ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 107: ถ้ำสมบัติใต้ทะเล
จางอวิ๋นมุดเข้าไปในสถานที่จัดงานจากทางด้านบนโดยตรง
เมื่อยืนตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของโครงสร้างใต้น้ำแล้วกวาดสายตามองลงไป สภาพภายในเรียกได้ว่าเป็นลานประหาร ซากศพเกลื่อนกลาด บ้างตกกระแทกพื้นตาย บ้างถูกซากปรักหักพังทับร่างแหลกเหลว บ้างก็ถูกคลื่นพลังของยอดฝีมือกระแทกจนอวัยวะภายในแหลกสลาย…
จางอวิ๋นส่ายศีรษะเบาๆ เมื่อเห็นภาพความสังเวชที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุม
ทว่าจิตใจของเขากลับราบเรียบดุจผิวน้ำไร้คลื่นลม
การใช้ชีวิตในโลกใบนี้มานานเข้า ทำให้เขาเริ่มชาชินกับกลิ่นคาวเลือดและกองซากศพพวกนี้เสียแล้ว… นี่แหละคือวิถีแห่งผู้บำเพ็ญเพียร
สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขามากกว่าในตอนนี้ คือบริเวณใจกลางสถานที่จัดงานซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของเวทีประลอง บัดนี้กลับปรากฏรูโหว่ขนาดมหึมากว้างหลายสิบเมตร ภายในรูโหว่นั้นกำลังเปล่งแสงสีทองอร่ามราวกับทองคำบริสุทธิ์ ส่องสว่างเจิดจ้าตัดกับความมืดมิดอันหนาวเหน็บภายในสถานที่จัดงานใต้ทะเลอย่างชัดเจน
เจ้าผู้อาวุโสหอก่วนชิงคนเมื่อกี้ไม่ได้โกหกจริงๆ
“มิน่าเล่า ถึงไม่มีใครโผล่หัวหนีตายขึ้นไปข้างบนเลย!”
จางอวิ๋นพ่นลมหายใจออกมา ก่อนจะวาดมือแหวกว่ายน้ำทะเล พุ่งตัวดุจปลาดาบมุดลงไปในรูโหว่ขนาดยักษ์นั้นด้วยความเร็วสูง
ทันทีที่เข้าไปใกล้…
“ของสิ่งนี้พวกข้าสองคนเจอเป็นคนแรก พวกเจ้ามาขวางทางทำไม?”
“ทำไมงั้นรึ? ฮ่ะๆๆ พวกเจ้าศิษย์สำนักใหญ่นี่ช่างไร้เดียงสาเสียจริง! วันนี้พวกข้าจะสอนให้รู้ซึ้งถึงความโหดร้ายของโลกบำเพ็ญเพียรเองว่า ปลาใหญ่กินปลาเล็กมันเป็นยังไง!”
“สารเลว!!”
…
เสียงตวาดด่าทอและเสียงการต่อสู้ปะทะกันดังแว่วสะท้อนขึ้นมาจากเบื้องล่าง
เมื่อมองตามเสียงลงไป ก็พบกับอุโมงค์ถ้ำกว้างใหญ่ไพศาลที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง สองข้างทางเต็มไปด้วยปากถ้ำย่อยๆ เรียงราย แต่ละถ้ำล้วนมี ‘โคมไฟปราณ’ ชนิดพิเศษติดตั้งอยู่บนเพดานส่องแสงนวลตา ทำให้ภายในถ้ำสมบัติแห่งนี้สว่างไสวราวกับกลางวัน
ในถ้ำย่อยทางซ้ายมือของเขาถ้ำหนึ่ง กำลังมีกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรตะลุมบอนกันอยู่อย่างชุลมุน
ระดับพลังแค่ขอบเขตสร้างรากฐานเท่านั้น
สองคนในนั้นสวมชุดเครื่องแบบสำนักชัดเจน กำลังถูกพวกผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่แต่งกายสะเปะสะปะถึงห้าคนรุมกินโต๊ะจนสะบักสะบอม
สายตาของจางอวิ๋นมองข้ามหัวพวกเขาไปอย่างไม่แยแส หยุดอยู่ที่มุมกำแพงถ้ำซึ่งถูกขุดเจาะเป็นรูขนาดเท่าฝ่ามือ ภายในนั้นมีก้อนหินทรงรีขนาดเท่ากำปั้นฝังแน่นอยู่ ที่สำคัญคือหินก้อนนั้นมีเนื้อหยกสีขาวนวลเปล่งประกายกินพื้นที่ไปกว่าครึ่งก้อน
【ผลึกอุ่นวิญญาณ】
คำอธิบาย: เปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อดูดซับจะช่วยยกระดับความแข็งแกร่งของดวงจิตวิญญาณ
…
เห็นข้อมูลที่เด้งขึ้นมาในสายตา นัยน์ตาของจางอวิ๋นก็เป็นประกายวาววับ
ยกระดับความแข็งแกร่งของดวงจิต... นี่มันของดีหายากระดับแรร์ไอเทม!
เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย พุ่งตัวเข้าไปในถ้ำทันที
การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเขาทำให้พวกผู้บำเพ็ญเพียรในถ้ำทั้งสองฝ่ายชะงักและตื่นตัวขึ้นมาทันควัน
แต่จางอวิ๋นทำเหมือนพวกมันเป็นเพียงธาตุอากาศ เขาเคลื่อนกายพริบตาเดียวก็ไปโผล่ที่มุมกำแพง ปลายนิ้วเรียวยาวเคลือบ ‘ปราณคืนกำไร’ ไว้บางเบา แล้วสะกิดเบาๆ ที่ก้อนหิน
กริ๊ก!
ก้อนผลึกอุ่นวิญญาณหลุดออกมาจากผนังถ้ำอย่างง่ายดายราวกับแกะเม็ดบัว
“หยุดนะ! นั่นมันของพวกเรา!”
พอเห็นเขาจะเก็บของเข้ากระเป๋าหน้าตาเฉย ศิษย์สำนักหนุ่มทั้งสองก็ร้อนรนตะโกนลั่น
“ของพวกเจ้า?”
จางอวิ๋นค่อยๆ หันกลับมา เลิกคิ้วมองหน้าพวกเขาด้วยความขบขัน “ถ้าเป็นของพวกเจ้า ทำไมไม่ขุดออกมาล่ะ? ยังไม่ขุดออกมาก็แปลว่าเป็นของไม่มีเจ้าของ ตอนนี้ข้าขุดออกมาแล้ว… มันก็ต้องเป็นของข้าสิ!”
หนึ่งในศิษย์หนุ่มหน้าแดงก่ำ ตะโกนด้วยความโกรธจัด “เจ้ามันหน้าด้าน! พวกข้าแค่ถูกพวกมันถ่วงเวลา…”
เปรี้ยง!
ยังไม่ทันพูดจบ จางอวิ๋นก็ดีดนิ้วกลางอากาศส่งคลื่นพลังกระแทกเข้าที่กลางหน้าผาก ดีดร่างเจ้าหนุ่มนั่นกระเด็นลิ่วไปอัดกระแทกผนังถ้ำเสียงดังสนั่น
“ไม่ได้ขุดก็คือไม่ได้ขุด อย่ามาพล่ามไร้สาระแถวนี้… หนวกหู!”
พูดจบ จางอวิ๋นก็เดินดุ่มๆ ออกจากถ้ำไปหน้าตาเฉย ราวกับเดินเล่นในสวนหลังบ้าน
พวกผู้บำเพ็ญเพียรอิสระระดับสร้างรากฐานอีกห้าคนที่ยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ข้างๆ ไม่กล้าปริปากสักแอะ พวกมันจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าในงานประลองศิษย์ คนคนนี้นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ที่นั่งแขกวีไอพี
คนที่นั่งตรงนั้นได้ แปดเก้าส่วนต้องเป็นระดับผู้อาวุโสหรือระดับสูงของสำนัก ซึ่งโดยทั่วไปต้องมีพลังระดับจินตานขึ้นไป
ตัวตนระดับนั้นน่าจะเข้าไปลุยในโซนลึกของถ้ำสมบัติแล้วไม่ใช่เหรอ? ไหงมาเดินเล่นแย่งของเด็กอยู่แถวนี้ได้?
ถึงจะหงุดหงิดเจ็บใจที่โดนชุบมือเปิบ แต่เจอของจริงแบบนี้ก็ต้องก้มหน้ายอมซวยไป ดีกว่าเอาชีวิตมาทิ้ง
จางอวิ๋นไม่สนใจมดปลวกเหล่านี้ เขาเก็บผลึกอุ่นวิญญาณลงแหวนมิติแล้วมุ่งหน้าลึกเข้าไปในอุโมงค์ถ้ำเรื่อยๆ
ตามคำบอกเล่าของผู้อาวุโสหอก่วนชิงเมื่อครู่ พวกระดับเจ้าสำนักหลิงเซียนและยอดฝีมือคนอื่นๆ น่าจะเข้าไปถึงส่วนลึกสุดแล้ว
ระหว่างทางเขาเห็นคนจำนวนมากกำลังค้นหาของกันอย่างบ้าคลั่งตามถ้ำย่อยต่างๆ
สมบัติในถ้ำใต้ทะเลแห่งนี้ บางชิ้นก็วางเด่นหราอยู่กลางถ้ำล่อตาล่อใจ ซึ่งพวกนั้นคงโดนฉกไปตั้งแต่แรกแล้ว แต่ก็ยังมีอีกไม่น้อยที่ซ่อนอยู่ตามซอกมุมหรือฝังลึกอยู่ในผนังถ้ำ เหมือนผลึกอุ่นวิญญาณที่เขาเพิ่งได้มา ซึ่งต้องอาศัยลูกขยันขุดๆ เจาะๆ ถึงจะเจอ
เวลานี้ผู้คนเหล่านี้ก็เลยกำลังตั้งหน้าตั้งตา ‘ขุดเหมือง’ กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ส่วนใหญ่เป็นแค่ระดับสร้างรากฐาน
ตอนที่สถานที่จัดงานจมลงมา พวกระดับสร้างรากฐานเหล่านี้หนีออกไปไม่ทัน พอเจอกับการต่อสู้ระดับวินาศสันตะโรของระดับหยวนอิงและจินตาน พวกเขาก็ทำได้แค่ซ่อนตัวหัวหดอยู่ในซากปรักหักพัง
พอสถานที่จัดงานจมถึงก้นทะเลแล้วเกิดมีถ้ำสมบัติโผล่ออกมา วิกฤตจึงพลิกผันกลายเป็นโอกาสสำหรับคนที่หนีไม่ทันเหล่านี้
แน่นอน จะคว้าโอกาสได้แล้วรอดชีวิตออกไปเสวยสุขได้หรือไม่ นั่นก็ต้องวัดดวงและฝีมือกันอีกที!
จางอวิ๋นเมินเฉยโซนรอบนอก ทะยานเข้าสู่พื้นที่ที่ลึกขึ้น จุดสังเกตคือเริ่มเห็นเงาของผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานบ้างแล้วตามถ้ำรอบๆ
ระดับจินตานพวกนั้นก็สังเกตเห็นเขา แต่ก็ไม่มีใครสนใจจะเข้ามาหาเรื่อง
เพราะหลายคนไม่รู้จักเขา และจางอวิ๋นเองก็ไม่รู้จักพวกมันเช่นกัน
แคว้นหนานอวิ๋นนั้นกว้างใหญ่ไพศาล งานประลองศิษย์ครั้งนี้รวบรวมสำนักมาถึงสามสิบหกแห่ง นอกจากส่วนน้อยที่เขาใช้เคล็ดวิชาเนตรเซียนตรวจสอบแล้ว ส่วนใหญ่เขาก็ไม่ได้รู้จักมักจี่อะไร ยิ่งพวกผู้บำเพ็ญเพียรอิสระยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ตอนนี้พวกระดับจินตานต่างก็ก้มหน้าก้มตาขุดหาสมบัติ ใครจะว่างมาทักทายคนอื่น ยกเว้นแต่ว่าจะมีสมบัติล้ำค่าโผล่ออกมาให้แย่ง
จางอวิ๋นมุ่งหน้าลึกเข้าไปอีก
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!!
พอเข้ามาลึกได้อีกระยะหนึ่ง ข้างหน้าก็มีเสียงการต่อสู้ระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว
ต้นเสียงมาจากถ้ำที่ลึกมากถ้ำหนึ่ง สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาล เห็นได้ชัดว่าเป็นการซัดกันของระดับจินตานขั้นสูง
ถ้ำนี้ค่อนข้างลึก จางอวิ๋นมองจากปากทางไม่เห็นข้างใน เห็นแค่เงาร่างหลายสายกำลังนัวเนียกันอยู่ส่วนลึก ไม่รู้ว่าแย่งชิงอะไรกัน
แต่ของที่ทำให้ระดับจินตานหลายคนถึงกับลงไม้ลงมือแย่งชิงกันเอาเป็นเอาตาย… ต้องเป็นของดีแน่นอน!
ด้วยคติประจำใจ ‘มีของดีต้องรีบแย่ง’ เขาจึงพุ่งพรวดเข้าไปในถ้ำทันที
เทียบกับถ้ำรอบนอกแล้ว ถ้ำนี้ไม่เพียงแค่ลึก แต่พื้นที่ด้านในยังกว้างขวางโอ่อ่า ขนาดพอๆ กับห้องโถงรับรองของตระกูลใหญ่ๆ ได้เลย
พอเข้ามาถึง สายตาของจางอวิ๋นก็ถูกดึงดูดไปยังผนังถ้ำด้านในสุดทันที
ผนังแถบนั้นเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวระแหง และตามรอยแตกเหล่านั้น สามารถมองเห็นเนื้อผลึกและหยกจำนวนมหาศาลอัดแน่นอยู่ภายใน แสงสีนวลตาเปล่งประกายวับวาว
ผนังตรงหน้านี้… มันคือเหมืองผลึกหยกขนาดย่อมๆ เลยทีเดียว!
ผลึกหยกพวกนี้ ปกติแค่ก้อนเดียวก็ราคาปาเข้าไปหลักพันหินวิญญาณแล้ว แต่นี่มีอยู่เต็มผนัง… มูลค่าประเมินค่ามิได้!
มิน่าล่ะ ถึงดึงดูดให้ยอดฝีมือระดับจินตานขั้นสูงสุดถึงหกคนมาเปิดศึกตีกันเลือดสาด
ใช่แล้ว… จินตานขั้นสูงสุด!
ทั้งหกคนที่กำลังซัดกันนัวในถ้ำ ล้วนเป็นระดับจินตานขั้นสูงสุดทั้งสิ้น
ในจำนวนนั้นเขารู้จักอยู่สามคน
คนหนึ่งคือ ‘ผู้อาวุโสใหญ่’ แห่งสำนักถ้ำจี๋หั่ว และอีกสองคนเป็นเจ้าสำนักจากสามสิบหกสำนักพันธมิตร
ทั้งสามคนกำลังจับคู่สู้กับอีกสามฝ่ายอย่างดุเดือด
ในกลุ่มคนที่ไม่รู้จัก มีคนหนึ่งสวมชุดคลุมสีเทา สวมหน้ากากสีขาวปิดบังใบหน้า ทำให้จางอวิ๋นต้องเลิกคิ้วมองด้วยความสนใจ
สไตล์การต่อสู้ของคนผู้นี้ เน้นการหลบหลีกและรอจังหวะ พอสบโอกาสก็พุ่งเข้าโจมตีจุดตายอย่างรวดเร็วและรุนแรงดุจอสรพิษฉกกัด ซึ่งคล้ายคลึงกับสไตล์ของนักฆ่าระดับท็อป 15 ของหอจี๋กวงในความทรงจำของเขามาก
จางอวิ๋นหรี่ตาลง ค่อนข้างมั่นใจในตัวตนของอีกฝ่าย
แค่ไม่แน่ใจว่าเป็นลำดับที่เท่าไหร่…
คนทั้งหกในถ้ำก็สังเกตเห็นการมาถึงของเขาเช่นกัน
ผู้อาวุโสใหญ่ถ้ำจี๋หั่วและเจ้าสำนักอีกสองคนตาเป็นประกายวาวโรจน์ รีบตะโกนเรียกเสียงหลง “ผู้อาวุโสเก้าแห่งสำนักหลิงเซียน! รีบมาช่วยเร็วเข้า สามคนนี้คือพวกสารเลวที่โจมตีสถานที่จัดงาน!!”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วสูง
งั้นก็แปลว่า อีกสองคนที่กำลังสู้กับเจ้าสำนักทั้งสอง น่าจะเป็นคนของกลุ่มโจรสลัดหยกศิลา หรือไม่ก็คนของเกาะเชียนไห่สินะ
“หมายเลขสิบเก้า… พวกข้าติดตามท่านเจ้าหอสามมาปฏิบัติภารกิจ ถ้าไม่อยากตาย ทางที่ดีอย่าแส่!”
จู่ๆ เสียงกระแสจิตเย็นเยียบก็ดังขึ้นข้างหูจางอวิ๋น ต้นเสียงมาจากชายหน้ากากชุดเทาคนนั้นนั่นเอง
จางอวิ๋นจึงส่งกระแสเสียงถามกลับไปเรียบๆ ว่า “เจ้าคือเบอร์ไหน?”
ชายหน้ากากชุดเทาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ “สิบเอ็ด”
จางอวิ๋นพยักหน้าเบาๆ ไม่ใช่เบอร์แปดก็ดีแล้ว
ตัวเขาและซูเตี๋ยในอดีตสังกัดอยู่ใต้บัญชาของเจ้าหอสอง นอกจากพวกเขาแล้วก็ยังมีนักฆ่าหมายเลขแปดอีกคนที่สังกัดเดียวกัน ซึ่งรายนั้นก็ชอบแต่งตัวสไตล์ลึกลับแบบนี้เหมือนกัน
ในเมื่อไม่ใช่เบอร์แปด ก็ไม่มีอะไรต้องคิดมาก... ฆ่าได้!
จางอวิ๋นก้าวเท้าเดินหน้าอย่างมั่นคง แต่ไม่ได้เข้าไปช่วยพวกผู้อาวุโสใหญ่ถ้ำจี๋หั่วตามคำขอ เขากลับพุ่งตรงดิ่งไปยังผนังถ้ำที่เต็มไปด้วยผลึกหยกแทนหน้าตาเฉย
“หยุดนะ!”
“ผู้อาวุโสเก้าสำนักหลิงเซียน เจ้าจะทำบ้าอะไร!?”
ทั้งหกคนที่สู้กันอยู่ถึงกับร้องเสียงหลง ตะโกนห้ามพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
จางอวิ๋นหันไปพูดกับกลุ่มผู้อาวุโสใหญ่ถ้ำจี๋หั่วทั้งสามคนด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ทั้งสามท่าน ช่วยถ่วงเวลาพวกมันไว้หน่อย ข้าขอเก็บผลึกหยกพวกนี้ก่อน แล้วจะรีบไปช่วยพวกท่าน!”
มุมปากของผู้อาวุโสใหญ่ถ้ำจี๋หั่วและพวกอีกสองคนกระตุกยิกจนแทบจะเป็นตะคริว
เชื่อแกก็ออกลูกเป็นลิงแล้ว!
ถ้าแกได้ผลึกหยกไป มีหวังได้โกยแน่บหายจ้อย จะกลับมาช่วยพวกข้าเนี่ยนะ? ฝันไปเถอะ!
พวกเขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบดีดตัวผละออกจากคู่ต่อสู้ทันที
พอพวกเขาเลิกพัวพัน นักฆ่าหมายเลขสิบเอ็ดและยอดฝีมือระดับจินตานขั้นสูงสุดอีกสองคนก็มือว่างทันที ทั้งสามคนพุ่งเป้ามาที่จางอวิ๋นพร้อมกันด้วยจิตสังหารรุนแรง
ผู้อาวุโสใหญ่ถ้ำจี๋หั่วทั้งสามคนยืนกอดอกมองด้วยสีหน้าเย็นชา
ที่พวกเขาเรียกจางอวิ๋นมาช่วย ก็เพราะหวังจะให้จางอวิ๋นเป็น ‘เหยื่อล่อ’ ไปถ่วงเวลาพวกมันสักคน แล้วพวกเขาสักคนจะได้ปลีกตัวไปกวาดเอาผลึกหยก ก่อนหน้านี้พวกเขาสามคนตกลงกันลับๆ แล้วว่าจะแบ่งผลึกหยกกันทีหลัง
ตอนนี้จางอวิ๋นมาถึง จะให้พวกเขาไปช่วยถ่วงเวลาให้นักฆ่าสิบเอ็ดมารุมยำ เพื่อให้จางอวิ๋นสบายแฮโกยสมบัติงั้นเหรอ?
ฝันกลางวันอยู่เรอะ!
อยากได้ผลึกหยกนัก ก็ไปตายซะเถอะ!
ผู้อาวุโสใหญ่ถ้ำจี๋หั่วทั้งสามคนแค่นเสียงสมน้ำหน้าในใจ
ส่วนเรื่องร่วมมือกับจางอวิ๋นอย่างจริงใจ พวกเขาไม่เคยมีความคิดนี้อยู่ในหัว การจะร่วมมือกันต้องมีระดับความแข็งแกร่งที่เท่าเทียม ในสายตาพวกเขา จางอวิ๋นก็แค่ผู้อาวุโสธรรมดาๆ ที่พวกเขารู้จักก็เพราะเป็นอาจารย์ของสวีหมิงและอู๋เสี่ยวพั่งเท่านั้น
ส่วนตอนที่จางอวิ๋นฆ่าล้างตระกูลหลิน สถานการณ์ตอนนั้นมันวุ่นวายโกลาหล ทั้งเจ้าสำนักและผู้อาวุโสต่างก็ยุ่งกับการช่วยลูกศิษย์ตัวเอง แทบไม่มีใครทันสังเกตเห็นฉากนองเลือดนั้น
อย่างน้อยผู้อาวุโสใหญ่ถ้ำจี๋หั่วทั้งสามคนก็ไม่เห็น ไม่อย่างนั้น… พวกเขาคงจะเปลี่ยนความคิดไปนานแล้ว!
“สิบเก้า… ข้าอุตส่าห์ปล่อยเจ้าไปแล้ว ทำไมเจ้าถึงรนหาที่ตายนักนะ?”
นักฆ่าหมายเลขสิบเอ็ดเอ่ยเสียงเรียบ กระบี่ในมือพุ่งแทงตรงเข้าใส่ลำคอของจางอวิ๋นโดยไม่หยุดชะงักแม้แต่น้อย
สำหรับหมายเลขสิบเก้าคนนี้ เขาพอจะรู้ประวัติอยู่บ้าง ผู้อาวุโสเก้าแห่งสำนักหลิงเซียน พลังแค่จินตานขั้นต้น แถมได้ข่าวว่าระดับพลังถดถอยจากการถูกพิษอีกต่างหาก
ไม่ว่ายังไง ก็แค่พวกกระจอกที่ฆ่าได้ในดาบเดียว!
กระบี่ของหมายเลขสิบเอ็ดเล่มนี้แทงออกมาในมุมที่เจ้าเล่ห์สุดหยั่งคาด ถ้าจางอวิ๋นหลบซ้ายขวา เขาก็เปลี่ยนทิศเป็นฟันกวาดได้ทันที ถ้าก้มหลบหรือเอนหลัง ก็เปลี่ยนเป็นฟันผ่าลงมาได้ หรือถ้าถอยหลัง เขาก็จะรุกไล่ต้อนจนติดมุมกำแพง
สรุปคือ หนึ่งกระบี่นี้คำนวณทางหนีทีไล่ของจางอวิ๋นไว้หมดสิ้นแล้ว ไม่ว่าจะหลบยังไง ในสายตาของหมายเลขสิบเอ็ด กระบี่นี้ต้องดื่มเลือดแน่นอน
เคร้ง!
โดนจริงๆ นั่นแหละ… แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายจนตาค้างคือ จางอวิ๋นไม่ได้หลบ แต่กลับยกกระบี่ขึ้นมา ‘รับ’ การโจมตีนี้ตรงๆ
เพล้ง!
และที่เหนือความคาดหมายยิ่งกว่าคือ วินาทีที่กระบี่ของเขาปะทะกับกระบี่ของจางอวิ๋น กระบี่คู่ใจของเขากลับ…
หักสะบั้น!
ท่ามกลางสายตาที่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงของทุกคน กระบี่เหล็กกล้าถูกฟันขาดเป็นสองท่อนราวกับกิ่งไม้แห้งเปราะบาง
“นี่มัน…”
หมายเลขสิบเอ็ดจิตใจหลุดลอยไปชั่วขณะ สมองประมวลผลไม่ทัน
กระบี่นี้เขาแทงสุดแรงเกิดแท้ๆ ผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานขั้นต้นทั่วไปไม่มีทางรับได้แน่ แล้วการที่ฟันกระบี่เขาหักในดาบเดียวเนี่ยนะ? มันเป็นเรื่องเพ้อเจ้ออะไรกัน!
พลังปราณของเขาควรจะบดขยี้จางอวิ๋นไม่ใช่หรือ ทำไมถึง…
ฉัวะ!
ยังไม่ทันจะได้หาคำตอบ ความเจ็บปวดเย็นวาบก็แล่นปราดที่ลำคอ หมายเลขสิบเอ็ดเบิกตาโพลง
“เวลาสู้กันยังเหม่อลอย? สิบเอ็ด… เจ้าล้อข้าเล่นอยู่หรือไง?”
ได้ยินเพียงเสียงเรียบๆ ของจางอวิ๋นดังแว่วเข้าหู แล้วก็… ดับวูบ!
ตุบ!
ศีรษะของนักฆ่าหมายเลขสิบเอ็ดกลิ้งหลุนๆ ลงกับพื้น เลือดพุ่งกระฉูดเป็นสายน้ำพุ
ยอดฝีมือระดับจินตานขั้นสูงสุดอีกสองคนถึงกับยืนแข็งทื่อเป็นหิน ส่วนกลุ่มผู้อาวุโสใหญ่ถ้ำจี๋หั่วทั้งสามคนนั้น… อ้าปากค้างจนแทบจะถอดกรามออกมาได้!
……