่อ ถ้ำปีศาจทมิฬ นอกจากจะหมายถึงโลกใต้พิภพที่มืดมิดและลึกล้ำแล้ว ยังครอบคลุมถึงป่าเขาอันกว้างใหญ่ไพศาลและทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ในรัศมีเกือบสามหมื่นลี้รอบ เทือกเขาคริลลา ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในทำเลทองที่มีผลประโยชน์มหาศาลที่สุดในเขต ดากอน
และ จอมเวทระดับ 2 ที่สมาคมพันธมิตรสารทิศส่งมาประจำการที่ถ้ำปีศาจทมิฬ ก็เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่ในหอคอยจอมเวทตลอดทั้งปี แทบจะไม่เคยโผล่หัวออกมาเลย หากไม่ได้เกิดเรื่องคอขาดบาดตายอย่างเช่น จอมเวททุศีล บุกขึ้นมาถึงพื้นโลก เขาก็แทบจะไม่สนใจไยดีโลกภายนอก เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการทดลองเวทมนตร์ของตัวเอง
แม้ว่าเขาจะแอบลอบลงไปเดินเล่นในส่วนลึกของใต้พิภพเป็นครั้งคราว แต่นั่นก็เพื่อรวบรวมความรู้และวัตถุดิบสำหรับการทดลองของตนเองเป็นหลัก น้อยครั้งนักที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างจอมเวทพื้นโลกและจอมเวททุศีลอย่างจริงจัง
ดังนั้น ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจในกิจการทุกอย่างของที่นี่อย่างแท้จริง คือจอมเวทระดับ 1 ทั้งสิบเจ็ดคนที่กุมอำนาจในหอคอยจอมเวทแห่งถ้ำปีศาจทมิฬ และเบื้องหลังของพวกเขาทุกคน ล้วนมีตระกูลจอมเวทที่มีบทบาทสำคัญในเขตดากอนคอยหนุนหลังอยู่
ความแข็งแกร่งของตระกูลจอมเวทเหล่านี้ หากนำไปเทียบกับสมาคมพันธมิตรสารทิศ ย่อมเป็นเพียงตระกูลเล็กๆ ที่ไม่มีใครสนใจ แต่ในเขตดากอนแห่งนี้ พวกเขาคือเจ้าถิ่นที่มีอิทธิพลล้นฟ้า ขุนนางมนุษย์และสมาคมการค้าทั่วไปทำได้เพียงขอหลบภัยภายใต้ปีกของพวกเขาเท่านั้นถึงจะสามารถเข้ามามีส่วนแบ่ง และตักตวงผลประโยชน์มหาศาลจากเทือกเขาคริลลาได้
สมุนไพร, ไม้, พืชพันธุ์พิเศษ, ขนสัตว์, แกนผลึกสัตว์อสูร, มอนสเตอร์ลึกลับ… ขอเพียงเป็นวัสดุและทรัพยากรที่คุณนึกออก ล้วนหาได้จากที่นี่ ทีมล่าสัตว์และทีมสำรวจนับไม่ถ้วนเดินทางลัดเลาะไปตามหุบเหวและยอดเขา นำทรัพยากรอันล้ำค่ากลับมาอย่างไม่ขาดสาย สร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุดให้กับผู้สนับสนุนเบื้องหลัง
แต่นั่นเป็นเพียงทรัพยากรระดับพื้นผิว สิ่งที่ทำให้ตระกูลจอมเวทกอบโกยความมั่งคั่งได้อย่างเป็นกอบเป็นกำอย่างแท้จริง คือวัสดุเวทมนตร์ที่ผลิตได้จากโลกใต้พิภพ… หญ้าทมิฬ, เห็ดวิญญาณ, หินเนตรราตรี และอื่นๆ วัสดุเวทมนตร์ที่แม้แต่ จอมเวททางการ ยังต้องตาโตเหล่านี้ต่างหาก คือท่อน้ำเลี้ยงหลักที่ทำให้ตระกูลจอมเวทเจริญรุ่งเรืองมาได้หลายร้อยหลายพันปี
คนธรรมดาไม่มีปัญญาจะเจาะลึกลงไปใต้ดินเพื่อรวบรวมของพวกนี้ มีเพียงกลุ่มคนลึกลับที่ครอบครองพลังพิเศษ—— ผู้ฝึกหัดเวท เท่านั้น ที่มีความสามารถจะเดินทางฝ่าดงสัตว์ประหลาดและนำทรัพยากรหายากเหล่านั้นกลับมาได้
จอมเวทประจำการทั้งสิบเจ็ดคนในหอคอย ก็คือตัวแทนของสิบเจ็ดตระกูลจอมเวทชั้นนำในเขตดากอน ตราบใดที่พวกเขายังอยู่ ผลประโยชน์ทรัพยากรของตระกูลก็จะไม่มีคนนอกกล้ามายุ่งเกี่ยว แต่ในฐานะจอมเวททางการ พวกเขาย่อมไม่ลดตัวลงไปทำงานหนักที่หยาบและเสียเวลาเหล่านั้น ดังนั้นผู้ที่มารับหน้าที่แทน ก็คือผู้ฝึกหัดรุ่นหลังที่ถูกคัดเลือกส่งมาจากตระกูลนั่นเอง
วิธีนี้ไม่เพียงแต่รับประกันความต่อเนื่องของผลประโยชน์ แต่ยังเป็นการสนามฝึกฝนชั้นดีให้แก่เหล่าหัวกะทิรุ่นเยาว์ ดังนั้น ‘ค่ายฝึกซ้อม’ แห่งนี้จึงถือกำเนิดขึ้น
หากจะเปรียบว่าจอมเวทประจำหอคอยทั้งสิบเจ็ดคนคือ ‘มันสมอง’ ของตระกูลจอมเวท เช่นนั้นเหล่าผู้ฝึกหัดระดับสูงในค่ายนี้ก็เปรียบเสมือน ‘คมเขี้ยว’ ของตระกูล เมื่อใดก็ตามที่เกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่ง พวกเขาคือหน่วยปฏิบัติการที่จะออกหน้าปกป้องผลประโยชน์และศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูล
แน่นอน หากทีมสำรวจของตระกูลไปบังเอิญเจอสัตว์อสูรหายากหรือมอนสเตอร์ที่รับมือไม่ไหวในเทือกเขาคริลลา ผู้ฝึกหัดที่ประจำการอยู่ที่นี่ ก็จำเป็นต้องอุทิศกำลังของตนเพื่อให้การสนับสนุนทางเวทมนตร์แก่ทีมสำรวจ
อย่างไรก็ตาม ศูนย์ถ่วงและภารกิจหลักของผู้ฝึกหัดระดับสูงเหล่านี้ ก็ยังคงอยู่ภายในถ้ำปีศาจทมิฬ
เพราะที่นั่น… คือเส้นเลือดใหญ่ที่ตระกูลจอมเวทไม่อาจตัดใจทิ้งได้