ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 190 ปลูกพรสวรรค์อีกครั้ง
ว่างเปล่า!
ว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง!!
จางอวิ๋นขยี้ตาแรงๆ แล้วเพ่งมองไปที่จอภาพโฮโลแกรม
ซ้ำ อีกหลายรอบด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
เมื่อยืนยันว่าเขา ‘มองไม่เห็น’ ข้อมูลใดๆ ของซูเตี๋ยเลย
แม้แต่น้อย เขาก็ถึงกับสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง
ต้องรู้ก่อนว่า ‘เคล็ดวิชาเนตรเซียน’ ของเขานั้นสามารถ
มองทะลุปรุโปร่งได้แทบทุกสิ่ง
สิ่งมีชีวิตเดียวที่จะทำให้เนตรเซียนของเขาไม่สามารถ
อ่านข้อมูลได้… มีเพียงตัวตนที่มีระดับพลังเหนือกว่าเขา
ไปหนึ่งขั้นใหญ่ หรือก็คือระดับ ‘แปลงเทพ’เท่านั้น!
“ซูเตี๋ย… นางเป็นระดับแปลงเทพงั้นรึ!?”
จางอวิ๋นพึมพำเสียงหลง แทบไม่อยากจะเชื่อใน
ข้อสันนิษฐานนี้
ในหน้าจอภาพ…ราวกับสัมผัสได้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมอง
มาจากที่ไหนสักแห่ง ซูเตี๋ยที่นั่งไขว่ห้างอย่างสง่างามอยู่บน
หลังเต่าทะเลจู่ๆ ก็เงยหน้าขึ้น
ดวงตาหงส์คู่งามของนางสบเข้ากับตำแหน่งที่จางอวิ๋น
มองอยู่พอดิบพอดี
สี่ตาประสานกัน…
แม้จะผ่านหน้าจอภาพ แต่จางอวิ๋นกลับรู้สึกขนลุกซู่
ราวกับถูกอีกฝ่ายมองเห็นตัวตนจริงๆ ทะลุผ่านมิติออกมา
แต่ดูเหมือนจะเป็นแค่สัญชาตญาณอันเฉียบคมของ
ยอดฝีมือเท่านั้น
สายตาของซูเตี๋ยเพียงแค่กวาดผ่านเขาไปแวบเดียว
ก่อนจะเบนความสนใจไปสำ รวจสะพานพลังงานใหญ่ยักษ์ทั้ง
สามสายรอบตัวแทน
จางอวิ๋นสีหน้าเคร่งขรึมลงทันที
“ซูเตี๋ย… นางเป็นใครกันแน่?”
เขาเริ่มไม่มั่นใจเสียแล้วเพราะระดับแปลงเทพ… ย่อมไม่ใช่แค่นักฆ่ารับจ้าง
ธรรมดาๆ ในหอจี๋กวงแน่นอน
แม่นางซูคนสวยผู้นี้ เกรงว่าจะมีความลับอันดำมืด
บางอย่างที่ไม่มีใครในแดนใต้ล่วงรู้ซ่อนอยู่!
เมื่อเห็นซูเตี๋ยบังคับเต่าทะเลก้าวขึ้นสู่สะพานสายกลาง
และมุ่งหน้ามาด้วยท่าทีสบายๆ จางอวิ๋นก็ไม่ได้จงใจขัดขวาง
เป็นพิเศษ
เขาเพียงแค่เปิดใช้งาน ‘ค่ายกลมายา’ ตามปกติเหมือนที่
ทำกับคนอื่นๆ
วูบ!
หมอกหนาทึบเข้าปกคลุมร่างของนาง แต่ทว่า… ทันทีที่
เข้าสู่หมอกของค่ายกลมายา เต่าทะเลใต้ร่างของซูเตี๋ยก็พลัน
ปลดปล่อยคลื่นวิญญาณสีฟ้าจางๆ ออกมา สร้างเป็นเกราะ
ป้องกันทรงกลม แล้วแหวกว่ายผ่านม่านหมอกไปได้อย่าง
ง่ายดายราวกับเดินเล่นในสวนหลังบ้าน
【เต่าวิญญาณสมุทร】
ระดับ: จินตานขั้นสูงสุดสถานะ: สัตว์เลี้ยง (ถูกทำให้เชื่อง)
พรสวรรค์: เกราะวิญญาณสมุทร —— สร้างชั้นป้องกัน
จิตวิญญาณ สามารถป้องกันการโจมตีทางวิญญาณและ
ภาพมายาได้ 90%
จุดอ่อน: แพ้พลังงานที่มีคุณสมบัติทำลายพลังชีวิต
…
“ป้องกันการโจมตีทางวิญญาณ?”
จางอวิ๋นหรี่ตามองข้อมูลที่เพิ่งปรากฏ
พรสวรรค์ด้านการป้องกันวิญญาณโดยเฉพาะแบบนี้หา
ได้ยากมากในหมู่สัตว์อสูร!
หลังจากผ่านโซนหมอกค่ายกลมายามาได้อย่างง่ายดาย
ซูเตี๋ยก็มาถึงช่วงครึ่งหลังของสะพาน ซึ่งในเวลานี้มีระดับ
หยวนอิงผู้โชคร้ายไม่กี่คนกำลังนัวเนียต่อสู้เอาชีวิตรอดอยู่กับ
‘ราชันย์หมาป่าเงิน’ สามตัว
ซูเตี๋ยขี่เต่าทะเลทำท่าจะผ่านไปอย่างไม่แยแส
จางอวิ๋นเห็นดังนั้นจึงนึกสนุก ลองเชิงโดยสั่งให้ราชันย์
หมาป่าเงินตัวหนึ่งเปลี่ยนเป้าหมายพุ่งเข้าโจมตีนางโบร๋ววว!
ราชันย์หมาป่าเงินคำรามลั่น กระโจนเข้าใส่สตรีชุดแดง
บนหลังเต่าพร้อมกรงเล็บสังหาร
แต่ซูเตี๋ยกลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นาง
เพียงแค่ล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ แล้วหยิบ ‘ทัพพีเหล็กยักษ์’
สีดำทมิฬออกมา ก่อนจะกระโดดลอยตัวขึ้นจากหลังเต่าด้วย
ท่วงท่าแช่มช้อย
ขวับ!
นางวาดทัพพีในมือเป็นวงโค้ง แล้วหวดสวนกลับ
ไปเต็มแรง
เคร้งงง!!!
สิ้นเสียงโลหะกระทบกันหนักๆ ร่างมหึมาของราชันย์
หมาป่าเงินระดับหยวนอิง ก็ถูกทัพพีอันนั้นตบจนหน้าหัน ปลิว
ละลิ่วกระเด็นออกไปไกลราวกับลูกบอลที่ถูกหวดเต็มข้อ!
ส่วนซูเตี๋ยก็ม้วนตัวกลางอากาศ แล้วร่อนลงกลับมา
นั่งไขว่ห้างสวยๆ บนหลังเต่า เก็บทัพพีเข้าแขนเสื้อ แล้ว
มุ่งหน้าต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น”…”
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหยวนอิงข้างๆ ที่เห็นฉากนั้นถึงกับ
อ้าปากค้าง ลืมป้องกันตัวไปชั่วขณะ
เอาทัพพีตบสัตว์อสูรระดับหยวนอิงปลิวในการโจมตี
เดียวเนี่ยนะ!?
ผู้หญิงคนนี้เป็นปีศาจมาจากไหนกัน!?
“ชัดเจน… ว่าแล้วเชียว!”
จางอวิ๋นเห็นฉากนี้ก็สูดหายใจเข้าลึกๆ มั่นใจแล้วว่าอีก
ฝ่ายคือระดับแปลงเทพตัวจริงเสียงจริง
เขาไม่คิดจะขัดขวางนางอีกต่อไป ปล่อยให้นางผ่านเข้า
สู่โถงหน้าตำหนักเซียนได้อย่างราบรื่น
…
ภายในโถงหน้าตำหนักเซียน
แอ๊ด…
เมื่อเห็นประตูเปิดออกและมีคนเข้ามาอีก เจ้าสำ นักหลิง
เซียนและยอดฝีมือคนอื่นๆ ก็หันมามองเป็นตาเดียวเมื่อเห็นซูเตี๋ยขี่เต่าทะเลเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม
แววตาของพวกเขาก็ฉายแววสงสัยระคนระแวง
ผู้ที่เพิ่งผ่านสะพานนรกนั่นมาได้… พวกเขารู้ดีว่าอย่าง
น้อยต้องมีฝีมือระดับแปลงเทพ หรือไม่ก็มีสมบัติวิเศษ
ระดับสูง
ระดับแปลงเทพในแดนใต้ พวกเขาแทบจะรู้จักกันหมด
แต่แม่นางชุดแดงผู้นี้… ไม่คุ้นหน้าเลยสักนิด
ดวงตาคู่งามของซูเตี๋ยกวาดมองไปรอบโถงหน้า ก่อน
จะคลี่ยิ้มบางๆ ที่ดูทรงเสน่ห์
“ดูเหมือนข้าจะมาช้าไปหน่อยสินะเจ้าคะ!”
อวี้ชางขมวดคิ้ว เอ่ยถามหยั่งเชิง “กล้าถาม… แม่นางคือ
ผู้ใด?”
“แม่ครัวเจ้าค่ะ!”
ซูเตี๋ยยิ้มตอบอย่างเป็นธรรมชาติ “ที่มานี่ก็เพื่อมาส่ง
‘อาหารวิญญาณ’ ตามออเดอร์ลูกค้า แต่ดันมาเจอสถานที่
น่าสนใจเข้า ก็เลยลองตามเข้ามาดูเล่นๆ เจ้าค่ะ!”
“ส่งอาหารวิญญาณ?”อวี้ชางเลิกคิ้วสูง ด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
ระดับแปลงเทพมาส่งอาหารเดลิเวอรี่เนี่ยนะ? ล้อกันเล่น
หรือไง!
ซูเตี๋ยยิ้มจางๆ ไม่ขยายความเพิ่ม “ท่านถามจบแล้ว
คราวนี้ตาข้าบ้าง ช่วยเล่าสถานการณ์ที่นี่ให้ฟังหน่อยได้ไหม
คะ… ว่าพวกท่านมายืนจ้องตากันทำไมตรงนี้?”
อวี้ชางมองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเล่า
สถานการณ์คร่าวๆ ให้ฟัง เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งโดยไม่จำ
เป็น
“อีกสามวัน… เริ่มบททดสอบด่านที่สอง?”
ซูเตี๋ยเลิกคิ้วสูง แววตาเป็นประกายสนใจ
เหล่าระดับแปลงเทพในที่นั้นไม่มีใครสนใจนางอีก ต่าง
คนต่างแยกย้ายไปหามุมสงบ
แม้จะไม่รู้จักซูเตี๋ย แต่ในเมื่อเป็นระดับแปลงเทพ ก็ถือว่า
เป็นคู่แข่งตัวฉกาจในการแย่งชิงมรดก ไม่มีใครอยากผูกมิตร
ด้วยเมื่อเห็นพวกเขาเงียบกริบ ซูเตี๋ยก็ไม่เซ้าซี้ นางเพียงแค่
มองสำ รวจไปรอบๆ โถงด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้ว
บังคับเต่าให้ไปจอดพักที่มุมหนึ่ง
โถงหน้ากลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
…
ภายในห้องลับ
จางอวิ๋นละสายตาจากนาง แล้วกลับมามองที่หน้า
จอภาพเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ภายนอก
“หือ?”
คราวนี้สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
เห็นเพียงในภาพ… อู๋เสี่ยวพั่งและอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ ลูกศิษย์
ตัวแสบทั้งสอง กำลังขี่กระบี่บินมาหยุดอยู่ที่หน้าสะพานทั้ง
สามสายด้วยท่าทีมึนงง
และกำลังทำท่าจะก้าวขึ้นสะพานมรณะ!
“เจ้าเด็กบ้าพวกนี้!”
จางอวิ๋นไม่รอช้า รีบหยิบ ‘เสื้อคลุมล่องหน’ ออกมาสวม
ทับร่าง แล้วสะบัดกิ่งไม้แห้งเทเลพอร์ตตัวเองออกไปทันทีวูบ!
“อย่าขัดขืน… ตามอาจารย์มา!”
ทันทีที่มาถึงข้างกายอู๋เสี่ยวพั่งและอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ เขาก็ส่ง
เสียงผ่านลมปราณบอกด้วยความเร่งรีบ
ทั้ง
สองคนชะงักไปเมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย
จางอวิ๋นคว้าจับไหล่ของทั้งคู่ แล้วพาทั้งสองเทเลพอร์ต
กลับเข้ามาในห้องลับภายในตำหนักเซียนทันที ก่อนที่ใคร
จะทันสังเกตเห็น
วิ้ง!
ทันทีที่มาถึง เขาก็สะบัดมือกางเขตอาคมเก็บเสียง แล้ว
ถอดเสื้อคลุมล่องหนเผยร่างจริงออกมา
“ท่านอาจารย์!”
“ท่านอาจารย์จริงๆ ด้วย!”
เมื่อเห็นเขา อู๋เสี่ยวพั่งกับอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ก็ตาเป็นประกาย
ด้วยความดีใจ
จางอวิ๋นเอ่ยถามเสียงเครียด “เสี่ยวพั่ง สุ่ยเอ๋อร์ พวกเจ้า
เข้ามาในโซนระดับสูงนี้ได้ยังไง?”ทั้ง
สองรีบผลัดกันเล่าเรื่องราวให้ฟัง ว่าจู่ๆ เขตอาคมก็
แตกออก แล้วพวกเขาก็หลงเข้ามา
“รอยต่อระหว่างสองโซนแตกออกงั้นรึ?”
จางอวิ๋นเลิกคิ้ว
ดูท่าการปรากฏของตำหนักเซียน จะทำให้กฎเกณฑ์และ
โครงสร้างของแดนลับปั่นป่วนไปหมด
“ท่านอาจารย์ ท่านมาทำอะไรที่นี่ขอรับ?”
อู๋เสี่ยวพั่งมองไปรอบๆ ห้องที่ว่างเปล่า นอกจากจางอวิ๋น
และเบาะรองนั่งอันหนึ่งก็ไม่มีอะไรอื่น ก็ทำหน้างง
“อาจารย์มีธุระสำ คัญต้องทำ พวกเจ้าสองคน เข้าไป
หลบในนั้นก่อน…”
จางอวิ๋นพูดพลางจะใช้ ‘หอสมบัติเซียน’ เก็บทั้งสองคน
เข้าไปเพื่อความปลอดภัย
แต่กลับถูกพลังไร้รูปลักษณ์สายหนึ่งขัดขวางไว้!
วิ้งๆ!!
พร้อมกันนั้น กิ่งไม้แห้งในมือก็เรืองแสงสีแดงวาบ
ส่งข้อมูลชุดหนึ่งเข้ามาในหัว—【คำเตือน: ผู้ที่เข้าสู่ตำหนักเซียนทุกคน ถือเป็น ‘ผู้ท้า
ชิงมรดก’ ไม่สามารถเข้าสู่มิติอื่นได้ชั่วคราว จนกว่าการ
ทดสอบจะสิ้นสุด!】
“ผู้ท้าชิง?”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วสูง
หมายความว่าทุกคนที่เข้ามาที่นี่ มีสิทธิ์ได้รับมรดกเซียน
งั้นสิ? นั่นแปลว่าถ้าเขาทำบททดสอบล้มเหลว หรือตายไป กิ่ง
ไม้แห้งนี่ก็จะเปลี่ยนมือไปหาคนอื่นสินะ?
กฎเกณฑ์บ้าบอชะมัด!
คิดได้ดังนั้น จางอวิ๋นก็มองไปที่ศิษย์ทั้งสอง แล้วหยิบ
เบาะรองนั่งออกมาอีกสองอัน
“เข้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร… เสี่ยวพั่ง สุ่ยเอ๋อร์ พวกเจ้านั่งรอ
ที่นี่สักพักนะ ห้ามออกไปเพ่นพ่านเด็ดขาด”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์”
ทั้ง
สองพยักหน้าอย่างว่าง่ายแล้วนั่งลงบำเพ็ญเพียร
เข้ามิติอื่นไม่ได้… แล้วตัวข้าเองเข้าได้ไหม?
จางอวิ๋นฉุกคิดขึ้นมาเขาลองทดสอบดู พบว่าตัวเขาเองก็เข้าไปในหอสมบัติ
เซียนไม่ได้เช่นกัน แถมของที่อยู่ในนั้นที่เป็นสิ่งมีชีวิตก็เอา
ออกมาไม่ได้ ทำได้แค่ฝากถอนสิ่งของทั่วไป
คิ้วของเขาขมวดมุ่น
“แล้ว ‘โลกมหาปรมาจารย์เซียน’ ล่ะ เข้าได้ไหม?”
คิดแล้วก็ลองกำหนดจิตทันที
วูบ!
แสงสว่างหมุนวนเบื้องหน้า พริบตาเดียวสภาพแวดล้อม
รอบตัวก็เปลี่ยนเป็นโลกมหาปรมาจารย์เซียนที่มีทุ่งหญ้า
เขียวขจีและสิ่งปลูกสร้างไม่กี่แห่งตั้งอยู่
“เข้าได้แฮะ!”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วด้วยความยินดี ระบบของเขานี่ยังไงก็
เหนือกว่ากฎของแดนลับสินะ
“งั้นก็ถือโอกาส… ปลูกพรสวรรค์อีกสักรอบเลยแล้วกัน!”
เขาเดินตรงไปยัง ‘แปลงปลูกพรสวรรค์’ ที่ว่างเปล่าอยู่
ผลลัพธ์จากการปลูกครั้งก่อนที่ได้ ‘แท่นอัญเชิญ’ มานั้น
ประโยชน์ของมันชัดเจนมาก ช่วยชีวิตและทุ่นแรงเขาได้มหาศาล ทำให้เขาคาดหวังกับแปลงปลูกนี้สุดๆ
เขาไม่รอช้า หยิบหินวิญญาณระดับสูงออกมาหนึ่งแสน
ก้อน!
บวกกับสมุนไพรวิญญาณระดับสูงอายุร้อยปีอีกสิบกว่า
ต้น, แร่เหล็กนิลกาฬ, และสมบัติล้ำค่าอื่นๆ ที่ได้มาจากจวน
วาสนาเซียนและหอสมบัติเซียนก่อนหน้านี้ กองรวมกันเป็น
ภูเขาย่อมๆ
ครั้งก่อนเขาลงทุนไปแค่ของมูลค่าไม่กี่แสนหินวิญญาณ
ก็ได้แท่นอัญเชิญระดับแรร์มา
รอบนี้เขาจัดหนัก ทุ่มทุนสร้างด้วยของมูลค่ารวมกว่า
หนึ่งล้านหินวิญญาณ!
ในเมื่อกฎของแปลงนาคือ ‘ยิ่งลงทุนเยอะยิ่งได้
ผลตอบแทนสูง’ เขาอยากจะลองดูซิว่า พรสวรรค์ที่ปลูกได้
รอบสองนี้จะเทพซ่าขนาดไหน!
เขากำหนดจิต เลือกเป้าหมายการปลูกไปที่ ‘อู๋เสี่ยวพั่ง’
คราวก่อนเป็นสวีหมิงไปแล้ว รอบนี้ก็ต้องเรียงตามลำดับ
มาที่เจ้าอ้วนศิษย์รักครืนนน…
ทันทีที่สมบัติกองโตถูกวังวนขนาดใหญ่ในแปลงนา
ดูดกลืนหายไป แสงสีทองอร่ามก็พุ่งเสียดฟ้า ต้นกล้าอ่อนต้น
หนึ่งที่ดูแข็งแรงกว่ารอบก่อนก็ผุดขึ้นมาจากดิน
พร้อมกับตัวเลขนาฬิกานับถอยหลังที่ปรากฏขึ้น—
【99 วัน 23:59:59】
“หนึ่งร้อยวันเชียว!?”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วมองตัวเลข
นานกว่ารอบที่แล้วเยอะเลย… ดูท่าการลงทุนเยอะ ก็
ต้องใช้เวลาปลูกนานและพิถีพิถันขึ้นตามไปด้วยสินะ!
เขาออกจากมิติระบบ กลับมายังห้องลับด้วย
ความคาดหวัง
ก๊อกๆๆ…
แต่ทว่า ทันทีที่จิตวิญญาณกลับเข้าร่าง เสียงเคาะประตู
ก็ดังขึ้นที่หน้าห้องอย่างแผ่วเบา แต่ทำเอาหัวใจคนในห้อง
กระตุกวูบ!