ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 106: ข้าแค่มาถามทาง ทำไมต้องบีบให้ข้าฆ่าคนด้วย
- Home
- ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า
- บทที่ 106: ข้าแค่มาถามทาง ทำไมต้องบีบให้ข้าฆ่าคนด้วย
ใต้ท้องทะเลลึก
สถานที่จัดงานขนาดยักษ์ได้จมดิ่งหายลับไปสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรแล้ว จางอวิ๋นในยามนี้มองเห็นเพียงเงาทะมึนขนาดมหึมาเลือนรางจากระยะไกล
ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย ฝูงฉลามคลั่งจำนวนมหาศาลว่ายวนเวียน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วอณูน้ำ เศษชิ้นส่วนแขนขาที่ขาดวิ่นลอยเกลื่อนกลาด และกำลังถูกพวกมัจจุราชแห่งท้องทะเลรุมทึ้งแย่งชิงกันอย่างบ้าคลั่ง
จางอวิ๋นโคจร ‘ปราณคืนกำไร’ เคลือบไว้ที่ท่อนแขนทั้งสองข้าง ก่อนจะแหวกว่ายพุ่งทะยานลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่างด้วยความเร็วปานลูกเกาทัณฑ์
“กรร!” “กรร!”…
ระหว่างทาง ฝูงฉลามสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของผู้บุกรุก เมื่อพวกมันได้กลิ่นเนื้อสดๆ จากมนุษย์ สัญชาตญาณนักล่าก็ถูกปลุกเร้า พวกมันพุ่งเข้าใส่จากทุกทิศทาง อ้าปากกว้างเผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคมเรียงรายหมายจะขย้ำเหยื่อให้แหลกเป็นชิ้นๆ
จางอวิ๋นไม่มีทีท่าว่าจะหลบหลีก เขาเพียงแค่วาดแขนออกไปด้านข้างคล้ายท่วงท่าว่ายน้ำปกติ ทว่าวินาทีนั้น ปราณคืนกำไรที่อัดแน่นอยู่บนแขนพลันระเบิดออก กวาดกระแทกไปรอบทิศทางตามกระแสน้ำ
ตูม! ตูม! ตูม!!
ทันทีที่คมเขี้ยวของฉลามสัมผัสโดนปราณคืนกำไร ร่างกายอันแข็งแกร่งของพวกมันกลับเปราะบางราวกับเต้าหู้ เนื้อหนังระเบิดกระจุยกลายเป็นหมอกเลือดฟุ้งกระจายในพริบตา!
จางอวิ๋นเมินเฉยต่อซากศพที่ร่วงหล่น มุ่งหน้าดำดิ่งลงไปอย่างไม่ลดละ
ยิ่งใช้งานบ่อยครั้ง เขาก็ยิ่งตระหนักถึงความน่าสะพรึงกลัวของ ‘ปราณคืนกำไร’
ทุกกระบวนท่าของเขา ขอเพียงมีปราณคืนกำไรแฝงอยู่ อานุภาพทำลายล้างจะทวีคูณขึ้นหลายเท่าตัว มิหนำซ้ำมันยังมีคุณสมบัติในการข่มและทำลายพลังงานรูปแบบอื่นอย่างรุนแรง
ตัวอย่างเช่นกระแสน้ำกัดกร่อนของเจียวมังกรสีน้ำเงินก่อนหน้านี้ หากเป็นพลังปราณปกติคงถูกกัดกร่อนสลายไปแล้ว แต่คลื่นปราณกระบี่ของเขาที่มีปราณคืนกำไรแฝงอยู่ กลับสามารถผ่าแยกสายน้ำมรณะนั้นออกได้อย่างง่ายดายราวกับฉีกกระดาษ
หลังจากระเบิดร่างฉลามไปไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยตัว ในที่สุดจางอวิ๋นก็ดำดิ่งลงมาถึงระดับความลึกพันเมตร
เบื้องหน้าคือสถานที่จัดงานขนาดมหึมาที่จมสงบนิ่งอยู่ก้นทะเล สภาพโดยรวมยังคงสมบูรณ์ ดูราวกับวิหารโบราณลึกลับใต้น้ำขนาดยักษ์
ฟุ่บ!
ขณะที่เขากำลังจะเข้าไปสำรวจ จู่ๆ ก็มีคนสองกลุ่มพุ่งสวนออกมา ไล่ล่ากันอย่างดุเดือดท่ามกลางกระแสน้ำที่ปั่นป่วน
“คนของหอก่วนชิง พวกเจ้าอย่าให้มันมากเกินไปนักนะ!”
จางอวิ๋นจำคนทั้งสองกลุ่มนี้ได้แม่นยำ
กลุ่มที่หนีหัวซุกหัวซุนอยู่ข้างหน้าคือเหล่าผู้อาวุโสของสำนักหนานซาน นำทีมโดย ‘ผู้อาวุโสสอง’ ผู้มีระดับพลังเข้าใกล้จินตานขั้นสูงสุดอย่างยิ่งยวด
ส่วนกลุ่มเพชฌฆาตที่ไล่ล่าตามหลังมาติดๆ คือคนของ ‘หอก่วนชิง’ อีกหนึ่งขั้วอำนาจระดับท็อปของแคว้นหนานอวิ๋น
ผู้นำกลุ่มคือชายชราผมดำใบหน้าเย็นชาอำมหิต เขาคือ ‘ผู้อาวุโสใหญ่’ แห่งหอก่วนชิง ก่อนหน้านี้ในงานประลอง จางอวิ๋นเคยใช้เนตรสวรรค์ตรวจสอบดูแล้ว คนผู้นี้เป็นยอดฝีมือระดับจินตานขั้นสูงสุดตัวจริงเสียงจริง
“ส่งของมา!”
ผู้อาวุโสใหญ่หอก่วนชิงตะคอกเสียงต่ำ แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่าน
“ของสิ่งนี้พวกข้าเป็นคนเจอก่อน คนของหอก่วนชิง พวกเจ้าอยากจะเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับสำนักหนานซานของข้าหรือยังไง?”
ผู้อาวุโสสองสำนักหนานซานตวาดกลับด้วยความโกรธแค้น
ผู้อาวุโสใหญ่หอก่วนชิงแค่นเสียงเย็น “ให้โอกาสพวกเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ส่งของมาซะ! ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าพวกข้าไม่เกรงใจ!!”
“ฝันไปเถอะ!”
คนของสำนักหนานซานกัดฟันกรอด พยายามเร่งพลังแหวกว่ายน้ำหนีไปทางอื่น แต่เพิ่งพุ่งออกไปได้ไม่กี่เมตร จู่ๆ ร่างกายก็ต้องหยุดชะงักกะทันหันจนตัวโก่ง
เพราะเบื้องหน้าของพวกเขา มีร่างเงาร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นขวางทางไว้อย่างเงียบเชียบ
ร่างนั้นคือจางอวิ๋น ที่กำลังมองพวกเขาด้วยรอยยิ้มพิมใจ
“บังเอิญจังนะพวกเรา!”
“เจ้า… เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!?”
คนของสำนักหนานซานเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
พอเห็นหน้าจางอวิ๋น ภาพความทรงจำตอนที่คนตระกูลหลินถูกสังหารหมู่ก็ผุดขึ้นมาในหัว ตอนนั้นเจ้าหมอนี่น่าจะหนีหางจุกตูดไปแล้วไม่ใช่หรือ?
“หืม?”
กลุ่มผู้อาวุโสใหญ่หอก่วนชิงที่ไล่ตามมาข้างหลัง พอเห็นจางอวิ๋นโผล่ออกมาขัดจังหวะก็ชะงักไปเล็กน้อย
“พวกเจ้าแย่งอะไรกันอยู่งั้นหรือ? แบ่งปันให้ข้ารู้บ้างสิ?”
จางอวิ๋นยิ้มหวานหยดย้อย สายตากวาดมองคนของทั้งสองขั้วอำนาจอย่างไม่เกรงกลัว
คนของสำนักหนานซานไม่มีเวลามาเสวนาด้วย พวกเขารีบหักเลี้ยวพุ่งตัวจะหนีขึ้นไปทางด้านบนทันที
ปุ้บ ปุ้บ ปุ้บ!!
แต่ทว่าเพิ่งจะขยับตัวขึ้นไป ก็ถูกชั้นพลังสีทองจางๆ ของปราณคืนกำไรที่จางอวิ๋นแผ่ออกมากวาดกระแทกเข้าใส่อย่างจัง จนกระอักเลือดคำโต ร่างร่วงละลิ่วลงมาระนาว
“ข้าอนุญาตให้พวกเจ้าไปแล้วหรือ?”
จางอวิ๋นมองพวกเขาด้วยสายตาเรียบเฉย เย็นชายิ่งกว่าน้ำทะเลลึก
เท้าก้าววูบ ร่างเคลื่อนย้ายพริบตาราวกับภูตพรายไปโผล่ตรงหน้าผู้อาวุโสสองสำนักหนานซาน
หมับ!
มือแกร่งดุจคีมเหล็กคว้าเข้าที่ลำคอของอีกฝ่ายแล้วยกหิ้วลงมา
“อุก!!”
แม้ใต้น้ำจะไร้ซึ่งแรงโน้มถ่วง แต่ด้วยพละกำลังมหาศาลของจางอวิ๋นบวกกับแรงดันน้ำมหาศาล และการที่เผลออ้าปากทำให้น้ำทะเลทะลักเข้าไป ผู้อาวุโสสองสำนักหนานซานถึงกับสำลักน้ำ ขาดอากาศหายใจ แขนขาตะเกียกตะกายระเบิดพลังปราณดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง
จางอวิ๋นสะบัดมือซ้ายวูบเดียว พลังปราณของอีกฝ่ายก็ถูกปัดเป่ากระเจิงจนหมดสิ้น เขาจ้องมองผู้อาวุโสสองและพรรคพวกด้วยแววตาอำมหิต
“เอาของออกมาให้ข้าดูหน่อยซิ!”
คนของสำนักหนานซานหน้าซีดเผือด สายตาเผลอมองไปที่นิ้วมือของผู้อาวุโสสองโดยไม่รู้ตัว
จางอวิ๋นเลิกคิ้วมองตาม ก่อนจะแสยะยิ้ม แล้วจัดการหักนิ้วของอีกฝ่ายออกมาพร้อมกับแหวนมิติ… แบบสดๆ!
กร๊อบ!
“อ๊ากกก!”
ผู้อาวุโสสองสำนักหนานซานกรีดร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
จางอวิ๋นไม่แยแสเสียงโหยหวน เตรียมจะส่งจิตสัมผัสเข้าไปตรวจสอบในแหวนมิติ
ฟี้ยว!
จู่ๆ จิตสังหารเย็นเยียบพร้อมประกายแสงสายหนึ่งก็พุ่งแหวกน้ำทะเลเข้ามาทางด้านข้างด้วยความเร็วสูง
สีหน้าจางอวิ๋นเคร่งขรึมลง เขาปล่อยมือจากเหยื่อแล้วดีดตัวหลบฉากออกไปในเสี้ยววินาที
แต่ผู้อาวุโสสองสำนักหนานซานไม่ได้โชคดีขนาดนั้น…
ฉึก!!
หอกยาวที่พุ่งแหวกน้ำมาด้วยพลังทำลายล้างเสียบทะลุร่างของผู้อาวุโสสองอย่างจัง ตรึงร่างนั้นไว้กลางน้ำ
“ท่านผู้อาวุโสสอง!!”
คนของสำนักหนานซานที่เหลือหน้าถอดสี ร้องเรียกด้วยความตื่นตระหนก
จางอวิ๋นหันขวับไปมองมือสังหารด้วยสายตาเย็นชา… ผู้อาวุโสใหญ่หอก่วนชิงนั่นเอง
“ส่งของมา!”
ผู้อาวุโสใหญ่หอก่วนชิงมีสีหน้าเฉยเมย ราวกับเพิ่งบี้มดตายไปตัวหนึ่ง
เขาจำจางอวิ๋นได้ ผู้อาวุโสเก้าแห่งสำนักหลิงเซียน อาจารย์ของสวีหมิงและอู๋เสี่ยวพั่งที่ฉายแววเจิดจรัสในงานประลอง นอกเหนือจากนั้น เขาก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับจางอวิ๋นมากนัก และไม่คิดจะใส่ใจด้วย
ก่อนหน้านี้ที่งานประลองเกิดความวุ่นวาย เขาเอาแต่จับตาดูพวกผู้บำเพ็ญพิษและเจ้าสำนักระดับสูง พอเห็นจางอวิ๋นหายไป ก็คิดว่าคงกลายเป็นศพเฝ้าทะเลไปแล้ว
ไม่นึกว่าจะยังรอดมาได้
แต่เขาก็ไม่ได้ให้ราคาเท่าไหร่ ก็แค่ผู้อาวุโสระดับจินตานธรรมดาๆ ที่โชคดีปั้นลูกศิษย์อัจฉริยะขึ้นมาได้ก็เท่านั้น
ทว่าเมื่อครู่ การที่จางอวิ๋นซัดเหล่าผู้อาวุโสสำนักหนานซานจนกระเด็น และคว้าคอผู้อาวุโสสองได้ในหมัดเดียว ก็ทำให้เขาแปลกใจนิดหน่อย… แต่ก็แค่นั้น
ในฐานะยอดฝีมือที่เคยประมือกับระดับหยวนอิงและรอดชีวิตกลับมาได้ เขาไม่เห็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานทั่วไปอยู่ในสายตามานานแล้ว
“ถ้าข้าไม่ให้ล่ะ?”
จางอวิ๋นเอ่ยเสียงเรียบ ท้าทายอำนาจตรงหน้า
“งั้นก็ตายซะ!”
ผู้อาวุโสใหญ่หอก่วนชิงไม่พูดพร่ำทำเพลง หยิบหอกยาวออกมาอีกเล่ม แล้วขว้างใส่จางอวิ๋นราวกับเทพเจ้าขว้างสายฟ้า แหวกน้ำพุ่งเข้ามาด้วยแรงกดดันมหาศาล
จางอวิ๋นหลุบตาลง กำกระบี่เมฆาเวหาในมือแน่น แล้วฟันปะทะกับหอกที่พุ่งมาตรงๆ อย่างไม่เกรงกลัว
เปรี้ยง!!
กระบี่และหอกปะทะกันใต้น้ำ ก่อให้เกิดคลื่นกระแทกรุนแรง ฟองอากาศสีขาวฟุ้งกระจายไปทั่ว พร้อมเสียงระเบิดก้องกัมปนาท
ภาพที่ปรากฏคือหอกยาวเล่มนั้นถูกจางอวิ๋นใช้กระบี่เมฆาเวหาฟันผ่ากลางตั้งแต่ปลายหอก ด้ามหอกทั้งด้ามถูกแรงสั่นสะเทือนจนแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยปลิวว่อนไปกับสายน้ำ
“หืม?”
ผู้อาวุโสใหญ่หอก่วนชิงเห็นดังนั้น แววตาฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง
รับหอกสังหารของเขาได้ตรงๆ แถมยังฟันทำลายทิ้งได้อีก?
“ดูท่าเจ้าจะมีค่าพอให้ข้าเอาจริงสินะ!”
ด้วยความแปลกใจเล็กน้อย ผู้อาวุโสใหญ่หอก่วนชิงเอ่ยเสียงเรียบ ในมือพลันปรากฏหอกยาวสีเงินยวางเล่มหนึ่งขึ้นมา แผ่กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์และอันตราย
“ศาสตราวิญญาณ?”
เห็นหอกเล่มนั้น จางอวิ๋นก็เลิกคิ้วสูง เอ่ยขึ้นลอยๆ ด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ “หอกเล่มนั้น… เป็นของข้าแล้ว!”
วูบ!
พูดจบเขาก็ตวัดกระบี่ฟันออกไปหนึ่งที
“ของเจ้า? ช่างไม่เจียมตัว!”
ผู้อาวุโสใหญ่หอก่วนชิงแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยัน ควงหอกยาวแล้วแทงสวนเข้ามา หมายจะทะลวงทั้งกระบี่และร่างของจางอวิ๋นให้เป็นรูพรุน!
แค่ผู้อาวุโสเก้าสำนักหลิงเซียน กล้ามาปากดีต่อหน้าเขาเชียวรึ?
หอกแทงแหวกน้ำออกไป กระบี่ที่ฟันสวนมาแตกสลายไปต่อหน้าต่อตาคมหอกของเขาอย่างง่ายดาย
แค่นี้เนี่ยนะ?
มุมปากของผู้อาวุโสใหญ่หอก่วนชิงยกยิ้มเยาะเย้ย เตรียมจะเห็นภาพเลือดสาด
แต่รอยยิ้มนั้นคงอยู่ได้ไม่ถึงครึ่งวินาทีก็ต้องแข็งค้าง
เพราะ ‘กระบี่’ ที่ถูกแทงจนสลายไปนั้น ไม่มีเศษซากใดๆ ร่วงหล่น แต่กลับกลายเป็นเพียงฟองอากาศจางหายไป… มันคือภาพลวงตา!
“หอกของเจ้ากำลังแทงไปที่ไหนน่ะ?”
เสียงกระซิบเรียบๆ ที่ดังขึ้นข้างหู ทำให้ขนทั่วร่างของเขาลุกชัน “แย่แล้ว!”
ฉัวะ!
แต่ยังไม่ทันได้มีโอกาสตอบสนอง คมกระบี่ของจริงก็ได้วาดผ่านไปแล้ว
ลำคอแกร่งขาดสะบั้นภายใต้แสงกระบี่ที่รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ศีรษะขนาดใหญ่ลอยคว้างหลุดจากบ่า พร้อมกับเลือดสดๆ ที่พวยพุ่งราวกับน้ำพุ ย้อมน้ำทะเลรอบด้านให้กลายเป็นสีแดงฉานในพริบตา
“บอกแล้วไง… ว่าหอกเล่มนั้นเป็นของข้า!”
จางอวิ๋นดึงหอกยาวศาสตราวิญญาณและแหวนมิติออกจากศพไร้หัวอย่างใจเย็น แล้วมองไปรอบๆ ด้วยสายตาเรียบเฉย
“ทะ… ท่านผู้อาวุโสใหญ่!!”
คนของหอก่วนชิงเพิ่งจะตั้งสติได้ มองดูศพที่หัวหลุดจากบ่าของผู้อาวุโสใหญ่ด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดจนแทบสิ้นสติ
เป็นไปไม่ได้!
ผู้อาวุโสใหญ่ผู้ไร้เทียมทานของพวกเขา ที่เคยรอดชีวิตจากเงื้อมมือระดับหยวนอิงมาได้ ตอนนี้กลับถูกผู้อาวุโสเก้าสำนักหลิงเซียนบั่นคอในดาบเดียว!?
“ข้าก็แค่จะมาถามทาง… ทำไมต้องบีบให้ข้าฆ่าคนด้วยนะ?”
จางอวิ๋นสะบัดคราบเลือดบนคมกระบี่ออกเบาๆ สายตาคมกริบกวาดมองคนของทั้งสองขั้วอำนาจ
“หนี! หนีเร็ว!!”
คนของหอก่วนชิงและคนสำนักหนานซานที่เหลือหน้าถอดสีทันที สัญชาตญาณร้องเตือนว่าอยู่ต่อคือตายสถานเดียว ต่างพากันตะเกียกตะกายว่ายหนีแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง
แต่ทว่า… ต่อหน้าจางอวิ๋น การหนีคือเรื่องไร้สาระ
ชิ้ง!
หนึ่งดาบ ดับหนึ่งชีวิต!
ชิ้ง!
สองดาบ ดับสองวิญญาณ!
ชิ้ง!
สามดาบ...
คลื่นปราณกระบี่หลายสายกรีดผ่านน้ำทะเลด้วยความแม่นยำราวจับวาง ตัดร่างของเหล่าผู้อาวุโสทั้งสองสำนักขาดเป็นท่อนๆ ราวกับหั่นผักปลา เหลือเพียงผู้อาวุโสของหอก่วนชิงคนหนึ่งที่ถูกฟันขาขาดทั้งสองข้าง ยังไม่ตายแต่ก็ล้มลงไปกองกับพื้น ลุกไม่ขึ้นอีกต่อไป
“พอเรียนรู้วิชาคลื่นปราณกระบี่นี่ ก็ดีตรงที่ไม่ต้องให้เลือดเปื้อนกระบี่มากนัก เจ้าว่าจริงไหม?”
จางอวิ๋นก้มมองกระบี่เมฆาเวหาในมือ พึมพำกับตัวเอง
ผู้อาวุโสหอก่วนชิงที่นอนกองอยู่บนพื้นมองมัจจุราชตรงหน้าด้วยความหวาดกลัวสุดขีด มุมปากสั่นระริกจนพูดไม่ออก
แต่จางอวิ๋นไม่ได้คุยกับเขา เสียงสั่นๆ ของวิญญาณมังกรน้อยดังออกมาจากตัวกระบี่ “ชะ… ใช่ขอรับ ท่านพูดถูก...”
จางอวิ๋นยิ้มบางๆ เก็บกวาดแหวนมิติของเหล่าผู้อาวุโสที่ตายเกลื่อน แล้วหันไปพูดกับผู้อาวุโสหอก่วนชิงขาด้วนที่นอนรอความตายอยู่ตรงหน้า
“ข้าอยากรู้สถานการณ์ในสถานที่จัดงานตอนนี้? แล้วก็… พวกเจ้าแย่งชิงอะไรกัน?”
ผู้อาวุโสหอก่วนชิงหน้าซีดเผือดเหมือนไก่ต้ม
“ถ้าเจ้าบอก ข้าอาจจะไม่ฆ่าเจ้าก็ได้นะ!”
จางอวิ๋นฉีกยิ้มกว้างที่ดูเป็นมิตร แต่แววตาไม่ได้ยิ้มด้วย
“พูดจริงรึ?”
ดวงตาของผู้อาวุโสหอก่วนชิงเป็นประกายแห่งความหวัง
“แน่นอน ข้าเป็นคนรักษาคำพูด!”
จางอวิ๋นยิ้มจางๆ “แต่ก็ต้องดูความเร็วในการพูดของเจ้าด้วย ถ้าเกินสองนาทีแล้วข้ายังไม่ได้ข้อมูลที่อยากรู้ งั้นก็ไม่แน่แล้วนะ… เวลาเริ่มเดินแล้ว”
ผู้อาวุโสหอก่วนชิงลืมความเจ็บปวดที่ขาไปจนหมดสิ้น รีบละล่ำละลักพ่นข้อมูลออกมาทันที “ในสถานที่จัดงานเมื่อครู่…”
จากปากคำของเขา จางอวิ๋นได้รับข้อมูลที่น่าสนใจมาไม่น้อย
“แก่นผลึกสัตว์อสูรระดับหยวนอิง?”
หนึ่งในนั้นคือสิ่งที่ผู้อาวุโสใหญ่หอก่วนชิงต้องการแย่งชิง จางอวิ๋นรีบตรวจสอบแหวนมิติของผู้อาวุโสสองสำนักหนานซาน และก็พบแก่นผลึกสัตว์อสูรระดับหยวนอิงนอนสงบนิ่งอยู่จริงๆ
ดวงตาของจางอวิ๋นลุกวาว นี่มันลาภลอยหล่นทับชัดๆ!
“ถ้ำสมบัติใต้ทะเล?”
ฟังข้อมูลที่ผู้อาวุโสหอก่วนชิงเล่าต่อ จางอวิ๋นก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความสนใจ
ตามคำบอกเล่า สถานที่จัดงานเกิดการตะลุมบอนกันเละเทะ ระดับหยวนอิงซัดกับระดับหยวนอิง ระดับจินตานฟัดกับระดับจินตาน สู้กันไปพลาง สถานที่จัดงานก็จมดิ่งลงเรื่อยๆ
ระหว่างนั้นก็มีบางคนปะทะกับเจียวมังกรตัวหนึ่งจนทะลุออกไปนอกสถานที่จัดงาน ซึ่งน่าจะเป็นพวกเจ้าสำนักที่โผล่ไปบนผิวน้ำเมื่อครู่นี้
ส่วนคนอื่นๆ ก็สู้กันนัวเนียจนกระทั่งสถานที่จัดงานจมลงมาถึงก้นทะเล
ทันทีที่สถานที่จัดงานมหึมากระแทกพื้นทะเล ก็เกิดแรงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น กระแทกจนพื้นทะเลใต้อาคารแตกเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ เหมือนไปกระตุ้นค่ายกลหรือม่านพลังบางอย่างเข้า ทำให้ภายในรูโหว่นั้นสาดแสงแห่งสมบัติเจิดจ้าออกมา
แสงนั้นดึงดูดความสนใจของผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนที่กำลังฆ่าฟันกันอยู่ให้หยุดชะงัก
พอลงไปสำรวจในรูโหว่ ก็พบว่าข้างในเป็นถ้ำสมบัติขนาดใหญ่ มีถ้ำย่อยที่เก็บซ่อนสมบัติไว้นับไม่ถ้วน
ทันใดนั้น ทุกคนก็เลิกคิดเรื่องฆ่าแกงกันชั่วคราว หันมาเปิดมหกรรมล่าสมบัติกันอย่างบ้าคลั่งแทน
พวกยอดฝีมือระดับหยวนอิงพุ่งตรงเข้าไปยังส่วนลึกของถ้ำ ส่วนพวกระดับจินตานอย่างพวกเขา ก็ไล่กวาดสมบัติตามถ้ำรอบนอก
ระหว่างนั้น กลุ่มผู้อาวุโสสองสำนักหนานซานบังเอิญเจอแก่นผลึกสัตว์อสูรระดับหยวนอิง และดันถูกคนของหอก่วนชิงมาเห็นเข้าพอดี จึงกลายเป็นเหตุการณ์ไล่ล่าออกมานอกสถานที่จัดงานอย่างที่เห็น
“ข้าพูดจบแล้ว! ทั้งหมดมีเท่านี้!”
ผู้อาวุโสหอก่วนชิงพูดรัวเร็วปานจรวด หายใจหอบแฮ่ก แล้วรีบตะโกนบอก “สองนาที! ยังไม่เกินสองนาทีแน่นอน!!”
“อืม ยังไม่เกินสองนาทีจริงๆ ด้วย!”
จางอวิ๋นพยักหน้า ยิ้มบางๆ อย่างพึงพอใจ “ตกลง ข้าไม่ฆ่าเจ้าแล้ว!”
พูดจบเขาก็หันหลัง พุ่งตัวตรงไปยังสถานที่จัดงานทันทีโดยไม่หันกลับมามอง
ผู้อาวุโสหอก่วนชิงเห็นเขารักษาสัญญาจริงๆ ก็ดีใจจนเนื้อเต้น น้ำตาแห่งความปิติไหลพราก “รอดแล้ว… ข้ารอดแล้ว…”
แต่ยังไม่ทันจะได้ถอนหายใจโล่งอก...
“กรร!” “กรร!” “กรร!”…
เสียงคำรามต่ำๆ ดังแว่วมาข้างหู เขาตัวแข็งทื่อ ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองด้วยตัวสั่นเทา
พบว่ากลิ่นคาวเลือดที่ไหลนองจากขาที่ขาดด้วน และจากศพเพื่อนร่วมสำนัก ได้ดึงดูดฝูงฉลามจำนวนมหาศาลให้ว่ายเข้ามาล้อมรอบตัวเขาไว้หมดแล้ว
ดวงตาของพวกมันวาวโรจน์ จ้องมองมาที่ ‘เหยื่ออันโอชะ’ ชิ้นสุดท้าย
“ไม่! ม่ายยยยย—!!”
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความสิ้นหวังของเขา ฝูงฉลามก็นรุมทึ้งร่างนั้นอย่างบ้าคลั่ง
เสียงโหยหวนดังระงมไปทั่วท้องทะเล ก่อนจะเงียบหายไป เหลือเพียงฟองเลือดที่ลอยฟฟ่องขึ้นสู่ผิวน้ำ!
……