ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 136 สัมผัส
หลังจากกวาดต้อนสมบัติจนเกลี้ยงห้อง จางอวิ๋นก็นำ
คณะของกู่หงเหวินแหวกว่ายออกจากถ้ำสมบัติใต้ทะเล
ตลอดเส้นทางขากลับ ยังคงมีผู้ฝึกตนจำนวนมากกำลัง
ดำผุดดำว่ายค้นหาของมีค่าตามซอกหลืบถ้ำต่างๆ อย่าง
เอาเป็นเอาตาย
แต่จางอวิ๋นไม่ได้ปรายตามองแม้แต่น้อย
ถ้ำสมบัติใต้ทะเลแห่งนี้ เดิมทีเป็นกับดักที่มหาปุโรหิต
สร้างขึ้นเพื่อดึงดูดผู้คนให้เข้ามาติดร่างแห แม้จะมีสมบัติหลง
เหลืออยู่ไม่น้อย แต่ป่านนี้คงโดนฝูงชนที่เข้ามาก่อนหน้ารุมทึ้ง
ไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว อาจจะเหลือเศษเดนอยู่บ้าง แต่เขา
ไม่มีกะจิตกะใจจะไปเสียเวลาตามเก็บเศษเงินเหล่านั้น
เขาไม่หยุดพัก ร่างเงาพุ่งทะยานออกจากปากถ้ำ แหวก
สายน้ำตรงเข้าสู่ลานประลองขนาดมหึมาด้านนอกทันที
ภายในลานประลองเวลานี้ คลาคล่ำไปด้วยสัตว์อสูร
ทะเลดุร้ายจำนวนมหาศาลที่ว่ายวนเวียนอยู่ ส่วนใหญ่กำลัง
รุมทึ้งกัดกินซากศพของผู้ฝึกตนที่นอนตายเกลื่อนกลาดอยู่ทั่ว
บริเวณอย่างหิวโหย
การปรากฏตัวของกลุ่มจางอวิ๋น ดึงดูดความสนใจของ
สัตว์อสูรนักล่าเหล่านี้ในทันที
หนึ่งในนั้นคือฉลามยักษ์เกล็ดทมิฬลำตัวยาวกว่าสิบ
เมตร ดวงตาสีแดงฉานดุจโลหิตของมันล็อคเป้ามาที่พวกเขา
รังสีอำมหิตพวยพุ่ง
สัตว์อสูรระดับจินตาน!
จางอวิ๋นเลิกคิ้วเล็กน้อย มุมปากกระตุกยิ้มบางๆ
โฮกกก!
ฉลามยักษ์ส่งเสียงคำรามลั่นสะเทือนมวลน้ำ พุ่งเข้าใส่
ด้วยความเร็วสูงพร้อมจะขย้ำ ปากกว้างที่เต็มไปด้วยเขี้ยว
แหลมคมราวกับใบมีดโกนนั่นอ้ากว้างพอจะกลืนกินพวกเขา
ลงไปได้ทั้งคณะในคำเดียว
จางอวิ๋นเพียงแค่ยกนิ้วชี้ขึ้นมาเบาๆ ปลายนิ้วรวมรั้งพลัง
อูสีน้ำเงินเข้มอัดแน่นเอาไว้จนส่องแสงเจิดจ้า
“ดัชนีไห่อู!”
ในจังหวะที่ฉลามยักษ์พุ่งเข้ามาถึงระยะประชิด จนกลิ่น
คาวเลือดเหม็นคลุ้งจากปากของมันปะทะเข้าที่จมูก
ตูม!!
ลำแสงดัชนีสีครามเจิดจรัสพุ่งวาบผ่านมวลน้ำ รวดเร็ว
ปานอัสนีบาต เจาะทะลุผ่านกะโหลกศีรษะของฉลามยักษ์
ทะลวงออกไปถึงหางในพริบตาเดียว!
เลือดสดๆ ทะลักออกมาดุจน้ำพุ ร่างมหึมาของฉลาม
ยักษ์กระตุกเกร็งเพียงครั้งเดียวก่อนจะร่วงฟาดพื้นทราย
สิ้นใจตายคาที่โดยไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าตายอย่างไร!
กู่หงเหวินและคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ข้างๆ ต่างหน้าถอดสี ขา
สั่นพับๆ
พวกเขามองดูนิ้วเรียวยาวของจางอวิ๋นด้วยแววตา
หวาดหวั่นพรั่นพรึง
เพียงแค่ดัชนีเดียว… ก็ทำให้พวกเขาสัมผัสได้
ถึงกลิ่นอายแห่งความตายที่เย็นเยียบจับขั้วหัวใจ กู่หงเหวิน
มั่นใจว่าถ้าเมื่อครู่เป็นตัวเขาเองที่โดนเข้าไป ร่างกายคงถูก
เจาะทะลุเป็นรูพรุนไม่ต่างจากซากฉลามยักษ์ตัวนี้แน่!
“วิชาของไห่อู?”
ส่วนปุโรหิตสามนั้นตกตะลึงกับวิธีการลงมือของจางอวิ๋น
ยิ่งกว่าใคร
เพราะเขาเคยเห็นมันมาก่อน... ตั้งแต่เมื่อสองพันกว่า
ปีที่แล้วในยุคสมัยที่อาณาจักรเซียนไห่อูยังรุ่งเรืองถึงขีดสุด
หนึ่งในกระบวนท่าไม้ตายก้นหีบของ ไห่อู ก็คือดัชนีพลังอูที่
มีอานุภาพทำลายล้างสูงส่งสะท้านฟ้าเช่นนี้!
ในแง่ของพลังทำลายล้าง ดัชนีนี้ถูกจัดให้อยู่ในสิบอันดับ
แรกของสุดยอดวิชาแห่งอาณาจักรเซียนไห่อูเลยทีเดียว
หรือว่าจางอวิ๋นจะได้รับมรดกความทรงจำของไห่อู
มาด้วย?
ปุโรหิตสามครุ่นคิดอย่างหนักด้วยความตระหนก
จางอวิ๋นไม่ได้สนใจสายตาตกตะลึงของพวกเขา
เพียงแค่ยกนิ้วขึ้นมาเป่าเบาๆ แล้วยิ้มมุมปาก
หลังจากดูดซับทะเลพลังอูและทะลวงคอขวดเข้าสู่ระดับ
ปุโรหิต เขาก็สามารถใช้วิชาต่างๆ ที่ตกค้างอยู่ในความทรงจำ
ของไห่อูได้ ดัชนีเมื่อครู่เป็นแค่การลองเชิงทดสอบพลัง
ซึ่งอานุภาพก็น่าประทับใจไม่เลว!
จางอวิ๋นกวาดตามองฝูงสัตว์อสูรทะเลมากมายในลาน
ประลอง พวกมันถูกกลิ่นคาวเลือดสดใหม่จากซากฉลามยักษ์
ดึงดูดความสนใจ
ในสายตาพวกมัน เลือดเนื้อของสัตว์อสูรระดับจินตาน
เปรียบเสมือนโอสถทิพย์อันหอมหวาน
พวกมันเริ่มขยับตีวงล้อมเข้ามาใกล้ นัยน์ตาทอประกาย
หิวกระหาย
จางอวิ๋นแค่นเสียงในลำคอเบาๆ หึ!
ทันใดนั้น เขาก็ปลดปล่อยแรงกดดันทางจิตวิญญาณอัน
มหาศาลแผ่ซ่านออกไปรอบทิศราวกับคลื่นสึนามิที่มองไม่เห็น
!
เหล่าสัตว์อสูรทะเลส่วนใหญ่ที่เป็นแค่ระดับสร้าง
รากฐานหรือต่ำกว่า เมื่อเผชิญหน้ากับแรงกดดันนี้ ร่างกายก็
สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวสุดขีด สัญชาตญาณร้องเตือน
ถึงอันตรายระดับล้างบาง พวกมันรีบว่ายหนีแตกกระเจิง
ออกจากลานประลองไปคนละทิศละทางอย่างไม่คิดชีวิต
“ระ… ระดับแปลงเทพ!?”
กู่หงเหวินและคนอื่นๆ ต่างเบิกตากว้าง มองจางอวิ๋น
ด้วยความตกตะลึงจนแทบลืมหายใจ
จางอวิ๋นมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ยินดียินร้าย
แม้ระดับพลังบำเพ็ญเพียรของเขาจะอยู่ที่จินตานขั้นสูง
สุด (ขั้น 10) แต่ระดับจิตวิญญาณของเขานั้นก้าวข้ามขอบเขต
ไปไกลโขแล้ว การที่เขากลืนกินร่างวิญญาณที่มหาปุโรหิต
แบ่งภาคออกมาจำนวนมาก และสุดท้ายยังกลืนกินเศษเสี้ยว
วิญญาณครึ่งหนึ่งของร่างต้นมหาปุโรหิตเข้าไปอีก...
ทำให้ระดับจิตวิญญาณของเขาในตอนนี้ แข็งแกร่ง
ไม่ด้อยไปกว่ายอดฝีมือระดับแปลงเทพเลยแม้แต่น้อย!
จางอวิ๋นมองดูฉลามทะเลตัวเป้งๆ ที่ยังว่ายวนเวียนอยู่
นอกลานประลองอย่างลังเล เขาขี้เกียจจะเปลืองแรงกดดันวิญ
ญาณอีก จึงเอ่ยเสียงเรียบ
“เหล่ากู่ เปิดทาง!”
“ดะ… ได้ครับนายน้อย!”
กู่หงเหวินสะดุ้งโหยง ได้สติกลับมา แม้จะยังไม่ชินกับ
การถูกสั่งราวกับบ่าวไพร่ แต่ก็รีบพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน
กู่ฉี่และรองหัวหน้ากลุ่มโจรสลัดมองดูภาพนั้นด้วยความ
อึดอัดใจ
พวกเขาคือกลุ่มโจรสลัดหยกศิลา ผู้เป็นเจ้าแห่ง
ท้องทะเลสีครามที่ใครต่างก็เกรงกลัว ไม่นึกเลยว่าวันหนึ่ง
จะต้องมาคอยรับใช้คนอื่นเยี่ยงสุนัขรับใช้ แต่สิ่งที่กดทับอยู่ใน
หัวใจคือ ‘อักขระทาส’ ทำให้พวกเขาไม่กล้าปริปากบ่นแม้แต่
คำเดียว
เมื่อมีกู่หงเหวินระดับหยวนอิงนำทาง คณะของพวกเขา
ก็ฝ่าวงล้อมสัตว์อสูรออกจากลานประลองได้อย่างง่ายดาย
ราวกับเดินเล่นในสวนหลังบ้าน
จางอวิ๋นกำลังจะมุ่งหน้าออกไป แต่จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้
ถึงความผิดปกติบางอย่าง คิ้วเรียวเข้มขมวดเข้าหากันทันที
“มีอะไรหรือขอรับนายน้อย?”
เซียวชิงอวี่สังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเขาจึงเอ่ย
ถามอย่างระมัดระวัง
จางอวิ๋นไม่ตอบคำถาม แต่หันไปสั่งกู่หงเหวินเสียงเข้ม
“เหล่ากู่ เจ้าพาคนของเจ้ากลับไป รวบรวมกำลังพลกลุ่ม
โจรสลัดหยกศิลา แล้วไปยึดครองสำนักหนานไห่มาซะ!”
“ครับ!?”
กู่หงเหวินชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความงุนงง ก่อนจะรีบ
รับคำ “รับทราบ!”
เรื่องนี้เขาเคยวางแผนไว้ในใจลึกๆ ตั้งแต่ตอนที่รู้ข่าวว่า
เจ้าสำนักหนานไห่ตกตายไปแล้ว แต่พอต้องมาทำตามคำสั่ง
ในฐานะทาสรับใช้ มันก็รู้สึกแปลกๆ พิกลอยู่บ้าง
แต่เขาก็นึกเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงรีบเอ่ยว่า
“นายน้อย ข้ามีเรื่องต้องรายงานท่านเรื่องหนึ่ง…”
จางอวิ๋นปรายตามอง “ว่ามา”
“ในการจ้างวานกำลังเสริมครั้งนี้ มีผู้อาวุโสท่านหนึ่ง
เดินทางมาจาก เกาะเชียนไห่ แห่งแคว้นหนานซิง แต่ตอนนี้
เขาหายสาบสูญไป…”
“เจ้าหมายถึงผู้อาวุโสเก้าแห่งเกาะเชียนไห่สินะ?”
จางอวิ๋นตอบสวนทันควัน น้ำเสียงเรียบเฉยราวกับพูด
เรื่องดินฟ้าอากาศ
“ข้าเชือดมันไปแล้ว!”
“……”
แม้จะพอเดาได้อยู่บ้าง แต่พอได้ยินจากปากจางอวิ๋นชัด
ๆ เต็มสองหู กู่หงเหวินก็อดตัวสั่นไม่ได้ มองจางอวิ๋นด้วย
ความหวาดผวา
นั่นมันผู้อาวุโสของเกาะเชียนไห่เชียวนะ! ขุมกำลังระดับ
ยักษ์ใหญ่ข้ามแคว้น!
ฆ่าคนระดับนั้นไป ปฏิกิริยาตอบโต้ของเกาะเชียนไห่จะ
เป็นยังไง… แค่คิดเขาก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัวจนหนังหัวชา
“กว่าทางเกาะเชียนไห่จะรู้ข่าวคงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่
พวกเจ้าไปจัดการเรื่องตรงหน้าให้เรียบร้อยก่อน เรื่องนี้ค่อยว่า
กันทีหลัง!”
จางอวิ๋นตัดบทอย่างไม่แยแส
เดิมทีเขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องผู้อาวุโสเก้าคนนั้นเท่าไหร่ แต่
พอกู่หงเหวินพูดขึ้นมา เขาถึงนึกได้ว่าเป็นคนของอีกฝ่าย
จ้างวานมา ซึ่งหมายความว่าถ้าเกาะเชียนไห่รู้เรื่องการตาย
ของผู้อาวุโสเก้าเมื่อไหร่ เป้าหมายแรกที่จะมาคิดบัญชีระบาย
แค้นก็คือกลุ่มโจรสลัดหยกศิลา
ก่อนหน้านี้จะเป็นตายร้ายดียังไงก็ช่าง แต่ตอนนี้กลุ่ม
โจรสลัดหยกศิลาถือเป็นคนของเขาแล้ว ทรัพย์สินของเขาแล้ว
เรื่องนี้คงต้องหาทางจัดการ...
เกาะเชียนไห่…
พอนึกถึงขุมกำลังยักษ์ใหญ่แห่งแดนใต้ที่เป็นดั่งพยัคฆ์
หมอบมังกรซ่อน จางอวิ๋นก็สูดหายใจลึก
แม้ตอนนี้เขาจะเก่งขึ้นมาก แต่ถ้าจะไปงัดข้อกับยักษ์
ใหญ่อย่างเกาะเชียนไห่ยังถือว่าห่างชั้นเกินไป ไม่ต้องพูดถึง
ใครอื่น แค่ ‘บรรพชนพันเกาะ’ ที่จั่วชิวเป่ยเขียนไว้ในบันทึกว่า
เป็นระดับแปลงเทพขั้นสูงสุด… แค่นั้นก็ตบเขาตายได้ใน
พริบตาแล้ว
จิตวิญญาณเขาอาจจะแข็งแกร่งเทียบเท่าระดับแปลง
เทพ แต่มันก็เป็นแค่พลังทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่พลังต่อสู้ที่
แท้จริง
ถ้าต้องสู้กับระดับแปลงเทพของจริงอย่างเจ้าสำนักหลิง
เซียน จางอวิ๋นยอมรับตามตรงว่ายังรับมือได้ยาก โดยเฉพาะ
เมื่อมองไม่เห็นข้อมูลจุดอ่อนของอีกฝ่ายผ่านเนตรสวรรค์
ต้องรีบทะลวงเข้าสู่ระดับหยวนอิงให้เร็วที่สุด!
พอถึงระดับหยวนอิง เขาจะสามารถมองเห็นข้อมูลและ
จุดอ่อนของพวกระดับแปลงเทพได้ ถึงตอนนั้นค่อยมีหนทาง
รับมืออย่างสูสี!
“รับทราบขอรับนายน้อย!”
เมื่อเห็นจางอวิ๋นพูดเช่นนั้น กู่หงเหวินก็ไม่กล้าถาม
เซ้าซี้ต่อ รีบพากู่ฉี่และรองหัวหน้าล่าถอยจากไปอย่างรวดเร็ว
จางอวิ๋นหันไปมองสองผู้อาวุโสหอก่วนชิงที่ยืนสงบเส
งี่ยมอยู่ “ที่สั่งไปเมื่อกี้ ไม่ลืมใช่มั้ย?”
ทั้งสองรีบพยักหน้ารัวๆ เหมือนไก่จิกข้าวสาร “ไม่ลืม
ขอรับ!”
“ไปได้!”
จางอวิ๋นโบกมือไล่
สองผู้อาวุโสรีบแยกย้ายพุ่งตัวออกไปทันที
ข้างกายตอนนี้เหลือเพียงปุโรหิตสามและเซียวชิงอวี่
“พวกเจ้าตามข้ามา!”
จางอวิ๋นสั่งสั้นๆ แล้วพุ่งตัวแหวกกระแสน้ำไปทางทิศ
หนึ่งด้วยความเร็วสูงลิ่ว
ตอนนี้เขารู้สึกไม่มั่นใจ… สังหรณ์ใจบางอย่างรบกวน
จิตใจ
เพราะเขาสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของ ‘อวิ๋นหมายเลขหนึ่ง’
อยู่ในทะเลลึกไม่ไกลจากนี้ ไม่ใช่บนผิวน้ำอย่างที่ควรจะเป็น
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในแดนลับ เขาเห็นสวีหมิงและอู๋เสี่ยว
พั่งเลื่อนระดับกันรัวๆ ผ่านการแจ้งเตือนของระบบ ตอนแรกก็
ร้อนใจ แต่พอเห็นว่าสัญญาณชีพของอวิ๋นหมายเลขหนึ่งยัง
อยู่ดี เขาก็เลยวางใจลงเปราะหนึ่ง
เพราะถ้าอวิ๋นหมายเลขหนึ่งยังอยู่ แปลว่าสวีหมิงก็น่าจะ
ปลอดภัย
แต่ตอนนี้การที่สัญญาณของมันอยู่ใต้น้ำลึก ทำให้เขา
รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างรุนแรง
ระหว่างที่พุ่งตัวไป เขาหยิบหินสื่อสารรุ่นพิเศษออกมา
พยายามส่งกระแสจิตติดต่อพวกสวีหมิง
ติ๊ง…
แต่ข้อความที่ส่งไป… กลับเงียบกริบ ไร้การตอบรับใดๆ
หัวใจของจางอวิ๋นดิ่งวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม สีหน้าแปร
เปลี่ยนเป็นเย็นชาจนน่ากลัว นัยน์ตาทอประกายอำมหิต
ครืนนน...
ไอสังหารอันเยือกเย็นแผ่ซ่านออกมาจากร่าง จนทำให้
น้ำทะเลรอบกายแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง ปุโรหิตสามและเซียว
ชิงอวี่ที่ตามมาข้างหลังสัมผัสได้ชัดเจนผ่านมวลน้ำ ทั้ง
สองหน้าเปลี่ยนสีซีดเผือด มองแผ่นหลังของจางอวิ๋นด้วย
ความหวาดหวั่น ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ อีกฝ่ายถึงปล่อยจิต
สังหารรุนแรงขนาดนี้ออกมา
อู๋ไห่ไห่ในอ้อมแขนก็รู้สึกถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
สะดุ้งตื่นจากภวังค์
“อี้… ยา?”
เด็กน้อยเงยหน้ามองจางอวิ๋นด้วยความสงสัย แล้วส่ง
เสียงร้องเรียกเบาๆ
“ไห่ไห่ อาจารย์ไม่เป็นไร เจ้านอนต่อเถอะ ตื่นมาแล้ว
อาจารย์จะพาไปเจอศิษย์พี่ศิษย์เจ๊ของเจ้า!”
จางอวิ๋นรีบปรับสีหน้าเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนในชั่วพริบตา
ลูบหัวอู๋ไห่ไห่เบาๆ เพื่อปลอบประโลม
อู๋ไห่ไห่เห็นดังนั้นก็วางใจ ซุกตัวลงในอ้อมกอดอุ่นแล้ว
หลับปุ๋ยไปอีกครั้ง
ทว่าวินาทีต่อมา รอยยิ้มของจางอวิ๋นก็จางหายไปทันที
ราวกับไม่เคยเกิดขึ้น เขาใช้พลังไห่อูห่อหุ้มตัวอู๋ไห่ไห่ไว้อย่าง
แน่นหนาเพื่อให้เด็กน้อยนอนหลับสบายไร้สิ่งรบกวน
ตูม!!
จากนั้นเขาก็ระเบิดพลังไห่อูออกมาเต็มพิกัด หยิบ พู่กัน
บัญชาการ ขึ้นมาตวัดเขียนคำว่า ‘เร็ว’ กลางอากาศ อักษร
แสงสีทองส่องสว่างวาบก่อนจะประทับลงบนร่าง
ร่างของเขาแหวกมวลน้ำพุ่งทะยานไปยังทิศทางของอวิ๋น
หมายเลขหนึ่งด้วยความเร็วสูงสุด ดุจดาวหางผ่ามหาสมุทร!
ปุโรหิตสามและเซียวชิงอวี่ถูกทิ้งห่างในพริบตา ทั้งสอง
พยายามเร่งความเร็วตามอย่างสุดชีวิต แต่กลับพบว่า
ระยะห่างยิ่งยืดออกไปเรื่อยๆ จนสิ้นหวัง
“พวกเจ้าไม่ต้องตามมา ไปรอข้าที่ผิวน้ำ!”
เสียงของจางอวิ๋นลอยมาแต่ไกลแต่หนักแน่น
ทั้งสองรีบหยุดฝีเท้า ได้แต่มองดูแสงวูบวาบที่พุ่งหาย
ไปจนลับตาด้วยความตะลึงค้าง
ความเร็วระดับนี้… มันเร็วเกินไปแล้ว! นี่มันความเร็ว
ระดับสัตว์ประหลาดชัดๆ!
…
…
ณ ร่องลึกก้นสมุทรอันมืดมิดและหนาวเหน็บ
“ไอ้เด็กระดับสร้างรากฐานสามคน ทำไมถึงมีลูกเล่น
เยอะนักวะ?”
ชายชราผมดำจ้องมองลงไปในร่องลึกด้วยสีหน้า
บิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิด
คนข้างๆ อีกหลายคนก็สีหน้าไม่สู้ดีนัก
พวกเขาที่เป็นถึงระดับจินตานขั้นสูงสุดสามคน และจิน
ตานขั้นสูงอีกสองคน รวมหัวกันไล่ล่า กลับปล่อยให้เด็กสร้าง
รากฐานสามคนหนีรอดมุดหัวลงไปในร่องลึกได้ เรื่องนี้
ถ้าแพร่งพรายออกไป คงโดนคนหัวเราะเยาะจนฟันร่วงหมด
ปาก!
“ก็เพราะนังแพศยาสำนักหลิงเซียนนี่แหละ! ถ้ามันไม่
มาขวาง ข้าคงจับไอ้เด็กสามคนนั้นได้นานแล้ว!!”
ผู้อาวุโสห้าแห่งสำนักหนานไห่ ชายหน้าบากหูขาด
ตวาดลั่นด้วยความเดือดดาล สายตาอาฆาตจ้องมองไปยัง
โขดหินข้างร่องลึก
ที่ตรงนั้น… หญิงสาวผมดำหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ถูก
หอกยาวแทงทะลุไหล่ตรึงติดอยู่กับโขดหินอย่างน่าเวทนา
“พวกผู้อาวุโสสำนักหลิงเซียนนี่นะ บางคนก็รู้จักวางตัว
เป็น แต่บางคนก็โง่เง่าไม่ดูตาม้าตาเรือ น่ารำคาญจริงๆ!”
ชายวัยกลางคนหน้าเหลี่ยมเดินอาดๆ เข้าไปหาหญิง
สาวผมดำที่บาดเจ็บสาหัส เอ่ยเสียงเย็นชาเหยียดหยาม
“ผู้อาวุโสหกแห่งสำนักหลิงเซียน… ทำไมเจ้าไม่เอาอย่าง
ผู้อาวุโสสิบ ‘เมิ่งจง’ ของพวกเจ้าบ้าง? ถ้าเจ้าไม่แส่หาเรื่อง
พวกข้าก็คงปล่อยเจ้าไปแล้ว ทำไมต้องรนหาที่ตายมาขัดขวาง
ธุระของพวกข้า?”
“พวกเจ้า… กล้าลงมือกับศิษย์สำนักข้าอย่างโจ่งแจ้ง…
หากท่านเจ้าสำนักรู้เข้า…”
ผู้อาวุโสหกแห่งสำนักหลิงเซียนน้ำเสียงอ่อนแรงเต็มที
ลมหายใจรวยริน แต่ดวงตายังคงจ้องมองอีกฝ่ายอย่าง
แข็งกร้าวไม่ยอมจำนน “พวกเจ้า… ไม่มีทางรอดแน่!!”
“ดื้อด้านนักนะ!”
ชายหน้าเหลี่ยมแค่นเสียง ถุย! มองใบหน้าสวยหวานที่
ซีดขาวของนาง แล้วแสยะยิ้มมุมปากอย่างโรคจิต
“ในเมื่อเจ้าอยากตายนัด ข้าก็จะสงเคราะห์ให้… ตัดหัว
เจ้าไปเป็นของสะสมซะเลย!”
ฉึก!
พูดจบก็กระชากหอกยาวออกจากไหล่ของนางอย่างแรง
เลือดสดๆ ทะลักออกมาทันที ร่างที่อ่อนแออยู่แล้วของนาง
สั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ก่อนจะทรุดฮวบลง
กับโขดหินไร้เรี่ยวแรงจะทรงตัว
สวบ!
ไม่เปิดโอกาสให้พักหายใจ ชายหน้าเหลี่ยมแทงหอกสวน
กลับเข้าไปทะลุไหล่อีกข้างของนาง ตรึงร่างนางไว้กับหิน
อีกครั้ง!
“อ๊ากกก!”
ความเจ็บปวดจากการถูกแทงทะลุกระดูกและเส้นเอ็น
ทำให้ผู้อาวุโสหกกรีดร้องออกมาอย่างสุดกลั้น
ลมปราณเฮือกสุดท้ายที่ใช้พยุงชีพเพื่อหายใจใต้น้ำเริ่ม
แตกซ่าน น้ำทะเลเย็นเฉียบทะลักเข้าปากและจมูก สำลักปน
กับเลือดที่ไหลย้อนออกมาจากลำคอ ดวงตาเริ่มพร่ามัวมอง
ไม่เห็นสิ่งใด
ความตาย… กำลังคืบคลานเข้ามา
รอยยิ้มเศร้าสร้อยปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงามของนาง
นึกว่าพอได้เป็นผู้ฝึกเซียน จะได้มีชีวิตยืนยาวหลายร้อย
ปี ได้เห็นโลกกว้าง หรือสักวันอาจจะมีโอกาสได้กลับไปที่
‘บ้าน’ หลังนั้น… ไม่นึกเลยว่าชีวิตจะมาจบลงแค่วัยสามสิบ
กว่าปี
ต้องมาจบสิ้นตรงนี้สินะ…
“เจ้านับเป็นสาวงามระดับจินตานที่หาได้ยากยิ่ง…
ก่อนหน้านี้ข้าสะสมแต่หัวสาวงามระดับสร้างรากฐาน วันนี้
ได้ฤกษ์งามยามดี… จะได้หัวสาวงามระดับจินตานมาประดับ
บารมีสักที!”
ชายหน้าเหลี่ยมชักดาบยาวออกมา แสยะยิ้ม
เหี้ยมเกรียมอำมหิต เล็งไปที่ลำคอขาวระหงของผู้อาวุโสหก
แล้วง้างดาบฟันฉับลงไปเต็มแรงหมายจะให้ขาดสะบั้นในดาบ
เดียว!
คมดาบยังไม่ทันถึง แต่แรงกดดันผ่านกระแสน้ำก็บาด
ผิวจนแสบสะท้าน ผู้อาวุโสหกหลับตาลงยอมรับชะตากรรม
พร้อมรอยยิ้มขมขื่น
แต่ในวินาทีที่เปลือกตากำลังจะปิดสนิท นางพลันเห็น
เงาร่างสายหนึ่งวูบผ่านหน้าไป
ภาพหลอนก่อนตายสินะ?
ที่เขาว่ากันว่าก่อนตายจะได้เห็นคนที่อยากเจอ... ท่าจะ
จริง
ผู้อาวุโสหกคิดในใจอย่างเลื่อนลอย
ฉัวะ!
เสียงของมีคมตัดผ่านเนื้อและกระดูกดังชัดเจน เลือด
สดๆ พุ่งกระฉูด
แต่ความเจ็บปวดที่ลำคอที่นางรอคอยกลับไม่เกิดขึ้น
จมูกกลับได้กลิ่นคาวเลือดที่รุนแรงกว่าเดิม… แต่มันไม่ใช่
เลือดของนาง
นางชะงัก
ลืมตาขึ้นมอง ภาพที่เห็นคือ หัวของชายหน้าเหลี่ยม ที่
ขาดกระเด็น ลอยละลิ่วคว้างอยู่ในน้ำทะเล ดวงตายัง
เบิกโพลงด้วยความตกใจ ใบหน้ายังค้างอยู่ในรอยยิ้มแสยะนั้น
นางตะลึงงันจนลืมหายใจ
ชายชราผมดำ ผู้อาวุโสห้าแห่งสำนักหนานไห่ และ
คนอื่นๆ ที่ยืนรอชมการประหารอยู่ไม่ไกล ต่างก็ยืนแข็งทื่อเป็น
หินด้วยความตกตะลึงเช่นกัน สมองของพวกเขาประมวลผล
ไม่ทันกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“ใคร!?”
แต่พวกเขาก็ได้สติอย่างรวดเร็ว ตวาดลั่นเสียงสั่นพร้อม
กวาดสายตามองไปรอบทิศด้วยความระแวง
“ข้าเอง”
เสียงเย็นเยียบราวกับดังมาจากขุมนรกโลกันตร์ตอบ
กลับมา น้ำเสียงนั้นราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่กดทับ
จนหายใจไม่ออก
ชายชราผมดำและพรรคพวกชะงักกึก หันขวับไปมองที่
ต้นเสียง
บนโขดหินที่ผู้อาวุโสหกนอนพิงอยู่…
ปรากฏร่างของชายหนุ่มรูปงามในชุดขาวบริสุทธิ์ อุ้ม
เด็กทารกไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม ยืนตระหง่านอยู่
ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้!
แววตาของเขาเย็นชายิ่งกว่าน้ำแข็ง