ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 153 โอสถวิญญาณ
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ยามที่คลื่นพลังอูของจางอวิ๋น
กวาดล้างทำลายโครงสร้างความมืดที่พลังงานเงาสร้างขึ้น
ทำให้เถากู่หลานและพยัคฆ์ลายพาดกลอนที่หลบซ่อนอยู่ตรง
ขอบลานกว้าง สามารถมองเห็นสถานการณ์เบื้องหน้าได้อย่าง
ชัดเจน
ภาพที่เห็นทำเอาพวกเขาแทบหยุดหายใจ เมื่ออสูรมาร
เงาตัวจริงปรากฏตัว แต่เพียงชั่วพริบตาเดียว คางคกตัวน้อย
ที่จางอวิ๋นโยนออกไป กลับกลายร่างเป็น
‘อสูรมารเงา’ อีกตัวที่เหมือนตัวจริงราวกับแกะ
ที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่านั้นคือ มันยังสามารถแย่งชิง
การควบคุมพลังงานเงารอบด้านกับตัวจริงได้อย่างหน้าตาเฉย
!
เถากู่หลานและพยัคฆ์ลายพาดกลอนยืนตัวแข็งทื่อ
สมองมึนงงไปหมด
การเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับแปลงเทพที่
น่าสะพรึงกลัวเช่นนั้น ยังสามารถใช้วิธีการแบบนี้รับมือได้ด้วย
หรือ?
ส่วนชายชุดดำสองคนที่เพิ่งลงมาถึง ต่างพากันขยี้ตา
ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความมึนงง
สุดขีด
ทำไมถึงมีท่านอสูรมารเงาสองตัวกันแน่?
“โฮก——!!”
อสูรมารเงาคำรามลั่นด้วยความบ้าคลั่ง โทสะพุ่งทะลุ
ขีดจำกัด
งานนี้มันโกรธจริง!
ลองคิดดูเถิด ตัวตนระดับแปลงเทพผู้ยิ่งใหญ่อย่างมัน
ที่ผ่านมามองพวกระดับหยวนอิงเป็นเพียงมดปลวก แต่วันนี้
กลับถูกมนุษย์ระดับจินตานสองคนใช้ลูกไม้ตื้นๆ มาลูบคมกัน
ซึ่งๆ หน้า มันหยามเกียรติกันเกินไปแล้ว!
ฉับพลันนั้น คลื่นวิญญาณที่อัดแน่นด้วยโทสะระลอก
ใหญ่ก็ระเบิดออกมา มันพุ่งข้ามหัว ‘อสูรมารเงา’ (ตัวปลอม)
ตรงเข้าบดขยี้จางอวิ๋นและอู๋ไห่ไห่หมายจะให้ตายตกในครา
เดียว
ในเมื่อควบคุมพลังงานเงาไม่ได้ งั้นข้าก็ใช้แรงกดดันวิญ
ญาณบดขยี้พวกเจ้าให้แหลกเหลวไปเสียเลย!
เจ้าตัวปลอมนี่พวกเจ้าเป็นคนเนรมิตขึ้น หากพวก
เจ้าตาย ตัวปลอมมันก็ต้องสลายไปเอง
ข้ามันโง่เขลาเองที่มัวไปยื้อแย่งพลังกับของปลอมอยู่ตั้ง
นาน!
ตู้ม!
แต่ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่แรงกดดันวิญญาณของมันพุ่ง
เข้ามา แรงกดดันวิญญาณอีกสายหนึ่งที่รุนแรงและหนาแน่น
ไม่แพ้กันก็ระเบิดสวนกลับไป ปะทะและต้านทานแรงกดดัน
ของมันเอาไว้อย่างจัง
อสูรมารเงาเบิกตากว้าง จ้องมองจางอวิ๋นด้วยความ
ตกตะลึง
ระดับแปลงเทพ?
เจ้ามนุษย์ระดับจินตานผู้นี้ มีพลังวิญญาณเทียบเท่า
ระดับแปลงเทพเชียวรึ!?
“จังหวะนี้แหละ!”
จางอวิ๋นไม่เปิดโอกาสให้มันได้ตั้งตัว รีบตะโกนสั่ง ‘อสูร
มารเงา’ ทันที
อ๊บ!
เสียงกบร้องดังกึกก้อง
หายนะมาเยือนแล้ว!
อสูรมารเงาหน้าถอดสี รีบชักนำแรงกดดันวิญญาณ
กลับคืน แต่สายไปเสียแล้ว วิญญาณของจางอวิ๋นตรึงมัน
เอาไว้แน่นหนา
เมื่อสูญเสียการควบคุมทางวิญญาณ อสูรมารเงาก็หมด
สิทธิ์สั่งการพลังงานเงารอบด้านโดยสิ้นเชิง บัดนี้พลังงาน
เงาทั้งหมดในลานกว้าง ตกอยู่ภายใต้อำนาจของ ‘อสูรมารเงา’
(ตัวปลอม) แต่เพียงผู้เดียว
ม่ายยยย——!!
คลื่นพลังงานเงาอันไร้ที่สิ้นสุด ถาโถมเข้ากลืนกินร่าง
ของอสูรมารเงา ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วย
ความหวาดกลัวและสิ้นหวังของมัน
“โฮก——!!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสนั่นเลือนลั่น
อสูรมารเงาถูกพลังงานเงาที่มันถนัดที่สุดกลืนกินจน
สิ้นซาก สุดท้ายหลงเหลือเพียงก้อนเนื้อสีดำขนาดไม่กี่เมตร
ตกลงสู่พื้น
เมื่ออสูรมารเงาถูกกำจัด พลังงานเงาที่ปกคลุมทั่วลาน
กว้างก็สลายไป
จางอวิ๋นถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก อดไม่ได้ที่จะลูบหัว
น้อยๆ ของอู๋ไห่ไห่ด้วยความเอ็นดู
หากไม่ได้เจ้าตัวเล็กนี่งัดคทาเปลี่ยนแปลงออกมา รับมือ
เจ้าอสูรมารเงาตัวนี้คงต้องเหนื่อยจนรากเลือดแน่
“อาจาน...”
ดวงตาเล็กๆ ที่เป็นประกายของอู๋ไห่ไห่ จ้องเขม็งไปที่
ก้อนเนื้อสีดำนั่นอย่างไม่วางตา
จางอวิ๋นเห็นดังนั้นก็เผยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะเดินตรงเข้า
ไปหาทันที
เขาผนึกพลังอูไว้ที่ฝ่ามือแล้วผ่าก้อนเนื้อนั้นออก
ภายในก้อนเนื้อ ปรากฏซากตะขาบสีม่วงแดงขนาดยาว
สองเมตรนอนขดตัวอยู่
【อสูรมารเงา】 (ซาก)
คำอธิบาย: ร่างต้นกำเนิดที่แท้จริงหลังจากสูญเสีย
พลังงานเงาห่อหุ้ม
“นี่คือร่างจริงสินะ…”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ดูเหมือนเจ้าร่างมหึมาเมื่อครู่ ส่วนใหญ่จะเป็นร่างที่
สร้างจากพลังงานเงาล้วนๆ
คิดแล้วก็อดเหลียวไปมองเจ้าคางคกที่อู๋ไห่ไห่นั่งทับอยู่
ไม่ได้
ถึงจะเป็นศาสตราเซียนที่ชำรุด แต่สรรพคุณของมัน
ช่างท้าทายสวรรค์นัก แม้แต่ร่างพลังงานระดับแปลงเทพยัง
สามารถลอกเลียนแบบออกมาได้เหมือนเปี๊ยบ
“อาจาน!”
อู๋ไห่ไห่ชี้ไปที่ส่วนหัวของซากอสูรมารเงา
จางอวิ๋นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้พลังอูผ่าส่วนหัวออก
อย่างเบามือ
เผยให้เห็นลูกแก้วโปร่งแสงขนาดเท่าเล็บหัวแม่มือเม็ด
หนึ่ง ส่องประกายแวววาว
【โอสถวิญญาณ】
คำอธิบาย: แก่นแท้ที่อัดแน่นด้วยพลังงานวิญญาณ
บริสุทธิ์ที่สุดที่กลั่นกรองจากร่างสัตว์อสูรระดับสูง
เห็นข้อมูลที่ปรากฏขึ้นมา จางอวิ๋นถึงกับคิ้วกระตุก
ในตัวอสูรมารเงาตัวนี้ มีโอสถวิญญาณอยู่ด้วย!!
โดยปกติแล้ว สัตว์อสูรระดับจินตานขึ้นไปจะมีแก่นวิญ
ญาณอยู่ในกาย แต่สำหรับสัตว์อสูรระดับแปลงเทพขึ้นไป
หากดับสูญลง นอกจากแก่นวิญญาณแล้ว บางครั้งอาจพบ
‘โอสถวิญญาณ’ เช่นนี้ด้วย ทว่าโอกาสพบนับว่าน้อยยิ่งกว่า
งมเข็มในมหาสมุทร
นั่นเพราะการจะกลั่นโอสถวิญญาณนี้ขึ้นมา สัตว์อสูร
ระดับแปลงเทพต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาล
รายละเอียดลึกซึ้งจางอวิ๋นไม่อาจทราบแน่ชัด แต่ใน
ความทรงจำของร่างเดิมเคยผ่านตาจากตำราโบราณ ระบุว่า
โดยเฉลี่ยแล้ว การสังหารสัตว์อสูรระดับแปลงเทพสิบตัว จะ
มีโอกาสพบโอสถวิญญาณเพียงตัวเดียวเท่านั้น
ไม่นึกเลยว่าเจ้าอสูรมารเงาตัวนี้จะมีวาสนาครอบครอง
มัน
เมื่อหันไปมองอู๋ไห่ไห่ที่จ้องโอสถวิญญาณจนน้ำลาย
แทบหก จางอวิ๋นก็เข้าใจทันทีว่าของอร่อยที่เจ้าตัวเล็กพร่ำ
บอกคือสิ่งใด
โอสถวิญญาณ สำหรับสิ่งมีชีวิตที่กระหายพลังวิญญาณ
แล้ว นี่คือยาบำรุงชั้นเลิศที่หาใดเปรียบ!
ภายในโอสถวิญญาณอัดแน่นด้วยพลังวิญญาณที่
บริสุทธิ์ที่สุด ไร้สิ่งเจือปนโดยสิ้นเชิง ของวิเศษบำรุงวิญญาณ
อื่นๆ เทียบไม่ติดฝุ่น
เพียงแค่เม็ดเล็กๆ แค่นี้ มูลค่าของมันไม่ด้อยไปกว่า
มรดกระดับแปลงเทพเลย เผลอๆ อาจจะล้ำค่ายิ่งกว่าด้วยซ้ำ
เพราะโอสถวิญญาณหาได้จากสัตว์อสูรระดับแปลงเทพ
เท่านั้น แถมโอกาสได้รับยังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน หากวัดกันที่ความ
หายาก โอสถวิญญาณย่อมเหนือกว่าหลายขุม
จางอวิ๋นไม่ลังเล ส่งมันให้ลูกศิษย์ตัวน้อยทันที
อู๋ไห่ไห่รับไปปุ๊บ ก็โยนเข้าปากกลืนเอือกราวกับกิน
ขนมหวาน
หากเป็นศิษย์คนอื่นเขาคงห้ามแทบไม่ทัน เพราะโอสถ
วิญญาณเม็ดนี้เทียบเท่าพลังงานวิญญาณบริสุทธิ์ของ
ผู้เชี่ยวชาญระดับแปลงเทพทั้งคน หากผู้ที่มีพลังต่ำกว่าระดับ
หยวนอิงฝืนกลืนเข้าไป วิญญาณคงได้ระเบิดแตกดับเป็นแน่
แต่อู๋ไห่ไห่เป็นถึงเซียนอูกลับชาติมาเกิด เรื่องแค่นี้เป็น
เพียงเรื่องเล็กน้อย
หลังกลืนโอสถวิญญาณเข้าไป ร่างกายของอู๋ไห่ไห่ก็เริ่ม
เปล่งแสงเรืองรองออกมาจางๆ
จางอวิ๋นยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ
ทันใดนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ ตวาดสายตาคมกริบมองไปยัง
ชายชุดดำสองคนที่ยืนตัวสั่นอยู่ตรงทางเข้าลานกว้าง
ชายชุดดำทั้งสองเพิ่งจะได้สติจากการตายของอสูรมาร
เงา พอเห็นสายตามัจจุราชของจางอวิ๋นมองมา ก็ไม่คิดชีวิต
หันหลังเตรียมโกยแน่บ
โฮก!
ทว่าเสียงคำรามของพยัคฆ์ก็ดังขัดจังหวะ ร่างมหึมากว่า
สิบเมตรกระโจนเข้ามาขวางหน้าพวกเขาอย่างรวดเร็ว พร้อม
ตบกรงเล็บพยัคฆ์ยักษ์เข้าใส่
ชายชุดดำทั้งสองรีบกระโดดหลบฉากอย่างทุลักทุเล
พยัคฆ์ลายพาดกลอนแสยะยิ้มเย็นเยียบ
เจออสูรมารเงาน่ะข้าอาจจะสั่นสู้ แต่เจอกับระดับหยวน
อิงสองหน่อนี่ ข้าไม่กลัวเว้ย!
โฮก!
เสียงคำรามกึกก้อง คลื่นวิญญาณระดับหยวนอิงที่
เต็มไปด้วยความดุร้ายกวาดซัดออกไปกดดัน
ชายชุดดำระดับหยวนอิงทั้งสองวิญญาณสะเทือนเลื่อน
ลั่น รูม่านตาขยายวูบด้วยความตกใจ
แม้พวกเขาจะตั้งสติได้เร็ว
แต่พอลืมตาขึ้นมา ก็พบกับกรงเล็บพยัคฆ์คู่ยักษ์ตบ
ลงมาตรงหน้าเสียแล้ว
ตู้ม! ตู้ม!
ชายชุดดำทั้งสองสีหน้าเคร่งเครียด ชุดคลุมสีดำบนร่าง
ระเบิดออก พร้อมกับกลิ่นอายมารทมิฬที่พวยพุ่งออกมา
ต้านทานอย่างรุนแรง
พยัคฆ์ลายพาดกลอนตั้งตัวไม่ทัน โดนแรงระเบิด
กระแทกจนปลิวถอยออกมา
“นี่มัน…”
เถากู่หลานที่เฝ้ามองดูอยู่ข้างๆ รูม่านตาหดเกร็ง
“ปราณมาร! พวกแกคือผู้บำเพ็ญมาร!?”
ชายชุดดำระดับหยวนอิงทั้งสองได้ยินดังนั้น ก็
ตวัดสายตาเย็นเยียบมองมาที่นาง
ปัง! ปัง!
แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ลงมือ พลังอูสีครามเข้มอัน
ทรงพลังก็พุ่งเข้ามากดทับ บดขยี้ร่างของพวกเขาลงไปกองกับ
พื้นจนกระอักเลือด
“เป็นผู้บำเพ็ญมารจริงๆ ด้วย!”
จางอวิ๋นเดินเข้ามาใกล้ด้วยท่วงท่าเยือกเย็น
พร้อมกับเอ่ยชมพยัคฆ์ลายพาดกลอนที่นอนมึนอยู่ข้างๆ
“ทำได้ดีมาก!”
พยัคฆ์ลายพาดกลอนได้ยินก็หูตั้ง รีบฉีกยิ้ม
ประจบประแจงทันที
ที่มันพาจางอวิ๋นมาที่นี่ ก็หวังจะเอาใจเจ้านายใหม่คน
นี้แหละ แต่ดันซวยมาเจออสูรมารเงา จนต้องไปมุดหัวสั่นอยู่
มุมห้องเสียภาพพจน์หมด
มันรู้ดีว่าถ้าไม่สร้างผลงานอะไรบ้าง จบเรื่องนี้มีหวังโดน
เชือดทิ้งแน่
พอดีเจ้าชุดดำสองคนนี้โผล่มา การเข้าไปขวางพวกมัน
อย่างน้อยก็ช่วยกู้ความดีความชอบจากจางอวิ๋นคืนมาได้บ้าง!
จางอวิ๋นไม่ได้สนใจความคิดเล็กคิดน้อยของมัน สายตา
ของเขาจับจ้องผู้บำเพ็ญมารทั้งสองด้วยความสงสัยใคร่รู้
เมื่อความมืดสลายไป ลานกว้างใต้ดินนี้ก็เผยให้เห็น
ทัศนวิสัยทั้งหมด รวมถึงเสาหินที่เห็นก่อนหน้านี้ด้วย และมัน
ไม่ได้มีแค่ต้นเดียว แต่มีเรียงรายถึงยี่สิบต้น!
บนเสาทุกต้น มีร่างมนุษย์ที่ถูกห่อหุ้มด้วยพลังงาน
เงาราวกับดักแด้แมลงอยู่ถึงห้าสิบคน
แต่เมื่ออสูรมารเงาตาย ดักแด้มนุษย์เหล่านี้ก็หยุดการ
ฟักตัวลงอย่างเห็นได้ชัด
และกลิ่นอายชีวิตภายในนั้น ก็ดับสูญไปจนหมดสิ้นแล้ว
【ซากไข่มารเงา】
คำอธิบาย: ไข่มารเงาที่ยังฟักตัวไม่สมบูรณ์ เนื่องจาก
ร่างต้นกำเนิด (อสูรมารเงา) ตายลง เลือดเนื้อที่ยังฟักไม่เสร็จ
จึงสูญเสียแหล่งพลังงานหล่อเลี้ยงและสิ้นใจตาย
จางอวิ๋นกวาดตามองซากศพเหล่านั้นด้วยแววตา
ซับซ้อน ก่อนจะหันกลับมามองผู้บำเพ็ญมารระดับหยวนอิง
ทั้งสอง แล้วเอ่ยถามเสียงเรียบแต่เปี่ยมด้วยอำนาจ
“อธิบายเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่นี่ให้ข้าฟังหน่อยได้
หรือไม่?”
สองผู้บำเพ็ญมารเม้มปากแน่น เงียบกริบไม่ยอมปริปาก
จางอวิ๋นไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลง ลงมือใช้พลังอู
บีบคั้นทรมานทันที
“อ๊ากกก——!! บอกแล้ว! พวกเราบอกแล้ว!!”
ไม่นานนักผู้บำเพ็ญมารทั้งสองก็ทนความเจ็บปวด
ไม่ไหว แหกปากร้องลั่นราวกับหมูถูกเชือด
“ที่นี่… ที่นี่คือสถานที่ที่สำนักหนานเฟิงม่อของพวกเรา
ใช้…”