ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 224 เมืองจี๋จื้อ... และการพานพบแม่นางซูอีกครา
- Home
- ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า
- บทที่ 224 เมืองจี๋จื้อ... และการพานพบแม่นางซูอีกครา
จางอวิ๋นปรายตามองไปยังเหยื่อทั้งสองเบื้องหน้าด้วยแววตาเรียบเฉย
วินาทีถัดมา บรรพชนสำนักเทียนหลิวทั้งสอง, ฝูงอสูรมารเงา และสัตว์มารระดับแปลงเทพอีกนับสิบตน ต่างก็พุ่งทะยานเข้าใส่เป้าหมายอย่างพร้อมเพรียง ราวกับคลื่นยักษ์ที่โถมซัดเข้าหาฝั่ง!
“ไสหัวไปให้พ้น!”
อวี้ชางตวาดลั่นด้วยโทสะระคนหวาดกลัว เขากางแขนทั้งสองข้างออกจนสุด ปลดปล่อยพลังงานสีหยกอันมหาศาลให้ระเบิดออกมา
เก้าตราประทับดาราหยก!
ทันใดนั้น ปรากฏตราประทับรูปฝ่ามือสีหยกขนาดมหึมากว้างกว่าหลายสิบเมตร จำนวนเก้าสาย เรียงรายซ้อนทับกันกลางอากาศ ก่อนจะตบฟาดลงมาเป็นระลอกคลื่น พลังทำลายล้างรุนแรงจนอากาศบิดเบี้ยว
เคร้ง—!
ในห้วงเวลาเดียวกัน เจ้าหอฝูเซียนก็กัดฟันเรียกผีผาคู่กายออกมา ปลายนิ้วเรียวกรีดดีดสายอย่างบ้าคลั่ง ตัวโน้ตดนตรีที่ถูกดีดออกมาแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นเสียงสังหารอันแหลมคม ก่อตัวเป็นพายุมรสุมเสียงที่พร้อมจะเฉือนร่างศัตรูให้เป็นชิ้นๆ
สองผู้นำขุมกำลังระดับสูงสุดแห่งแดนใต้ ต่างงัดไม้ตายก้นหีบออกมาใช้เพื่อดิ้นรนเอาชีวิตรอด
จางอวิ๋นเห็นดังนั้นจึงออกคำสั่งเสียงเย็น
“กันไว้!”
สิ้นเสียงคำสั่ง อสูรมารเงาร่างยักษ์สูงกว่าร้อยเมตรหลายตน ต่างพุ่งเข้าไปขวางหน้า ใช้ร่างกายอันใหญ่โตที่ก่อตัวจากพลังงานเงาเป็นโล่เนื้อรับการโจมตีอย่างไม่กลัวตาย
ตูม! ตูม! ตูม!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วเกาะ ร่างของอสูรมารเงาถูกพลังฝ่ามือหยกและคลื่นเสียงระเบิดจนแหลกเหลวเป็นหมอกควันสีดำในพริบตา
แต่ทว่า… ความเสียสละนั้นไม่สูญเปล่า
อาศัยจังหวะที่การป้องกันของศัตรูเปิดช่องว่าง บรรพชนสำนักเทียนหลิวทั้งสองและสัตว์มารระดับแปลงเทพอีกสิบตน ก็พุ่งฝ่าหมอกควันเข้าประชิดตัวอวี้ชางและเจ้าหอฝูเซียนทันที!
ไม่มีลีลาที่สวยงาม มีแต่ความป่าเถื่อนของการใช้จำนวนเข้าบดขยี้!
“ม่ายยยย——!!”
เพียงไม่กี่อึดใจ เสียงกรีดร้องแหลมสูงด้วยความเจ็บปวดก็ดังระงมขึ้น กรงเล็บอันคมกริบของสัตว์มารระดับแปลงเทพตนหนึ่ง แทงทะลุร่างอรชรของเจ้าหอฝูเซียนจนเลือดสาดกระเซ็น
ฟุ่บ!
เศษเสี้ยววิญญาณของนางพยายามจะดีดตัวหนีออกจากร่างเพื่อเอาตัวรอด
แต่จางอวิ๋นเพียงแค่ปรายตามองและดีดนิ้วเบาๆ
พลังปราณคืนกำไรที่ถูกบีบอัดจนเข้มข้น พุ่งออกไปราวกับลูกธนูแหวกอากาศ เจาะทะลุวิญญาณดวงนั้นจนแตกสลายไปในทันที!
เมื่อเจ้าหอฝูเซียนตกตาย อวี้ชางที่เหลือตัวคนเดียวก็ไม่อาจต้านทานไหวอีกต่อไป
“คนของสำนักหลิงเซียน! พวกเจ้าฆ่าข้าไม่ได้นะเว้ย!!”
อวี้ชางตะโกนลั่นอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความสิ้นหวัง
“ถ้ำอวี้ซิงเป็นขุมกำลังในสังกัดของ ‘เมืองจี๋จื้อ’ แห่งแดนกลาง! ตัวข้าอวี้ชาง เป็นคนของเมืองจี๋จื้อ!!”
“เมืองจี๋จื้อ?”
จางอวิ๋นได้ยินชื่อนี้ก็เลิกคิ้วเล็กน้อย ไม่ได้มีท่าทีหวาดหวั่นแต่อย่างใด
ทว่าเจ้าสำนักหลิงเซียนกลับหน้าถอดสี รีบร้องเตือนเสียงหลง “จางอวิ๋น... หยุดก่อน!”
“ข้าไม่สนว่าแกจะเป็นใครหน้าไหนทั้งนั้น!”
จางอวิ๋นเมินเฉยต่อคำเตือน สั่งให้บรรพชนสำนักเทียนหลิวและเหล่าสัตว์มารลงมือสังหารเต็มกำลัง
การป้องกันเฮือกสุดท้ายของอวี้ชางถูกทำลายลงในพริบตา กรงเล็บและเขี้ยวอันแหลมคมของสัตว์มารระดับแปลงเทพนับสิบตน รุมทึ้งแทงทะลุร่างของเขาจนพรุนเป็นรังผึ้ง
ขณะที่พลังชีวิตกำลังแตกซ่าน วิญญาณที่ลอยหลุดออกมาของอวี้ชางก็คำรามก้องด้วยความเคียดแค้นอาฆาต
“ไอ้สารเลว! แกจะต้องเจอกับการตามล้างแค้นอย่างไม่ลดละจากเมืองจี๋จื้อ! พวกแกทุกคนจะต้องตายตกตามข้าไป!!”
“คิดว่าเซียนผู้นี้… จะกลัวขุมกำลังมนุษย์ของพวกเจ้ารึ?”
จางอวิ๋นดัดเสียงเป็นน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจ แบบเดียวกับที่เคยใช้ตอนปลอมตัวในตำหนักเซียน ส่งกระแสเสียงตอบกลับไปที่วิญญาณของอวี้ชาง
“แก… เป็นแกนี่เอง!!”
วิญญาณของอวี้ชางเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด เมื่อรู้ความจริงว่าศัตรูที่ตนต่อกรด้วยคือใคร
แต่จางอวิ๋นไม่เปิดโอกาสให้มันได้พูดพล่ามอีก
เขาสะบัดมือ ปล่อยปราณคืนกำไรออกไปบดขยี้วิญญาณนั้นจนดับสูญ แตกสลายกลายเป็นความว่างเปล่า!
หลังจากจัดการเก็บกวาดเสร็จสรรพ จางอวิ๋นถึงค่อยหันมาถามเจ้าสำนักหลิงเซียนด้วยสีหน้าใสซื่อ
“ท่านเจ้าสำนัก… เมืองจี๋จื้อที่ว่านี่ คือขุมกำลังอะไรหรือขอรับ?”
“……”
เจ้าสำนักหลิงเซียนถึงกับกลอกตามองบน
ไอ้เด็กเวรเอ๊ย! ฆ่าเขาตายไปแล้วค่อยมาถามเนี่ยนะ?
ท่านเจ้าสำนักสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับสติอารมณ์ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“หนึ่งในขุมกำลังระดับสูงสุดของแดนกลาง!”
“ขุมกำลังระดับสูงสุดของแดนกลาง?”
จางอวิ๋นทวนคำพลางครุ่นคิด
แม้เขาจะไม่เคยย่างกรายไปแดนกลาง แต่ก็รู้ดีว่าแดนกลางคือหัวใจหลักของทวีปวิถีเซียน เป็นศูนย์รวมของผู้บำเพ็ญเพียรที่มากที่สุดและแข็งแกร่งที่สุด
การถูกขนานนามว่าเป็น ‘ขุมกำลังระดับสูงสุด’ ในแดนกลางได้ ความแข็งแกร่งย่อมต้องเหนือกว่าเกาะเชียนไห่ หรือแม้แต่หอสมบัติหนานจางไปหลายขุมนัก
ดูท่า… จะเผลอไปล่วงเกินมหาอำนาจเข้าให้แล้วแฮะ!
จางอวิ๋นพลันนึกถึงชายหนุ่มชุดดำระดับแปลงเทพที่ติดตามอวี้ชางมาก่อนหน้านี้
ตอนนั้นเขาไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดมากนัก แต่พอลองมาขบคิดดูตอนนี้ ฝ่ายนั้นก็น่าจะเป็นคนของเมืองจี๋จื้อด้วยเช่นกัน
ว่าแต่… ชายหนุ่มชุดดำคนนั้นหายหัวไปไหนแล้วล่ะ?
“ไอ้พวกสวะ! หากแกกล้าลงมืออีก จะต้องเจอกับโทสะของเมืองจี๋จื้อข้า… อ๊ากกก!”
จังหวะนั้นเอง เสียงคำรามโหยหวนข่มขู่ก็ดังแว่วมาแต่ไกล
โป๊ก—!
ยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็มีเสียงวัตถุกระทบเนื้อดังสนั่น เหมือนถูกของแข็งจำพวกโลหะฟาดเข้าแสกหน้าเต็มรัก เสียงร้องโหยหวนจึงเงียบกริบไปในทันที
ที่บริเวณหน้าประตูทางเข้าแดนลับเซียน ปรากฏร่างหญิงสาวรูปงามในชุดสีแดงสด นั่งขี่หลังเต่าทะเลเหาะลอยออกมาอย่างเชื่องช้า ในมือของนางถือทัพพีเหล็กขนาดยักษ์เอาไว้
เพียงแวบเดียว…
จางอวิ๋นก็สบสายตาเข้ากับนาง
“แม่นางซูคนงาม!”
จางอวิ๋นเผยรอยยิ้มกว้าง ผู้มาเยือนไม่ใช่ใครอื่น คือ ‘ซูเตี๋ย’ นั่นเอง
ซูเตี๋ยปรายตามองเขาแวบหนึ่งด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะเบนสายตาไปที่เจ้าสำนักหลิงเซียน
เจ้าสำนักหลิงเซียนเลิกคิ้ว หันมามองจางอวิ๋น “เจ้าหนู… รู้จักนางด้วยรึ?”
จางอวิ๋นพยักหน้ารับ
เจ้าสำนักหลิงเซียนกล่าวสรุปทันที “ดี! งั้นเจ้าก็ติดหนี้น้ำใจนางหนึ่งครั้ง!”
“??”
จางอวิ๋นทำหน้างง
“ก่อนหน้านี้ข้าถูกระดับแปลงเทพสี่คนรุมโจมตี นางเป็นคนช่วยล่อพวกมันออกไปให้คนหนึ่ง ในเมื่อเป็นคนรู้จักของเจ้า เช่นนั้นหนี้น้ำใจครั้งนี้… เจ้าก็รับแทนข้าไปก็แล้วกัน!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนตบไหล่จางอวิ๋นปุๆ อย่างฝากฝัง
จางอวิ๋นถึงกับเหวอ
อะไรวะเนี่ย? ตัวเองเป็นคนติดหนี้บุญคุณแท้ๆ ไหงโยนขี้มาให้ข้าแบกรับเฉยเลย?
“พอกลับถึงสำนัก ค่อยมาอธิบายเรื่องสัตว์มารพวกนี้ รวมถึงเรื่องจอมมารวายุให้ข้าฟัง…”
ยังไม่ทันให้จางอวิ๋นได้เอ่ยปากโต้แย้ง เจ้าสำนักหลิงเซียนก็ชี้ไปที่กองทัพสัตว์มารระดับแปลงเทพข้างหลังจางอวิ๋น แล้วรีบตัดบท
“ตอนนี้ข้ามีธุระด่วน ขอตัวก่อนล่ะ!”
พูดจบ เจ้าสำนักหลิงเซียนก็พุ่งทะยานกลายเป็นแสงหายวับไปราวกับลูกธนูหลุดจากคันศร หนีออกจากเกาะเจียวหนานไปอย่างรวดเร็ว
จางอวิ๋นยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่กลางอากาศ
“เจ้านี่ยังไงกันแน่ หือ?”
ตอนนั้นเอง ซูเตี๋ยขี่เต่าทะเลเหาะเข้ามาหยุดตรงหน้า
จางอวิ๋นได้สติ หันมาเห็นซูเตี๋ยจ้องมองเขาด้วยแววตาเคลือบแคลงสงสัย จึงยักไหล่เบาๆ
“จะยังไงได้… ก็ความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นไง!”
“เพิ่มขึ้น?”
มุมปากของซูเตี๋ยกระตุกยิก
เมื่อไม่นานมานี้ตอนเจอกันครั้งแรก เจ้ายังเป็นแค่ระดับสร้างรากฐานที่ต้องจ้างข้าไประดับจินตานเพื่อเป็นตัวช่วยอยู่เลย
มาตอนนี้… แม้แต่ระดับแปลงเทพอย่างบรรพชนสำนักเทียนหลิว เจ้ายังจับมาเป็นลูกสมุนได้แล้ว? การพัฒนาบ้าบอคอแตกอะไรจะรวดเร็วปานนี้?
“จริงสิ… ของของเจ้า!”
ซูเตี๋ยขี้เกียจจะซักไซ้ให้ปวดหัว นางโยนแหวนมิติวงหนึ่งให้ แล้วกล่าวเสียงห้วน
“ค่าที่ข้าอุตส่าห์ใช้กล่องคริสตัลถนอมอาหารเก็บรักษาไว้ให้อย่างดี… จ่ายมาซะดีๆ สามร้อยหินวิญญาณ!”
จางอวิ๋นรับแหวนมาตรวจสอบ เปิดดูข้างในเห็นอาหารวิญญาณเลิศรสบรรจุอยู่ในกล่องคริสตัลใสเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ
ซุปกระดูกหมี, ผัดเนื้อหมี… กลิ่นหอมกรุ่นยังคงอบอวลราวกับเพิ่งปรุงเสร็จใหม่ๆ
แค่เห็นหน้าตาอาหาร จางอวิ๋นก็กลืนน้ำลายเอือกใหญ่ เขาควักหินวิญญาณสามร้อยก้อนออกมาจ่ายให้อย่างไม่อิดออด พลางยิ้มแซว
“แม่นางซูคนงาม… อุตส่าห์ถ่อมาไกลถึงแคว้นหนานซิง คงไม่ได้มาเพียงเพื่อส่งข้าวส่งน้ำให้ข้าหรอกกระมัง?”
“นั่นก็ส่วนหนึ่ง!”
ซูเตี๋ยตอบเสียงเรียบ สีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์
“แต่หลักๆ คือมีเรื่องบางอย่างจะบอกเจ้า!”
พูดจบ นางก็กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง ก่อนจะร่อนลงไปที่ป่าเล็กๆ ด้านล่างเกาะ
จางอวิ๋นเห็นดังนั้นจึงเหาะตามลงไป
เมื่อเท้าแตะพื้น ซูเตี๋ยก็สะบัดมือสร้างเขตอาคมป้องกันเสียงรบกวนขึ้นมาชั้นหนึ่งเพื่อความเป็นส่วนตัว แล้วจึงเอ่ยปาก
“เรื่องแรกคือ… เจ้าหอสามตายแล้ว!”
“เรื่องนี้ข้ารู้!”
“เจ้ารู้?”
ซูเตี๋ยเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ
จางอวิ๋นยักไหล่สบายๆ “ก็ข้าเป็นคนเชือดมันเองกับมือ ข้าก็ต้องรู้อยู่แล้วสิ!”
“เจ้าเป็นคนเชือด?”
ซูเตี๋ยเบิกตากว้างเล็กน้อย แต่พอนึกถึงภาพกองทัพสัตว์มารระดับแปลงเทพที่จางอวิ๋นควบคุมเมื่อครู่ ความตกใจก็จางหายไป นางอดไม่ได้ที่จะมองบนใส่
“ในเมื่อมีปัญญาฆ่ามันได้ แล้วจะจ้างให้ข้าไปคอยจับตาดูมันทำบ้าอะไร?”
“ก็ตอนนั้นฝีมือยังไม่ถึงนี่นา…”
จางอวิ๋นแถไปเรื่อย พลางจ้องมองใบหน้างดงามของซูเตี๋ยตาเป็นมัน
“ว่าแต่แม่นางซูคนงาม ท่าน...”
“ห้ามถาม!”
ยังพูดไม่ทันจบประโยค ซูเตี๋ยก็ยกทัพพีเหล็กขึ้นชี้หน้าขัดจังหวะทันควัน
“ถามไปข้าก็ไม่บอก!”
จางอวิ๋น: “……”
“เอาล่ะ เข้าเรื่องสำคัญ!”
ซูเตี๋ยปรับสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของจางอวิ๋นแล้วกล่าวว่า
“เดิมทีข้าไม่คิดจะให้เจ้าเข้ามายุ่งเกี่ยว แต่ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้าในตอนนี้… ก็นับว่าพอจะมีคุณสมบัติเข้ามาร่วมวงได้”
“ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกเจ้าว่า ‘เจ้าหอสอง’ กลับมาแล้ว…”
“อันที่จริง… ตอนที่เขาออกจากแดนใต้ไปในครานั้น เป็นเพราะรับคำสั่งลับจากข้า ให้เดินทางไปสืบเรื่องบางอย่าง!”
“รับคำสั่งจากท่าน?”
จางอวิ๋นทวนคำ สีหน้าฉายแววประหลาดใจเป็นครั้งแรก
……