ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 204 ผนึก
ฉิงเฟิงกรีดร้องโหยหวนในใจ งัดเอาแรงเฮือกสุดท้ายที่
มีออกมาสับเท้าหนีตายชนิดที่ไม่คิดชีวิต
แต่ทว่า… ผู้บำเพ็ญมารระดับหยวนอิงที่ไล่กวด
มาด้านหลังนั้นมีความเร็วเหนือกว่าหลายขุม ระยะห่าง
ระหว่างผู้ล่ากับผู้ถูกล่าจึงค่อยๆ หดสั้นลงเรื่อยๆ ราวกับนับ
ถอยหลังสู่ความตาย
เมื่อสัมผัสได้ถึงไอสังหารที่ไล่จี้เข้ามาประชิดแผ่นหลัง
ฉิงเฟิงก็แทบจะสิ้นหวัง
หรือว่าชื่อเสียงอันเกรียงไกรของนายน้อยป้อมจิต
ปฏิพัทธ์อย่างข้า… จะต้องมาจบสิ้นลงในที่รกร้างแห่งนี้?
“โชคดี?”
เขาทอดสายตาขึ้นไปมองบนท้องฟ้าอย่างน่าสมเพช
ทันใดนั้น สัญชาตญาณอันแม่นยำก็สัมผัสได้ถึงลางบอกเหตุ
บางอย่าง… กลิ่นอายแห่ง ‘มหาศิริมงคล’ ที่จู่ๆ ก็ปรากฏวูบขึ้น
เหนือหุบเขา!
แม้จะงุนงงและสับสน แต่เขาก็กัดฟันพุ่งทะยานร่างขึ้น
สู่ท้องฟ้าตามสัญชาตญาณนั้นทันที
“หือ?”
เหล่าผู้บำเพ็ญมารที่ไล่ตามมาต่างพากันเลิกคิ้วด้วย
ความแปลกใจ
ถ้ามันเลือกวิ่งหนีไปตามทางออกหุบเขา ยังพอมีโอกาส
รอดริบหรี่ แต่ดันบินขึ้นฟ้าที่มีม่านพลังปิดกั้นอยู่แบบนั้น… นั่น
มันไม่ต่างอะไรกับการวิ่งหาที่ตายไม่ใช่รึไง?
แม้จะไม่เข้าใจความคิดของเหยื่อ แต่พวกมันก็รีบ
เร่งความเร็วไล่ตามขึ้นไปทันที
เจ้าหมอนี่เห็นตัวตนของพวกมัน แถมยังเห็นปฏิบัติการ
ลับของพวกมันในวิหารเซียนอีก
เรื่องนี้จะให้แพร่งพรายออกไปตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด
มิฉะนั้นหากยอดฝีมือระดับแปลงเทพของฝ่ายธรรมะแห่กัน
มาล้อมปราบ พวกมันคงได้ซวยกันหมดแน่!
ฉิงเฟิงพุ่งทะยานนำหน้าไปจนถึงขอบเขตม่านพลังที่
ครอบคลุมหุบเขาอยู่
ปัง!
ด้วยความเชื่อมั่นในลางบอกเหตุ ‘โชคดี’ อย่างสุดหัวใจ
เขาจึงตัดสินใจพุ่งชนม่านพลังเข้าไปเต็มแรงโดยไม่ลังเล
“อั้ก!”
ผลปรากฏว่า… ศีรษะกระแทกเข้ากับม่านพลังอย่าง
จังจนเลือดอาบหน้า เจ็บจนต้องร้องจ๊ากออกมาเสียงหลง
ไหนว่าโชคดีไงวะ? ทำไมออกไม่ได้ฟะ!?
ฉิงเฟิงกุมหัวด้วยความไม่เข้าใจและเจ็บปวด
“แย่แล้ว!”
หางตาเหลือบเห็นพวกมารร้ายไล่จี้ขึ้นมาจากด้านล่าง
สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเป็นซีดเผือด เตรียมจะขยับตัวหนีต่อ
“เหอะ!”
แต่ทว่า หัวหน้ากลุ่มผู้บำเพ็ญมารระดับหยวนอิงแค่น
เสียงเย็นยะเยือก ควบแน่นไอมารทมิฬเป็นฝ่ามือขนาดยักษ์
พุ่งเข้าคว้าจับตัวเขาจากระยะห่างสิบกว่าเมตรไว้ได้ในหมัด
เดียว
“ปล่อยนายน้อยเดี๋ยวนี้นะโว้ย!!”
ฉิงเฟิงตะโกนลั่น ระเบิดพลังปราณทั้งหมดในร่างเพื่อ
ดิ้นรนขัดขืน
ทว่าภายใต้อุ้งมือมารระดับหยวนอิง พลังอันน้อยนิด
แค่นั้นไร้ความหมายสิ้นดี
“ตายซะ!”
ผู้บำเพ็ญมารกล่าวเสียงเรียบอำมหิต ฝ่ามือมารบีบ
กระชับเข้าหากันทันทีหมายจะขยี้ร่างในมือให้แหลกคามือ
ร่างของฉิงเฟิงถูกบีบอัดจนกระดูกลั่นกรอบแกรบ
ความรู้สึกเจ็บปวดเจียนตายถาโถมเข้ามา เหมือนร่างกาย
กำลังจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ
“ม่ายยยย—!!”
เขากรีดร้องสุดเสียงด้วยความหวาดกลัว
ในหัวเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย ไหนบอกว่าโชคดี
ไง? สัญชาตญาณข้าไม่เคยพลาดนี่หว่า แล้วไหงสภาพข้าถึง
เป็นแบบนี้ได้?
ผิวหนังเริ่มปริแตกเป็นรอยเลือด ร่างกายกำลังจะ
แหลกเหลวคาฝ่ามือมารในอีกเสี้ยววินาที…
ตูม—!!
ในวินาทีเฉียดตายนั้นเอง คลื่นพลังงานสีน้ำเงินเข้มสาย
หนึ่งก็ฟาดฟันลงมาจากเหนือม่านพลังด้วยความรุนแรงปาน
ฟ้าถล่ม!
ม่านพลังที่แข็งแกร่งพังทลายลงในพริบตา พร้อมกับฝ่า
มือมารที่บีบร่างฉิงเฟิงอยู่ ก็ถูกพลังอำนาจนั้นกระแทกจน
แตกสลายกลายเป็นควันดำปลิวหายไปในอากาศ!
“หือ?”
ทุกคนในเหตุการณ์ต่างชะงักงันด้วยความตกตะลึง
โฮกกก—!!
เสียงคำรามของพยัคฆ์ที่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายกดดัน
ระดับหยวนอิง ดังกึกก้องกัมปนาทมาจากเหนือหุบเขา
“สัตว์อสูรระดับหยวนอิง?”
พวกผู้บำเพ็ญมารสีหน้าเคร่งขรึมลงทันที สายตาจับจ้อง
ไปที่ต้นเสียงด้วยความระแวดระวัง
ฉิงเฟิงที่รอดตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์ ดีใจจนเนื้อเต้น
รอดแล้ว! ตรูรอดแล้วโว้ย!!
เขามองขึ้นไปที่พยัคฆ์ขาวระดับหยวนอิงเหนือศีรษะด้วย
น้ำตาแห่งความปิติ สายตาเลื่อนไปมองบนหลังเสืออย่าง
มีความหวัง
ที่นั่น… ปรากฏร่างของชายหนุ่มรูปงามในชุดคลุมสีขาว
ราวหิมะ ยืนตระหง่านท้าลมด้วยท่วงท่าสง่างามดุจเทพเซียน
แต่ทว่า… เมื่อเห็นใบหน้านั้นชัดๆ รอยยิ้มบนหน้าของ
เขาก็แข็งค้างไปทันที
นะ… นี่มัน…
“เหวอ!”
ยังไม่ทันได้คิดอะไร พลังอูสีน้ำเงินเข้มก็พุ่งเข้ามาห่อหุ้ม
ร่างเขาดุจเชือกวิเศษ แล้วกระชากตัวเขาลอยหวือขึ้นไปหล่น
ตุ้บบนหลังพยัคฆ์ลายพาดกลอนอย่างไม่ทันตั้งตัว
“มิน่าล่ะถึงคุ้นๆ กลิ่นอาย ที่แท้ก็เจ้านี่เอง!”
จางอวิ๋นก้มมองดูฉิงเฟิงที่นั่งหน้ามึนอยู่ตรงหน้า พลาง
เลิกคิ้วเล็กน้อย
สำหรับเจ้านายน้อยที่มีพรสวรรค์ ‘แสวงโชคเลี่ยงภัย’
คนนี้ เขายังจำได้แม่นยำ
เมื่อครู่ตอนมาถึงเหนือหุบเขา เขาเห็นม่านพลังด้านล่าง
กระเพื่อมไหว และสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคย
เขาจึงลงมือทำลายม่านพลังนั้นทิ้งซะเพื่อเปิดทาง
หลังจากตำหนักเซียนพังทลาย แดนลับเซียนทั้งใบก็เริ่ม
เข้าสู่สภาวะเสื่อมถอยอย่างรวดเร็ว ม่านพลังและค่ายกล
ต่างๆ ในแดนลับก็อ่อนกำลังลงไปด้วยตามลำดับ
ม่านพลังหุบเขานี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด
จำได้ว่าตอนขามา พลังงานของม่านพลังนี้เข้มข้นมาก
ขนาดระดับแปลงเทพยังน่าจะเจาะเข้ามายากลำบาก
แต่ตอนนี้… เขาแค่สะบัดมือเบาๆ ก็พังมันได้แล้ว!
“จะ… เจ้ามาได้ไง…”
ฉิงเฟิงมองหน้าจางอวิ๋นแล้วอ้าปากพะงาบๆ พูดไม่ออก
ทำไมถึงเป็นหมอนี่? อีกฝ่ายน่าจะอยู่ในวิหารเซียนไม่ใช่
เรอะ? ไหงมาโผล่ตรงนี้ได้?
ที่สำคัญที่สุดคือ… ไอ้คำทำนาย ‘โชคดี’ ของเขานี่…
หมายถึงหมอนี่งั้นเรอะ??
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!!
ในตอนนั้นเอง พวกผู้บำเพ็ญมารด้านล่างหุบเขาเห็นท่า
ไม่ดี ก็พากันหันหลังวิ่งหนีทันทีอย่างพร้อมเพรียง
แม้จะไม่รู้ว่าผู้มาใหม่เป็นใคร แต่คนที่สามารถขี่สัตว์
อสูรระดับหยวนอิงได้ราวกับสัตว์เลี้ยง ย่อมไม่ใช่ตะเกียงขาด
น้ำมันแน่
จางอวิ๋นเห็นดังนั้นก็สะบัดมือวูบ
พลังอูสีน้ำเงินเข้มแผ่พุ่งลงไปดุจตาข่ายฟ้า ครอบคลุม
ร่างของผู้บำเพ็ญมารเหล่านั้นไว้อย่างรวดเร็ว
“เคล็ดศักดิ์สิทธิ์ผนึกมาร—มารจำแลง!!”
หัวหน้ากลุ่มระดับหยวนอิงตัดสินใจเด็ดขาด ระเบิดไอ
มารมหาศาลออกจากร่าง กระแทกพลังอูจนแตกกระจาย แต่
แทนที่จะหันมาสู้หรือช่วยลูกน้อง มันกลับพุ่งตัวหนีกลับไปทาง
วิหารเซียนด้วยความเร็วสูงลิบลิ่ว
พลังงานเมื่อครู่ทำให้มันมั่นใจแล้วว่า คนบนหลังเสือ
ต้องเป็นยอดฝีมือระดับแปลงเทพตัวจริงเสียงจริง!
เจอแบบนี้สู้ไปก็ตายเปล่า
หนีแบบปกติก็คงไม่พ้น ทางรอดเดียวคือต้องหนีเข้าไป
ในวิหารเซียน อาศัยกลไกซับซ้อนภายในวิหารเพื่อสลัดให้หลุด
!
“หือ?”
การที่อีกฝ่ายสามารถกระแทกพลังอูของเขาแตกได้
ทำให้จางอวิ๋นแปลกใจเล็กน้อย
จ้องมองร่างที่ถูกห่อหุ้มด้วยไอมาร ดวงตาเปลี่ยนเป็น
สีแดงก่ำ และเส้นผมสีดำที่ยาวเฟื้อยออกมานับสิบเมตร เขาก็
หรี่ตาลง
วิชาเดียวกับ ‘เฟิงหยวน’ งั้นรึ?
เห็นอีกฝ่ายใกล้จะถึงประตูวิหารเซียน เขาจึงหยิบ ‘พู่กัน
บัญชาการ’ ออกมาจากความว่างเปล่า ปลายพู่กันตวัดเขียน
อักษร ‘เร็ว’ กลางอากาศ
ร่างกายพลันกลายเป็นสายฟ้าแลบ พุ่งทะยานตาม
ไปติดๆ ดุจเงาตามตัว
ผนึก!
เพียงชั่วพริบตาก็ไล่ตามทันในระยะประชิด จางอวิ๋นตวัด
พู่กันเขียนอีกตัวอักษรหนึ่งกดลงไปในอากาศ
พลังแห่งการผนึกก่อตัวขึ้นเป็นฝ่ามือโปร่งแสง
ขนาดใหญ่ ฟาดลงมาจากกลางอากาศราวกับฝ่ามือยูไล!
ตึง!
แรงกดดันมหาศาลกดร่างระดับหยวนอิงผู้นั้นจนหมอบ
ราบไปกับพื้นทันที ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว
จางอวิ๋นร่อนลงไปยืนตระหง่านตรงหน้า
“นะ… นี่มันวิชาอะไรกัน?”
ผู้บำเพ็ญมารระดับหยวนอิงสัมผัสได้ว่าพลังทั่วร่างถูก
ผนึกจนตีบตัน มองพู่กันในมือจางอวิ๋นด้วยความแตก
ตื่นตกใจ
เขียนอักษรตัวเดียว… ผนึกพลังระดับข้าได้หมดจด
ขนาดนี้เชียวรึ?
บำเพ็ญเพียรมาตั้งนาน เพิ่งเคยเจอวิชาพิสดารแบบนี้
เป็นครั้งแรก!!
จางอวิ๋นเก็บพู่กันลงด้วยท่าทีสงบนิ่ง
ยิ่งใช้บ่อย เขาก็ยิ่งควบคุมพู่กันบัญชาการได้ดียิ่งขึ้น
ที่ผ่านมาบางคำสั่งใช้ไม่ได้ผล ไม่ใช่เพราะพู่กันไม่ดี แต่เป็น
เพราะพลังของเขาในฐานะผู้ใช้ยังไม่ถึงขั้น
ตอนนี้พลังเขาเพิ่มขึ้น อักษรที่เขียนแล้วเห็นผลก็
มีมากขึ้นตามไปด้วย
อย่างคำว่า ‘ผนึก’ นี้…
เมื่อเขียนออกมาจะสร้างพลังผนึกที่รุนแรง หาก
เป้าหมายต่ำกว่าระดับหยวนอิงขั้นสูงสุด โดนเข้าไปทีเดียว
พลังตบะจะถูกปิดผนึกทันทีโดยไร้ทางต่อต้าน
จางอวิ๋นเงยหน้ามองขึ้นไป สะบัดมือดูดร่างพวกมาร
ระดับจินตานที่ถูกพลังอูจับไว้เมื่อครู่ลงมากองรวมกันข้างๆ
หัวหน้ามันราวกับกองขยะ
จากนั้น สายตาก็เลื่อนกลับไปมองบนหลังพยัคฆ์
ลายพาดกลอน… ที่ซึ่งฉิงเฟิงกำลังค่อยๆ ย่องจะลุกขึ้นเตรียม
ชิ่ง
พอสบสายตากับจางอวิ๋น ฉิงเฟิงก็ตัวแข็งทื่อ รีบยิ้มแห้ง
ๆ แก้เก้อ “เอ่อ… คือข้าแค่จะลุกมาบิดขี้เกียจน่ะ ไม่ได้จะหนี
นะ! สาบานได้!”
“ข้าถามเจ้าเหรอ... ว่าจะหนีน่ะ?”
จางอวิ๋นมองด้วยสายตาเรียบเฉยจนน่าขนลุก
“เอ่อ…”
ฉิงเฟิงอ้าปากค้าง พูดไม่ออก
“ลูกพี่! ข้าผิดไปแล้ว!!”
วินาทีถัดมา เขาก็ทิ้งศักดิ์ศรีนายน้อยลงถังขยะ คุกเข่า
ตุ้บ ลงบนหลังเสืออย่างงาม พนมมือไหว้ปลกๆ ราวกับไหว้เจ้า
“ก่อนหน้านี้ข้าโดนคนเป่าหูมา เลยเผลอล่วงเกินท่านไป
ท่านผู้ยิ่งใหญ่โปรดมีเมตตา ปล่อยข้าไปเถอะนะครับ!! ข้า
สัญญาจะเป็นเด็กดีแล้ว!!”