ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 198 ศักยภาพของเจ้านั้นยอดเยี่ยมยิ่ง
- Home
- ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า
- บทที่ 198 ศักยภาพของเจ้านั้นยอดเยี่ยมยิ่ง
ตู้ม!
จู่ๆ คลื่นพลังเหี่ยวเฉามหาศาลราวกับเขื่อนแตกก็ทะลัก
เข้ามาในร่าง ทำเอาจางอวิ๋นที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ถึงกับชะงักกึก
ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ
พลังงานบริสุทธิ์สายนี้… ‘พลังคืนกำไร’ งั้นรึ?
“ตายจริง… ลืมเรื่องนี้ไปซะสนิทเลย!”
จางอวิ๋นยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่
ตราบใดที่ลูกศิษย์บำเพ็ญเพียรพลังชนิดเดียวกับที่เขา
ฝึก ระบบก็จะมอบพลังคืนกำไรกลับมาให้เขาแบบทวีคูณ
ก่อนหน้านี้ตอนที่อู๋เสี่ยวพั่งฝึกพลังเหี่ยวเฉาสำเร็จ เขา
ยังไม่ได้ทำการกลั่นและผสานพลังเซียนเหี่ยวเฉาเข้าสู่ร่างกาย
อย่างสมบูรณ์ ระบบจึงยังไม่ทำงาน
แต่บัดนี้ พลังเซียนเหี่ยวเฉาสามเส้นได้ถูกกลั่นและ
ผสานเข้าสู่จุดตันเถียน กลายเป็นส่วนหนึ่งของรากฐานพลังใน
กายเขาเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้นเมื่ออู๋เสี่ยวพั่งเลื่อนระดับ… เขาจึงได้รับส่วนแบ่ง
ผลกำไรก้อนโตมาโดยอัตโนมัติ!
ไม่รอช้า จางอวิ๋นรีบปรับลมหายใจเข้าสู่สมาธิ เริ่มทำ
การผสานพลังเหี่ยวเฉาที่ทะลักเข้ามานี้ทันที
สัมผัสได้ชัดเจนว่าพลังเหี่ยวเฉาที่ได้รับคืนกลับมานี้
มีจำนวนมากกว่าหนึ่งหมื่นเส้น ซึ่งหมายความว่ามันเพียง
พอที่จะควบแน่นเป็น ‘พลังเซียนเหี่ยวเฉา’ ได้อีกหนึ่งเส้นเต็มๆ
!
และก็เป็นไปตามคาด
“แง้! แง้!”
เสียงร้องไห้ของทารกดังหวีดหวิวขึ้นในจิตวิญญาณ
ทารกทองคำเทาตนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นภายในร่าง
จางอวิ๋นรีบโคจรพลังเซียนเหี่ยวเฉาเดิมที่มีอยู่ใน
ตันเถียน พุ่งเข้าไปบดขยี้และกลั่นทารกทองคำเทานั้นอย่าง
รวดเร็ว ก่อนจะหลอมรวมแก่นแท้ของมันเข้าสู่ตันเถียนทันที
วิ้ง!
ก้อนพลังเซียนเหี่ยวเฉาในตันเถียนขยายขนาดขึ้นมาอีก
หนึ่งวง แผ่กลิ่นอายทรงพลังยิ่งกว่าเดิม
ในขณะเดียวกัน พลังเหี่ยวเฉาเศษเหลือที่ได้รับคืนมายัง
พอมีอยู่บ้าง แต่ไม่พอที่จะสร้างพลังเซียนเส้นใหม่ เขาจึงทำได้
เพียงเก็บกักมันไว้ที่มุมหนึ่งของตันเถียนเพื่อรอคราวหน้า
เมื่อลืมตาขึ้นหันไปมองอู๋เสี่ยวพั่ง ก็เห็นว่ารอบกายของ
ศิษย์รักแผ่กลิ่นอายแห่งความเหี่ยวเฉาออกมาอย่างเข้มข้น
รุนแรงกว่าเมื่อครู่หลายเท่าตัว
เจ้าอ้วนลืมตาขึ้น มองมาที่เขาด้วยแววตาเป็นประกาย
ดีใจ
“ท่านอาจารย์! ข้ารู้สึกว่าตอนนี้ข้าสามารถควบคุมพลัง
เหี่ยวเฉาได้ดั่งใจนึกแล้วขอรับ!”
พูดจบ บนฝ่ามืออวบอูมของเขาก็มีเส้นสายพลัง
เหี่ยวเฉาสีเทาหม่นปรากฏขึ้นมาพันรอบราวงูเลื้อย
แตกต่างจากก่อนหน้านี้ พลังเหี่ยวเฉาในตอนนี้แฝง
ไปด้วยกลิ่นอายแห่งการ ‘เสื่อมสลาย’ และ ‘กัดกร่อน’ อัน
หนักหน่วง เพียงแค่อยู่ใกล้ๆ ก็ทำให้บรรยากาศรอบข้าง
บิดเบี้ยวชวนอึดอัด
จางอวิ๋นพยักหน้า ก่อนจะหันขวับไปมอง ‘หนูทดลอง’
กิตติมศักดิ์ที่นั่งหน้าซีดอยู่ข้างๆ
“เจ้า… ยื่นแขนออกมา แล้วปลดการป้องกันพลังทั้งหมด
ออกซะ!”
ผู้อาวุโสหกเกาะเชียนไห่สะดุ้งเฮือก ทำหน้างงงวยระคน
หวาดระแวง แต่เมื่อสบสายตากดดันของจางอวิ๋น ก็จำต้อง
กัดฟันยื่นแขนออกไปอย่างเสียไม่ได้
จางอวิ๋นหันไปสั่งศิษย์รัก “เสี่ยวพั่ง ลองวิชาหน่อย ซัด
ใส่แขนมันเลย!”
อู๋เสี่ยวพั่งพยักหน้าหน้าตาเฉย ง้างฝ่ามือที่อัดแน่นด้วย
พลังเหี่ยวเฉา เตรียมฟาดใส่ท่อนแขนของผู้อาวุโสหกเกาะเชีย
นไห่เต็มแรง
ผู้อาวุโสหกเกาะเชียนไห่เห็นท่าไม่ดี สัญชาตญาณร้อง
เตือนถึงอันตราย คิดจะชักแขนหลบหนี
“ถ้าเจ้ากล้าชักแขนหนี… หัวใจเจ้าได้ระเบิดตูมตามแน่
!”
น้ำเสียงเรียบเฉยแต่เย็นยะเยือกของจางอวิ๋น
เปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น ตรึงร่างของเขาให้แข็งทื่อ
ราวกับหินผา
เพียะ!
ฝ่ามือพลังเหี่ยวเฉาของอู๋เสี่ยวพั่งประทับลงบนท่อนแขน
เปลือยเปล่านั้นเต็มรัก
ฉี่… ฉี่…
เสียงเหมือนเนื้อสดถูกราดด้วยกรดกำมะถันดังขึ้น ควัน
สีเทาลอยฟุ้ง
“อ๊ากกกกก!!”
ผู้อาวุโสหกเกาะเชียนไห่กรีดร้องลั่นด้วยความ
เจ็บปวดรวดร้าว ท่อนแขนส่วนที่โดนสัมผัสนั้นเหี่ยวแห้งลง
อย่างรวดเร็ว ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ เนื้อหนังยุบตัวลงติด
กระดูก ราวกับกิ่งไม้ที่ตายซากมานับร้อยปี!
จางอวิ๋นมองดูผลงานแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “เอาล่ะ โคจร
พลังป้องกันขับไล่มันออกไป!”
ผู้อาวุโสหกเกาะเชียนไห่รีบระเบิดพลังวิญญาณระดับ
หยวนอิงออกมาต้านทานสุดชีวิต หน้าผากเต็มไปด้วยเม็ด
เหงื่อ
แต่ทว่าพลังเหี่ยวเฉานั้นทรงอานุภาพและป่าเถื่อนยิ่งนัก
มันกัดกินแนบแน่นราวกับปรสิต แม้แต่พลังระดับหยวนอิงก็ยัง
ไม่อาจขจัดออกได้ง่ายๆ
ต้องระเบิดพลังออกมาถึงสองระลอกใหญ่ กว่าจะขับไล่
พลังเหี่ยวเฉาออกไปได้หมด แต่ท่อนแขนบริเวณนั้นก็ยังคงทิ้ง
รอยแผลเป็นที่แห้งเหี่ยวอัปลักษณ์เอาไว้ ซึ่งดูท่าคงยากจะ
ฟื้นฟูให้หายดีได้ในเร็ววัน
“ผลลัพธ์ใช้ได้!”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วอย่างพึงพอใจ “ทีนี้ลองทดสอบกับ
สภาวะที่ศัตรูโคจรพลังป้องกันตามปกติบ้าง!”
เขาหันไปสั่งผู้อาวุโสหกเกาะเชียนไห่ที่กำลังน้ำตาซึม
“ยื่นแขนมาอีกข้าง! คราวนี้อนุญาตให้เจ้าโคจรพลังป้องกันรอ
ไว้ได้เลย!”
“ห๊ะ? ยะ… ยังจะเอาอีกเหรอขอรับ!?”
ผู้อาวุโสหกเกาะเชียนไห่อ้าปากค้าง ร่างกายสั่นเทิ้มด้วย
ความสยอง
แต่พอสบกับสายตาอำมหิตของจางอวิ๋น เขาก็ได้แต่ทำ
หน้าเหมือนคนถูกบังคับให้กลืนยาพิษ ยื่นแขนอีกข้างออก
ไปอย่างจำยอม
อู๋เสี่ยวพั่งเริ่มมหกรรมการทดลองต่ออย่างสนุกสนาน
ทั้งแบบที่ศัตรูโคจรพลังระดับหยวนอิงตามปกติ… แบบ
ที่พลังปั่นป่วน… และแบบที่ตั้งใจกางม่านพลังป้องกันชนิดทุ่ม
สุดตัว…
จางอวิ๋นสั่งให้ทดสอบทุกสมมติฐานจนครบถ้วน
กระบวนความ
ผลปรากฏว่าเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง ตราบใดที่ผู้อาวุโส
หกเกาะเชียนไห่ไม่ได้ทุ่มพลังทั้งหมดเพื่อกางม่านป้องกันแบบ
ปิดตาย พลังเหี่ยวเฉาของอู๋เสี่ยวพั่งก็สามารถเจาะทะลวง
เข้าไปสร้างความเสียหายให้ได้เสมอ!
“เยี่ยม! ถือว่าผ่าน!”
จางอวิ๋นพยักหน้า
อู๋เสี่ยวพั่งยิ้มเผล่ ภูมิใจในผลงาน
ส่วนผู้อาวุโสหกเกาะเชียนไห่นั้น… ลงไปนั่งกองกับพื้น
ด้วยสภาพสะบักสะบอม หน้าซีดเผือดไร้สีเลือด มองดูสอง
ศิษย์อาจารย์คู่นี้ด้วยสายตาตัดพ้อรุนแรง
ไอ้พวกปีศาจ!
ศิษย์อาจารย์คู่นี้มันไม่ใช่คน! มันคือมารร้ายชัดๆ!
“เอาล่ะ หมดประโยชน์แล้ว เจ้ากลับไปได้!”
จางอวิ๋นโบกมือไล่เหมือนไล่แมลงวัน ส่งตัวผู้อาวุโสหก
เกาะเชียนไห่ที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองกลับไปยังห้องขังเดิม
จากนั้นเขาก็ทยอยเรียกตัว ‘กระสอบทราย’ ระดับหยวน
อิงอีกเจ็ดคนที่เหลือมาทีละคน
ให้พวกมันผลัดกันเข้ามาเป็นคู่ซ้อมแข่งฝึกพลังเหี่ยวเฉา
กับอู๋เสี่ยวพั่ง
แต่รอบนี้ เขาไม่ได้สั่งให้พวกระดับหยวนอิงแกล้งฝึกช้าๆ
แล้ว แต่สั่งให้พวกมันใส่เต็มที่ งัดทุกกระบวนท่าออกมาแข่ง
กับอู๋เสี่ยวพั่งไปเลย!
ผลการทดสอบทำให้จางอวิ๋นวางใจได้สนิท
ความเร็วในการฝึกฝนพลังเหี่ยวเฉาของอู๋เสี่ยวพั่งนั้น…
ทิ้งห่างคนอื่นแบบไม่เห็นฝุ่น!
แถมยิ่งฝึกก็ยิ่งชำนาญ จากเดิมที่ต้องใช้เวลาสองนาที
ตอนนี้เพียงแค่นาทีเดียวก็สามารถควบแน่นพลังเหี่ยวเฉาได้
แล้ว
จบการแข่งขันมาราธอนรอบนี้ อู๋เสี่ยวพั่งชนะรวดแปด
ตาติด! (Win Streak x8)
ตั้งแต่ชนะตาที่สองเป็นต้นมา ตราประทับแห่งพรบนกิ่ง
ไม้แห้งในมือจางอวิ๋นก็เพิ่มขึ้นทีละสองแต้ม
ตอนนี้เขาสะสมได้ 15 แต้มแล้ว!
ในขณะเดียวกัน อู๋เสี่ยวพั่งก็ได้รับเมล็ดพันธุ์ไม้เหี่ยวเฉา
มาอีก 15 เม็ด แต่หลังจากดูดซับไปจนเกลี้ยงก็ยังไม่สามารถ
ทะลวงระดับได้อีก ซึ่งทำให้จางอวิ๋นผิดหวังเล็กน้อย
แต่ในความผิดหวังก็มีความคาดหวังอันยิ่งใหญ่แฝงอยู่
ยิ่งทะลวงระดับยาก... ก็หมายความว่าฐานพลังนั้นลึกซึ้ง
และเมื่ออู๋เสี่ยวพั่งทะลวงได้ พลังที่เขาจะได้รับคืนกลับมาก็
น่าจะยิ่งมหาศาลตามไปด้วยเป็นเงาตามตัว
รอบที่แล้วแค่อู๋เสี่ยวพั่งทะลวงขั้นเดียว พลังที่ได้คืนมาก็
ทำให้เขาสร้างพลังเซียนเหี่ยวเฉาได้หนึ่งเส้นแถมยังมีทอน
ถ้ารอบหน้ามาอีกตูมใหญ่… เผลอๆ เขาอาจจะไม่ต้อง
รอปลดผนึกต้นไม้เหี่ยวเฉาพันปี ก็อาจจะสร้างพลังเซียน
เหี่ยวเฉาได้ครบเก้าเส้นที่เหลือจนจบภารกิจเลยก็ได้!
“ได้เวลาปล่อย ‘เหยื่อ’ ตัวจริงเข้ามาแล้ว!”
จางอวิ๋นสูดหายใจลึก สั่งให้อู๋เสี่ยวพั่งรออยู่ที่เดิม ส่วน
ตัวเองเทเลพอร์ตกลับมาที่ห้องควบคุม
สายตาจับจ้องไปที่ภาพฉายของห้องโถงชั้นใน
บรรยากาศในห้องโถงตอนนี้ แม้จะไม่มีความโกลาหล
เหมือนก่อนหน้า แต่ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนต่างมีสีหน้า
หวาดระแวง ตึงเครียดราวกับสายพิณที่ถูกขึงจนตึงเปรี๊ยะ
การปรากฏตัวแล้วหายไปของเขาเมื่อครู่ สร้าง
เมฆหมอกแห่งความไม่ไว้วางใจปกคลุมไปทั่วห้องโถง
มีคนซ่อนตัวลอบขโมยพลัง… แถม อวี้ชาง ที่โดนขโมย
พลังไปก็ไม่ถูกส่งตัวออก... ส่วน ‘ท่านเซียน’ ก็เงียบหายไป
ไม่ยอมมาชี้แจง…
เรื่องราวทั้งหมดนี้ ในสายตาของเหล่าจิ้งจอกเฒ่าใน
ห้องโถง ล้วนเต็มไปด้วยปริศนาและความไม่ชอบมาพากล
ผู้บำเพ็ญเพียรบางส่วนถึงกับถอดใจเลิกฝึก แล้วเริ่มเดิน
สำรวจไปรอบๆ ห้องโถงเพื่อหาทางออกอื่นแทน
วิ้งๆ!!
ในตอนนั้นเอง คลื่นพลังเหี่ยวเฉาก็ปะทุขึ้นท่ามกลาง
ฝูงชนอีกครั้ง
เป็น บรรพชนสำนักเทียนหลิว!
จางอวิ๋นเลิกคิ้ว
ผู้คนในห้องโถงต่างหันขวับไปมองบรรพชนสำนักเทียน
หลิวเป็นตาเดียว โดยเฉพาะอวี้ชาง
การที่พลังที่อุตส่าห์ฝึกมาถูกขโมยไปทำให้เขาอารมณ์
บูดบึ้ง ตอนนี้พอเห็นคนอื่นฝึกสำเร็จ เขาจึงรีบระเบิดสัมผัส
วิญญาณตรวจสอบรอบตัวบรรพชนเทียนหลิวอย่างละเอียด
ถี่ยิบ
หากไอ้เวรที่ล่องหนมาขโมยพลังของเขากล้าโผล่หัวมาอี
ก... คราวนี้พ่อจะจับฉีกอกให้ดู!
แต่ทว่า… จนกระทั่งบรรพชนเทียนหลิวควบแน่นพลัง
เหี่ยวเฉาครบสิบรอบและฝึกสำเร็จ รอบข้างก็ยังคงเงียบสงบ
ไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวใดๆ ของมือที่สาม
มีเพียงเสียงทรงอำนาจของ ‘ท่านเซียน’ เท่านั้นที่ดังก้อง
ขึ้น:
【ขอแสดงความยินดีกับผู้เข้าทดสอบที่ฝึกฝนพลัง
เหี่ยวเฉาสำเร็จ!】
【เจ้าจะได้ผ่านเข้าสู่สนามทดสอบด่านถัดไป!】
แสงแห่งการส่งตัวสาดส่องลงมาร่างของบรรพชนเทียน
หลิว
เมื่อเห็นบรรพชนเทียนหลิวถูกส่งตัวไปต่อหน้าต่อตาโดย
ไม่มีใครมาขัดขวาง
“ทะ… ท่านผู้อาวุโส…”
อวี้ชางนั่งไม่ติดแล้ว ความน้อยเนื้อต่ำใจปะทุขึ้น
เขากำลังจะเอ่ยปากท้วงถามความยุติธรรม
แต่จางอวิ๋นผู้รู้ทันเกมก็ชิงพูดแทรกขึ้นมาก่อนด้วยน้ำ
เสียงที่เต็มไปด้วยความผิดหวังระคนเมตตา:
“อวี้ชาง… สถานการณ์ของเจ้า ข้าล้วนเห็นอยู่ในสายตา
…”
“เหตุผลที่ข้าไม่ส่งเจ้าออกไปทั้งที่เจ้าล้มเหลว… ก็เพราะ
ข้าเล็งเห็นว่า ศักยภาพของเจ้านั้นยอดเยี่ยมยิ่ง หาได้ยากใน
รอบร้อยปี”
“แต่ตั้งแต่เมื่อครู่ เจ้ากลับเอาแต่หวาดระแวงฟุ้งซ่าน
ไม่รู้จักตั้งใจฝึกฝนพลังเหี่ยวเฉาต่อ จิตใจวอกแวกเช่นนี้…
ทำให้ข้าผิดหวังมาก!”
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดกลางใจ
อวี้ชางได้ยินดังนั้นร่างก็สั่นสะท้าน ความน้อยใจหายวับ
ไป แทนที่ด้วยความตื่นเต้นและความรู้สึกผิด
“ขะ… ขอผู้อาวุโสโปรดเมตตา! ให้โอกาสผู้น้อยแก้ตัวอีก
สักครั้งเถิดขอรับ!!”
เขารีบละล่ำละลักกล่าวกราบกราน
จางอวิ๋นเงียบไปครู่หนึ่ง สร้างบรรยากาศกดดัน ก่อน
จะตอบรับสั้นๆ ราวกับการอนุญาตโดยดุษณี
“……”
อวี้ชางไม่รอช้า รีบทิ้งตัวลงนั่งบนเบาะ เพ่งสมาธิไปที่
ศิลาจารึกเพื่อเริ่มฝึกฝนพลังเหี่ยวเฉาใหม่อีกครั้งทันทีราวกับ
คนบ้า
ในขณะที่ฝึก หัวใจของเขากลับเต้นรัวด้วยความลิงโลด
ศักยภาพของข้ายอดเยี่ยมยิ่ง!
นี่หมายความว่ายังไง? หมายความว่าในสายตาของ
‘ท่านเซียน’ ผู้นี้ เขามีคุณสมบัติที่จะสืบทอดมรดกน่ะสิ!
มิน่าล่ะ… ถึงไม่คัดเขาออก! นี่คือการทดสอบจิตใจนี่เอง!
ข้ามันใจร้อนเกินไปจริงๆ ดันไปเสียสมาธิกับไอ้หนู
สกปรกที่ล่องหนนั่น น่าจะตั้งใจฝึกต่อตั้งนานแล้ว!
คนอื่นๆ ในเหตุการณ์เห็นแบบนั้น ต่างก็มองอวี้ชางด้วย
สายตาอิจฉาตาร้อนผ่าว
การได้รับคำชมจากปาก ‘ท่านเซียน’ ว่ามีศักยภาพ
ยอดเยี่ยม… มันเท่ากับเป็นการบอกใบ้กลายๆ ว่าอวี้ชางคือ
ตัวเต็งที่จะคว้ามรดกเซียน!
คำชมนี้มีค่ามหาศาลยิ่งกว่าทองคำ!
แต่ซูเตี๋ย, เจ้าสำนักหลิงเซียน และคนหัวไวอีกไม่กี่คน
กลับรู้สึกทะแม่งๆ
อวี้ชางมีศักยภาพยอดเยี่ยมงั้นเหรอ?
ถ้าวัดจากความเร็วในการฝึก อวี้ชางชัดเจนว่าช้ากว่า
ผู้อาวุโสหกเกาะเชียนไห่ และคนที่เข้ามาทีหลังคนนั้นแบบ
คนละเรื่อง
หรือว่า… ศักยภาพในการฝึกพลังเหี่ยวเฉา ไม่ได้ดูกันที่
ความเร็วอย่างเดียว?
ซูเตี๋ยและคนอื่นๆ เริ่มคาดเดาไปต่างๆ นานา และรู้สึก
ว่ามีความเป็นไปได้สูง
ในฐานะระดับแปลงเทพ ความรู้ของพวกเขากว้างขวาง
กว่าคนทั่วไป วิชายุทธ์ระดับสูงบางประเภท ไม่ใช่ว่ายิ่งเร็วยิ่งดี
เสมอไป
พลังเหี่ยวเฉานี้ก็ดูจะเข้าข่าย เพราะมันแฝงไว้ด้วย
กลิ่นอายแห่งการกัดกินชีวิต หากเร่งรีบฝึกฝน อาจส่งผลร้าย
ตีกลับเข้าหาตัวจนธาตุไฟเข้าแทรก
เป็นไปได้ว่าผู้อาวุโสหกเกาะเชียนไห่และคนอื่นๆ ที่ฝึก
เร็วกว่า อาจจะเป็นเพราะร่างกายไม่เหมาะสมที่จะรองรับพลัง
เหี่ยวเฉา เลยทำให้ล้มเหลวและถูกคัดออก... ไม่ใช่ถูกใคร
ขโมยพลังไปอย่างที่เข้าใจ…
พอมโนได้เป็นตุเป็นตะแบบนี้ ซูเตี๋ยและคนอื่นๆ ก็
มีกำลังใจฮึกเหิมขึ้นมาทันที
ยังไม่สาย!
ต่างคนต่างรีบกลับไปเพ่งมองศิลาจารึกเพื่อฝึกฝนต่อ
อย่างบ้าคลั่ง
มรดกเซียน… พวกเขายังมีหวัง!
ในห้องควบคุม
จางอวิ๋นเห็นเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรกลับมาตั้งใจฝึกกัน
อีกครั้งเหมือนเด็กดี ก็ลอบถอนหายใจโล่งอกแล้วปาดเหงื่อ
ส่วนอวี๋สุ่ยเอ๋อร์, ผู้อาวุโสหกเกาะเชียนไห่ และคนอื่นๆ
ข้างกาย ต่างพากันอ้าปากค้าง ตาถลนแทบหลุดจากเบ้า
แบบนี้ก็ได้เหรอวะ?
แค่พูดมั่วๆ ประโยคเดียว… ก็หลอกพวกยอดฝีมือระดับ
แปลงเทพจนหัวปักหัวปำได้ขนาดนี้เชียว?
เมื่อมองดูอวี้ชางและเหล่าระดับแปลงเทพที่ทำหน้าตา
จริงจังขึงขัง ผู้อาวุโสหกเกาะเชียนไห่และคนอื่นๆ รู้สึก
เป็นครั้งแรกว่า…
พวกระดับแปลงเทพนี่มันหลอกง่ายชะมัด!
จริงๆ แล้วไม่ได้แปลว่าอวี้ชางและคนอื่นๆ โง่เขลา แต่
เป็นเพราะสิ่งล่อใจอย่าง ‘มรดกเซียน’ มันหอมหวานเกินไปจน
บังตาต่างหาก!
จางอวิ๋นส่ายหน้าเบาๆ
ถ้าเลือกได้เขาก็ไม่อยากจะใช้วิธีต้มตุ๋นแบบ
สิบแปดมงกุฎนี้หรอก
แต่ประเด็นคือตอนนี้รอบนอกตำหนักเซียนถูกปิดผนึก
หมดแล้ว ถ้าเขาจะส่งตัวอวี้ชาง ก็ทำได้แค่ส่งไปมาภายใน
ตำหนักเซียนเท่านั้น ซึ่งมันไม่มีประโยชน์อะไร
ครั้นจะให้ไปจับตัวมาเหมือนพวกผู้อาวุโสหกเกาะเชียน
ไห่… จางอวิ๋นก็ไม่อยากเสี่ยง
ระดับแปลงเทพไม่เหมือนระดับหยวนอิง เขา
ไม่มีความมั่นใจว่าจะจัดการได้อยู่หมัดแบบเงียบๆ
ถ้าเกิดการต่อสู้ขึ้นในตำหนักเซียน จนไปแหวกหญ้าให้
งูตื่น กระตุ้นให้ระดับแปลงเทพคนอื่นๆ รุมกินโต๊ะ… เรื่องมัน
จะยิ่งบานปลายไปกันใหญ่!
ตอนนี้ต้องรีบคว้ามรดกเซียนเหี่ยวเฉามาให้ได้ก่อน เป็น
เรื่องด่วนที่สุด!
เขามองไปที่ภาพฉายของมหาวิหาร
บรรพชนเทียนหลิวที่ถูกส่งตัวไปเมื่อครู่ ตอนนี้ไปโผล่ยืน
งงอยู่ที่นั่นแล้ว
จางอวิ๋นจึงส่งเสียงประกาศก้องในมหาวิหาร ปรับโทน
เสียงให้ดูขลังที่สุด:
【ขณะนี้มีผู้เข้าทดสอบผ่านเข้ามาถึงด่านนี้แล้วสองคน
】
【ผู้เข้าทดสอบคนที่สอง จงไปนั่งลงที่เบาะข้างผู้เข้า
ทดสอบคนแรก!】
【บททดสอบของด่านนี้คือ… การประลองฝึกฝนพลัง
เหี่ยวเฉา!】
“ประลองฝึกฝนพลังเหี่ยวเฉา?”
บรรพชนเทียนหลิวขมวดคิ้ว เอ่ยถามด้วยเสียงแหบแห้ง:
“ท่านผู้อาวุโส บททดสอบนี้ คือให้ข้าประลองกับคนผู้นี้หรือ?”
“ถูกต้อง”
จางอวิ๋นตอบเรียบๆ “นั่งลงบนเบาะหน้าต้นไม้แล้วเริ่ม
ฝึกฝน ใครที่ฝึกจนควบแน่นพลังเหี่ยวเฉาได้ครบ 10 เส้นก่อน
จะเป็นผู้ชนะ และได้สิทธิ์เข้าสู่บททดสอบสุดท้าย!”
บรรพชนเทียนหลิวได้ยินดังนั้นดวงตาก็ลุกวาว หันขวับ
ไปมองอู๋เสี่ยวพั่ง
แค่ชนะเจ้าอ้วนหน้าจืดนี่… ก็จะได้เข้าสู่บททดสอบ
สุดท้าย!
หัวใจของเขาเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น
ชนะคนตรงหน้า หมายความว่ามรดกเซียนอยู่ห่างแค่
เอื้อมมือ!
“สวัสดี…”
เห็นบรรพชนเทียนหลิวนั่งลง อู๋เสี่ยวพั่งก็ยิ้มแย้มเตรียม
จะทักทายตามประสาคนอัธยาศัยดี
แต่บรรพชนเทียนหลิวพอนั่งลงปุ๊บ ก็หลับตาเดิน
ลมปราณฝึกฝนทันที ไม่สนโลก เมินเฉยต่อคำทักทายอย่าง
สิ้นเชิง
อู๋เสี่ยวพั่งหน้ากระตุกยิกๆ รอยยิ้มค้างเก้อ แต่ก็สูด
หายใจลึก
ท่านอาจารย์สอนไว้… ต้องเป็นคนใจกว้าง!
“เจ้าอ้วน มัวเหม่ออะไรอยู่ รีบเริ่มได้แล้ว!”
เสียงดุของจางอวิ๋นดังขึ้นข้างหู
อู๋เสี่ยวพั่งสะดุ้งโหยง รีบโคจรเคล็ดวิชาพลังเหี่ยวเฉา
ทันที
วิ้ง!
หนึ่งเส้น, สองเส้น, สามเส้น…
เพียงไม่กี่นาที ตรงหน้าอู๋เสี่ยวพั่งก็มีพลังเหี่ยวเฉา
ควบแน่นออกมาหลายเส้นแล้ว
บรรพชนเทียนหลิวที่แบ่งสมาธิส่วนหนึ่งมาจับตาดูคู่แข่ง
ถึงกับลืมตาโพลงด้วยความช็อกตาตั้ง
เฮ้ย! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?
ทำไมไอ้หมอนี่ถึงฝึกพลังเหี่ยวเฉาได้เร็วปานสายฟ้าแลบ
ขนาดนี้?
เขากัดฟันกรอด เร่งความเร็วในการฝึกอย่างบ้าคลั่ง
เหงื่อเม็ดโป้งผุดพราย
แต่ทว่า… กว่าเขาจะรากเลือดควบแน่นพลังเหี่ยวเฉา
ออกมาได้เพียงเส้นเดียว…
เบื้องหน้าอู๋เสี่ยวพั่ง… หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า… เก้าเส้น!
มันปาเข้าไปเก้าเส้นแล้ว!!
“เป็นไปไม่ได้!!”
บรรพชนเทียนหลิวตะโกนลั่น แทบไม่อยากเชื่อสายตา
อู๋เสี่ยวพั่งไม่สนใจเขา ตั้งหน้าตั้งตาควบแน่นเส้นที่สิบ
ต่อ
“เดี๋ยว! พ่อหนุ่ม… เดี๋ยวคุยกันก่อน!”
บรรพชนเทียนหลิวรีบเอ่ยปาก หน้าถอดสี
เดี๋ยวพ่อง!
อู๋เสี่ยวพั่งไม่สน
เมื่อกี้ข้าทักดีๆ ไม่ตอบ... ตอนนี้จะมาชวนคุยเรอะ?
พี่อ้วนไม่มีอารมณ์เสวนาด้วยแล้วโว้ย!
วูบ!
ไม่นาน พลังเหี่ยวเฉาเส้นที่สิบก็ปรากฏขึ้นรอบกายอู๋
เสี่ยวพั่ง สมบูรณ์แบบ!
บรรพชนเทียนหลิวนั่งนิ่งค้างเป็นหิน
นี่มันยังไม่ถึงสิบนาทีเลยมั้ง?
ไอ้หมอนี่มันตัวอะไรกันแน่ ทำไมถึงควบแน่นพลังได้ไว
ขนาดนี้!? ปีศาจกลับชาติมาเกิดหรือไง!
【ผลการประลองสิ้นสุด!】
【ผู้เข้าทดสอบคนที่สองพ่ายแพ้ จะถูกส่งตัวกลับไปยัง
ห้องโถงชั้นใน!】
【แต่เจ้ายังมีโอกาส… เมื่อเจ้าสามารถควบแน่นพลัง
เหี่ยวเฉาในห้องโถงชั้นในได้ครบ 100 เส้น จะได้รับสิทธิ์ในการ
ประลองครั้งที่สอง!】
เสียงของ “ท่านเซียน” ที่ดังขึ้นข้างหู ทำให้บรรพชนเทียน
หลิวที่กำลังสิ้นหวังกลับมามีไฟอีกครั้ง
ข้า… ข้ายังมีโอกาส!
แต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ แสงแห่งการส่งตัวก็ห่อหุ้ม
ร่างเขาหายไป
เมื่อส่งตัวอีกฝ่ายกลับไปแล้ว จางอวิ๋นก็ถอนหายใจ
ที่พูดแบบนั้น ก็แค่หลอกให้มันมีความหวังไปงั้นแหละ…
หนึ่งร้อยเส้น… ด้วยความเร็วของตาแก่นั่น อย่างน้อยก็
ต้องใช้เวลาหลายชั่วยามกว่าจะทำได้
“ท่านอาจารย์… ข้ารู้สึกเหมือนติดคอขวดแล้วขอรับ!”
อู๋เสี่ยวพั่งที่ดูดซับเมล็ดพันธุ์ไม้เหี่ยวเฉาไปอีกสองเม็ด
เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าลำบากใจ
“แต่ถ้าได้ดูดซับอีกสักสองเม็ด… ข้ามั่นใจว่าน่าจะ
ทะลวงระดับได้!”
จางอวิ๋นเลิกคิ้ว