ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 156 เผชิญหน้าจอมมารเงา
เมื่อตั้งสติได้ ดวงตาของจางอวิ๋นก็ลุกวาวโรจน์ด้วย
ความตื่นเต้น
“พลังวิญญาณ… ก็สามารถคืนกำไรได้ด้วยงั้นรึ!?”
สัมผัสได้ถึงกระแสธารแห่งพลังวิญญาณที่เอ่อล้นออก
มาจากห้วงลึกของจิตใจ เขารีบนั่งขัดสมาธิลงทันทีเพื่อเริ่ม
กระบวนการกลั่นกรอง
พลังวิญญาณที่ได้รับคืนมาจากระบบนั้นบริสุทธิ์ผุดผ่อง
อย่างน่าอัศจรรย์ แทบไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ จางอวิ๋นก็
สามารถดูดซับพวกมันเข้าสู่ห้วงจิตได้อย่างรวดเร็วราวกับ
ฟองน้ำดูดซับวารี
ในขณะที่ดูดซับ กลิ่นอายวิญญาณเดิมที่ติดค้างอยู่ใน
ระดับ ‘แปลงเทพขั้นกลาง’ ของเขาก็เริ่มเดือดพล่านและพุ่ง
ทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่ง!
เพียงชั่วก้านธูปไหม้ มันก็พุ่งทะลุขีดจำกัดแตะจุดสูงสุด
ของระดับแปลงเทพขั้นกลาง
ทว่า… มันยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น!
สัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณที่ได้รับคืนมาเริ่มจะไม่
เพียงพอต่อความต้องการ จางอวิ๋นตัดสินใจเด็ดขาด คว้า
‘ผลึกวิญญาณเงา’ ที่ยังหลงเหลือพลังอยู่เกือบครึ่งก้อนขึ้นมา
แล้วกระตุ้นเคล็ดวิชาดูดกลืนมันเข้าไปจนหมดสิ้น!
ทันทีที่พลังระลอกใหม่ถูกสูบฉีดเข้าไป กลิ่นอายของเขา
ก็ระเบิดตูมตามขึ้นมาฉับพลันราวกับภูเขาไฟปะทุ
ตู้ม——!!
เสียงกัมปนาทเลื่อนลั่นสนั่นหวั่นไหว คลื่นพลังวิญญาณ
อันน่าตื่นตะลึงระเบิดออกเป็นวงกว้าง กวนให้พลังอูฟ้าดิน
โดยรอบเดือดพล่านและหมุนวนอย่างเกรี้ยวกราด
ครืนนนนน!!
มวลอากาศทั่วทั้งเมืองเซียนอูสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ส่งผล
ให้ทะเลพลังอูสีครามเบื้องล่างนครลอยฟ้าเริ่มเดือดปุดๆ และ
กระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง
ความเคลื่อนไหวอันน่าตกใจนี้ ทำเอาอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ที่เพิ่ง
ลืมตาขึ้นมาจากการทะลวงด่านถึงกับงุนงงจับต้นชนปลายไม่
ถูก
เกิดอะไรขึ้น?
ท่านอาจารย์… ก็กำลังทะลวงด่านด้วยงั้นหรือ?
ยังไม่ทันจะได้ไตร่ตรองสิ่งใด นางก็รู้สึกเหมือนร่างกาย
หนักอึ้งราวกับถูกขุนเขาหมื่นลูกกดทับ
แข็งแกร่ง… แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!
กลิ่นอายวิญญาณที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างของจางอ
วิ๋นช่างมหาศาลและทรงอำนาจ จนทำเอาร่างบางของนาง
สั่นสะท้านด้วยความยำเกรง
เคราะห์ดีที่กลิ่นอายวิญญาณนั้นจางหายไปอย่าง
รวดเร็วราวกับคลื่นกระทบฝั่ง จางอวิ๋นค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตา
ฉายประกายลึกล้ำดุจห้วงดารา
เมื่อเห็นอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ที่ใบหน้าซีดเผือดอยู่ตรงหน้า จางอ
วิ๋นก็ปรับอารมณ์แล้วแย้มยิ้มออกมา “สุ่ยเอ๋อร์ ช่วงนี้อาจารย์
สะสมพลังวิญญาณไว้เยอะพอสมควร ไม่นึกเลยว่าพอเห็น
เจ้าทะลวงด่าน มันจะเป็นตัวกระตุ้นให้อาจารย์ทะลวงตาม
ไปด้วยซะอย่างนั้น!”
ทะลวงตามไปด้วย?
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์อ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความ
เหลือเชื่อ… บนโลกนี้มีเรื่องบังเอิญแบบนี้ด้วยหรือ?
นางได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ด้วยความท้อใจเล็กน้อย
เดิมทีนึกว่าพอดวงวิญญาณทะลวงสู่ระดับหยวนอิงแล้ว
จะช่วยลดระยะห่างระหว่างนางกับท่านอาจารย์ลงได้บ้าง แต่
เมื่อครู่นี้… แรงกดดันจากการทะลวงด่านของจางอวิ๋นทำให้
นางตระหนักได้ว่า
นางยังห่างชั้นกับท่านอาจารย์อีกไกลโข! ไกลจนมองไม่
เห็นฝุ่น!
“สุ่ยเอ๋อร์ นี่คือโลหิตแก่นแท้มรดกของต้าอูระดับแปลง
เทพ นามว่า ‘หลิงสุ่ยอู’ ภายในนี้บรรจุความทรงจำแห่งมรรคา
วิถีและการบำเพ็ญเพียรทั้งหมดของท่านเอาไว้…”
จางอวิ๋นไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า เขาหยิบขวดบรรจุ
แก่นโลหิตสีอำพันที่เตรียมไว้ออกมา ยื่นให้อวี๋สุ่ยเอ๋อร์แล้ว
กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ก่อนหน้านี้ความแข็งแกร่งทางวิญญาณของเจ้ายัง
ไม่เพียงพอ อาจารย์เลยไม่กล้ามอบให้ แต่ตอนนี้วิญญาณเจ้า
แกร่งกล้าพอที่จะรองรับมันแล้ว… จงรับไป แล้วดูดซับมันซะ!”
“มรดกต้าอู… ระดับแปลงเทพ!?”
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ตะลึงงันจนตัวแข็งทื่อ
ก่อนหน้านี้นางเคยได้ยินจางอวิ๋นเกริ่นไว้ว่า รอให้นาง
วิญญาณแกร่งพอแล้วจะมีของขวัญมอบให้ ไม่นึกเลยว่าจะ
เป็นของขวัญชิ้นใหญ่คับฟ้าขนาดนี้!
“ท่านอาจารย์…”
นางเงยหน้ามองจางอวิ๋น ขอบตาแดงระเรื่อด้วยความ
ซาบซึ้ง เอ่ยออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ “ศิษย์ขอบพระคุณ
เจ้าค่ะ!”
จางอวิ๋นยิ้มอ่อนโยนแล้ววางมือบนศีรษะนาง ลูบเบาๆ
“กับอาจารย์ ไม่ต้องมากพิธี!”
“เอาล่ะ รีบดูดซับเถอะ จำไว้ว่าอย่าใจร้อนดูดซับทีเดียว
หมด ความทรงจำโบราณข้างในจะสร้างภาระให้ดวงวิญญาณ
ค่อนข้างมาก ค่อยๆ ดูดซับทีละนิดอย่างมั่นคง…”
“เจ้าค่ะ!”
เมื่อเห็นอวี๋สุ่ยเอ๋อร์นั่งลงขัดสมาธิ และเริ่มดูดซับโลหิต
แก่นแท้มรดกอย่างระมัดระวัง จางอวิ๋นก็ถอนหายใจยาวอย่าง
โล่งอก
แต่ทว่า… ความสงบสุขมักอยู่ได้ไม่นาน
ครืนนนน——!!
ทันใดนั้นเอง ห้วงมิติภายในคทาก็สั่นสะเทือนอย่าง
รุนแรงราวกับแผ่นดินไหว จนเมืองเซียนอูทั้งเมืองโยกคลอน
ไปวูบหนึ่ง
สีหน้าของจางอวิ๋นเคร่งขรึมลงทันที แววตาเปลี่ยนเป็น
คมกริบ
“ไม่ต้องสนใจสิ่งใด! ตั้งสมาธิดูดซับมรดกต่อไป!”
เมื่อเห็นอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ทำท่าจะลืมตาเพราะความตกใจ เขา
จึงรีบตวาดสั่งเสียงเข้มเพื่อดึงสติ แล้วพุ่งตัวออกจากลานบ้าน
เตรียมออกไปรับมือกับสถานการณ์ภายนอกทันที
“ท่านอาจารย์! พาข้าออกไปดูด้วยขอรับ!”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านข้าง สวีหมิงที่ถูกแรงสั่นสะเทือน
ปลุกขึ้นมาเช่นกัน รีบพุ่งเข้ามาหาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
จางอวิ๋นสะบัดมือวูบหนึ่ง พาสวีหมิงออกจากช่องมิติ
คทาไปพร้อมกันทันที
ฟุ่บ!
ทว่าทันทีที่ร่างของพวกเขาปรากฏขึ้นสู่โลกภายนอก
สิ่งที่รอต้อนรับอยู่คือเงาทะมึนขนาดมหึมา
ฝ่ามือปราณมารขนาดมหายักษ์ที่ปกคลุมผืนฟ้าจนมิด
กำลังพุ่งตรงเข้ามาบดขยี้หมายจะบี้ให้แหลกคาที่!
จางอวิ๋นหน้าตึงเครียด เส้นเลือดข้างขมับปูดโปน
พยัคฆ์วิญญาณลายพาดกลอนใต้เท้าหวีดร้องด้วย
ความตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก สัญชาตญาณสัตว์ป่าสั่ง
ให้หนี แต่ร่างกายกลับแข็งทื่อภายใต้รัศมีกดดันของฝ่ามือ
ยักษ์นี้
“ฮึ่ม!”
จางอวิ๋นรีบสะบัดมือ ปล่อยคลื่นพลังอูสีน้ำเงินเข้ม
พวยพุ่งขึ้นไปถักทอเป็นม่านพลังแสงปกป้องด้านบนอย่าง
รวดเร็ว
ตู้ม——!!
ฝ่ามือปราณมารบดขยี้ลงมาทันทีที่ม่านแสงก่อตัวเสร็จ
เพียงแค่สัมผัสแรก ม่านแสงทั้งชั้นก็หม่นแสงลงวูบ
เพล้ง!
รอยร้าวลามไปทั่วผิวหน้าของม่านพลังอย่างรวดเร็ว
ก่อนที่มันจะระเบิดแตกกระจายกลายเป็นเศษแสงปลิวว่อน
แต่ทว่า… จางอวิ๋นและคณะใต้ร่างม่านแสงนั้นได้
อันตรธานหายไปแล้ว!
พยัคฆ์วิญญาณลายพาดกลอนอาศัยเศษเสี้ยววินาทีที่
ม่านแสงช่วยชะลอแรงปะทะ รีดเร้นพลังเฮือกสุดท้ายแบก
จางอวิ๋นและพวกบินหนีออกจากรัศมีทำลายล้างได้อย่าง
หวุดหวิด
ตูมมม!!
ฝ่ามือปราณมารขนาดยักษ์ฟาดพลาดเป้า กระแทกลง
บนภูเขาลูกย่อมๆ เบื้องล่าง จนภูเขาทั้งลูกระเบิดกระจาย
กลายเป็นเศษฝุ่นผง พสุธาสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
จางอวิ๋นรูม่านตาหดเกร็ง รีบเงยหน้ามองขึ้นไปบน
ฟากฟ้าเบื้องหน้า
เห็นเพียงเงาสายหนึ่งลอยตัวอยู่กลางเวหาราวกับจอม
ราชันย์ผู้มองลงมาจากบัลลังก์ บนนั้นมีคนยืนอยู่สองร่าง
“หลินฉิน?”
เมื่อเห็นหนึ่งในนั้น จางอวิ๋นก็ชะงักไปเล็กน้อย
“ผู้อาวุโสจาง?”
หลินฉินเมื่อเห็นเขาก็เบิกตาทำหน้าประหลาดใจเช่นกัน
“ตัวข้าก็นึกว่าใครหน้าไหน... ที่แท้ก็เจ้าหนูนี่เอง!”
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่คุ้นเคยแต่แฝงแววอำมหิตดังขึ้น
จางอวิ๋นสีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด รีบหันไปมองร่าง
ในชุดคลุมดำข้างกายหลินฉิน
ใช้วิชาเนตรสวรรค์ตรวจสอบ...
มองไม่เห็น!
นี่คือขอบเขตระดับ ‘แปลงเทพ’ อย่างแท้จริง
และคนที่สามารถมายืนเคียงข้างหลินฉินได้ในเวลานี้
มีเพียงคนเดียว…
จอมมารเงา!
รูม่านตาของจางอวิ๋นหดเล็กลงจนเหลือเท่ารูเข็ม
ตกตะลึงไม่น้อย… อีกฝ่ายตามหาเขาเจอได้รวดเร็ว
ขนาดนี้ได้อย่างไร?
“เป็นเจ้าหนูนี่จริงๆ ด้วยแฮะ!”
เวลานั้นเอง จอมมารเงาก็หยิบเศษหินก้อนหนึ่งที่
พันธนาการด้วยไอปีศาจออกมา ปราณมารสีดำบนนั้นชี้ตรง
มาที่จางอวิ๋นราวกับเข็มทิศ
“พูดแบบนี้… แสดงว่าแกเป็นคนฆ่าสัตว์เลี้ยงของข้าสินะ
?”
จอมมารเงาเอ่ยถามเสียงเรียบ แต่น้ำเสียงนั้น
เย็นยะเยือกจนขนหัวลุก
จางอวิ๋นไม่ได้ตอบโต้ แต่เมื่อเห็นเศษหินก้อนนั้น เขาก็
เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดทันที
อูเฉิง!
ไอ้คนทรยศนั่นต้องแอบทิ้งร่องรอยไว้ตอนอยู่ในลาน
กว้างใต้ดินแน่ๆ!
ได้แต่ก่นด่าความประมาทของตัวเองในใจที่ไม่ได้
ตรวจสอบให้ละเอียด
“ไม่นึกเลยว่าสัตว์เลี้ยงคู่ใจของข้า จะต้องมาจบชีวิตด้วย
น้ำมือของมดปลวกที่แม้แต่ระดับหยวนอิงก็ยังไม่ใช่ ช่าง…”
จอมมารเงาเห็นเขาเงียบ จึงพึมพำกับตัวเองด้วยความ
สมเพช ก่อนที่แววตาภายใต้หน้ากากจะเปลี่ยนเป็นดุดัน
ฉับพลัน
“สวะสิ้นดี!”
ครืน!
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวระลอกใหม่กวาดซัดออก
มาจากร่างจอมมารเงา ราวกับสึนามิที่มองไม่เห็น!
พยัคฆ์วิญญาณลายพาดกลอนหน้าถอดสี ขาสั่นพั่บๆ
อยากจะถอยหนีแต่ขยับตัวไม่ได้ภายใต้แรงกดดันระดับแปลง
เทพนี้
ในขณะที่มันคิดว่าจะต้องโดนบดขยี้จนกระดูกป่นปี้ มัน
กลับพบว่าแรงกดดันนั้นถูกสกัดกั้นไว้
เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็เห็นแผ่นหลังของบุรุษผู้หนึ่งลอยตัวอยู่
เหนือหัว ราวกับเทพสงครามที่ยืนตระหง่านต้านรับแรงกดดัน
ทั้งหมดเอาไว้เพียงลำพัง
เจ้านาย!
เมื่อมองแผ่นหลังอันกว้างขวางของจางอวิ๋น พยัคฆ์วิญ
ญาณลายพาดกลอนก็รู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด
มันลืมไปเสียสนิทว่าเจ้านายของมันมีวิญญาณระดับ
แปลงเทพ! ไม่ได้ด้อยไปกว่าเจ้าตัวอันตรายที่แผ่ไอปีศาจอยู่
ตรงหน้านั่นเลยแม้แต่น้อย!
หลินฉินที่ยืนอยู่ข้างกายจอมมารเงาเห็นฉากนี้เข้า ก็เบิก
ตาโพลงด้วยความเหลือเชื่อ
ผู้อาวุโสเก้าแห่งสำนักหลิงเซียน… สามารถยืนหยัดต้าน
รับแรงกดดันของท่านอาจารย์ได้งั้นรึ?
ล้อเล่นรึเปล่า!
อาจารย์ของนางเป็นถึงยอดฝีมือระดับแปลงเทพ
โดยเฉพาะด้านจิตวิญญาณที่เหนือล้ำกว่าระดับแปลงเทพ
ทั่วไปเสียอีก จางอวิ๋นที่อยู่ตรงหน้ามีระดับพลังแค่จินตาน
จะไปทำเรื่องพรรค์นั้นได้ยังไง?
“หืม?”
จอมมารเงาเห็นดังนั้นก็เผยสีหน้าแปลกใจ ริมฝีปาก
ภายใต้หน้ากากกระตุกเล็กน้อย โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสได้
ถึงกลิ่นอายวิญญาณที่แผ่ออกมาจากร่างจางอวิ๋น รูม่านตาก็
อดไม่ได้ที่จะหดลง
“วิญญาณระดับแปลงเทพ… ขั้นสูง!?”
จางอวิ๋นสีหน้าเรียบเฉย ยืนเอามือไพล่หลังท้าทาย
สายลม แต่ในใจกลับตื่นตระหนกไม่น้อย
แปลงเทพขั้นสูง!
พลังวิญญาณของจอมมารเงาตรงหน้า อยู่ในระดับ
แปลงเทพขั้นสูงทัดเทียมกับเขา!
หรือว่า… ระดับพลังฝึกตนจริงๆ ของมัน ก็จะอยู่ที่แปลง
เทพขั้นสูงด้วย?
ความหนักอึ้งก่อตัวขึ้นในอกราวกับหินผา
“หึหึ…”
จู่ๆ จอมมารเงาก็หัวเราะออกมา เป็นเสียงหัวเราะที่แหบ
พร่าและฟังดูน่าขนลุก
“มิน่าล่ะถึงฆ่าไอ้ตะขาบสวะตัวนั้นของข้าได้ ดูท่าเมื่อก่อ
น... ข้าจะประเมินเจ้าต่ำไปจริงๆ เจ้าหนู!”
สิ้นเสียง ความมืดมิดชั้นหนึ่งก็ม้วนตัวออกมาจากร่าง
ของเขา ราวกับกางม่านรัตติกาลเข้าปกคลุมท้องนภา ทำให้
โลกหล้าโดยรอบมืดดับลงในพริบตา!
……