ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 205 มารเหี่ยวเฉาระดับเหลียนซวี
“ข้าบอกตอนไหนว่าจะสังหารเจ้า?”
น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยแรงกดดันมหาศาลดัง
ขึ้นจากปากของจางอวิ๋น
ฉิงเฟิงที่กำลังตัวสั่นงันงกได้ยินดังนั้น ดวงตาก็พลัน
เป็นประกายวิบวับขึ้นมาทันที “ลูกพี่! ท่าน… ท่านจะไม่ฆ่าข้า
จริงรึ?”
“ข้าจะฆ่าเจ้าไปเพื่ออะไร?” จางอวิ๋นเลิกคิ้วถามกลับ
“ขอบคุณลูกพี่! บุญคุณช่วยชีวิตครั้งนี้ วันหน้าข้า
ฉิงเฟิงต้องตอบแทนอย่างแน่นอน!”
ฉิงเฟิงรีบโขกศีรษะให้จางอวิ๋นหนึ่งทีดัง ปึก! ก่อน
จะลุกขึ้นลนลานทำท่าจะเหาะหนีไปทันทีโดยไม่รอกล่าวลา
ทว่า…
ตูม!
ยังไม่ทันที่ร่างของเขาจะพ้นจากหลังพยัคฆ์
ลายพาดกลอน คลื่นพลังอูสีน้ำเงินเข้มก็พวยพุ่งขึ้นมาจาก
พื้นดิน ก่อตัวเป็นกำแพงหนาทึบขวางหน้าเขาเอาไว้อย่างจัง!
“ละ… ลูกพี่? ไหนท่านบอกจะไม่ฆ่าข้าไง?”
ฉิงเฟิงตัวแข็งทื่อ ค่อยๆ หันกลับมามองจางอวิ๋นด้วย
ใบหน้าซีดเผือดและรอยยิ้มที่ดูน่าเกลียดกว่าร้องไห้
“ถูกต้อง ข้าไม่ฆ่าเจ้า…” จางอวิ๋นพยักหน้าเบาๆ ดวงตา
คมกริบจ้องมองอีกฝ่ายนิ่ง “แต่ข้าอนุญาตให้เจ้าไปตั้งแต่
เมื่อไหร่?”
“เอ่อ…” ฉิงเฟิงอ้าปากพะงาบๆ พูดไม่ออก
จางอวิ๋นยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นดูเจ้าเล่ห์ลึกล้ำ “ข้างกาย
ข้ากำลังขาดคนที่มีพรสวรรค์ด้านการสำรวจ… พอดีเมื่อครู่ข้า
เห็นความสามารถของเจ้าแล้ว รู้สึกว่าเข้าท่าไม่เลว”
“เจ้าก็จงอยู่ที่นี่ เป็น ‘เครื่องตรวจจับสมบัติเดินดิน’ ให้ข้า
เสียดีๆ เถอะ!”
“คะ… เครื่องตรวจจับเดินดิน?”
มุมปากของฉิงเฟิงกระตุกยิกๆ เขาฝืนยิ้มแห้งๆ พลาง
มองจางอวิ๋นด้วยความตื่นตระหนก “ทะ… ท่านรู้เรื่อง
พรสวรรค์ของข้าได้อย่างไร?”
“เจ้าลองเดาดูสิ!” จางอวิ๋นส่งยิ้มลึกลับที่ชวนให้ขนหัวลุก
กลับไป
ฉิงเฟิง: “……” (จบกันชีวิตนายน้อยแห่งป้อมจิตปฏิพัทธ์
!)
เมื่อจัดการตัวตลกเรียบร้อย จางอวิ๋นก็เลิกสนใจเขาแล้ว
หันขวับกลับมามองเหล่าผู้บำเพ็ญมารที่นอนกองระเนระนาด
อยู่บนพื้น
แววตาของเขาเปลี่ยนจากขี้เล่นเป็นเย็นเยียบในพริบตา
“ว่ามา… พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
เหล่ามารต่างพากันปิดปากเงียบกริบ ไม่มีใครกล้า
ปริปาก
ผัวะ!
จางอวิ๋นไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลง ยกเท้ากระทืบลง
ไปที่ศีรษะของผู้บำเพ็ญมารคนหนึ่งเต็มแรง ศีรษะของมัน
ระเบิดออกราวกับแตงโมเน่า โลหิตสีแดงฉานสาดกระจาย
ไปทั่ว!
จากนั้นเขาก็หันไปส่งยิ้มอำมหิตให้คนถัดไป “เจ้าล่ะ
จะพูดไหม?”
มารผู้นั้นตัวสั่นงันงก หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ มอง
จางอวิ๋นด้วยสายตาหวาดผวาสุดขีด
“ขะ… ข้า… พวกเรา…”
มันพยายามจะขยับปากพูดด้วยความกลัวตาย
“ถ้าแกกล้าพูด แกตายแน่!”
ทันใดนั้น ผู้บำเพ็ญมารระดับหยวนอิงที่นอนหมอบอยู่
ข้างๆ ก็ตวาดลั่นด้วยน้ำเสียงดุดัน ข่มขวัญจนมารลูกกระจ๊อก
สะดุ้งเฮือก ตัวสั่นเทายิ่งกว่าเดิม
“อ๊ากกก!”
วินาทีถัดมา เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังสนั่นไปทั่ว
บริเวณ!
จางอวิ๋นกระทืบเท้าลงไปบดขยี้เข่าขวาของระดับหยวน
อิงผู้นั้นจนแหลกละเอียด เสียงกระดูกแตกหักดัง กร๊อบ ชวน
สยองขวัญ
น้ำเสียงเย็นชาดังขึ้นเหนือร่างที่ดิ้นพราด “กล้าขู่คน
ต่อหน้าข้างั้นรึ?”
“อ๊ากกก!”
พูดจบ จางอวิ๋นก็กระทืบซ้ำลงไปที่เข่าซ้ายจนแหลกเหลว
ไปอีกข้าง “ผู้ใดมอบความกล้าให้แก่เจ้า?”
ความเจ็บปวดแสนสาหัสทำให้ระดับหยวนอิงผู้นั้น
ทนไม่ไหว ตาเหลือกถลนและสลบเหมือดไปทันที
จางอวิ๋นเบิกตากว้าง ส่งคลื่นวิญญาณกระแทกเข้าไปใน
สมองของมันอย่างรุนแรง บังคับให้มันตื่นขึ้นมารับรู้ความ
ทรมานต่อ
“อ๊ากกกก...”
มันกรีดร้องอย่างน่าเวทนา ความเจ็บปวดจากการถูก
บดขยี้กระดูกเข่าทั้งสองข้างแล่นพล่านไปทั่วร่าง อยากจะสลบ
ก็สลบไม่ได้ เพราะถูกพลังวิญญาณของจางอวิ๋นตรึงสติเอาไว้
ให้ต้องทนรับรู้ความเจ็บปวดทุกอณู!
พวกมารที่เหลือเห็นภาพนั้นถึงกับหน้าซีดเผือด
ขวัญหนีดีฝ่อ
ชาวบ้านเขาล่ำลือว่าพวกเราผู้บำเพ็ญมารโหดเหี้ยมอำ
มหิต... แต่ไอ้ปีศาจตนนี้นี่มันโหดกว่าพวกเราเป็นร้อยเท่าเลย
ไม่ใช่เรอะ!
“ข้าพูด! ข้าพูดแล้ว!!”
มารที่โดนถามเมื่อครู่รีบตะโกนลั่น กลัวจะเป็นรายต่อไป
ที่ต้องเจอชะตากรรมสยอง “พวกเราคือ…”
“หุบปาก!”
แต่ยังพูดไม่ทันจบประโยค จางอวิ๋นก็ตวาดขัดขึ้น
เสียงดัง
“???”
มารผู้นั้นทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
อ้าวเฮ้ย! ก็ท่านบอกให้ข้าพูด พอข้าจะพูด ท่านก็บอกให้
หุบปาก ตกลงท่านจะเอายังไงกันแน่ฟะ!?
จางอวิ๋นสะบัดมือ หยิบกระดาษกับพู่กันออกมาโยน
ใส่หน้ามัน กล่าวเสียงเรียบ “เขียนลงไป!”
มารผู้นั้นยังคงงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก
กลับกัน ผู้บำเพ็ญมารระดับหยวนอิงที่นอนร้องโอดโอย
อยู่ พอเห็นฉากนี้ก็ถึงกับลืมเจ็บไปชั่วขณะ มันเบิกตามอง
จางอวิ๋นด้วยความตื่นตะลึง “จะ… เจ้าเป็นใครกันแน่??”
ให้ใช้วิธีเขียน… นี่แสดงว่ามันรู้อยู่แล้วว่าพวกตนถูก
ประทับ ‘ตราประทับวิญญาณมาร’ เอาไว้ หากพูดถึงข้อมูล
สำคัญออกมา ตราประทับจะทำงานสังหารพวกตนทันที
เรื่องตราประทับลับนี้ แม้แต่ใน ‘สำนักหนานเฟิงม่อ’ เอง
ก็มีแค่ระดับหยวนอิงขึ้นไป หรือหน่วยภารกิจพิเศษเท่านั้นที่
ล่วงรู้
แต่คนผู้นี้กลับรู้แจ้งเห็นจริง…
จางอวิ๋นร้านจะสนใจมัน เขาจ้องเขม็งไปที่มาร
ลูกกระจ๊อก
มารผู้นั้นไม่กล้าชักช้า รีบคว้าพู่กันขึ้นมาเขียนยุกยิก
ด้วยมือที่สั่นเทา
จางอวิ๋นรับกระดาษมาอ่าน คิ้วกระตุกเล็กน้อย
“ปลดปล่อยมารร้าย?”
เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำพูดของ ‘เซียนขู’ ที่เคยบอกว่ามี
‘มารเหี่ยวเฉา’ ถูกขังอยู่ในนั้น
พวกมารกระจอกพวกนี้… รู้เรื่องมารเหี่ยวเฉาด้วยรึ?
นึกไปถึง ‘เฟิงหยวน’ ที่มาโผล่หน้าวิหารเซียนก่อนหน้านี้
จางอวิ๋นหรี่ตาลงอย่างใช้ความคิด
เป้าหมายของพวกมันในการเข้าสู่แดนลับเซียนครั้งนี้ คือ
การมาปลดปล่อยมารเหี่ยวเฉางั้นรึ?
เจ้าลูกกระจ๊อกระดับจินตานที่เขียนข้อมูลนี้ รู้แค่ผิวเผิน
ว่าภารกิจคือมาปลดปล่อยมารที่ถูกผนึกไว้ในวิหารเซียน แต่
ไม่รู้แม้กระทั่งนามที่แท้จริงของมารตนนั้น
จางอวิ๋นเบนสายตาอำมหิตกลับไปที่ระดับหยวนอิงทันที
เห็นใบหน้าซีดเผือดของมันแสยะยิ้มเยาะเย้ยส่งมาให้
ทั้งที่สภาพปางตาย “พวกเราหนาน... อุก!”
ยังไม่ทันจะพล่ามจบ จางอวิ๋นก็ใช้พลังอูบีบคอมันจน
เสียงหายไปในลำคอ
“คิดจะฆ่าตัวตายเพื่อปกปิดความลับ? ไม่ง่ายขนาดนั้น
หรอก!”
จางอวิ๋นแค่นยิ้มเย็น โยนร่างมันไปกองบนหลังพยัคฆ์
ลายพาดกลอนอย่างไม่ไยดี
“ส่วนพวกที่เหลือ… ฆ่าทิ้งให้หมด!”
สิ้นเสียงคำสั่ง คลื่นพลังสังหารก็กวาดล้างพวกมารที่
เหลือจนสิ้นซาก
“ไปที่วิหาร!”
เขากระโดดขึ้นหลังเสือ ชี้นิ้วสั่งการไปที่ประตูวิหารเซียน
โฮกกก!
พยัคฆ์ลายพาดกลอนคำรามรับ พุ่งทะยานเข้าใส่วิหาร
เซียนด้วยความเร็วเต็มพิกัด
ระหว่างทาง จางอวิ๋นก็เริ่มกระบวนการรีดข้อมูลจาก
ระดับหยวนอิงบนหลังเสือ
ต้องยอมรับว่าไอ้หมอนี่ปากแข็งเอาเรื่อง
แต่หลังจากผ่านไปไม่กี่นาที ด้วยเทคนิคการทรมาน
ระดับปรมาจารย์ที่สืบทอดมาจากความทรงจำนักฆ่า ในที่สุด
มันก็ยอมเขียนข้อมูลลงในกระดาษด้วยมืออันสั่นเทา
น้ำหูน้ำตาไหลพราก
จางอวิ๋นรับกระดาษมาอ่าน... สีหน้าพลันเปลี่ยนไปทันที
“เร่งความเร็วเดี๋ยวนี้!” เขาสั่งเจ้าเสือเสียงเข้ม
สถานการณ์ซับซ้อนและอันตรายกว่าที่คิดไว้มาก!
‘มารเหี่ยวเฉา’ ตนนี้ แท้จริงแล้วคือมารร้ายที่สำนัก
หนานเฟิงม่อเป็นผู้เพาะเลี้ยงขึ้นมาเมื่อพันปีก่อน แล้วจู่ๆ ก็
หายสาบสูญไป จนกระทั่งเมื่อร้อยปีก่อนที่แดนลับเซียน
ปรากฏขึ้น พวกมันถึงจับสัมผัสได้ว่ามารตนนั้นถูกขังอยู่ที่นี่
แต่เพราะมารเหี่ยวเฉาถูกผนึกไว้ในวิหารเซียน และด้วย
กฎของแดนลับที่ห้ามระดับหยวนอิงขึ้นไปย่างกรายเข้ามา
ทำให้พวกมันทำอะไรไม่ได้ เพราะระดับจินตานไม่มีปัญญา
เจาะทำลายผนึกเข้าไปได้
สำนักหนานเฟิงม่อเตรียมการวางแผนมาตลอดหนึ่งร้อย
ปี…
จนในที่สุดก็หาวิธีส่งระดับหยวนอิงเข้ามาได้โดยไม่ถูก
กฎของแดนลับดีดออก!
เป้าหมายเดียวของพวกมันในครั้งนี้ คือการช่วยมาร
เหี่ยวเฉาออกมาให้จงได้!
สาเหตุที่พวกมันทุ่มเทขนาดนี้ ก็เพราะหากปลดผนึก
สำเร็จ สำนักหนานเฟิงม่อจะมีพลังอำนาจมากพอที่จะบดขยี้
ทั้งแคว้นหนานอวิ๋น และผงาดขึ้นเป็นเจ้าแห่งแดนใต้แต่
เพียงผู้เดียว
เพราะ…
มารเหี่ยวเฉาในร่างสมบูรณ์… คือตัวตนระดับ ‘เหลียน
ซวี’
“ไอ้ตาเฒ่าเซียนขูนั่น กะจะฆ่ากันให้ตายเลยรึไง!”
จางอวิ๋นส่ายหน้าอย่างหัวเสีย
ไอ้ตอนที่ทิ้งข้อความไว้ บอกว่าเป็น ‘ของขวัญ’ น้ำเสียง
ชิลๆ เหมือนให้ไปเก็บผักเก็บหญ้า ไอ้เราก็นึกว่าเป็นแค่มาร
กระจอกๆ ที่ไหนได้…
ระดับเหลียนซวี!
สูงกว่าระดับแปลงเทพไปอีกขั้นเนี่ยนะ!?
นี่มันของขวัญประสาอะไรฟะ นี่มันระเบิดเวลาชัดๆ!
ยิ่งสัมผัสได้ว่า ‘อินทรีนภาเขี้ยวพายุ’ สัตว์เลี้ยงของเขา
ยังอยู่ในวิหารเซียน เขาก็ยิ่งร้อนใจดั่งไฟสุม
“เจ้าวิ่งช้าเกินไปแล้ว กลับไปฝึกวิ่งมาใหม่ซะ ไป!”
ยิ่งคิดยิ่งรีบ เห็นพยัคฆ์ลายพาดกลอนยังวิ่งไม่ถึงประตู
วิหารสักที เขาเลยถีบส่งด้วยความหงุดหงิด
พยัคฆ์ลายพาดกลอนทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
ข้าช้าตรงไหนเนี่ย!
ระดับเดียวกันข้าวิ่งเร็วติดท็อปสิบของเผ่าแล้วนะเฮ้ย!
จางอวิ๋นไม่สนใจความน้อยใจของสัตว์เลี้ยง เขาโบกมือ
เก็บมันและฉิงเฟิงเข้าไปใน ‘หอสมบัติเซียน’ ทันที ส่วนไอ้
ระดับหยวนอิงนั่น… ฆ่าทิ้งแล้วเก็บศพเข้าแหวนมิติ
ตอนนี้มี ‘แท่นอัญเชิญ’ แล้ว ศพระดับจินตานเขาไม่แล
ตามอง แต่ศพระดับหยวนอิงขึ้นไปยังพอมีค่าให้เก็บสะสมอยู่
บ้าง
เขาพุ่งตัวเข้าไปในวิหารเซียนด้วยความเร็วสูงดุจสายฟ้า
!
วูบ!
ภาพเบื้องหน้าไหววูบ เขาถูกสุ่มส่งตัวไปโผล่ที่ทางเดิน
แห่งหนึ่งภายในวิหาร
แต่ด้วยการเชื่อมต่อทางจิตวิญญาณผ่านแท่นอัญเชิญ
เขาสัมผัสได้ถึงตำแหน่งของอินทรีนภาเขี้ยวพายุและเจียว
มังกรวารีอย่างชัดเจน
กำลังจะพุ่งตัวไปตามทิศทางนั้น…
“หือ?”
จางอวิ๋นชะงักกึก สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบางอย่าง พลาง
เพ่งสายตามองตรงไปที่สุดปลายทางเดิน
ฟุ่บ!
เห็นเพียงเงาร่างสายหนึ่ง กำลังพุ่งตรงเข้ามาหาเขาด้วย
ความเร็วสูง!