ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 213 ประโยชน์อันล้ำเลิศของค่ายกลบำเพ็ญมายา
- Home
- ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า
- บทที่ 213 ประโยชน์อันล้ำเลิศของค่ายกลบำเพ็ญมายา
ท่ามกลางความเงียบสงัด เสียงครางแผ่วเบาดังลอด
ออกมาจากริมฝีปาก... เปลือกตาของสวีหมิงค่อยๆ ขยับไหว
ก่อนจะเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า
“หมิงเอ๋อร์…”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยปลุกสติของสวีหมิงให้ตื่นเต็มตา
เขารีบหันขวับไปตามเสียงเรียก
“อะ… ท่านอาจารย์?”
ทว่าเมื่อภาพตรงหน้าปรากฏชัด นัยน์ตาของสวีหมิงกลับ
เบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง
“ทะ… ท่านอาจารย์! เหตุใดท่านจึงดูหนุ่มแน่นขึ้นเช่นนี้
ขอรับ?”
“หนุ่มขึ้น?”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วสูง มุมปากยกยิ้มจางๆ “อาจารย์ของ
เจ้าก็รูปงามหน้าเด็กเช่นนี้มาตลอดมิใช่รึ!”
“เอ่อ…”
สวีหมิงอ้าปากค้าง พูดไม่ออกบอกไม่ถูก เขาละสายตา
กวาดมองไปรอบกาย ก็พบเถากู่หลานและเหล่าผู้อาวุโส
คนอื่นๆ นอนสงบนิ่งอยู่ แต่สิ่งที่น่าประหลาดคือ…
“ทำไมทุกคนถึงดูอ่อนเยาว์ลงกันหมดเลย?”
จางอวิ๋นสังเกตปฏิกิริยาของศิษย์รักพลางครุ่นคิด
สายตาคมกริบก้มลงมอง ‘จานค่ายกลหยกวิญญาณ’ ในมือ
ค่ายกลบำเพ็ญมายา… แดนมายา…
หรือว่าค่ายกลนี้ จะมีฤทธิ์ดึงดูดจิตใจให้ดำดิ่งสู่โลกแห่ง
จินตนาการ?
“หมิงเอ๋อร์ ก่อนหน้านี้เจ้าติดอยู่ในวังวนของค่ายกล”
จางอวิ๋นเอ่ยเสียงเรียบ
“ค่ายกล?”
สวีหมิงชะงักงัน พลันภาพความทรงจำก่อนหน้านี้ก็ไหล
ย้อนกลับมา
เขาจำได้ว่าตนเองยืนรออาจารย์อยู่หน้าวิหารเซียน จู่ๆ
แสงสว่างวาบก็พุ่งเข้าใส่ แล้วสติก็ดับวูบไป…
“ที่แท้เรื่องราวเมื่อครู่นี้… เป็นเพียงภาพมายาสินะ!”
สวีหมิงพยักหน้ากับตนเอง ความกระจ่างแจ้งฉายชัดใน
แววตา
จางอวิ๋นกล่าวต่อ “ไหนเจ้าลองตรวจสอบพลังของ
ตนเองดูซิ!”
สวีหมิงหลับตาลงโคจรลมปราณ เพียงชั่วอึดใจ เขาก็ลืม
ตาโพลงด้วยความตื่นเต้นสุดขีด
“ข้าทะลวงด่านแล้วจริงๆ?”
“จริง?”
จางอวิ๋นดวงตาเป็นประกาย ถามย้ำ “เล่าให้อาจารย์ฟัง
ซิ เจ้าเห็นสิ่งใดในค่ายกลบำเพ็ญมายา?”
สวีหมิงสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมสติแล้วเริ่มถ่ายทอด
“ท่านอาจารย์ ในนั้นข้าเห็น…”
สิ่งที่สวีหมิงประสบในโลกมายา คือภาพเหตุการณ์ในอีก
หนึ่งร้อยปีข้างหน้า ยามนั้นจางอวิ๋นได้กลายเป็นชาย
วัยกลางคนผู้เปี่ยมบารมี ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าสำนักหลิงเซียน
คนใหม่ นำพาสำนักผงาดง้ำค้ำฟ้า ส่วนเจ้าสำนักคนปัจจุบัน
… สิ้นชีพไปเพราะอุบัติเหตุ
ในจินตนาการของสวีหมิง สำนักหลิงเซียนภายใต้การนำ
ของจางอวิ๋น กลายเป็นขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนใต้
เหนือกว่าทุกสำนัก ตัวเขาเองก็บำเพ็ญเพียรจนทะลวงสู่ระดับ
หยวนอิงสำเร็จ เป็นยอดฝีมือผู้เกรียงไกร แล้วจากนั้น…
เขาก็ตื่น
“ข้าเป็นเจ้าสำนักหลิงเซียน?”
จางอวิ๋นหลุดขำออกมาเบาๆ
เรื่องนี้ช่างห่างไกลจากความเป็นจริงนัก เดิมทีเขาตั้งใจ
จะแยกตัวไปก่อตั้งสำนักเองอยู่แล้ว สำนักหลิงเซียนสำหรับ
เขาเปรียบเสมือนบ้านเกิดที่ให้พักพิง แต่ตำแหน่งประมุขของ
ที่นี่… เขาไม่ได้พิสมัยแม้แต่น้อย
เพราะเมื่อโลกทัศน์กว้างไกลขึ้น สำนักหลิงเซียนใน
สายตาของเขา…
มันช่างเล็กจ้อยและเปราะบางเหลือเกิน!
ในยามนี้ แม้แต่หอฝูเซียนหรือถ้ำอวี้ซิงที่เป็นเจ้าถิ่นครอง
แคว้น เขายังมองข้ามไปแล้ว
เป้าหมายในอนาคต อย่างน้อยต้องสร้างขุมกำลังระดับ
‘อาณาจักรเซียนไห่อู’ ขึ้นมาให้จงได้ และจะไม่ใช่ยุคของมหา
ปุโรหิต หรือปุโรหิตสอง สาม อะไรนั่น แต่ต้องเป็นยุคทองที่
รุ่งเรืองยิ่งกว่า
ยุคของเซียนอู!
ตามคำบอกเล่าและบันทึกโบราณในเมืองเซียนอู ตัวตน
ระดับ ‘เซียน’ ถือกำเนิดขึ้นจากรากฐานของอาณาจักรแห่งนั้น
และจางอวิ๋นในตอนนี้ ก็ได้ปักธงเป้าหมายใหม่ไว้ใน
ใจแล้ว…
เซียน!
หลังจากได้เห็นสภาพอันน่าสมเพชของเซียนขู เขาก็
มั่นใจเปี่ยมล้นว่า ตัวเขาในอนาคตจะต้องก้าวข้ามขีดจำกัด
และกลายเป็นเซียนที่แท้จริงให้จงได้!
สะบัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป จางอวิ๋นหันกลับมาสนใจ
ประเด็นสำคัญ “หมิงเอ๋อร์ เจ้าบอกว่าในโลกมายานั้น เจ้าได้
สัมผัสประสบการณ์การทะลวงด่านหยวนอิงจนสำเร็จ?”
“ขอรับ ท่านอาจารย์!”
สวีหมิงพยักหน้าหนักแน่น แต่แววตายังมีความลังเล
“แต่ท่านอาจารย์ ร่างกายข้าดูเหมือนจะยังอยู่แค่ระดับจินตา
น...”
“จิตวิญญาณของเจ้าต่างหากที่ทะลวงสู่ระดับหยวนอิง!”
“จิตวิญญาณ?”
สวีหมิงลองตรวจสอบห้วงจิตของตนเองอีกครั้ง แล้วก็
ต้องตกตะลึง
“จิตวิญญาณทะลวงผ่าน มิหนำซ้ำยังมีประสบการณ์
การทะลวงด่านหยวนอิงติดตัวมาด้วย เรื่องนี้นับเป็นวาสนา
มหาศาล! ในอนาคตเมื่อถึงเวลาที่กายเนื้อของเจ้าพร้อม
จะทะลวงระดับ เจ้าจะลดทางอ้อมและความเสี่ยงไปได้
มหาศาล!”
“ขอบคุณท่านอาจารย์!” สวีหมิงก้มศีรษะคารวะด้วย
ความซาบซึ้ง
ส่วนจางอวิ๋นจมดิ่งสู่ห้วงความคิด
สรรพคุณของค่ายกลบำเพ็ญมายานี้ ล้ำเลิศยิ่งกว่าที่
คาดไว้! มันไม่ได้มีดีแค่ยกระดับพลังจิตวิญญาณ แต่มันคือ
เครื่องมือสั่งสม ‘ประสบการณ์เสมือนจริง’
แดนมายาคือจินตนาการ... หากผู้ฝึกตนเข้าไปแล้ว
กำหนดจิตมุ่งมั่นที่จะทะลวงด่าน กระบวนการทั้งหมดในโลก
มายา ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว ย่อมถูกบันทึกเป็น
ประสบการณ์จริงในห้วงความทรงจำ
สำหรับวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียร สิ่งนี้มีค่าประเมินมิได้!
ต้องรู้ว่าผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมาก หากพลาดพลั้งใน
การทะลวงด่านเพียงครั้งเดียว อาจหมายถึงความ
บาดเจ็บสาหัส หรือรากฐานเสียหายจนหมดอนาคตในมรรคา
แห่งเซียน
แต่หากใช้ค่ายกลนี้ ‘ซ้อม’ ทะลวงด่านในโลกเสมือนจน
ชำนาญ… นี่มันไม่ต่างอะไรกับสูตรโกงที่สวรรค์ประทานให้!
เมื่อตระหนักถึงความจริงข้อนี้ จางอวิ๋นก็สูดหายใจเข้า
ลึก ดวงตาเป็นประกายวาววับ
เขากระชับจานค่ายกลในมือแน่น...
ของดีขนาดนี้… ข้าต้องหาโอกาสทดลองด้วยตัวเอง
ให้จงได้!
“อือ…”
เสียงครางต่ำๆ ดังขึ้น เถากู่หลานและเหล่าผู้อาวุโส
สำนักหลิงเซียนคนอื่นๆ ทยอยฟื้นคืนสติ สีหน้าของพวกเขา
เต็มไปด้วยความงุนงงสับสนไม่ต่างจากสวีหมิงในตอนแรก
จางอวิ๋นจึงเล่าความจริงและอธิบายสถานการณ์ให้
พวกเขาฟังอย่างคร่าวๆ
เมื่อได้รู้ความจริง และสัมผัสได้ถึงพลังจิตวิญญาณที่
เพิ่มพูนขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทุกคนต่างก็เผยสีหน้าปีติยินดี
อย่างปิดไม่มิด
เหล่าผู้อาวุโสสำนักหลิงเซียนต่างมองมาที่จางอวิ๋นด้วย
สายตาเว้าวอนเปี่ยมความคาดหวัง
ปกติการยกระดับจิตวิญญาณนั้นยากเข็ญแสนเข็ญ
หากค่ายกลนี้ช่วยเพิ่มพลังได้เรื่อยๆ พวกเขาก็ยินดีจะขลุกอยู่
ในนี้สักสิบปีแปดปีก็ไม่เกี่ยง!
เพราะจิตวิญญาณที่แข็งแกร่ง คือกุญแจสำคัญสู่การ
ทะลวงด่านในอนาคต
ที่สำคัญที่สุดคือ นอกจากความทรงจำที่เพิ่มขึ้นมา
พวกเขาไม่รู้สึกถึงผลข้างเคียงใดๆ เลยแม้แต่น้อย
ทว่าเมื่อเผชิญกับสายตาอ้อนวอนของเหล่าผู้อาวุโส
จางอวิ๋นกลับตีหน้านิ่งทำเมินเฉย
ข้อแรก... เขางก! พลังงานในจานค่ายกลมีจำกัด ใช้หมด
ก็คือหมด ของวิเศษพรรค์นี้เขาต้องเก็บไว้ให้ตัวเองและศิษย์
รักใช้ก่อนเป็นธรรมดา
ข้อสอง… ตอนนี้พวกผู้อาวุโสยังไม่ได้ทะลวงด่านเหมือน
สวีหมิง เห็นได้ชัดว่ายังไม่ล่วงรู้ถึงเคล็ดลับการ ‘จำลอง
ประสบการณ์’ ของค่ายกลนี้ แต่ถ้าปล่อยให้เข้าบ่อยๆ
ความลับนี้อาจแตกได้
หากความลับเรื่องการจำลองประสบการณ์รั่วไหลไป
มูลค่าของค่ายกลบำเพ็ญมายาจะพุ่งสูงจนนำมาซึ่งหายนะ
แม้ผู้อาวุโสเหล่านี้อาจจะไว้ใจได้ในระดับหนึ่ง แต่กันไว้
ดีกว่าแก้
สำหรับจางอวิ๋น... ความไว้วางใจมีราคาที่ต้องจ่าย
เมื่อเห็นจางอวิ๋นเก็บจานค่ายกลเข้าอกเสื้อ เหล่า
ผู้อาวุโสต่างก็คอตกด้วยความผิดหวัง แต่ก็ไม่มีใครกล้า
ปริปากท้วงติง
ยังไงเสีย นั่นก็เป็นสมบัติของจางอวิ๋น
“ท่านผู้อาวุโสทุกท่าน ยามนี้พวกท่านอยู่ในศาสตรามิติ
ของข้า สถานการณ์ภายนอกในแดนลับเซียนเกิด
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ข้อจำกัดทั้งหมดสลายไปแล้ว
ผู้บำเพ็ญเพียรจากทั่วสารทิศกำลังหลั่งไหลเข้ามา…”
จางอวิ๋นอธิบายสถานการณ์ปัจจุบันให้ทุกคนรับทราบ
“ข้อจำกัดหายไปแล้ว?”
เหล่าผู้อาวุโสอุทานด้วยความตกตะลึง
จางอวิ๋นพยักหน้า “ตอนนี้ข้ากำลังจะออกจากแดนลับ
เซียน หากพวกท่านยังไม่อยากออกไป ข้าสามารถส่งพวกท่าน
ออกไปข้างนอกศาสตรามิติได้!”
“ผู้อาวุโสเก้า ส่งพวกเราออกไปเถอะ!”
เหล่าผู้อาวุโสสบตากันครู่หนึ่งก่อนจะตอบเป็นเสียง
เดียวกัน
แม้สถานการณ์จะวุ่นวาย แต่กว่าจะได้เข้ามาในแดนลับ
เซียนเลือดตาแทบกระเด็น พวกเขาไม่อยากกลับไปมือเปล่า
อีกทั้งลูกศิษย์ของพวกเขายังกระจัดกระจายอยู่ในแดนลับ
จะให้ทิ้งไปดื้อๆ ก็คงทำใจไม่ได้
จางอวิ๋นพยักหน้าเข้าใจ เขาเดินไปสอบถามผู้อาวุโส
ใหญ่ที่พักฟื้นอยู่อีกห้องหนึ่ง
เมื่อผู้อาวุโสใหญ่ทราบความประสงค์ของคนอื่นๆ ก็
ตัดสินใจที่จะออกไปเผชิญโชคภายนอกเช่นกัน
จางอวิ๋นจึงนำพาทุกคนออกมาจากหอสมบัติเซียน
“ทุกท่าน นี่เป็นเครื่องรางคุ้มกันเล็กๆ น้อยๆ ที่ข้าสร้าง
ขึ้น หากจวนตัวหรือเจออันตรายถึงชีวิต จงบีบให้มันแตก
ซะ…”
ก่อนแยกย้าย จางอวิ๋นหยิบเครื่องรางที่อัดแน่นด้วยพลัง
อูชั่วคราวออกมาแจกจ่ายให้ทุกคน
“ขอบคุณผู้อาวุโสเก้า!”
เหล่าผู้อาวุโสรับไว้ด้วยความซาบซึ้งใจ
ในยามนี้ พวกเขารู้ซึ้งถึงความแข็งแกร่งระดับ
สัตว์ประหลาดของจางอวิ๋นดี เครื่องรางที่สร้างโดยจางอวิ๋น
ย่อมเปรียบเสมือนยันต์กันตายชั้นดี
หลังจากส่งกลุ่มผู้อาวุโสจากไป จางอวิ๋นก็หันกลับมา
มองสตรีชุดแดงที่ยังยืนนิ่งอยู่ข้างกาย
เถากู่หลานยักไหล่สวย “ไม่ต้องมอง ข้ามาคนเดียว
ไม่ได้พาลูกศิษย์มาเป็นภาระ!”
จางอวิ๋นหัวเราะในลำคอ
ช่างเหมือนกับตัวเขาในอดีต เถากู่หลานได้รับภารกิจลับ
ให้แกะรอยทางเข้าแดนลับเซียน จึงฉายเดี่ยวมาเพียงลำพัง
ในบรรดาผู้อาวุโสที่มาครั้งนี้ นางนับว่าตัวเบาสบายที่สุด
แล้ว
เมื่อเห็นดังนั้น จางอวิ๋นจึงสะบัดมือเรียก ‘อู๋ไห่ไห่’ ออก
มาจากหอสมบัติ
“อาจาน...”
เจ้าตัวเล็กส่งเสียงใสแจ๋ว มองตาแป๋วด้วยความดีใจ
“แม่จ๋า!!”
แต่ทันทีที่สายตาซุกซนเหลือบไปเห็นเถากู่หลานที่ยืนอยู่
ข้างๆ ดวงตาเล็กๆ ของอู๋ไห่ไห่ก็เป็นประกายวาววับ นางรีบ
ดีดตัวออกจากอ้อมกอดจางอวิ๋น พุ่งกระโจนเข้าสู่อ้อมอกของ
หญิงสาวราวกับลูกลิง
ภาพของอู๋ไห่ไห่ที่ใช้แก้มยุ้ยๆ ถูไถไปมากับอกนุ่มนิ่มของ
เถากู่หลานอย่างออดอ้อน ทำให้จางอวิ๋นถึงกับยืนนิ่ง
พูดไม่ออก
จางอวิ๋น: “…”