ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 196 การกลั่นและควบคุม
วิ้ง—!
ผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยาม สัญญาณแห่งความสำเร็จก็
ปรากฏขึ้นอีกครา
สายตาคมกริบของจางอวิ๋นล็อคเป้าไปที่ร่างของอวี้ชาง
เจ้าถ้ำอวี้ซิงในภาพฉายทันที รอบกายของยอดฝีมือระดับ
แปลงเทพผู้นี้ คลื่นพลังเหี่ยวเฉากำลังหมุนวนก่อตัวอย่าง
เกรี้ยวกราด ราวกับพายุที่กำลังจะระเบิดออก
เมื่อเห็นฉากนี้ ผู้อาวุโสหกเกาะเชียนไห่และเหล่า
ตัวประกันในห้อง ต่างพากันหันขวับมามองจางอวิ๋นเป็น
ตาเดียว
หลังจากถูกขังลืมอยู่ในห้องนี้มาหลายวัน แม้แต่คนโง่ก็
ยังดูออกว่าจางอวิ๋นคือ “มือมืด” ที่อยู่เบื้องหลังบทบาท ‘ท่าน
เซียน’ และกำลังทำเรื่องอุกอาจอย่างการขโมยพลังบำเพ็ญ
เพียรที่คนอื่นอุตส่าห์รากเลือดฝึกฝนมา
แต่ทว่า… เหยื่อรายต่อไปคือเจ้าถ้ำอวี้ซิง ซึ่งเป็นถึงระดับ
แปลงเทพผู้ยิ่งใหญ่!
จางอวิ๋นยังจะกล้าเอาชีวิตไปเสี่ยงอีกงั้นหรือ?
ความสงสัยใคร่รู้ปะทุขึ้นในใจของเหล่าตัวประกัน แม้
จางอวิ๋นจะสามารถปลดปล่อยแรงกดดันวิญญาณระดับแปลง
เทพขั้นสูงสุดออกมาข่มขวัญพวกเขาได้ แต่กลิ่นอายระดับ
พลังที่แท้จริงที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น กลับเป็นเพียงระดับจิน
ตานขั้นสูงสุดเท่านั้น
พวกระดับหยวนอิงอย่างพวกเขาอาจถูกแรงกดดันวิญ
ญาณกดข่มจนโงหัวไม่ขึ้น แต่สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับ
แปลงเทพด้วยกัน แรงกดดันเพียงอย่างเดียวอาจใช้ไม่ได้ผล
การจะไปกระตุกหนวดเสือระดับนั้น… ไม่ต่างอะไรกับการ
รนหาที่ตาย!
คำตอบของจางอวิ๋นคือ… กล้าสิวะ!
เมื่อเห็นจางอวิ๋นหยิบ ‘เสื้อคลุมล่องหน’ ขึ้นมาสวมด้วย
ท่าทีสบายๆ ผู้อาวุโสหกเกาะเชียนไห่และคนอื่นๆ ต่างเบิก
ตาโพลง แววตาแฝงไปด้วยความตื่นเต้นลึกๆ ที่ปิดไม่มิด
ตอนนี้หัวใจของพวกเขาถูกฝัง ‘ระเบิดเวลา’ เอาไว้ แม้จะ
ไม่รู้กลไกการทำงานของมัน แต่ตรรกะง่ายๆ คือ… ถ้าจางอวิ๋น
ตายไป ไอ้วิชาบ้านนี่ก็น่าจะเสื่อมฤทธิ์ไปเองไม่ใช่หรือ?
ตายซะ! ไปตายซะ!
เสียงกรีดร้องภาวนาในใจของทุกคนดังก้อง
“ดูพวกเจ้าจะตื่นเต้นกันจังนะ?”
จางอวิ๋นปรายตามองพวกเขาราวกับอ่านความคิดออก
ริมฝีปากแสยะยิ้มเย็นเยียบ
“ลืมบอกไปอย่างหนึ่ง… ชีพจรของข้าเชื่อมต่อกับเคล็ด
วิชานั้น ถ้าหัวใจข้าหยุดเต้นเมื่อไหร่… ไอ้นั่นที่อยู่ในหัวใจพวก
เจ้า มันก็จะ บึ้ม! กลายเป็นโกโก้ครั้นช์ทันที!”
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนน้ำแข็งเหลวที่ราดรดลงบนหัว
ของทุกคน สีหน้าที่มีความหวังพลันแข็งค้างราวกับถูกสาป
“เอ่อ… คะ… คุณชาย! ข้าว่าท่านลองพิจารณาดูอีกทีดี
ไหมขอรับ!”
“ใช่แล้วคุณชาย! นั่นมันเจ้าถ้ำอวี้ซิงเชียวนะขอรับ! ระดับ
แปลงเทพชั้นครู พลังตบะแก่กล้า ไม่ใช่เคี้ยวง่ายๆ นะขอรับ!!”
“คุณชายใจเย็นก่อน! หรือว่าจะรอระดับหยวนอิงคนอื่นๆ
ก่อนดีไหมขอรับ? ชีวิตท่านมีค่าดั่งทองคำ อย่าเพิ่งไปเสี่ยงเลย
!”
ทันใดนั้นเสียงห้ามปรามด้วยความห่วงใย(ตัวเอง)ก็ดัง
เซ็งแซ่ ทุกคนต่างทำหน้าตื่นตระหนกสุดขีด กลัวว่าจางอวิ๋น
จะวู่วามไปตายแล้วลากพวกเขาลงนรกไปด้วย
จางอวิ๋นแค่นเสียงในลำคอ ก่อนจะกระชับเสื้อคลุม
ล่องหน สายตาจับจ้องไปที่อวี้ชางในภาพฉาย ซึ่งตอนนี้พลัง
เหี่ยวเฉารอบกายหมุนวนครบเก้ารอบแล้ว เขาไม่รอช้า สะบัด
กิ่งไม้แห้งในมือทันที
วูบ!
“คุณชาย! อย่าเพิ่ง!!”
ผู้อาวุโสหกเกาะเชียนไห่และคนอื่นๆ ร้องโหยหวน
เสียงหลง แต่ร่างของจางอวิ๋นได้หายวับไปจากห้องแล้ว
ใบหน้าของพวกเขาซีดเผือดไร้สีเลือด หัวใจหล่นไปอยู่ที่
ตาตุ่ม
กว่าจะบำเพ็ญเพียรมาถึงระดับหยวนอิงได้นั้น
ยากลำบากเลือดตาแทบกระเด็น… พวกข้ายอมเป็นทาสก็ได้
แต่ยังไม่อยากตายนะโว้ย!
ภายในห้องโถงชั้นใน
มิติสั่นไหวเล็กน้อย ร่างของจางอวิ๋นภายใต้เสื้อคลุม
ล่องหนเทเลพอร์ตมาโผล่ที่ด้านหลังของอวี้ชางในระยะเผาขน
จังหวะนั้น พลังเหี่ยวเฉารอบที่สิบของอวี้ชางก่อตัวเสร็จ
สมบูรณ์พอดี!
ตอนนี้แหละ!
จางอวิ๋นโคจร ‘เคล็ดดูดกลืนความเหี่ยวเฉา’ เต็มกำลัง
ฝ่ามือที่มองไม่เห็นพุ่งออกไปคว้าพลังงานเหล่านั้น
“ใคร!?”
แต่ระดับแปลงเทพไม่ใช่ตะเกียงขาดน้ำมัน ทันทีที่
กระแสอากาศเปลี่ยนทิศ อวี้ชางก็ลืมตาโพลง จิตสังหาร
ระเบิดออก หันขวับมาฟาดฝ่ามือใส่ตำแหน่งที่จางอวิ๋นยืนอยู่
อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
ฟุ่บ!
สีหน้าของจางอวิ๋นเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้
ถึงแรงกดดันมหาศาล แต่เขากัดฟันแน่น ไม่ยอมถอยแม้แต่
ก้าวเดียว เร่งพลังดูดกลืนกระชากเอาวงแหวนพลังเหี่ยวเฉา
ทั้งสิบรอบที่เพิ่งก่อตัวเสร็จของอวี้ชางมาดื้อๆ
“บังอาจนัก!!”
อวี้ชางเห็นผลงานที่ตนเพียรพยายามถูกขโมย
ไปต่อหน้าต่อตาก็เดือดดาลจนเลือดขึ้นหน้า ปราณสีหยกใน
ร่างพวยพุ่ง พลิกฝ่ามือฟาดออกมาอีกครั้ง ก่อเกิดเป็นฝ่ามือ
ยักษ์สีหยกขนาดมหึมาที่อัดแน่นด้วยพลังทำลายล้าง หมาย
จะบดขยี้หนูสกปรกให้แหลกคาที่!
เคร้ง—!
จางอวิ๋นสายตาคมกริบ กระชับ ‘กระบี่ลายทมิฬ’ ในมือ
แน่น ปราณคืนกำไรในร่างไหลทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตก
สร้างเป็นรังสีคมดาบสีดำสนิทฟาดสวนกลับไป
คมดาบปะทะฝ่ามือยักษ์ เสียงโลหะปะทะกันดัง
ก้องกังวาน ฝ่ามือหยกถูกผ่าแยกเป็นสองส่วนสลาย
ไปกลางอากาศทันที! ในเสี้ยววินาทีนั้น จางอวิ๋นก็คว้ามือออก
ไป ดูดซับพลังเหี่ยวเฉาทั้งสิบวงเข้ามาเก็บไว้ในร่างเรียบร้อย
“ตาย!!”
แต่ยังไม่ทันที่จะได้เทเลพอร์ตหนี อวี้ชางและชายหนุ่ม
ชุดดำระดับแปลงเทพอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็พุ่งเข้ามา
โจมตีขนาบข้างซ้ายขวา
ตู้ม!
จางอวิ๋นยกกระบี่ขึ้นต้านรับ แต่แรงปะทะจากการโจมตี
ประสานของสองระดับแปลงเทพนั้นหนักหน่วงราวมหาสมุทร
ถล่ม ร่างของเขากระเด็นถอยไปกว่าสิบเมตร เสื้อคลุมล่องหน
สั่นไหวจนร่างที่ซ่อนอยู่เผยเค้าโครงออกมาวูบหนึ่ง
“ข้าก็สงสัยอยู่ว่าทำไมก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสหกเกาะเชียน
ไห่และคนอื่นๆ ถึงล้มเหลวซ้ำซาก...”
อวี้ชางจ้องมองเงาร่างนั้นด้วยสายตาเย็นยะเยือก จิต
สังหารแผ่พุ่ง
“ที่แท้ก็มีหนูสกปรกคอยลอบกัดอยู่ในเงามืดนี่เอง!”
เสียงการต่อสู้ดึงดูดความสนใจของผู้คนทั้งห้องโถง
เหล่ายอดฝีมือต่างพากันมองดูร่างเลือนรางของจางอวิ๋นด้วย
ความตกใจ
ในที่แห่งนี้… ยังมีคนซ่อนตัวอยู่อีกหรือ?
ซูเตี๋ยเลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจ เจ้าสำนักหลิง
เซียนจ้องมองร่างนั้นเขม็ง แววตาสั่นไหวด้วยความสงสัยระ
คนคุ้นเคย
“จับมันไว้! อย่าให้มันหนีไปได้!”
อวี้ชางและชายหนุ่มชุดดำล็อคเป้าจางอวิ๋นอย่าง
สมบูรณ์ กลิ่นอายระดับแปลงเทพอันน่าสะพรึงกลัวสองสาย
ระเบิดออกมาปิดล้อมทุกทิศทาง
“หึ… คิดจะจับข้า?”
จางอวิ๋นยกกระบี่ลายทมิฬขึ้นชี้ฟ้า สีหน้าภายใต้
หน้ากากยังคงเรียบเฉย
“รัตติกาลมาเยือน!”
วูบ—!
ความมืดมิดสายหนึ่งพลันระเบิดออกจากตัวกระบี่
แผ่ขยายเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้องโถงชั้นในชั่วพริบตา ราวกับโลก
ทั้งใบถูกกลืนกินโดยปีศาจแห่งราตรี
ผู้คนในที่นั้น แม้แต่ระดับแปลงเทพทั้งหลายยังไม่ทันได้
ตั้งตัว ทัศนวิสัยเบื้องหน้าก็มืดสนิท ไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือตัวเอง
“แย่แล้ว! วิชามาร!”
อวี้ชางและชายหนุ่มชุดดำสีหน้าเปลี่ยน รีบระดมโจมตี
ใส่ตำแหน่งสุดท้ายของจางอวิ๋นอย่างบ้าคลั่ง
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
แต่การโจมตีเหล่านั้นกลับทำได้เพียงระเบิดกำแพง
ห้องโถงจนสั่นสะเทือน ในความมืดนั้น… ไร้ซึ่งเงาของ
เป้าหมาย
เพียงชั่วอึดใจ ความมืดที่ปกคลุมห้องโถงก็สลายไป
“บัดซบเอ๊ย!”
เมื่อสายตากลับมามองเห็นอีกครั้ง พบว่าทั้งคนและ
กลิ่นอายของจางอวิ๋นได้หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย อวี้ชางและ
ชายหนุ่มชุดดำต่างมีสีหน้ามืดมนดั่งก้นหม้อ
หนีไปได้? ต่อหน้าต่อตาพวกเขาสองคนเนี่ยนะ?
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรในเหตุการณ์ต่างพากันงุนงง เป็นไก่
ตาแตก นั่นมันตัวอะไรกัน? ถึงขนาดหลบหนีจากการล็อค
เป้าของสองระดับแปลงเทพไปได้ง่ายๆ แบบนี้?
ซูเตี๋ยทอดสายตามองไปรอบๆ คิ้วงามขมวดมุ่น ครุ่นคิด
บางอย่าง เจ้าสำนักหลิงเซียนเองก็เผยแววตาประหลาดใจ
ลึกซึ้ง
“คนผู้นั้นเป็นใครกันแน่? ทำไมถึงมาขโมยพลังเหี่ยวเฉา
?”
“เดี๋ยวนะ… กฎบอกว่าถ้าล้มเหลวจะถูกส่งตัวออกไปไม่
ใช่เหรอ? แล้วทำไมเจ้าถ้ำอวี้ซิงยังอยู่ที่เดิม?”
“ท่านเซียนอาวุโส! นี่มันเรื่องอะไรกันแน่!?”
เกิดความโกลาหลและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่
ไปทั่วห้องโถงชั้นใน
กลับมาที่ห้องควบคุม
“นี่มัน…”
ผู้อาวุโสหกเกาะเชียนไห่และเหล่าระดับหยวนอิงมองดู
ฉากนี้ผ่านภาพฉาย อ้าปากค้างจนแมลงวันบินเข้าไปวางไข่ได้
รอด? รอดมาได้ยังไงวะนั่น?
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ดูจะชินชาเสียแล้ว นางมองไปที่พื้น
ที่ว่างเปล่ากลางห้องแล้วเอ่ยถามเสียงใส: “ท่านอาจารย์?”
“อาจารย์อยู่นี่”
เสียงตอบรับที่คุ้นเคยดังขึ้น พร้อมกับร่างของจางอวิ๋นที่
ถอดเสื้อคลุมล่องหนออก ปรากฏขึ้นกลางห้องอย่างเงียบเชียบ
อึก!
เมื่อเห็นเขากลับมาแบบครบสามสิบสอง ไร้รอยขีดข่วน
ผู้อาวุโสหกเกาะเชียนไห่และคนอื่นๆ ถึงกับลอบกลืนน้ำลาย
ลงคออย่างยากลำบาก
ถ้าไม่ได้เห็นกับตาตัวเอง ให้ตายก็ไม่เชื่อว่าระดับจินตาน
คนหนึ่ง จะสามารถล้วงคองูเห่าระดับแปลงเทพ แล้วหนีรอด
จากการไล่ล่ามาได้แบบชิวๆ!
ปีศาจชัดๆ!
จางอวิ๋นปรายตามองความโกลาหลในภาพฉายแวบหนึ่ง
แล้วก็เลิกสนใจ เขาทิ้งตัวนั่งขัดสมาธิลงทันที ในมือยังกำกิ่งไม้
แห้งไว้แน่น
“ได้มาครบแล้ว…”
เขาเริ่มทำการรวบรวม ‘สื่อนำพลังเหี่ยวเฉา’ ทั้งเก้าส่วน
ที่ดูดซับมา เข้าสู่ภายในร่างกาย
เริ่มขั้นตอนสำคัญ… การกลั่นทารกทองคำเทาทั้งสาม!
สื่อนำพลังเหี่ยวเฉาทั้งเก้าสาย เปรียบเสมือนเชือกสีเทา
เก้าเส้น แบ่งออกเป็นสามกลุ่ม พุ่งเข้าไปพันธนาการทารก
ทองคำเทาทั้งสามตนในจุดตันเถียน
“แง้! แง้!” “แง้! แง้!”
ทารกทองคำเทาทั้งสามกรีดร้องลั่นในร่างกายของเขา
(เสียงหวีดหวิวทางจิตวิญญาณ) แสดงอาการขัดขืนอย่าง
บ้าคลั่ง ไม่อยากถูกกลั่นสลาย
แต่ด้วยเชือกสีเทาแห่งกฎเกณฑ์เหล่านี้ ผสานกับ
แรงกดดันอันมหาศาลของจางอวิ๋น ไม่นานทารกทองคำเทา
ทั้งสามก็ไม่อาจต้านทาน ร่างค่อยๆ หลอมละลายกลายเป็น
‘พลังเซียนเหี่ยวเฉา’ สามเส้นบริสุทธิ์ ก่อนจะรวมตัวกันเป็น
กลุ่มก้อนพลังงานสีเทาทองขนาดจิ๋ว ไหลลงสู่จุดตันเถียน
อย่างสงบ
พลังงานทั้งสามสายอยู่ร่วมกันในตันเถียน ทำให้เขารู้สึก
ท้องน้อยป่องๆ พองๆ ขึ้นมาทันที เหมือนกินอิ่มเกินไป
แต่ความรู้สึกนั้นคงอยู่เพียงไม่กี่วินาที ก็ถูกอำนาจแห่ง
กายากดข่มลงจนราบคาบ
“เคล็ดวิชากายาสูงสุด…”
จางอวิ๋นยิ้มมุมปากด้วยความพึงพอใจ
ยิ่งฝึกฝน เขาก็ยิ่งตระหนักถึงความน่ากลัวของเคล็ดวิชา
นี้ แม้การทะลวงด่านแต่ละขั้นจะยากลำบากกว่าคนทั่วไป
หลายเท่าทวีคูณ แต่ผลตอบแทนที่ได้มานั้นคุ้มค่ามหาศาล
นอกจากพลังต่อสู้ที่เหนือล้ำกว่าระดับเดียวกันแบบข้าม
รุ่นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งคือความสามารถในการควบคุมพลังงาน
ไม่ว่าจะเป็นปราณคืนกำไร พลังอู หรือพลังเซียน
เหี่ยวเฉาในตอนนี้… หากเป็นคนทั่วไป การจะควบคุมพลังใด
พลังหนึ่งในนี้ล้วนยากเย็นแสนเข็ญ
แต่ในมือของเขา มันกลับเชื่องเหมือนลูกไก่ในกำมือ
จะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด ควบคุมได้อย่างใจนึก!
วิ้งๆ!!
ในตอนนั้นเอง กิ่งไม้แห้งในมือก็ส่องแสงสว่างวาบขึ้น
พร้อมข้อมูลชุดใหม่ที่หลั่งไหลเข้ามา
【แจ้งเตือน: เข้าสู่บททดสอบสุดท้าย ด่านที่สาม ——
บำเพ็ญเพียรพลังเซียนเหี่ยวเฉา!】
【เป้าหมาย: ภายในระยะเวลาหนึ่งปี ต้องบำเพ็ญเพียร
จนได้พลังเซียนเหี่ยวเฉาหนึ่งปอย (สิบเส้น)!】
【วิธีการบำเพ็ญเพียร:】
【1. ฝึกฝนด้วยตนเองตามเคล็ดวิชาพลังเหี่ยวเฉาเพื่อ
รวบรวมทีละนิด】
【2. จัดตั้งบททดสอบประลองพลังเหี่ยวเฉาแก่ผู้ที่
เข้ามา อาศัยการบำเพ็ญเพียรของผู้เข้าทดสอบเพื่อควบแน่น
ต้นไม้เหี่ยวเฉา แล้วดูดซับเพื่อรับพลังเซียนเหี่ยวเฉาโดยตรง
】
【รางวัลพิเศษ: ได้รับสิทธิ์ในการควบคุมห้องโถงใน
ตำหนักเซียนอย่างสมบูรณ์!】
ดวงตาของจางอวิ๋นเปล่งประกายวาวโรจน์
“วิธีที่สอง… น่าสนใจนี่!”