ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 137 เจ้า... เจ้าอยู่ระดับไหนกันแน่?
- Home
- ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า
- บทที่ 137 เจ้า... เจ้าอยู่ระดับไหนกันแน่?
“จาง… จางอวิ๋น!?”
เมื่อได้เห็นใบหน้าของชายหนุ่มรูปงามในชุดขาวชัดเต็ม
สองตา ผู้อาวุโสห้าแห่งสำนักหนานไห่ก็ชะงักค้างไปครู่ใหญ่
ราวกับถูกสายฟ้าฟาดใส่กลางกบาล ก่อนที่สีหน้าจะแปร
เปลี่ยนเป็นซีดเผือดไร้สีเลือด
พอได้ยินชื่อมรณะนี้ ชายชราผมดำและพรรคพวกที่อยู่
ข้างๆ ก็หน้าตึงเครียดขึ้นมาทันที รูขุมขนทั่วร่างหดเกร็ง ตั้งท่า
เตรียมพร้อมรับมือศัตรูตัวฉกาจด้วยความหวาดระแวง
“ผะ… ผู้อาวุโสเก้า?”
ผู้อาวุโสหกแห่งสำนักหลิงเซียนจ้องมองจางอวิ๋นที่ยืน
ตระหง่านอยู่ตรงหน้า อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงจนลืม
ความเจ็บปวด
ภาพตรงหน้านี้ไม่ใช่ภาพหลอนก่อนตาย… แต่เป็น
ตัวจริงเสียงจริงงั้นรึ?
“อึก!”
ทันทีที่อ้าปาก น้ำทะเลเย็นเฉียบมหาศาลก็ทะลักเข้า
ปากและจมูกอีกครั้ง ทำให้หายใจไม่ออกในทันที ความ
เจ็บปวดที่หัวไหล่แล่นพล่านไปทั่วร่างราวกับถูกไฟเผา
ประสาทสัมผัสทั้งหมดถูกขยายให้ชัดเจนขึ้นด้วยความทรมาน
แสนสาหัส ใบหน้าของนางเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำจากการ
ขาดอากาศ
ความตายกำลังกวักมือเรียกนางอีกครั้ง…
แต่ในขณะที่นางรู้สึกทรมานจนแทบขาดใจ ฝ่ามือหนา
นุ่มที่ราวกับมีมนต์วิเศษช่วยปัดเป่าความเจ็บปวดทั้งมวล ก็
ทาบลงบนหน้าผากของนางอย่างแผ่วเบา
วูบ…
ในพริบตา กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งก็ไหลบ่าไปทั่วทั้ง
สรรพางค์กาย ขับไล่ความหนาวเหน็บและความเจ็บปวดออก
ไปจนสิ้น
“แค่ก! แค่ก! พรวด!”
ผู้อาวุโสหกโก่งคออาเจียนพ่นน้ำทะเลผสมลิ่มเลือดก้อน
ใหญ่ออกมา
ทันทีที่ของเสียเหล่านั้นถูกขับออก นางก็รู้สึกเหมือนได้
กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง
ลมหายใจกลับมาคล่องตัว ความเจ็บปวดตามร่างกาย
ถูกกดทับไว้อย่างน่าอัศจรรย์ และทั่วทั้งร่างในตอนนี้ก็ถูก
ห่อหุ้มด้วยม่านพลังงานสีน้ำเงินเข้มที่อบอุ่นนุ่มนวล
ราวกับกำลังนอนอาบแดดอุ่นๆ อยู่บนผิวน้ำทะเลอัน
เงียบสงบ ไม่ใช่ก้นบึ้งมหาสมุทรอันโหดร้าย
“ผู้อาวุโสหก รอข้าเดี๋ยวนะ”
เสียงนุ่มทุ้มดังขึ้นข้างหู เปี่ยมไปด้วยความมั่นคงที่ทำให้
อุ่นใจ
จากนั้นนางก็เห็นจางอวิ๋นก้าวเดินกลางอากาศ
ท่ามกลางมวลน้ำอันหนักอึ้ง ตรงเข้าไปหาคณะของผู้อาวุโส
ห้าแห่งสำนักหนานไห่อย่างช้าๆ ทว่าเปี่ยมด้วยแรงกดดัน
มหาศาล
ผู้อาวุโสห้าและพรรคพวกหน้าเปลี่ยนสี ทุกก้าวที่จางอ
วิ๋นย่างสามขุมเข้ามา หัวใจของพวกเขาก็เต้นระรัวด้วย
ความหวาดกลัว ขาที่เคยแข็งแรงกลับก้าวถอยหลัง
ไปโดยไม่รู้ตัว
“หนี! รีบหนี!!”
หลังจากถอยกรูดไปกว่าสิบก้าว สัญชาตญาณก็กรีดร้อง
เตือนภัย ผู้อาวุโสห้าตะโกนลั่น กลับหลังหันเตรียมโกยแน่บ
ไม่คิดชีวิต
ชายชราผมดำและคนอื่นๆ ก็รีบทำตามอย่างลนลาน
แต่ในจังหวะที่หันหลังกลับนั้นเอง แววตาของพวกเขา
พลันวาวโรจน์ด้วยประกายอำมหิตที่ซ่อนเร้น ลอบส่ง
สัญญาณให้กันทางสายตา
เปรี้ยะ!
เสียงเหมือนกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านดังขึ้นแหวกความ
เงียบ
เมื่อรู้สึกตัวอีกที พวกเขาก็พบว่าจางอวิ๋นไม่ได้ไล่ตาม
มาจากด้านหลัง… แต่กลับมายืนดักหน้าพวกเขาอยู่แล้วด้วย
ความเร็วระดับปีศาจ!
“ลงมือ!!”
ชายชราผมดำสะดุ้งโหยง รีบตวาดลั่นพร้อมขว้างป้าย
คำสั่งสีเลือดแผ่นหนึ่งออกจากมือสุดแรง
ผู้อาวุโสห้าและคนอื่นๆ ก็ตอบสนองทันควัน ราวกับ
ซักซ้อมมาเป็นร้อยครั้ง ต่างคนต่างควักป้ายคำสั่งแบบ
เดียวกันขว้างออกมา
วิ้ง! วิ้ง! วิ้ง!
ทันทีที่ป้ายคำสั่งหลุดมือ มันก็เปล่งแสงเจิดจ้าแสบตา
จางอวิ๋นยังไม่ทันได้ขยับตัว แสงเหล่านั้นก็พุ่งมารวมกัน
กลายเป็นลำแสงสามสาย หมุนวนล้อมรอบตัวเขาไว้ด้วย
ความเร็วสูง ก่อเกิดเป็นกรงขังแห่งแสง!
“ไอ้สวะ! บังอาจฆ่าผู้อาวุโสตระกูลหลินของข้าไปตั้ง
หลายคน วันนี้แกต้องชดใช้ด้วยเลือด จงลิ้มรส ‘ค่ายกล
สามวงแหวนมรณะ’ ของตระกูลหลินซะเถอะ!”
ชายชราผมดำแค่นเสียงเหี้ยมเกรียม มือประสานอินร่าย
คาถาอย่างรวดเร็ว
ผู้อาวุโสห้าและคนอื่นๆ ก็ทำท่าประทับอินเร่งพลัง
เฮือกสุดท้ายใส่ลงไป
ครืนนน!
สิ้นเสียงร่ายคาถา ลำแสงทั้งสามก็แปรสภาพเป็น
วงแหวนบีบอัดสามวง รัดตรึงร่างจางอวิ๋นจากสามทิศทาง
พร้อมกัน มาพร้อมกับแรงกดดันมหาศาลที่หนักอึ้งราวกับ
ขุนเขาถล่มทับ ซึ่งไม่ด้อยไปกว่าผู้ฝึกตนระดับหยวนอิงขั้นสูง
สุด!
แรงกดดันนี้มีผลในการจำกัดการเคลื่อนไหวและบดขยี้
กระดูกของศัตรูให้แหลกละเอียด
จางอวิ๋นรู้สึกได้ว่าร่างกายของเขาเริ่มอืดอาดเชื่องช้าลง
มวลน้ำรอบกายแข็งตัวราวกับเหล็กกล้า แต่ทว่า… สีหน้าของ
เขากลับไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
“ลูกไม้ตื้นๆ…”
มุมปากของเขายกยิ้มเยาะหยัน
“ไสหัวไป!”
เพียงแค่เขาสั่นสะท้านร่างเบาๆ แรงกดดันทางวิญญาณ
ระดับแปลงเทพที่อัดแน่นอยู่ในกายก็ระเบิดตูมออกมา
กระแทกวงแหวนทั้งสามจนแตกกระเจิงในพริบตา
เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!
วงแหวนแสงระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เหมือนกระจกบางๆ
ที่ไม่อาจต้านทานค้อนปอนด์ได้แม้แต่เสี้ยววินาที
“อั่ก!”
ชายชราผมดำ ผู้อาวุโสห้า และคนอื่นๆ โดนแรงสะท้อน
กลับกระแทกเข้าใส่เต็มอก จนกระอักเลือดออกมาพร้อมกัน
ร่างปลิวว่อนไปคนละทิศละทาง
“เป… เป็นไปได้ยังไง!?”
พวกเขามองจางอวิ๋นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความ
เหลือเชื่อและสิ้นหวัง
โดยเฉพาะชายชราผมดำ
นี่คือไพ่ตายลับสุดยอดที่บรรพชนตระกูลหลินทิ้งไว้ให้
เชียวนะ! มันเคยสังหารระดับหยวนอิงมาแล้วไม่รู้กี่ศพต่อกี่ศพ
แต่จางอวิ๋นกลับทำลายมันได้เพียงแค่… ขยับตัว?
“จะ… เจ้าอยู่ระดับไหนกันแน่??”
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวที่
แผ่ออกมาจากร่างจางอวิ๋น ชายชราผมดำถึงกับตาถลนแทบ
หลุดจากเบ้า ปากคอสั่นริกๆ
“ตระกูลหลินจับมือกับสำนักหนานไห่งั้นรึ?”
จางอวิ๋นเอ่ยเสียงเรียบ ไม่คิดจะตอบคำถามคนใกล้ตาย
เมื่อได้ยินคำเรียกขานของอีกฝ่าย ประกอบกับเห็น
ผู้อาวุโสห้าแห่งสำนักหนานไห่ไปเข้าพวกกับคนกลุ่มนี้ เขาก็
เข้าใจสถานการณ์เน่าเฟะนี้ทันที
มือซ้ายยังคงอุ้มอู๋ไห่ไห่ไว้อย่างมั่นคงทะนุถนอม ส่วน
มือขวากระชับด้าม กระบี่เมฆาเวหา แน่น แผ่ไอสังหาร
ออกมาปกคลุมทั่วบริเวณ
“หนี! รีบหนีเร็ว!!”
ชายชราผมดำเห็นท่าไม่ดี ตะโกนลั่นอย่างเสียขวัญ แล้ว
หันหลังวิ่งหนีไม่คิดชีวิต
แต่… สายไปเสียแล้ว
ฉัวะ!
ประกายกระบี่คมกริบสายหนึ่งได้กลายร่างเป็นเคียว
มัจจุราชใต้ท้องทะเล พุ่งวาบตัดผ่านมวลน้ำด้วยความเร็วที่
ดวงตามนุษย์ไม่อาจมองทัน
ชายชราผมดำและพรรคพวกเพียงแค่รู้สึกเจ็บแปลบที่
ลำคอพร้อมกัน จากนั้นโลกทั้งใบก็หมุนคว้างตีลังกา ก่อน
จะพบภาพสยดสยองว่าร่างกายไร้หัวของตัวเองยังคงพยายาม
วิ่งต่อไปอีกสองสามก้าว… ก่อนที่สติจะดับวูบลงสู่ความมืดมิด
นิรันดร์!
คนสี่คน… หัวสี่หัว… ถูกคมกระบี่เดียวตวัดตัดขาด
กระเด็นพร้อมกันอย่างหมดจด!
เลือดสดๆ ย้อมน้ำทะเลบริเวณนั้นจนกลายเป็น
สีแดงฉาน
“คะ… คุณพระช่วย!!”
ผู้อาวุโสหกแห่งสำนักหลิงเซียนที่พิงโขดหินมองดู
เหตุการณ์อยู่ไม่ไกล ถึงกับยกมือปิดปากอุทาน ตัวสั่นเทิ้ม
ก่อนหน้านี้ก็ชายหน้าเหลี่ยมระดับจินตานขั้นสูงสุดหนึ่ง
คน คราวนี้ระดับจินตานขั้นสูงสุดอีกสองคน บวกกับจินตาน
ขั้นสูงอีกสองคน… ทั้งหมดถูกฆ่าตายง่ายๆ เหมือนผักปลา
แบบนี้เลยเหรอ?
ความแข็งแกร่งของผู้อาวุโสเก้า… มันทะลุขีดจำกัด
จินตนาการไปแล้ว!
ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ นางก็รู้สึกถึงกระแสน้ำที่ไหววูบ
ข้างกาย
พอหันไปมอง ก็พบว่าจางอวิ๋นมายืนอยู่ข้างๆ แล้ว
ใบหน้ายังคงเรียบเฉยไร้รอยเลือดแม้แต่หยดเดียว
“ผะ… ผู้อาวุโสเก้า”
ผู้อาวุโสหกขยับปากจะพูด
จางอวิ๋นมองลงไปที่ร่องลึกก้นสมุทร เขาสัมผัสได้ว่า
กลิ่นอายของอวิ๋นหมายเลขหนึ่งอยู่ข้างล่างนั่น จึงเอ่ยถาม
เสียงเครียด “ผู้อาวุโสหก ช่วยเล่าสถานการณ์ให้ข้าฟังหน่อย
ได้มั้ย? พวกสวีหมิงเป็นอย่างไรบ้าง?”
ผู้อาวุโสหกตั้งสติได้ รีบเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังอย่าง
รวดเร็วและกระชับที่สุด
แม้จะพอเดาได้อยู่แล้ว แต่พอได้ฟังจากปากนาง สีหน้า
ของจางอวิ๋นก็ยิ่งมืดมนลงเรื่อยๆ ราวกับพายุที่กำลังก่อตัว
หลังจากที่เขาแยกตัวไปได้ไม่นาน...
ผู้อาวุโสใหญ่และผู้อาวุโสห้าแห่งสำนักหนานไห่ ได้
ร่วมมือกับผู้อาวุโสใหญ่ ผู้อาวุโสสี่ และยอดฝีมืออีกหลายคน
ของตระกูลหลิน เปิดฉากโจมตีพวกสวีหมิงทั้งสามคนอย่าง
บ้าคลั่ง
ระดับหยวนอิงหนึ่งคน ระดับจินตานขั้นสูงสุดสามคน
และระดับจินตานขั้นสูงอีกหลายคน… รุมกินโต๊ะเด็กน้อย
สามคน!
ผู้อาวุโสสามแห่งสำนักหลิงเซียนเอาตัวเข้าแลกเพื่อ
ปกป้องพวกสวีหมิง จนถูกผู้อาวุโสใหญ่สำนักหนานไห่ซัด
ได้รับบาดเจ็บสาหัสปางตาย
ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ของสำนักหลิงเซียนก็ต้านทานไม่ไหว
แต่สวีหมิงทั้งสามคนยังพอมีลูกไม้แพรวพราว อาศัยจังหวะ
ชุลมุนพาอวิ๋นหมายเลขหนึ่งหนีลงทะเลไปได้
แต่ตระกูลหลินและสำนักหนานไห่ตั้งใจแน่วแน่ว่า
จะต้องฆ่าทั้งสามคนให้ได้ ผู้อาวุโสใหญ่สำนักหนานไห่ที่เป็น
ระดับหยวนอิงจึงคอยรั้งผู้อาวุโสใหญ่และคนอื่นๆ ของสำนักห
ลิงเซียนเอาไว้ เปิดโอกาสให้ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลหลิน
ผู้อาวุโสห้าสำนักหนานไห่ และคนอื่นๆ แยกตัวออกมาไล่ล่า
ทว่า ผู้อาวุโสหก ผู้อาวุโสเจ็ด เมิ่งจง และผู้อาวุโสระดับ
จินตานขั้นต้นอีกสองสามคนของสำนักหลิงเซียนที่พอจะว่าง
มือ รีบตามลงมาสกัดกั้น
เดิมทีสถานการณ์พอจะยันไว้ได้ เพื่อซื้อเวลาให้พวกสวี
หมิงหนีลงทะเลลึก
แต่ใครจะคาดคิด… จู่ๆ เมิ่งจงที่รับหน้าที่ต้านผู้อาวุโส
ตระกูลหลินคนหนึ่ง กลับหันมาเล่นงานผู้อาวุโสเจ็ดทีเผลอ
จนผู้อาวุโสเจ็ดบาดเจ็บสาหัสคาที่!
คนทรยศ!
แนวป้องกันของสำนักหลิงเซียนพังทลายทันที ผู้อาวุโส
คนอื่นๆ โดนรุมจนพ่ายแพ้ไปอย่างรวดเร็ว
ทำให้พวกผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลหลินหลุดวงล้อม ไล่ตาม
ลงมาได้ทันที
ผู้อาวุโสหกที่บาดเจ็บน้อยสุดกัดฟันไล่ตามลงมาอย่าง
ไม่คิดชีวิต
พวกสวีหมิงนั้นฉลาดมาก อาศัยความได้เปรียบใต้น้ำขอ
งอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ว่ายวนหนีไปมา หลอกล่อศัตรู
แต่สุดท้าย… น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ
เมื่อหนึ่งก้านธูปก่อน พวกเขาก็ถูกไล่ทัน
ผู้อาวุโสหกตามมาถึงพอดี เห็นพวกสวีหมิงและอวิ๋น
หมายเลขหนึ่งโดนล้อมอยู่ที่ปากทางร่องลึกนี้
นางรีบเข้าไปช่วย แต่ก็ไม่ทันการณ์ อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ถูกฝ่ามือ
อำมหิตของผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลหลินซัดเข้าเต็มๆ แม้จะมี
แสงบางอย่างช่วยรับแรงกระแทกไว้ได้ส่วนใหญ่ แต่ร่างของ
นางก็ร่วงตกลงไปในร่องลึกราวกับว่าวสายป่านขาด
สวีหมิงและอู๋เสี่ยวพั่งจึงพาอวิ๋นหมายเลขหนึ่งพุ่งตามลง
ไปในร่องลึกเพื่อช่วยนางโดยไม่ลังเล
สิ่งที่นางทำได้ คือช่วยถ่วงเวลาพวกผู้อาวุโสใหญ่ตระกูล
หลินได้เพียงชั่วครู่ เพื่อให้พวกเด็กๆ หนีลงไปได้สำเร็จ
ส่วนตัวนางเองก็ถูกผู้อาวุโสสี่ตระกูลหลินใช้หอกตรึงร่าง
ติดกับโขดหินอย่างที่เห็น
ด้านล่างร่องลึกนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายพลังงาน
ประหลาด ทำให้พวกผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลหลินยังไม่กล้า
บุ่มบ่ามตามลงไป จึงเฝ้าคุมเชิงอยู่ปากทาง
“จากนั้น… ผู้อาวุโสเก้าท่านก็มาพอดี…”
ผู้อาวุโสหกรีบสรุปจบ น้ำเสียงสั่นเครือ
“เมิ่งจง…”
จางอวิ๋นพึมพำชื่อนี้เบาๆ แต่แววตาฉายประกายอำมหิต
เย็นยะเยือกจนน้ำทะเลรอบกายแทบแข็งตัว
ปล่อยไว้นานเกินไปแล้วจริงๆ ไอ้เวรนี่สมควรตายไปตั้ง
นานแล้ว! กล้าแตะต้องคนของข้า… มันต้องไม่ตายดี!
“ผู้อาวุโสเก้า ขอบคุณท่านมากนะ ถ้าท่านไม่มา ข้าคง
กลายเป็นของสะสมของเจ้าผู้อาวุโสสี่ตระกูลหลินนั่นไปแล้ว
…”
“ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณท่าน ผู้อาวุโสหก”
จางอวิ๋นได้สติ รีบตัดบทแล้วเอ่ยเสียงหนักแน่น “เรื่องนี้
ข้าติดหนี้บุญคุณท่านครั้งใหญ่ วันหน้าข้าต้องตอบแทนแน่!”
พูดจบเขาก็หยิบ 【คทาปุโรหิต】 ระดับศาสตราวิญ
ญาณที่เพิ่งได้มาจากคลังสมบัติออกมา ถ่ายเทพลังอูลง
ไปจำนวนมากจนคทาส่องแสงเรืองรอง แล้วยื่นให้ผู้อาวุโสหก
“ผู้อาวุโสหก ตอนนี้ข้ายังพาท่านออกไปไม่ได้ ท่านรออยู่
ที่นี่สักครู่ คทาเล่มนี้ท่านถือไว้ หากมีอันตรายให้ถ่ายพลังวิญ
ญาณลงไปนิดหน่อย มันจะกางม่านพลังปกป้องท่านเอง!”
“ได้!”
ผู้อาวุโสหกพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย พอเห็นจางอวิ๋น
หันหลังจะพุ่งลงไปในร่องลึก นางก็อดร้องเตือนด้วย
ความเป็นห่วงไม่ได้
“ผู้อาวุโสเก้า ข้างล่างนั่นอันตราย…”
อยากจะห้าม แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนเป็น “ระวังตัวด้วย!”
จางอวิ๋นพยักหน้ารับ แล้วพุ่งดิ่งลงไปในความมืดมิดของ
ร่องลึกทันทีราวกับมังกรดำดำดิ่งสู่มหาสมุทร
“อีกอย่างนะ ข้าชื่อ ‘เถากู่หลาน’… เจอกันคราวหน้าอย่า
เรียกข้าว่าผู้อาวุโสหกเลย เรียกข้าว่า ‘กู่หลาน’ เถอะ!!”
มองดูแผ่นหลังของจางอวิ๋นที่กำลังไกลออกไป นาง
รวบรวมความกล้าตะโกนไล่หลังไป ใบหน้าแดงซ่าน
แต่ร่างของจางอวิ๋นหายลับไปในความมืดแล้ว นาง
เม้มริมฝีปากเบาๆ อย่างเสียดาย “ผู้อาวุโสเก้าคงไม่ได้ยินมั้ง?”
“ได้ยินแล้ว!”
เสียงตอบรับของจางอวิ๋นดังสะท้อนก้องขึ้นมาจากก้นบึ้ง
ทะเล ทำเอานางสะดุ้งโหยง ใบหน้าซีดขาวพลันขึ้นสีแดง
ระเรื่ออย่างเขินอายจนทำตัวไม่ถูก
“จริงสิ ผู้อาวุโสเก้า เด็กในอ้อมแขนท่านน่ะ อย่าพาลง
ไปด้วยสิ!”
นางเพิ่งนึกขึ้นได้ รีบตะโกนบอกด้วยความตกใจ
แต่คราวนี้ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ กลับมา
เถากู่หลานหน้าซีดเผือด พลังงานประหลาดใต้ร่องลึก
นั่นรุนแรงนัก ขนาดผู้ฝึกตนยังแทบทนไม่ไหว เด็กทารก
บอบบางจะไปทนไหวได้ยังไง?
ว่าแต่… เด็กที่จางอวิ๋นอุ้มอยู่นั่นลูกเต้าเหล่าใครกัน?
หรือว่าจะเป็น…
ลูกของจางอวิ๋น?
คิดถึงตรงนี้ ร่างบางของนางก็สั่นสะท้านไปทั้งตัวด้วย
ความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก
แต่ไม่นานนางก็ส่ายหน้าแรงๆ ไล่ความคิดฟุ้งซ่าน มอง
ลงไปที่ความมืดมิดเบื้องล่างแล้วพนมมือภาว