ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 141 สำนักหนานไห่ล่มสลาย
“ระดับแปลงเทพ! เจ้าเป็นยอดฝีมือระดับแปลงเทพงั้นรึ
!?”
สัมผัสได้ถึงแรงกดดันทางวิญญาณอันมหาศาลที่จางอ
วิ๋นปลดปล่อยออกมา ร่างกายบอบบางของหลินฉินสั่นสะท้าน
ไปถึงขั้วหัวใจ ใบหน้าอันงดงามที่เคยยั่วยวน บัดนี้ฉายชัด
เพียงความตกตะลึงสุดขีด
ก่อนหน้านี้เจ้าหมอนี่ยังเพิ่งจะกระตุ้น ‘ประตูแห่ง
พันธนาการ’ แล้วควบแน่นจินตานขึ้นมาใหม่ไม่ใช่หรือไง? ไฉน
จู่ๆ ถึงกลายเป็นตัวตนระดับแปลงเทพไปได้!?
ฟุ่บ!
คำตอบเดียวที่จางอวิ๋นมอบให้นาง คือคลื่นปราณกระบี่
ที่ฟาดฟันลงมาอย่างไร้ปรานี
หลินฉินรีบเบี่ยงกายหลบวูบ ในเสี้ยววินาที
ความเป็นความตาย นัยน์ตาสีดำสนิทของนางพลันสว่างวาบ
ด้วยประกายสีม่วงเข้มลึกลับ
สายตาของจางอวิ๋นสบประสานเข้ากับนางพอดี
“ท่านพี่เจ้าขา มาทางนี้สิเจ้าคะ~!”
“ท่านพี่… ข้าสวยหรือไม่?”
“ท่านพี่เจ้าขา… ข้าต้องการท่านเหลือเกิน~!”
……
ชั่วพริบตา ภาพเบื้องหน้าของจางอวิ๋นพลันแปรเปลี่ยน
บรรยากาศรอบกายอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมรัญจวน เหล่า
หญิงสาวโฉมงามในอาภรณ์น้อยชิ้นหลากสไตล์ปรากฏกายขึ้น
รายล้อม ผิวกายเนียนนุ่มไร้กระดูกบดเบียดคลอเคลียร่างกาย
เขาอย่างเร่าร้อน
จางอวิ๋นปรายตามองภาพมายาเหล่านั้นแวบหนึ่ง ก่อน
จะเอ่ยเสียงเรียบ
“พวกเธอน่ะ… ขี้เหร่ชะมัด”
“ห๊ะ?”
เหล่าสาวงามในภาพมายาชะงักค้าง รอยยิ้มยั่วยวน
แข็งทื่อไปทันที
ตู้ม!
วินาทีถัดมา แรงกดดันทางวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวก็
ระเบิดออกกวาดซัดไปรอบทิศ ร่างของหญิงสาวเหล่านั้น
แตกสลายกลายเป็นเพียงฟองอากาศ หายวับไปกับตาใน
พริบตาเดียว!
พรวด!
หลินฉินถูกวิชาย้อนกลับเข้าใส่ร่างอย่างจัง นางกระอัก
เลือดสดๆ ออกมาคำโต ดวงตาจ้องมองจางอวิ๋นด้วยความ
งุนงงสับสน
ไอ้ผู้ชายคนนี้… จิตใจทำด้วยอะไร? เหตุใดจึงไม่ได้รับ
ผลกระทบจากวิชาเสน่ห์ของนางเลยสักนิด?
จางอวิ๋นกระชับกระบี่เมฆาเวหาในมือ ก้าวเดินตรงเข้า
ไปหาอีกฝ่ายอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง
“ทั้งที่รู้ว่าพลังวิญญาณของข้าเหนือกว่าเจ้ามาก ยังกล้า
ใช้วิชาเสน่ห์กระจอกงอกง่อยแบบนี้อีก รนหาที่ตายรึไง?”
หลินฉินพูดไม่ออก นางรู้ความจริงข้อนี้ดี แต่ใจก็ยัง
ไม่อยากจะยอมรับ
นางสัมผัสได้ชัดเจนว่า พลังหยางในตัวจางอวิ๋นนั้น
เข้มข้นบริสุทธิ์ยิ่งนัก ซึ่งโดยทั่วไปพลังหยางระดับนี้บ่งบอกว่า
เขายังไม่เคยผ่านมือหญิงใดมาก่อน ชายหนุ่มพรหมจรรย์
เช่นนี้ ต่อให้ระดับพลังสูงส่งเพียงใด ก็ควรจะมีความ
อยากรู้อยากเห็นหรือหวั่นไหวในเรือนร่างสตรีบ้างมิใช่หรือ?
ไอ้หมอนี่… ทำไมถึงไม่แม้แต่จะชายตามองด้วยความ
หลงใหลเลยล่ะ?
จางอวิ๋นลอบกลอกตาในใจ
ความจริงเขาก็ตั้งใจจะลองของดูหน่อยว่าวิชาเสน่ห์ใน
ตำนานมันจะแน่สักแค่ไหน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ทำเอาผิดหวังจน
แทบหลับ
นึกว่าจะยั่วยวนชวนฝันระดับไหน ที่แท้ก็แค่เสกผู้หญิง
แต่งหน้าจัดๆ ใส่ชุดวับๆ แวมๆ มายืนล้อมหน้าล้อมหลังเรียก
ท่านพี่คะขา… แค่นี้เรียกว่าวิชาเสน่ห์?
ในชีวิตก่อน แค่เปิดหนังผู้ใหญ่เกรด B ดูยังเร้าใจกว่า
ภาพมายาไก่กาพวกนี้ตั้งร้อยเท่า!
ฟุ่บ!
โดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตั้งตัว จางอวิ๋นตวัดกระบี่
ฟาดฟันลงไปหมายสังหารทันที
เคร้ง!
ทว่าในเสี้ยววินาทีก่อนที่คมกระบี่จะถึงตัว ไอพลังมาร
สายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นขวางหน้า ปะทะเข้ากับกระบี่เมฆา
เวหาจนเกิดเสียงดังสนั่น
“หากพอจะไว้ชีวิตคนได้ ก็จงละเว้นเสียเถิด!”
เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นกะทันหัน ราวกับดังมาจาก
ทุกทิศทาง
จางอวิ๋นสีหน้าเปลี่ยน สัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันเฉียบคม
พุ่งวาบเข้ามาจากด้านข้าง สัญชาตญาณร้องเตือนภัยระดับ
สูงสุด เขารีบดีดตัวหลบฉากถอยร่นออกมาทันที
กรงเล็บสีดำทมิฬแฝงไอสังหาร เฉียดผ่านร่างเขา
ไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด!
“ปฏิกิริยาไวไม่เลวนี่!”
เสียงหัวเราะลึกลับดังแว่วมาอีกครั้ง ดูเหมือนอีกฝ่ายจะ
สัมผัสได้ถึงบางอย่างที่กำลังมุ่งหน้ามา จึงเอ่ยทิ้งท้ายเสียง
เรียบ
“เจ้าหนู แล้วเจอกันใหม่เมื่อมีวาสนา!”
จางอวิ๋นตระหนักได้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังจะหนี เขารีบ
ตวัดคลื่นปราณกระบี่ใส่หลินฉินอย่างเกรี้ยวกราด
ทว่า… คมกระบี่กลับฟันถูกเพียงความว่างเปล่า
ด้านหลังหลินฉินปรากฏวังวนพลังมารหมุนวนอย่าง
บ้าคลั่ง ดูดร่างของนางหายวับเข้าไปในพริบตา
เมื่อคลื่นกระบี่กวาดผ่านไป บริเวณนั้นก็ไร้ซึ่งเงาคน
เสียแล้ว
จางอวิ๋นรีบแผ่สัมผัสวิญญาณตรวจสอบไปทั่วรอบทิศ
แต่นอกจากร่องรอยความผันผวนของการเคลื่อนย้าย
มิติที่หลงเหลืออยู่เบื้องหน้า ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอื่นใดอีก
ใบหน้าของจางอวิ๋นเคร่งเครียดลงทันตา
ยอดฝีมือ!
คนที่สามารถเข้ามาประชิดตัวเขาได้เงียบเชียบขนาดนี้
ภายใต้การตรวจจับของ ‘เนตรสวรรค์’ และพลังวิญญาณ
ระดับสูง มีเพียงตัวตนระดับแปลงเทพเท่านั้น
มียอดฝีมือระดับแปลงเทพลงมือช่วยหลินฉินหนีไป!
ปัง!
ยังไม่ทันได้ไตร่ตรองอะไรต่อ เสียงระเบิดกัมปนาทก็ดัง
ขึ้นข้างหู เพดานถ้ำถูกกระแทกจนเป็นรูโหว่ขนาดมหึมา
พร้อมกับทำลายม่านพลังมารสีดำที่ปกคลุมถ้ำอยู่จนแตกกระ
เจิง
เงาร่างสายหนึ่งเหาะลงมาอย่างสง่างาม คือเจ้าสำนักห
ลิงเซียนนั่นเอง
“เป็นพลังมารจริงๆ ด้วย!!”
สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายชั่วร้ายที่หลงเหลืออยู่ในถ้ำ สีหน้า
ของเจ้าสำนักขรึมลงทันที เขาหันมาถามจางอวิ๋นด้วยน้ำเสียง
จริงจัง “เจ้าหนู เกิดอะไรขึ้น?”
จางอวิ๋นไม่ได้ปิดบัง เล่าเหตุการณ์เมื่อครู่ให้อีกฝ่าย
ฟังอย่างกระชับ
“หลินฉิน? ผู้บำเพ็ญมารระดับแปลงเทพ?”
เจ้าสำนักหลิงเซียนรูม่านตาหดเกร็งด้วยความตกใจ
“อะไรนะ? ผู้บำเพ็ญมาร?”
“มิน่าล่ะเมื่อครู่ พลังงานของม่านป้องกันถ้ำถึงดู
แปลกประหลาด ที่แท้ก็พวกมาร!”
“ผู้ที่สมคบคิดกับมาร สมควรตายสถานเดียว! ฆ่า…
ฆ่าพวกสวะสำนักหนานไห่ให้สิ้นซาก!!”
……
เสียงตะโกนก้องกังวานไปทั่ว เหล่าผู้บำเพ็ญเพียร
ด้านบนที่ตามมาสมทบ เมื่อได้ยินคำว่า ‘ผู้บำเพ็ญมาร’ ก็พา
กันเดือดดาลเลือดขึ้นหน้า
โดยเฉพาะเจ้าสำนักระดับจินตานขั้นสูงสุดหลายคน
ดวงตาแทบจะพ่นไฟด้วยความโลภ… เอ้ย ความโกรธแค้น
ต่างพากันพุ่งตัวเข้าไปในเขตสำนักหนานไห่ เริ่มปฏิบัติการ
‘กวาดล้าง’ ศิษย์สำนักหนานไห่ทันที
พูดให้ถูกคือ… มหกรรมปล้นครั้งใหญ่!
เวลานี้เจ้าสำนักหนานไห่หายสาบสูญ ผู้อาวุโสใหญ่
สำนักหนานไห่ก็ถูกสังหาร บวกกับพวกผู้อาวุโสคนอื่นๆ ที่โดน
ผู้บำเพ็ญพิษระเบิดตายไปก่อนหน้านี้ที่สนามประลอง…
สำนักหนานไห่ตอนนี้เหลือเพียงแต่ชื่อ ไร้ซึ่งเขี้ยวเล็บ
ใดๆ อีกต่อไป
ยิ่งตอนนี้มีข้ออ้างเรื่อง ‘สมคบคิดกับมาร’ มาบังหน้า นี่
มันโอกาสทองฝังเพชรในการปล้นชัดๆ!
“เจ้าพวกหน้าหนาตราช้าง!”
จางอวิ๋นสบถในใจอย่างหัวเสีย
เขากะวางแผนไว้ดิบดีว่าหลังจากจัดการผู้อาวุโสใหญ่
เสร็จ จะให้กลุ่มโจรสลัดหยกศิลาเข้ามา ‘เทคโอเวอร์’ กิจการ
ทั้งหมดของสำนักหนานไห่เสียหน่อย
ไอ้เวรพวกนี้ดันฉวยโอกาสมาปล้นตัดหน้ากันดื้อๆ!
ไม่มีทาง! ใครจะยอมให้เนื้อชิ้นโตหลุดปากไปง่ายๆ
เขารีบส่งกระแสจิตหากู่หงเหวินทันที
“เจ้าหนู เจ้ารู้เรื่องผู้บำเพ็ญมารมากน้อยแค่ไหน?”
ทันใดนั้น เจ้าสำนักหลิงเซียนก็เอ่ยถามขึ้นขัดจังหวะ
ความคิด
จางอวิ๋นส่ายหน้าเบาๆ “เรียนท่านเจ้าสำนัก นี่ถือ
เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เผชิญหน้ากับพวกมัน…”
เขาไม่ได้โกหก ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเจอผู้บำเพ็ญมารตัว
เป็นๆ มาก่อนจริงๆ ถ้าจะนับ ก็มีแค่ตอนที่เจอ ‘ผู้อาวุโสสาม
สำนักหลิงเซียน’ ที่เป็นผู้บำเพ็ญมารแฝงตัวมาเท่านั้น
เดี๋ยวนะ… ผู้อาวุโสสาม?
พอนึกขึ้นได้ จางอวิ๋นก็เงยหน้ามองผ่านรูโหว่บนเพดาน
ถ้ำขึ้นไปด้านบน
เวลานี้ผู้อาวุโสสาม ‘เฟิงหยวน’ กำลังถูกศิษย์ระดับสร้าง
รากฐานของสำนักหลิงเซียนช่วยกันพยุงร่างอยู่
ข้อมูลของอีกฝ่ายระบุชัดเจนว่าฝึกฝน ‘เคล็ดศักดิ์สิทธิ์
ผนึกมาร’ ซึ่งเมื่อครู่หลินฉินก็ใช้วิชาเดียวกันนี้
เฟิงหยวนกับหลินฉิน… สองคนนี้มีความเป็นไปได้สูง
มากว่าจะมาจากขุมกำลังมารเดียวกัน!
จางอวิ๋นหรี่ตาลงอย่างใช้ความคิด
“เรื่องผู้บำเพ็ญมาร ไว้กลับไปข้า ค่อยหารือกับเจ้า
ตอนนี้อย่ามัวแต่ยืนบื้อ!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนโพล่งขึ้นมา ดวงตาเป็นประกายวาว
โรจน์ “รีบไปปล้นเร็ว!”
พูดจบก็ไม่รอฟังคำตอบ พุ่งตัวออกไปนำทีมผู้อาวุโส
และศิษย์ เริ่มมหกรรมกวาดล้างทรัพย์สินทั่วสำนักหนานไห่
อย่างเมามัน
จางอวิ๋นถึงกับมีเส้นดำพาดเต็มหน้าผาก
ท่านเจ้าสำนัก… นี่ท่านก็เป็นโจรกับเขาด้วยเรอะ!
“กลุ่มโจรสลัดหยกศิลามาปราบมาร! คนไม่เกี่ยวข้อง
หลบไปให้หมด!!”
จังหวะนั้นเอง เสียงตวาดกึกก้องก็ดังสนั่น สมาชิกกลุ่ม
โจรสลัดหยกศิลาจำนวนมหาศาลภายใต้การนำของกู่หงเหวิน
พุ่งทะลวงเข้ามาในเขตสำนักหนานไห่ราวกับฝูงตั๊กแตน
“บัดซบ พวกแกอีกแล้ว!!”
“นี่ของข้านะโว้ย อย่ามา… อ๊ากก!”
“ไอ้พวกโจรบ้ากาม!”
……
ทันทีที่มาถึง เหล่าโจรสลัดก็จับพวกศิษย์สำนักอื่นที่
กำลังปล้นอยู่อย่างเพลิดเพลิน โยนออกไปนอกเขตดื้อๆ
ภายใต้แรงกดดันของกู่หงเหวินและรองหัวหน้ากลุ่ม
โจรสลัดหยกศิลา ซึ่งเป็นระดับหยวนอิงทั้งคู่ ผู้บำเพ็ญเพียร
จากขุมกำลังต่างๆ ได้แต่ทำหน้ามอมแมม ของที่อุตส่าห์ปล้น
มาได้ส่วนใหญ่ก็โดนแย่งคืนไปหน้าตาเฉย
“ท่านเจ้าสำนักหลิงเซียน! กลุ่มโจรสลัดหยกศิลารังแก
กันเกินไปแล้ว ก่อนหน้านี้ก็ถล่มงานประลอง ตอนนี้ยังมาปล้น
พวกเราซึ่งๆ หน้าอีก!”
“ใช่แล้ว ท่านเจ้าสำนักหลิงเซียน ท่านต้องคืน
ความเป็นธรรมให้พวกเรานะ!!”
……
ชั่วขณะหนึ่ง เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังระงม ทุก
สายตาจับจ้องไปที่เจ้าสำนักหลิงเซียนอย่างมีความหวัง
ทว่าเจ้าสำนักหลิงเซียนกลับทำเพียงปรายตามองนิ่งๆ
เขาเห็นชัดเจนว่า แม้คนของกลุ่มโจรสลัดหยกศิลา
จะเข้ามาแย่งของแล้วจับคนโยนออกไป แต่พอเจอคนของ
สำนักหลิงเซียน พวกมันกลับหลีกทางเลี่ยงไปปล้นทางอื่น
ชัดเจนว่า ‘ไว้หน้า’ เขา!
ในเมื่อคนเขาไว้หน้า ตนก็ไม่มีเหตุผลต้องลงมือให้เสีย
เรื่อง ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ของสำนักหนานไห่ตอนนี้ คือ
กฎหมู่ใครมือไวได้ ใครมือยาวสาวได้สาวเอา มัน
มีความยุติธรรมที่ไหนกัน?
เมื่อเห็นเจ้าสำนักหลิงเซียนเมินเฉย ผู้บำเพ็ญเพียรสำนัก
ต่างๆ ก็ได้แต่สบถด่าในใจว่า ‘ตาแก่หน้าด้าน’ แต่เพราะสู้ไม่
ได้ จึงทำได้แค่ยืนมองสำนักหลิงเซียนและกลุ่มโจรสลัดหยก
ศิลาแบ่งเค้กก้อนโตนี้กันไปตาปริบๆ
จางอวิ๋นเห็นภาพนี้ก็แอบยกยิ้มมุมปาก
นี่ถือเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว
สำหรับคนของสำนักหลิงเซียน เขาก็ยินดีแบ่งทรัพยากร
ให้ส่วนหนึ่งเป็นสินน้ำใจ
เพราะก่อนหน้านี้ตอนตระกูลหลินและสำนักหนานไห่บุก
โจมตี ผู้อาวุโสสำนักหลิงเซียนทุกคน (ยกเว้นไอ้เฒ่าเมิ่งจง)
ต่างก็ออกแรงช่วยปกป้องเขาและลูกศิษย์อย่างเต็มที่
ไม่นาน สำนักหนานไห่อันกว้างใหญ่ไพศาลก็ถูก
‘ทำความสะอาด’ จนเกลี้ยงเกลา
ผู้คนนับไม่ถ้วนในเมืองหลานไห่ (เมืองทะเลสีคราม)
ต่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
ใครจะไปคิดว่าสำนักหนานไห่อันยิ่งใหญ่ค้ำฟ้า วันหนึ่ง
จะล่มสลายลงง่ายดายเพียงชั่วข้ามคืนเช่นนี้
เมื่อกลุ่มโจรสลัดหยกศิลาเข้ามาจัดการดูแลพื้นที่ต่อ
ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วเมืองหลานไห่และเกาะหนานเป่าต่างไม่กล้า
หือ เพราะพวกที่กล้าหืออือ ก็โดนกลุ่มโจรสลัดหยกศิลา
เชือดไก่ให้ลิงดู เก็บเรียบตั้งแต่วันแรกแล้ว
เพียงไม่กี่วัน กลุ่มโจรสลัดหยกศิลาก็เข้าควบคุมเมือง
หลานไห่และเกาะหนานเป่าได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
สำหรับเรื่องวุ่นวายพวกนี้ จางอวิ๋นเพียงแค่รับฟัง
รายงานทางกระแสจิตจากกู่หงเหวิน แล้วก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว
อีก
เขาและคณะของสำนักหลิงเซียน พักผ่อนชั่วคราวอยู่ที่
ลานบ้านเดิมบนเกาะหนานเป่า
เนื่องจากเหล่าผู้อาวุโสสำนักหลิงเซียนต่าง
ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ จำเป็นต้องใช้เวลาพักฟื้น
ลมปราณสักระยะ
สำหรับผู้อาวุโสเหล่านี้ จางอวิ๋นไม่ได้ตระหนี่ถี่เหนียว
เขาคัดเลือกสมุนไพรและโอสถชั้นเลิศจากของสงครามที่ยึด
มาได้ มอบให้แต่ละคนตามความเหมาะสม
โดยเฉพาะผู้อาวุโสหก ‘เถากูหลาน’ เขาจัดสมุนไพรวิญ
ญาณระดับสูงอายุร้อยปีให้เป็นพิเศษ
นางทุ่มเทเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยศิษย์ทั้งสามของเขาจนเกือบ
ตัวตาย จางอวิ๋นยังไงก็ต้องตอบแทนน้ำใจนี้อย่างงาม
ส่วนเรื่องที่เถากูหลานหน้าแดงก่ำหลังจากได้รับ
สมุนไพรร้อยปีไป เขาคิดว่านางคงฟื้นตัวได้ดี เลือดลมสูบฉีด
เลยไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
กระทั่งวันหนึ่ง จู่ๆ เขาก็ถูกเจ้าสำนักหลิงเซียนเรียกตัว
ไปพบที่ลานบ้าน
“นั่งสิ!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนกำลังละเมียดละไมชงชาอยู่ในสวน
ผายมือเชิญไปยังเก้าอี้ว่างข้างกาย
จางอวิ๋นเองก็ไม่เกรงใจ เดินเข้าไปทิ้งตัวนั่งลงอย่าง
เป็นกันเอง
“ลองชิมชาทะเลวิญญาณที่ชงจากใบชาวิญญาณของ
เกาะหนานเป่าดู!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนเลื่อนถ้วยชาร้อนกรุ่นส่งให้
จางอวิ๋นยกขึ้นจิบไปอึกหนึ่ง คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยด้วย
ความประหลาดใจ “รสชาติดีเยี่ยม!”
พร้อมกันนั้นก็สัมผัสได้ว่าน้ำชาที่ไหลลื่นลงคอ พลัน
กลายเป็นกระแสพลังงานสายเล็กๆ ที่อ่อนโยนกระจายไปทั่ว
สรรพางค์กาย ทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นทันตา
“แถมยังช่วยบำรุงปราณได้ด้วย ชานี้ของดีเลยแฮะ!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนกล่าวด้วยรอยยิ้มบางๆ “ตัวข้าคุยกับ
หัวหน้ากู่แห่งกลุ่มโจรสลัดหยกศิลาไว้แล้ว ก่อนกลับสามารถ
ขนกลับไปได้ส่วนหนึ่ง เดี๋ยวข้าจะแบ่งให้ยอดเขาลำดับเก้าของ
เจ้าสักสิบชั่ง!”
“งั้นก็แจ๋วเลย!”
จางอวิ๋นยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ
เขาไม่แปลกใจเรื่องที่เจ้าสำนักหลิงเซียนติดต่อกับกู่หง
เหวิน
เรื่องนี้กู่หงเหวินได้รายงานเขามาล่วงหน้าแล้ว
เวลานี้สำนักหนานไห่ล่มสลาย ขุมกำลังอื่นๆ ในแคว้น
หนานอวิ๋นส่วนใหญ่ก็บอบช้ำหนัก ขั้วอำนาจที่มีตัวตนระดับ
หยวนอิงนั่งเมือง เหลือแค่สำนักหลิงเซียนกับกลุ่มโจรสลัด
หยกศิลาเท่านั้น
เจ้าสำนักหลิงเซียนย่อมไม่ได้รังเกียจที่จะคบหากับกู่หง
เหวิน
แม้ก่อนหน้านี้จะเป็นศัตรูกันในสนามประลอง แต่ก็ไม่ได้
มีความแค้นฝังลึกระดับฆ่าล้างตระกูล ในทวีปวิถีเซียนแห่งนี้
หมัดใครใหญ่คนนั้นคือความถูกต้อง
ตอนนี้ในแคว้นหนานอวิ๋น ขุมกำลังอื่นไม่มีคุณสมบัติพอ
จะเจรจาแล้ว เหลือเพียงกลุ่มโจรสลัดหยกศิลาที่มีพลังอำนาจ
มากพอจะเรียกว่าเป็นขั้วอำนาจระดับสูง
ดังนั้นเจ้าสำนักหลิงเซียนจึงได้เจรจากับกู่หงเหวิน
รวมถึงเจ้าสำนักระดับจินตานขั้นสูงสุดที่เหลือรอดอีกไม่ถึงสิบ
คน สิ่งที่หารือกัน หลักๆ คือเรื่องโควตาของ ‘แดนลับเซียน’
การที่กู่หงเหวินเลือกจะลงมือในช่วงงานประลองสำนัก
แท้จริงแล้วส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ได้สิทธิ์ในการเข้าสู่แดนลับเซียน
หลังจากยึดครองสำนักหนานไห่ได้สำเร็จ
งานประลองรอบนี้ยังแข่งไม่จบ โควตาจึงต้องมาจัดสรร
ปันส่วนกันใหม่
จะจัดสรรยังไง จางอวิ๋นไม่สน เขารู้แค่ว่า… ตัวเขาและ
ลูกศิษย์ต้องมีส่วนเอี่ยวด้วยก็พอ!
เขาจึงวางถ้วยชาลงแล้วเอ่ยปากถามทันที
“ท่านเจ้าสำนัก ท่านเรียกข้ามาคุยด้วย… คงไม่ใช่แค่
จะแบ่งใบชาให้ข้าหรอกกระมัง?”