ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 12 น้ำตาลูกผู้ชาย... อู๋เสี่ยวพั่งผู้ตื้นตัน
- Home
- ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า
- บทที่ 12 น้ำตาลูกผู้ชาย... อู๋เสี่ยวพั่งผู้ตื้นตัน
ไม่กี่นาทีต่อมา…
มู่เซิ่งเดินตัวลีบเข้ามาในตำหนักเจ้าสำนักด้วยสีหน้าซีดเผือด แววตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะทิ้งตัวลงโค้งคำนับจนแทบติดพื้น
“ศิษย์คารวะท่านอาจารย์!”
“แขนขวานั่น… ไปโดนใครหักมา?”
เจ้าสำนักหลิงเซียนปรายตามองแขนขวาที่ห้อยตกร่องแร่งของศิษย์รัก ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงอำนาจ
“เอ่อ คือว่า…”
มู่เซิ่งอ้าปากพะงาบๆ เหงื่อกาฬไหลพราก มองเจ้าสำนักอย่างกล้าๆ กลัวๆ “ทะ… ท่านอาจารย์ ผู้อาวุโสเก้าเขามาฟ้องท่านแล้วหรือขอรับ?”
“ฟ้อง?”
เจ้าสำนักหลิงเซียนเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะนึกขึ้นได้ “ข้าเรียกเจ้ามาก็เพื่อจะถามเรื่องผู้อาวุโสเก้านั่นแหละ เขาคุยโวว่าฝีมือเขาก้าวหน้าขึ้น ไม่เชื่อให้มาถามเจ้า… ไหนลองเล่าความจริงมาซิว่าเกิดอะไรขึ้น?”
“ข้า…”
มู่เซิ่งอึกอัก ลำคอแห้งผาก แต่เมื่อต้องเผชิญกับสายตาที่มองทะลุถึงจิตวิญญาณของอาจารย์ เขาก็ไม่กล้าปิดบังแม้แต่ครึ่งคำ จำใจเล่าเหตุการณ์อัปยศบนยอดเขาลำดับเก้าให้ฟังจนหมดเปลือก
“เจ้ากำลังจะบอกว่า… เจ้าโดนจางอวิ๋น ‘ยำ’ จนเละเลยรึ?”
เจ้าสำนักหลิงเซียนฟังจบก็เผยสีหน้าประหลาดใจเป็นครั้งแรก
ยำจนเละ…
คำคำนี้กรีดแทงใจดำจนมู่เซิ่งหน้ากระตุก แต่ก็จำใจพยักหน้ายอมรับความพ่ายแพ้ “ท่านอาจารย์ ข้าสู้ผู้อาวุโสเก้าไม่ได้จริงๆ ขอรับ! แรงกดดันที่เขาปล่อยออกมาไม่ต่างจากสัตว์ประหลาดระดับจินตานคนอื่นๆ เลย ศิษย์สงสัยว่าระดับพลังของเขาอาจจะไม่ได้ตกลงไปเลยแม้แต่น้อย!”
“ไม่ได้ตกลงไป?”
เจ้าสำนักหลิงเซียนหรี่ตาลง น้ำเสียงเย็นยะเยือกขึ้น “ในการประชุมเมื่อหลายวันก่อน ข้าเป็นคนตรวจสอบรากฐานของจางอวิ๋นด้วยตัวเอง จินตานของเขาแตกละเอียดไม่ผิดแน่ หรือเจ้ากำลังจะบอกว่าข้าตาถั่ว ดูพลาดไปเอง?”
“ศิษย์มิกล้า!!”
มู่เซิ่งรีบโขกศีรษะกับพื้นดัง ปัง! ปฏิเสธพัลวัน
“หึ! แพ้ก็คือแพ้ จงกลับไปตั้งใจฝึกฝน อย่ามัวแต่หาข้ออ้างให้ความอ่อนหัดของตัวเอง!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนตวาดเสียงดังลั่นจนตำหนักสะเทือน “อีกอย่าง การขี่กระบี่เหินเวหาข้ามหัวผู้อาวุโส ส่งเสียงดังโวยวายเยี่ยงอันธพาล แถมยังลงมือกับผู้อาวุโสก่อนอย่างเปิดเผย… ทั้งหมดนี้ล้วนผิดกฎสำนักร้ายแรง! มู่เซิ่ง ในสายตาเจ้ายังมีกฎสำนักอยู่ไหม? ยังมีข้าคนนี้เป็นอาจารย์อยู่ไหม!?”
มู่เซิ่งตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวสุดขีด “ศิษย์สำนึกผิดแล้ว! ศิษย์ผิดไปแล้วขอรับ!”
“เห็นแก่ที่เจ้าทำผิดครั้งแรก และยอมรับสารภาพแต่โดยดี ข้าจะยังไม่ลงทัณฑ์หนัก… โดนหักเบี้ยหวัดสามเดือน ยอมรับโทษหรือไม่?”
“ศิษย์น้อมรับโทษขอรับ!”
มู่เซิ่งรีบขานรับเสียงสั่น
“ไสหัวไปได้!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนสะบัดแขนเสื้อ
มู่เซิ่งรีบตะเกียกตะกายถอยออกจากตำหนักไปราวกับหนูหนีแมว
จนกระทั่งความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง เจ้าสำนักหลิงเซียนถึงได้หันมองไปทางทิศที่จางอวิ๋นเพิ่งเดินจากไป มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างมีเลศนัย
“มีความก้าวหน้า? ถึงขั้นบดขยี้ศิษย์คนที่สองของข้าได้ราบคาบในกระบวนท่าเดียว…”
“จางอวิ๋นเอ๋ยจางอวิ๋น… ข้าดูถูกเจ้าเกินไปจริงๆ!”
……
ณ ยอดเขาเจ้าสำนัก คลังหินวิญญาณ
“ข้ามาเบิกหินวิญญาณ!”
จางอวิ๋นโยนป้ายคำสั่งลงบนโต๊ะเสียงดัง เคร้ง! แล้วเอ่ยถามผู้ดูแลวัยกลางคนด้วยท่าทีสบายๆ “ป้ายนี้ของข้า เบิกได้เท่าไหร่?”
ผู้ดูแลหยิบป้ายขึ้นมาตรวจสอบ แววตาฉายแววเคร่งขรึม ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม “ผู้อาวุโสเก้า ป้ายคำสั่งท่านเจ้าสำนักนี้ เบิกได้สูงสุดหนึ่งหมื่นก้อนขอรับ”
“หา? แค่หมื่นเดียว?”
จางอวิ๋นขมวดคิ้ว “นี่ท่านเจ้าสำนักเห็นข้าเป็นขอทานรึไง?”
“……”
ผู้ดูแลได้ยินแล้วถึงกับหางตากระตุกยิกๆ
หนึ่งหมื่นหินวิญญาณยังจะบ่นว่าเศษเงิน? นี่มันเท่ากับเงินเดือนทั้งปีของระดับผู้ดูแลอย่างข้าเลยนะโว้ย!
“เอ้าๆ เอามาให้หมดเลย!”
จางอวิ๋นโบกมืออย่างเซ็งๆ
“ขอรับ!”
ผู้ดูแลรีบพยักหน้า แล้ววิ่งหายเข้าไปในคลังเพื่อเบิกหินวิญญาณ
จางอวิ๋นส่ายหัวไปมา แอบบ่นพึมพำ “ท่านเจ้าสำนักช่างขี้เหนียวจริงๆ นึกว่าจะใจป้ำให้สักแสนก้อน... ช่างเถอะ แก้ขัดไปก่อนก็แล้วกัน!”
หลังจากกวาดหินวิญญาณหนึ่งหมื่นก้อนลงกระเป๋า จางอวิ๋นก็มุ่งหน้ากลับยอดเขาลำดับเก้าทันที
เมื่อมาถึงตีนเขา ก็เห็นลูกศิษย์ทั้งสองยืนประจันหน้ากันอยู่ คนหนึ่งทำหน้าเคร่งเครียดระวังตัวแจ อีกคนทำหน้าบอกบุญไม่รับเหมือนจะร้องไห้
“ท่านอาจารย์! ท่านกลับมาแล้ว!”
ทันทีที่เห็นจางอวิ๋น อู๋เสี่ยวพั่งที่กำลังจนปัญญาจะอธิบายก็ตาเป็นประกาย รีบวิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาฟ้องทันที
“ท่านอาจารย์ ข้าบอกเขาแล้วว่าเป็นศิษย์ท่าน แต่ศิษย์พี่คนนี้เขาไม่เชื่อ ขวางข้าไว้ไม่ยอมให้ขึ้นเขาเนี่ย!”
จางอวิ๋นหันไปมองสวีหมิง
สวีหมิงได้ยินคำเรียก ‘ศิษย์พี่’ ก็เริ่มเข้าใจสถานการณ์ ยกมือเกาหัวแก้เก้ออย่างเขินๆ “ท่านอาจารย์… ข้าไม่รู้ว่าเจ้าอ้ว… เอ่อ ศิษย์น้องคนนี้เป็นคนของท่านจริงๆ ก็เลย…”
“เจ้าทำถูกแล้ว เป็นอาจารย์เองที่ลืมแจ้งเจ้าไว้!”
จางอวิ๋นโบกมือยิ้มๆ “เอาล่ะ พวกเจ้าทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการซะ!”
สวีหมิงหันไปหาอู๋เสี่ยวพั่ง ปรับสีหน้าให้เป็นมิตรแล้วกล่าวขอโทษอย่างจริงใจ “ขอโทษทีศิษย์น้อง เมื่อกี้ศิษย์พี่เข้าใจผิด ข้าชื่อสวีหมิง ยินดีที่ได้รู้จัก!”
พูดจบก็ยื่นมือออกไป
“ไม่เป็นไรขอรับศิษย์พี่ ข้าชื่ออู๋เสี่ยวพั่ง!”
อู๋เสี่ยวพั่งยิ้มแก้มปริ รีบยื่นมืออูมๆ ไปจับตอบ
“เอาล่ะ ตามอาจารย์ขึ้นมา!”
จางอวิ๋นเดินนำลิ่วขึ้นยอดเขาไป โดยมีศิษย์ทั้งสองเดินตามต้อยๆ
เมื่อกลับถึงถ้ำที่พัก
จางอวิ๋นก็เอ่ยปากไล่ “หมิงเอ๋อร์ เจ้าไปฝึกวิชาเถอะ อาจารย์มีเรื่องจะคุยกับศิษย์น้องเจ้าตามลำพัง!”
“ท่านอาจารย์… คือว่า…”
สวีหมิงไม่ได้เดินออกไปทันที แต่กลับยืนบิดไปบิดมา มีท่าทีอึกอักขัดเขิน
“มีอะไร?” จางอวิ๋นชะงัก
“ท่านอาจารย์ หลังจากระดับพลังเสถียรแล้ว ข้ารู้สึกว่าสองวันนี้การบำเพ็ญเพียรค่อนข้างล่าช้า…”
สวีหมิงสูดหายใจลึก ก่อนจะกัดฟันพูดออกไป “ท่านอาจารย์… ข้าต้องการหินวิญญาณขอรับ!”
เขารู้ดีว่าคราวที่แล้วตอนฝึก ‘เก้าลักษณ์มังกรทอง’ จางอวิ๋นทุ่มเทหินวิญญาณให้เขาไปมหาศาล ถ้าไม่ใช่เพราะจำเป็นจริงๆ เขาคงไม่กล้าบากหน้ามาขออีก
“โธ่เอ๊ย! อาจารย์ก็นึกว่าเรื่องคอขาดบาดตายอะไร”
จางอวิ๋นหัวเราะร่า ควักแหวนมิติวงหนึ่งออกมาแล้วโยนให้สวีหมิงราวกับโยนเศษขยะ
“เอ้านี่ รับไป! ในนี้มีหินวิญญาณสองพันก้อน!”
“สะ… สองพันก้อน?!” สวีหมิงตาโต
“ไม่พอค่อยมาเบิกใหม่!” จางอวิ๋นเอ่ยอย่างใจป้ำ “วันหน้าถ้าขาดเหลือเรื่องหินวิญญาณก็บอกมาตรงๆ ไม่ต้องมาทำท่าบิดไปบิดมาเหมือนสาวน้อย ในเมื่อกราบข้าเป็นอาจารย์แล้ว อาจารย์จะไม่มีวันปล่อยให้พวกเจ้าต้องมานั่งกลุ้มใจเรื่องหินวิญญาณเด็ดขาด!”
“ขอบพระคุณขอรับท่านอาจารย์! ท่านอาจารย์ประเสริฐที่สุด!”
สวีหมิงรับแหวนมิติไปกอดแนบอกอย่างซาบซึ้งใจ โค้งคำนับแทบจมดิน แล้ววิ่งจากไปอย่างตื่นเต้น
จางอวิ๋นยิ้มมองตามหลังลูกศิษย์คนโต
แต่ทว่า… ด้านข้างเขานั้น
อู๋เสี่ยวพั่งยืนอ้าปากค้างจนแมลงวันบินเข้าไปวางไขได้ ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองจางอวิ๋นราวกับเห็นเทพเจ้า
นะ… นั่นมันตั้งสองพันหินวิญญาณเลยนะ!
อาจารย์คนนี้… ให้กันง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ?
ภาพความทรงจำอันขมขื่นย้อนกลับมาทำร้ายจิตใจ… ตอนที่เขาเป็นศิษย์จดชื่อของอาจารย์คนเก่า มีแต่เขาต้องเอาหินวิญญาณไปประเคนให้ พอหาจ่ายไม่ทันกำหนดก็โดนด่าเช็ดเม็ด โดนไล่ไปทำงานจับกังเยี่ยงทาส หนักเข้าหน่อยพอทำผิดนิดเดียวก็จะไล่ออก...
อู๋เสี่ยวพั่งยิ่งคิด น้ำตาก็ยิ่งเอ่อล้น
เป็นศิษย์เหมือนกัน… แต่ทำไมชีวิตมันต่างกันราวฟ้ากับเหวขนาดนี้!
“เป็นอะไรไป?”
จางอวิ๋นหันมาเห็นอู๋เสี่ยวพั่งยืนนิ่งน้ำตาคลอเบ้าก็อดถามไม่ได้
“ท่านอาจารย์…” เสียงของเจ้าอ้วนสั่นเครือ “ต่อไปท่านก็จะให้หินวิญญาณข้าไว้ฝึกฝน… เหมือนที่ให้ศิษย์พี่ใหญ่เหรอขอรับ?”
จางอวิ๋นยิ้มอ่อนโยน เอามือไพล่หลังแล้วกล่าวอย่างเท่ๆ
“ในเมื่อรับเจ้าเป็นศิษย์ อาจารย์ย่อมต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันอยู่แล้ว! ศิษย์ของข้าจางอวิ๋น จะต้องไม่ขาดแคลนทรัพยากร!”
ตู้ม!
กำแพงในใจของอู๋เสี่ยวพั่งพังทลายลงในพริบตา
“ฮืออออออ! ท่านอาจารย์!!”
เจ้าอ้วนปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกลั้น น้ำตาลูกผู้ชายไหลพราก เขาพุ่งตัวเข้ากอดเอวจางอวิ๋นแน่น ร้องไห้ฟูมฟายระบายความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานาน
จางอวิ๋นเหวอไปเล็กน้อย แต่พอนึกถึงสิ่งที่เด็กคนนี้ต้องเจอมา เขาก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วตบหลังปลอบโยนอู๋เสี่ยวพั่งอย่างเมตตา
ติ๊ง!
【ท่านได้รับการยอมรับจากศิษย์ ‘อู๋เสี่ยวพั่ง’ – ภารกิจรับศิษย์เสร็จสมบูรณ์!】
เสียงแจ้งเตือนสวรรค์ดังขึ้น ทำเอาจางอวิ๋นยิ้มมุมปาก
ตอนเดินมายังคิดแผนซื้อใจอยู่ตั้งนาน... บทจะง่าย ก็ง่ายดายปานนี้เชียวหรือ?
ดูท่าศิษย์คนที่สองของเขาคนนี้ คงจะโดนคนเก่ากดขี่มาหนักจริงๆ สินะ!
ผ่านไปพักใหญ่ อู๋เสี่ยวพั่งถึงสงบสติอารมณ์ลงได้ เขาผละออกจากจางอวิ๋นด้วยความเขินอาย ใบหน้าแดงก่ำ “ท่านอาจารย์… ขอโทษด้วยขอรับ ข้าเสียมารยาทแล้ว!”
“ไม่เป็นไร! ลูกผู้ชายมีน้ำตาไม่ใช่เรื่องน่าอาย”
จางอวิ๋นโบกมืออย่างไม่ถือสา ชี้ไปที่เบาะรองนั่งข้างๆ “นั่งลงเถอะ อาจารย์จะถ่ายทอดสุดยอดเคล็ดวิชาให้เจ้า!”
“สุดยอดเคล็ดวิชา?”
อู๋เสี่ยวพั่งหูผึ่ง รีบนั่งลงทันที ใบหน้าอวบอูมฉายแววคาดหวัง
จางอวิ๋นสั่งเสียงขรึม “หลับตาลง! ทำจิตให้ว่าง ห้ามลืมตาจนกว่าอาจารย์จะสั่ง!”
“ขอรับ ท่านอาจารย์!”
แม้อู๋เสี่ยวพั่งจะงุนงง แต่ก็ยอมหลับตาลงแต่โดยดีด้วยความศรัทธาเต็มเปี่ยม
จางอวิ๋นกวาดสายตามองรอบหนึ่งเพื่อความแน่ใจ ก่อนจะแตะที่หลังมือเบาๆ ตราคำสั่งปรมาจารย์พลันปรากฏแสงเรืองรอง
“เข้า!”
เขากระซิบเสียงเบา
วูบ!
ภาพตรงหน้าบิดเบี้ยว
เพียงพริบตาเดียว เขาก็กลับเข้ามาสู่ ‘แดนปรมาจารย์เซียน’ อันขาวโพลนเวิ้งว้างอีกครั้ง
จางอวิ๋นมุ่งหน้าตรงไปยัง ‘หอคัมภีร์หมื่นภพ’ อาคารสูงเสียดฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า พร้อมออกคำสั่งกับระบบ
“จับคู่!”
【กำลังดำเนินการจับคู่เคล็ดวิชาที่เหมาะสมที่สุดให้กับศิษย์ ‘อู๋เสี่ยวพั่ง’…】
ติ๊ง!
【การจับคู่เสร็จสิ้น!】
สิ้นเสียงแจ้งเตือน มิติเบื้องหน้าจางอวิ๋นก็เกิดการสั่นไหว ม้วนคัมภีร์สีทองอร่ามที่แผ่กลิ่นอายบรรพกาลค่อยๆ ลอยออกมาจากความว่างเปล่า…