ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 231 เกาะเชียนไห่โกลาหล
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ซึ่งเตรียมใจรออยู่ภายในหอสมบัติเซียนมานานแล้ว ทันทีที่ถูกเรียกออกมาและได้เห็นเหล่าพี่น้องเผ่าเงือกที่คุ้นเคย ขอบตาของนางก็พลันแดงก่ำ น้ำตาเอ่อล้นด้วยความตื้นตันระคนโศกเศร้า
“พี่หญิงอวี่จี… ยายเฒ่าอวี่เหรา… พี่อวี่เลี่ย…”
“หือ?”
เนื่องจากจางอวิ๋นลอบเข้ามาในสถานะล่องหน เหล่าเงือกจึงไม่ทันสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ แต่เมื่อจู่ๆ อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ปรากฏกายขึ้นกลางอากาศ ทุกสายตาก็ชะงักค้าง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงสุดขีด
“สุ่ย… สุ่ยเอ๋อร์??”
“เจ้า… เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
เงือกสาวรูปโฉมงดงามสะพรั่งผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม เมื่อเห็นนาง ใบหน้าที่ซีดเซียวอยู่แล้วก็ยิ่งขาวซีดลงไปอีก “อย่าบอกนะว่า… เจ้าเองก็ถูกพวกมันจับตัวมาเหมือนกัน?”
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์รีบส่ายหน้าปฏิเสธ “มิใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะพี่หญิงอวี่จี… ข้ากับท่านอาจารย์มาที่นี่เพื่อช่วยพวกท่าน!”
“ช่วย?”
อวี่จีชะงักงัน
เคร้ง!
ทันใดนั้น คมมีดที่มองไม่เห็นก็ตวัดวูบผ่านกรงเหล็กเบื้องหน้า เสียงโลหะฉีกขาดดังแสบแก้วหู ลูกกรงเหล็กกล้าที่ลงอาคมไว้แน่นหนาขาดสะบั้นราวกับกิ่งไม้แห้ง ประตูคุกพังทลายลงในพริบตา
“นี่มัน…”
อวี่จีอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง นางเพิ่งจะสังเกตเห็นจางอวิ๋นที่ค่อยๆ ปลดฮู้ดพรางตัวออก เผยให้เห็นร่างสูงสง่าที่ยืนอยู่ข้างกายอวี๋สุ่ยเอ๋อร์
นางอดไม่ได้ที่จะหันไปมองอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ด้วยความสงสัย “สุ่ยเอ๋อร์ เขาคือ…”
“พี่หญิงอวี่จี เขาคือท่านอาจารย์ของข้าเองเจ้าค่ะ!”
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์รีบแนะนำด้วยความภาคภูมิใจ
“อาจารย์?”
อวี่จียังคงงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก
“มิใช่เวลามาสนทนาความหลัง รีบกลืนพวกนี้ลงไปเสีย!”
จางอวิ๋นเอ่ยขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด พร้อมกับสะบัดมือเรียก ‘บัวราชันย์เมตตา’ ที่เคยใช้กลีบหนึ่งจัดการกับมารเหี่ยวเฉาออกมา ครานี้เขาแบ่งบัววิเศษทั้งดอกออกเป็นหลายสิบส่วน แล้วส่งพลังผลักมันลอยไปตรงหน้าอวี่จีและเงือกตนอื่นๆ
อวี่จีและพรรคพวกยังคงลังเลด้วยความหวาดระแวง แต่เมื่อเห็นอวี๋สุ่ยเอ๋อร์พยักหน้ายืนยันด้วยแววตาเชื่อมั่น พวกนางจึงกัดฟันคว้าชิ้นส่วนบัววิเศษนั้นกลืนลงคอไป
“อ๊าก!” “โอ๊ย!”…
ทันทีที่โอสถวิเศษล่วงลำคอ อวี่จีและเหล่าเงือกต่างกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ร่างกายล้มลงไปดิ้นทุรนทุรายกับพื้นราวกับถูกไฟเผา
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ตกใจหน้าถอดสี “ท่านอาจารย์ นี่มัน…”
“มิต้องตระหนก ประเดี๋ยวก็ดีขึ้น!”
จางอวิ๋นโบกมือวูบหนึ่ง
เพียงไม่กี่ลมหายใจ อาการเจ็บปวดก็มลายหายไป เหล่าเงือกต่างอ้าปากค้าง พ่นเอากลุ่มควันสีดำทมิฬออกมาจากร่างกาย มันคือไอมารร้ายที่ถูกพลังแห่งความเมตตาชำระล้างจนสลายตัวไปสิ้น
เมื่อจางอวิ๋นตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง ‘ตราประทับทาสมาร’ ที่เคยปรากฏในหน้าต่างสถานะของพวกนาง ก็อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น
“สุ่ยเอ๋อร์ ดูแลคนของเจ้าด้วย!”
จางอวิ๋นสั่งความสั้นๆ แล้วสะบัดแขนเสื้อวูบ ดูดรวบอวี๋สุ่ยเอ๋อร์และเหล่าเงือกทั้งหมดกลับเข้าสู่หอสมบัติเซียนในพริบตา
“โฮก!”
“ช่วยด้วย!!”
“มนุษย์ผู้นั้น! ได้โปรดช่วยพวกเราด้วยเถิด!!”
…
ขณะที่เขากำลังจะหันหลังกลับ เสียงร้องขอความช่วยเหลืออันน่าเวทนาจากเหล่ามนุษย์อสูรในกรงขังข้างเคียงก็ดังระงมเซ็งแซ่
จางอวิ๋นปรายตามองเพียงแวบหนึ่ง สะบัดนิ้วยิงคลื่นปราณกระบี่กวาดผ่านเป็นวงกว้าง
ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!
กรงเหล็กทั้งหมดในบริเวณนั้นขาดสะบั้นเปิดออกทันที
ทำเสร็จเขาก็พุ่งตัวทะยานออกจากถ้ำโดยไม่หันกลับไปมอง
ชะตากรรมของพวกมนุษย์อสูรเหล่านี้ โอกาสรอดชีวิตแทบจะเป็นศูนย์ มิใช่เพราะหนีออกไปไม่ได้ แต่เพราะในร่างกายของพวกมันยังมี ‘ตราประทับทาสมาร’ ฝังรากลึกอยู่
หากปราศจากของวิเศษระดับ ‘บัวราชันย์เมตตา’ หรือวิชาชำระล้างระดับสูง ต่อให้พวกมันหนีออกจากเกาะเชียนไห่ไปได้ ก็คงไม่อาจรอดพ้นความตายอยู่ดี
แต่อย่างน้อย… การปล่อยพวกมันออกมา ก็ช่วยสร้างความวุ่นวายโกลาหลให้เกาะนี้ได้ไม่มากก็น้อย!
จางอวิ๋นพุ่งทะยานออกจากปากถ้ำ เตรียมจะเหาะหนีฝ่าวงล้อมออกจากเกาะเชียนไห่
“บังอาจมาทำกำเริบเสิบสานในเกาะเชียนไห่ของข้า ผู้ใดให้ความกล้าแก่เจ้ามา!?”
ทันใดนั้น เสียงตวาดอันทรงพลังที่แฝงด้วยแรงกดดันมหาศาลระดับ ‘แปลงเทพขั้นสูงสุด’ ก็ดังกึกก้องกัมปนาทไปทั่วผืนฟ้า
ร่างเงาหนึ่งพุ่งดิ่งลงมาจากฟากฟ้าเหนือเกาะที่สาม สายตาคมกริบคู่นั้นล็อคเป้าสังหารมาที่เขาเขม็ง
ชายวัยกลางคนในชุดคลุมยาวสีทองหรูหรา ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายของผู้มีอำนาจเหนือสรรพชีวิต
“เจ้าเกาะเชียนไห่?”
จางอวิ๋นจดจำตัวตนนี้ได้ทันที เขาเมินเฉยต่อแรงกดดันทางวิญญาณนั้นโดยสิ้นเชิง เร่งความเร็วเต็มพิกัดพุ่งหนีมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเกาะรอบนอก
เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่สะทกสะท้านกับแรงกดดันของตน เจ้าเกาะเชียนไห่แค่นเสียงเย็นชาในลำคอ
“ทิ้งชีวิตของเจ้าไว้ที่นี่ซะ!”
เขาพลิกฝ่ามือ กดประทับฝ่ามือปราณยักษ์ลงมากลางอากาศ หมายจะตะปบจางอวิ๋นให้แหลกเหลวคาดิน
ฟุ่บ!
แต่จางอวิ๋นที่เตรียมพร้อมรับมืออยู่แล้ว พุ่งตัววูบหลบหลีกราวกับสายฟ้าแลบ รอดพ้นจากรัศมีทำลายล้างของฝ่ามือยักษ์ไปได้อย่างเฉียดฉิว มุ่งหน้าสู่เกาะชั้นนอกด้วยความเร็วสูง
เจ้าเกาะเชียนไห่ขมวดคิ้วมุ่น รีบทะยานร่างไล่ตามไปติดๆ พร้อมกับหยิบหินส่งเสียงรุ่นพิเศษออกมาตะโกนสั่งการ
“สกัดมันไว้!!”
สิ้นเสียงคำสั่งประดุจประกาศิต
บนสะพานเชื่อมระหว่างเกาะที่สามและเกาะที่สี่ เหล่ายอดฝีมือจำนวนมากต่างเหาะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ดักทางหนีของจางอวิ๋นไว้ทุกทิศทาง
“ไปเล่นกับพวกมันโน่น!”
จางอวิ๋นไม่รอช้า เรียก ‘แท่นอัญเชิญ’ ออกมา จัดการโยนศพของผู้อาวุโสคุมกฎ, ยอดฝีมือระดับหยวนอิงวัยกลางคน และชายร่างกำยำที่เพิ่งสังหารไปเมื่อครู่ลงไป แบ่งศพทั้งสามออกเป็นสิบส่วน แล้วเปิดใช้งานการอัญเชิญทันที
“ฆ่า!” “ฆ่า!” “ฆ่า!”
สิ้นเสียงคำรามกึกก้อง ร่างเงา 30 ร่างที่แผ่กลิ่นอายระดับหยวนอิงอันน่าเกรงขามก็พุ่งทะยานออกมาจากความว่างเปล่า
“ผู้อาวุโสคุมกฎ? ผู้ดูแลกวงเหลียน? ผู้อาวุโสสิบเอ็ด?”
“เดี๋ยวสิ… เหตุใดถึงมีหน้าตาเหมือนกันตั้งสิบคน?”
“คุณพระช่วย นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น?”
“ท่านผู้อาวุโสคุมกฎ ท่านทำอะไรน่ะ!! พวกข้าเอง!”
“พวกเราพวกเดียวกันนะเว้ย!!”
…
เหล่าผู้ฝึกตนที่ดาหน้าเข้ามาดักทางจางอวิ๋น ต่างถูกกองทัพโคลน 30 ตนที่จางอวิ๋นเรียกออกมาไล่ตบจนร่วงกราวรูด เกิดความโกลาหลวุ่นวายไปทั่วบริเวณ
จางอวิ๋นอาศัยจังหวะชุลมุนนั้น บินฝ่าวงล้อมออกไปหน้าตาเฉย
“ไอ้สารเลว!”
เจ้าเกาะเชียนไห่ที่ไล่กวดตามมาเห็นฉากนี้ถึงกับหน้าดำคร่ำเครียด เขาฟาดฝ่ามือยักษ์ลงมาตบเปรี้ยงเดียว ร่างอัญเชิญระดับหยวนอิงทั้ง 30 ร่างก็แตกสลายกลายเป็นผุยผง เขาคำรามใส่หินส่งเสียงด้วยความเดือดดาล
“เปิด ‘ค่ายกลร้อยเกาะ’ เดี๋ยวนี้!!”
สิ้นคำบัญชา
ตูม! ตูม! ตูม! …
ลำแสงพลังงานพุ่งขึ้นจากเกาะต่างๆ ทั่วสารทิศ ทะลวงสู่ท้องฟ้า
ลำแสงเหล่านั้นพุ่งขึ้นไปรวมตัวกันเหนือเวหา ก่อตัวเป็นม่านพลังขนาดมหึมา ครอบคลุมพื้นที่ร้อยเกาะโดยมีเกาะหลักเป็นศูนย์กลาง กักขังทุกสรรพสิ่งไว้ภายใน
เห็นดังนั้น จางอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย
สมองของเขาประมวลผลวางแผนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตัดสินใจใช้แท่นอัญเชิญจัดการกับศพของ ‘ผู้อาวุโสสองเกาะเชียนไห่’ ที่สังหารไปในวังเซียน แบ่งออกเป็นสิบส่วน
เรียก ‘ผู้อาวุโสสอง’ ออกมา 10 ร่าง!
ต่างจากพวกซากศพแห้งกรังที่โดนพลังเซียนเหี่ยวเฉากัดกิน ศพมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบนี้ สามารถแบ่งส่วนอัญเชิญได้สูงสุดถึง 10 ร่างพร้อมกัน
ผู้อาวุโสสองทั้ง 10 ร่าง พุ่งกระจายตัวออกไปโจมตีทำลายล้างรอบทิศทาง
ส่วนตัว ‘จางอวิ๋น’ เองก็ยังคงพุ่งหนีต่อไปไม่หยุดยั้ง
เจ้าเกาะเชียนไห่ที่ไล่กวดมาเห็นเข้าก็ตกตะลึงตาค้าง “ผู้อาวุโสสอง?”
ผู้อาวุโสสองสมควรจะอยู่ที่แดนลับเซียนมิใช่หรือ ไฉนจึงมาอยู่ที่นี่ได้?
ยิ่งนึกถึงผู้อาวุโสคุมกฎและคนอื่นๆ ที่จางอวิ๋นเรียกออกมาเมื่อครู่ ในใจของเขาก็ยิ่งเต็มไปด้วยความสงสัยและความหวาดหวั่นในตัวตนปริศนานี้
เขามองไปที่ ‘จางอวิ๋น’ เบื้องหน้า แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความอำมหิตทวีคูณ ไม่สนใจร่างแยกผู้อาวุโสสองทั้งสิบที่กำลังอาละวาด เร่งความเร็วไล่ล่าสังหารจางอวิ๋นต่อทันที
ผู้อาวุโสสองทั้ง 10 ร่าง แยกย้ายกันลงไปถล่มเกาะที่สี่และเกาะที่ห้า
“ผู้อาวุโสสอง ท่านทำอะไรน่ะ?”
“ท่านรอง! อย่าฆ่าข้า ข้าเฮ่อซานเอง!!”
“ช่วยด้วยยย!!”
…
ทันทีที่เท้าแตะพื้น สองเกาะนั้นก็กลายเป็นขุมนรกแตก
แต่ท่ามกลางความวุ่นวายโกลาหล ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่า หนึ่งในร่างแยกของผู้อาวุโสสองที่วิ่งผ่านป่าเล็กๆ ในเกาะที่ห้า ได้แอบทิ้งจี้ห้อยคอเล็กๆ อันหนึ่งไว้ในพงหญ้า
วิ้ง!
จี้ห้อยคอเปล่งแสงจางๆ วูบหนึ่ง
ร่างของโจวข่านและผู้อาวุโสหกเกาะเชียนไห่ก็ปรากฏออกมาจากความว่างเปล่า
สัมผัสได้ถึงความโกลาหลรอบด้าน ทั้งสองคนมีสีหน้าตึงเครียดเหงื่อตก
“อย่ามัวแต่อึ้ง เริ่มแผนได้!”
เสียงกระซิบของจางอวิ๋นดังขึ้นข้างหู ผู้อาวุโสหกเกาะเชียนไห่ตั้งสติได้ทันที ตะโกนลั่นสุดเสียง “อย่าหวังจะแตะต้องปรมาจารย์โจว!”
เขาพุ่งเข้าไปซัดฝ่ามือปะทะกับร่างแยกผู้อาวุโสสองที่อยู่แถวนั้นอย่างดุเดือด (แบบการละครตบตา)
ส่วนโจวข่านก็รีบขยี้ผมเผ้าและฉีกทึ้งเสื้อผ้าให้ดูยับเยิน วิ่งกระเซอะกระเซิงออกมาจากป่า ตีบทแตกกระจุยด้วยท่าทางหวาดกลัวสุดขีด
จางอวิ๋นตัวจริงที่นั่งจิบชาอยู่อย่างสบายอารมณ์ใน ‘หอสมบัติเซียน’ (ซึ่งซ่อนอยู่ในจี้ห้อยคอ) มองดูเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านจอภาพมายาด้วยรอยยิ้ม
ไอ้ ‘จางอวิ๋น’ ที่บินหนีไปเมื่อกี้… คือร่างแยกที่เขาสร้างขึ้นจาก ‘เคล็ดกระบี่แบ่งร่าง’ ต่างหาก!
เจอค่ายกลใหญ่ระดับเกาะปิดผนึกพื้นที่ขนาดนี้ จะให้บินชนดื้อๆ ก็มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ทำ
ในเมื่อมีหนอนบ่อนไส้อย่างโจวข่านและผู้อาวุโสหกอยู่ทั้งคน เรื่องอะไรต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง ปล่อยให้พวกมันพาออกไปแบบเนียนๆ ไม่ดีกว่าหรือ?
ไกลออกไปเหนือฟากฟ้าเกาะที่สอง
ปัง!
เจ้าเกาะเชียนไห่ฟาดฝ่ามือใส่ ‘จางอวิ๋น’ ที่ตนไล่ตามมาจนทันอย่างจัง ร่างนั้นระเบิดเป็นกลุ่มควันหายไปในอากาศ
เจ้าเกาะเชียนไห่ยืนอึ้งอยู่กลางอากาศ มองความว่างเปล่าตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า สับสนมึนงงจนพูดไม่ออก...