ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 212 เรียกคืนสมบัติ
จางอวิ๋นชะงักฝีเท้า
สายตาคมกริบกวาดมองไปที่ซากตอไม้แห้งกรังซึ่งเคย
เป็นที่สิงสถิตของมารเหี่ยวเฉา ทันใดนั้น ร่างเงาตะคุ่มหนึ่งก็
ค่อยๆ ตะเกียกตะกายคลานออกมาจากรอยแยกของ
เปลือกไม้อย่างยากลำบาก
สภาพของคนผู้นั้นดูชราภาพจนน่าตกใจ ผิวหนัง
เหี่ยวย่นราวกับไม้ใกล้ฝั่ง ทว่าเค้าโครงหน้าและกระแสเสียงที่
แผ่วเบานั้น…
“ผู้อาวุโสใหญ่?”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย จำสถานะของอีกฝ่ายได้ใน
พริบตา
“ที่นี่…”
ผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักหลิงเซียนเพิ่งจะได้สติ ดวงตาฝ้า
ฟางกวาดมองไปรอบกายด้วยความมึนงง แต่เพียงครู่เดียว
ความทรงจำก็เริ่มไหลย้อนกลับมา เขาก้มลงมองผิวหนังที่
เหี่ยวย่นและมือที่สั่นเทาของตนเองด้วยความตื่นตระหนก
สุดขีด
“ข้า… เกิดอะไรขึ้นกับข้า??”
“ผู้อาวุโสใหญ่ สถานที่แห่งนี้คือรังของมารเหี่ยวเฉาที่
เชี่ยวชาญการดูดกลืนพลังชีวิต การที่ท่านปรากฏตัวที่นี่…”
จางอวิ๋นเอ่ยตอบเสียงเรียบ
ยังมิทันที่วาจาจะจบประโยค ผู้อาวุโสใหญ่ก็เข้าใจ
สถานการณ์ในทันที ภาพความทรงจำตอนที่ก้าวเท้าเข้ามาใน
วิหารเซียนแล้วถูกเถาวัลย์ทมิฬพุ่งเข้าโจมตีจนหมดสติฉาย
วาบเข้ามาในหัว
ใบหน้าของเขาพลันขมขื่นจนน่าเวทนา เขาสัมผัสได้
ชัดเจนว่า พลังชีวิตที่เคยเปี่ยมล้น บัดนี้ถูกสูบออกไปถึงเก้าใน
สิบส่วน!
“แค่กๆ…”
เสียงไอแห้งผากดังแทรกขึ้นมาจากเปลือกไม้อีกด้าน
หนึ่ง ปรากฏร่างชายร่างกำยำที่บัดนี้ผมขาวโพลนเต็มศีรษะ
ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา ค่อยๆ คลานออกมา
“กู่ฉี่?”
แม้รูปลักษณ์จะเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ แต่กลิ่นอาย
นั้นจางอวิ๋นยังจดจำได้ดี
“นะ…”
กู่ฉี่ในร่างชราภาพทำท่าจะเอ่ยปากทักทาย แต่เมื่อเห็น
ว่ามีบุคคลที่สามอยู่ด้วยจึงรีบหุบปากฉับ พลางก้มลงสำรวจ
สภาพร่างกายของตนเองด้วยความตื่นตะลึง
“ข้า… ข้าเป็นอะไรไป?”
“เจ้าถูกมารดูดกลืนพลังชีวิต...” จางอวิ๋นกล่าวเสียงเรียบ
“ทำไมถึงเป็นเช่นนี้?”
กู่ฉี่ยกมือที่เหี่ยวย่นราวกับเปลือกไม้แห้งขึ้นมาดู ใบหน้า
ฉายแววไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น
จางอวิ๋นตัดบท “สภาพของพวกท่านในยามนี้ เกรงว่า
หากฝืนเคลื่อนไหวคงไม่เป็นผลดี เข้าไปพักฟื้นใน ‘ศาสตรา
มิติ’ ของข้าสักครู่เถอะ!”
“ศาสตรามิติ?”
กู่ฉี่และผู้อาวุโสใหญ่สำนักหลิงเซียนต่างเบิกตากว้าง
สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
ต้องรู้ว่าสิ่งที่เรียกว่าศาสตรามิติ คือสมบัติวิเศษ
ระดับสูงที่สามารถบรรจุสิ่งมีชีวิตได้ หาใช่ของที่จะพบเห็นได้
ทั่วไป
จางอวิ๋นถึงกับครอบครองของล้ำค่าพรรค์นี้เชียวหรือ?
“รบกวนผู้อาวุโสเก้าแล้ว…”
ผู้อาวุโสใหญ่เอ่ยเสียงแผ่ว ยามนี้ร่างกายเขาต้องการ
การพักผ่อนอย่างยิ่งยวด
กู่ฉี่ไม่ได้เอ่ยวาจา เพียงพยักหน้าเบาๆ เขาเองก็แทบจะ
ประคองสติไม่อยู่แล้ว
จางอวิ๋นสะบัดแขนเสื้อวูบ ส่งร่างของคนทั้งสองเข้าไป
พักฟื้นยังห้องว่างภายในหอสมบัติเซียนในทันที
“ได้เวลาไปเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว!”
จางอวิ๋นผ่อนลมหายใจเบาๆ เริ่มออกเดินค้นหาห้องที่
เขาเคยถูกส่งตัวเข้ามาในตอนแรก
ภายในวิหารเซียนอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความ
เสื่อมโทรม มีบางจุดที่พลังเหี่ยวเฉาเข้มข้นเป็นพิเศษ อาศัยจุด
สังเกตนี้ จางอวิ๋นจึงพุ่งตัวไปตามทางเดินและพบห้อง
เป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว
ทว่า… เมื่อก้าวเท้าเข้าไป ความว่างเปล่าเบื้องหน้ากลับ
ทำให้เขาต้องยืนตะลึงงัน
สมบัติล่ะ?
สมองของเขาประมวลผลอย่างรวดเร็ว นึกถึงกลุ่มคนที่
เข้ามาในวิหารเซียนก่อนหน้านี้ เขารีบตรวจค้นแหวนมิติของ
พวกผู้บำเพ็ญมารระดับหยวนอิงที่จับตัวมาได้ รวมถึงแหวน
ของมู่เหวินเซวียน หลินเทียนต้ง และผู้อาวุโสสามตระกูลหลิน
อย่างละเอียด
ทว่า… ภายในกลับไม่มีร่องรอยของสมบัติจากห้องนี้เลย
แม้แต่ชิ้นเดียว
“อย่าบอกนะว่าเป็นเจ้าหมอนั่น?”
จู่ๆ ภาพใบหน้าของ ‘ฉิงเฟิง’ ก็ผุดขึ้นมาในหัว จางอวิ๋น
ไม่รอช้า กระชากตัวอีกฝ่ายออกมาจากหอสมบัติเซียนทันที
ตุบ!
“ละ… ลูกพี่…”
ทันทีที่เห็นหน้าจางอวิ๋น ฉิงเฟิงก็มีสีหน้ามึนงงระคน
ตื่นตระหนก
เมื่อครู่เขายังนอนเอกเขนกอยู่ในห้องภายในหอสมบัติ
เซียน จู่ๆ ก็ถูกกระชากออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว
“โทษที เมื่อกี้ข้าลืมทำธุระเรื่องหนึ่ง!” จางอวิ๋นเอ่ยเสียง
เรียบ
“หือ?” ฉิงเฟิงยังคงงุนงงไม่เข้าใจสถานการณ์
แปะ!
ทว่าในวินาทีต่อมา ฝ่ามือของจางอวิ๋นก็ทาบลงบน
หน้าอกของเขาอย่างแผ่วเบา
“นะ… นี่ท่านทำอะไร??”
สัมผัสได้ถึงพลังงานแปลกปลอมที่คืบคลานเข้าไป
เกาะกุมหัวใจ ฉิงเฟิงหน้าถอดสี ร่างกายสั่นสะท้านด้วย
ความหวาดกลัว
“ไม่มีอะไรมาก ก็แค่ของเล่นชิ้นเล็กๆ ที่สามารถสั่งให้
หัวใจเจ้าระเบิดเป็นจุลได้ก็เท่านั้น!”
จางอวิ๋นยักไหล่ราวกับเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศ
ฉิงเฟิงได้ยินดังนั้นถึงกับอ้าปากค้าง นัยน์ตาแทบถลน
ออกมา อยากจะตะโกนก่นด่าให้ลั่นฟ้า ทำให้หัวใจระเบิดเนี่ย
นะเรียกว่าของเล่นชิ้นเล็กๆ?!
โดยไม่สนปฏิกิริยาของอีกฝ่าย จางอวิ๋นชี้มือไปที่ห้อง
ว่างเปล่าตรงหน้า แล้วถามเสียงเย็น
“คุ้นไหม?”
ฉิงเฟิงเพิ่งจะสังเกตเห็นสภาพห้องตรงหน้า แววตาฉาย
ประกายตื่นตระหนกวูบหนึ่ง แต่ปากกลับส่ายหน้า
ปฏิเสธทันควัน “ไม่คุ้น!”
“อ๊ากกก!”
สิ้นเสียงคำว่าไม่ แรงบีบอัดมหาศาลก็ปะทุขึ้นที่หัวใจ
ทันที ความเจ็บปวดแล่นพล่านจนเขาร้องโหยหวน
“อย่านะครับลูกพี่! คุ้นครับ! ข้าคุ้นที่นี่มาก!!”
จางอวิ๋นไม่พูดพร่ำทำเพลง ลงมือค้นตัวอีกฝ่ายตั้งแต่
ศีรษะจรดปลายเท้าทันที กวาดแหวนมิติมาได้หลายวง
เมื่อตรวจสอบวงหนึ่ง เขาก็พบกล่องคริสตัลที่บรรจุ
สมบัติล้ำค่าวางเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ
เป็นเจ้าหมอนี่ที่ฉกไปจริงๆ ด้วย!
จางอวิ๋นหัวเราะในลำคอเบาๆ ถอนหายใจอย่างโล่งอก
หากสมบัติในห้องนี้สูญหายไป เขาคงต้องเจ็บปวดใจ
มิใช่น้อย
สายตาคมกริบปรายมองฉิงเฟิง
เจ้าหมอนี่สามารถค้นหาห้องนี้เจอและกวาดสมบัติไปได้
เกลี้ยง คาดว่าคงเป็นผลมาจากพรสวรรค์ ‘แสวงโชคเลี่ยงภัย’
อันน่าทึ่งของมัน
คิดได้ดังนั้น เขาจึงไม่ส่งตัวอีกฝ่ายกลับเข้าหอสมบัติ
เซียน แต่กลับหิ้วปีกพาเหินบินออกจากวิหารเซียนไปด้วยกัน
สำหรับคนทั่วไป ทางออกของวิหารเซียนอาจยาก
จะค้นพบ แต่ไม่ใช่สำหรับจางอวิ๋นในยามนี้
เขามีความไวต่อกลิ่นอายเหี่ยวเฉาเป็นพิเศษ ทิศทางใด
ในวิหารเซียนที่กลิ่นอายเหี่ยวเฉาเบาบางที่สุด ทิศทางนั้นย่อม
เป็นทางออก
อาศัยสัญชาตญาณนี้ เขาจึงพาร่างพุ่งทะยานออกจาก
วิหารเซียนได้อย่างรวดเร็ว
“ไป!”
เมื่อบินพ้นจากหุบเขาที่ตั้งของวิหารเซียน จางอวิ๋นก็โยน
ร่างของฉิงเฟิงไปไว้เบื้องหน้า
“หา?”
ฉิงเฟิงร้องเสียงหลงด้วยความงุนงง
“สำแดงพรสวรรค์ของเจ้าหน่อย จงหาดูซิว่าทิศไหน
มีโชคลาภรออยู่” จางอวิ๋นออกคำสั่ง
“นะ… นี่จะให้หาอย่างไรล่ะเนี่ย?” ฉิงเฟิงหน้าตาเลิ่กลั่ก
“พรสวรรค์ของเจ้า แล้วเจ้าจะมาถามข้าเรอะ?”
“ลูกพี่ มันหาแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ!”
ฉิงเฟิงส่งยิ้มแห้งๆ ให้ “พรสวรรค์ของข้าคือแสวงโชค
เลี่ยงภัย ไม่ใช่เรดาร์หาของวิเศษ มันจะทำงานก็ต่อเมื่อเผชิญ
กับสถานการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น…”
“พรสวรรค์เจ้ามีดีแค่นี้?”
จางอวิ๋นกลอกตามองบน เบ้ปากใส่ด้วยความดูแคลน
“กากจริง!”
ฉิงเฟิง: “…”
จางอวิ๋นสะบัดมือเรียก ‘พยัคฆ์วิญญาณลายพาดกลอน’
ออกมาจากหอสมบัติเซียน ให้มันแบกรับร่างของเขาและ
ฉิงเฟิงเพื่อเคลื่อนที่ค้นหาทางออกของแดนลับ
ในยามนี้ ภายในแดนลับเซียนไม่มีสิ่งใดดึงดูด
ความสนใจของเขาอีกต่อไป
สมบัติจากสามแดนสมบัติ และมรดกเซียนล้ำค่าล้วนตก
อยู่ในมือเขาจนสิ้น อาจจะมีสมบัติป่าเถื่อนหลงเหลืออยู่บ้าง
อาทิของเหลววิญญาณสุริยันจันทรา แต่การจะไล่ตามหามัน
ย่อมเสียเวลาโดยใช่เหตุ
อีกประการหนึ่ง นับตั้งแต่ตำหนักเซียนถล่มทลาย
พลังงานของแดนลับแห่งนี้ก็กำลังสูญสลายไปอย่างรวดเร็ว
คาดว่าอีกไม่นานแดนลับแห่งนี้คงถึงคราวล่มสลาย
“สัมผัสถึงโชคหรือภัยได้เมื่อไหร่ รีบบอกข้าทันที!” จางอ
วิ๋นกำชับเสียงเข้ม
ฉิงเฟิงพยักหน้ารับคำอย่างจำยอม สีหน้าเต็มไปด้วย
ความขมขื่น
เขานายน้อยแห่งป้อมจิตปฏิพัทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ บัดนี้กลับ
ต้องตกต่ำกลายมาเป็นเครื่องจักรนำทาง…
ที่น่าสิ้นหวังที่สุดคือ เขาไม่มีปัญญาขัดขืนแม้แต่น้อย!
ต่อให้ท่านพ่อเจ้าป้อมจิตปฏิพัทธ์ของเขามาเอง หาก
ต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดตรงหน้านี้ เกรงว่าคงโดนตบ
ดับดิ้นภายในไม่กี่ลมหายใจ!
นั่งอยู่บนหลังพยัคฆ์วิญญาณลายพาดกลอนได้เพียง
ไม่กี่เค่อ
ทันใดนั้น หน้าต่างระบบก็เด้งขึ้นมาเบื้องหน้า
【ศิษย์ของท่าน ‘สวีหมิง’ จิตวิญญาณทะลวงสู่ระดับ
หยวนอิงสำเร็จ】
【ท่านได้รับพลังจิตวิญญาณคืนกำไรหนึ่งร้อยเท่า!】
คลื่นพลังจิตวิญญาณสายหนึ่งปะทุขึ้นภายในห้วงจิต
ของจางอวิ๋น เขาเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจเล็กน้อย ก่อน
จะรีบโคจรเคล็ดวิชาเพื่อกลั่นกรองและดูดซับมันทันที
แม้จิตวิญญาณของเขาจะบรรลุถึงระดับแปลงเทพขั้นสูง
สุดแล้ว และปริมาณพลังจิตวิญญาณนี้สำหรับเขาก็เปรียบดั่ง
หยดน้ำในมหาสมุทร
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ… สวีหมิงทะลวงด่านสำเร็จแล้ว!
จิตของเขาพุ่งเข้าสู่หอสมบัติเซียนในทันที
“จิตวิญญาณระดับหยวนอิงสินะ…”
สัมผัสถึงกลิ่นอายจิตวิญญาณอันกล้าแข็งที่สวีหมิงแผ่
ออกมา มุมปากของจางอวิ๋นก็เผยรอยยิ้มพึงพอใจ
ระดับพลังกายภาพอยู่เพียงระดับจินตาน แต่กลับ
ครอบครองจิตวิญญาณระดับหยวนอิง สวีหมิงในยามนี้นับได้
ว่าเป็น ‘สัตว์ประหลาดน้อย’ ตัวหนึ่งแล้วจริงๆ
สายตาของเขามองไปยังจานค่ายกลหยกวิญญาณในมือ
‘ค่ายกลบำเพ็ญมายา’ ภายในนี้ สำหรับสวีหมิงแล้ว นับว่าเป็น
วาสนาที่ไม่อาจดูแคลน
เมื่อทอดสายตามองไปยังเถากู่หลานและคนอื่นๆ ที่
ยังคงติดอยู่ในห้วงมายา กลิ่นอายจิตวิญญาณของพวกเขาก็
ดูเหมือนจะเพิ่มพูนขึ้นไม่มากก็น้อย
เห็นได้ชัดว่าการได้เข้าไปฝึกฝนในค่ายกลบำเพ็ญมายา
นี้ ช่วยขัดเกลาและยกระดับจิตวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรได้
อย่างแท้จริง
‘ไว้สบโอกาส ข้าเองก็น่าจะลองเข้าไปสัมผัสมันดูบ้าง…’
คิดได้ดังนั้น เขาก็ถ่ายเทพลังเข้าสู่จานค่ายกล เพื่อปิด
การทำงานของค่ายกลบำเพ็ญมายาทันที
คราวนี้ไม่มีเสียงแจ้งเตือนใดๆ เด้งขึ้นมารบกวนอีก
“อือ…”