ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 232 พักพิงชั่วคราว ณ เกาะเชียนไห่
- Home
- ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า
- บทที่ 232 พักพิงชั่วคราว ณ เกาะเชียนไห่
ตายง่ายดายปานนี้เชียวหรือ?
เจ้าเกาะเชียนไห่ขมวดคิ้วมุ่น ความคลางแคลงใจก่อตัวขึ้นในอกอย่างห้ามไม่อยู่
ก่อนหน้านี้ได้รับรายงานด่วนว่ามียอดฝีมือระดับ ‘แปลงเทพ’ ลอบเร้นกายเข้ามา
เมื่อครู่นี้ เจ้า ‘ระดับแปลงเทพ’ ผู้นั้นสามารถสลัดหลุดจากแรงกดดันทางวิญญาณของเขาได้อย่างง่ายดาย แถมความเร็วในการหลบหนีและวิชาอัญเชิญระดับสูงที่งัดออกมาใช้ระหว่างทาง ก็ล้วนเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าเป็นของจริง
ในยามนี้ เขาเตรียมตัวพร้อมสรรพที่จะเปิดศึกสะท้านฟ้าดิน ถึงขนาดสั่งเปิดใช้งาน ‘ค่ายกลร้อยเกาะ’ เพื่อปิดประตูตีแมว แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นว่า…
พอไล่ตามทัน ฟาดฝ่ามือเดียวก็ตายคาที่เนี่ยนะ?
“ไม่ถูกต้อง!”
ดวงตาของเจ้าเกาะเชียนไห่เบิกกว้างเมื่อจ้องมองความว่างเปล่าเบื้องหน้า ไร้ซึ่งหยาดโลหิตสาดกระเซ็น มีเพียงกลุ่มพลังงานที่สลายตัวไปอย่างรวดเร็ว เขารู้ตัวทันที
“บัดซบ! ร่างแยก!!”
สีหน้าของเขามืดครึ้มลงทันตา ประดุจเมฆฝนยามพายุคลั่ง รีบหันขวับกลับไปมองทางกลุ่มเกาะที่เพิ่งผ่านมา แล้วระเบิดพลังพุ่งตัวย้อนกลับไปราวกับลูกธนูหลุดจากแหล่ง
เมื่อมาถึงน่านฟ้าเหนือเกาะที่สี่และห้า ซึ่งกำลังถูกปั่นป่วนจนเละเทะโดย ‘ผู้อาวุโสสอง’ ทั้งสิบคน เขาก็ไม่รอช้า ระดมฟาดฝ่ามือยักษ์ใส่ไม่ยั้ง ทำลายร่างแยกของผู้อาวุโสสองทั้งสิบจนแตกสลายไปจนหมดสิ้นในพริบตา
“ผู้อาวุโสหก?”
ทันใดนั้น สายตาของเขาก็สะดุดกึก เมื่อเห็นผู้อาวุโสหกกำลังต่อสู้พัวพันอยู่กับร่างของผู้อาวุโสสองตนหนึ่ง ในสภาพได้รับบาดเจ็บเสื้อผ้าฉีกขาด
“คะ… คารวะท่านเจ้าเกาะ!”
เมื่อเห็นเจ้าเกาะปรากฏตัว ผู้อาวุโสหกก็รีบผละออกมาทำความเคารพด้วยท่าทีเหนื่อยหอบ
เจ้าเกาะเชียนไห่เอ่ยถามด้วยความสงสัย “เจ้าติดตามผู้อาวุโสใหญ่ไปสำรวจแดนลับเซียนมิใช่หรือ? ไฉนจึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
ผู้อาวุโสหกปาดเหงื่อ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เรียนท่านเจ้าเกาะ ข้าเพิ่งจะกลับมาถึงขอรับ… การไปเยือนแดนลับเซียนครานี้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น…”
จากนั้นเขาก็ร่ายยาวเล่าเรื่องราวตามบทที่เตี๊ยมกันมาอย่างไหลลื่น ทั้งเรื่องวังเซียนถล่มทลาย และเรื่องที่เขาไม่รู้สาเหตุแน่ชัดว่าเหตุใดจึงถูกสุ่มส่งตัวออกมา ระหว่างสำรวจพื้นที่ก็พบว่ามียอดฝีมือระดับแปลงเทพกำลังต่อสู้กันอุตลุด ด้วยความกลัวจะโดนลูกหลงจึงตัดสินใจหนีกลับมารายงานก่อน
“ระดับแปลงเทพต่อสู้กัน?”
เจ้าเกาะเชียนไห่สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย นึกเชื่อมโยงบางอย่างขึ้นได้ จึงถามต่อเสียงเข้ม “ตอนเจ้าหนีออกมาจากแดนลับเซียน ไม่พบความผิดปกติใดๆ ที่โลกภายนอกรึ?”
ผู้อาวุโสหกส่ายหน้า ทำท่าทางมึนงงใสซื่อ
เจ้าเกาะเชียนไห่ขมวดคิ้ว ปรายตามองลงไปที่ป่าเล็กด้านล่าง เห็นโจวข่านในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง ยืนตัวสั่นงันงกอยู่
ผู้อาวุโสหกเห็นสายตานั้นจึงรีบอธิบายเสริม “ท่านเจ้าเกาะ ตอนข้ากลับมา ท่านปรมาจารย์โจวมาดักรอข้าพอดี ข้าเองก็มีเรื่องอยากไหว้วานให้ท่านปรมาจารย์ช่วยปรุงยาให้สักเม็ด จึงนัดแนะมาเจรจากันที่นี่ แต่จู่ๆ ก็เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น…”
เจ้าเกาะเชียนไห่มองโจวข่านแวบหนึ่ง เห็นอีกฝ่ายเอาแต่ก้มหน้าตัวสั่นไม่กล้าสบตา ก็มิได้ติดใจสงสัยอันใด
แต่พอนึกขึ้นได้ ก็หันมาถามผู้อาวุโสหกอีกครั้ง “แล้วผู้อาวุโสสอง… เป็นบ้าอะไรของมัน?”
“เรียนท่านเจ้าเกาะ ตอนที่ข้าไปกับคณะของผู้อาวุโสใหญ่ ก็ไม่เห็นเงาของผู้อาวุโสสองแล้วขอรับ”
ผู้อาวุโสหกส่ายหน้าด้วยความจนใจ “ข้าน้อยเองก็นึกไม่ถึงเลยว่า…”
“ข้าเข้าใจแล้ว!”
เจ้าเกาะเชียนไห่โบกมือตัดบทอย่างรำคาญใจ “เจ้ากลับไปพักผ่อนรักษาตัวเถอะ หากมีเรื่องด่วนอันใดข้าจะเรียกหาเอง!”
พูดจบเขาก็แผ่สัมผัสวิญญาณตรวจสอบพื้นที่เกาะที่ห้าอย่างละเอียดอีกครั้ง เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ก็พุ่งทะยานมุ่งหน้าไปตรวจสอบเกาะอื่นต่อทันที
ผู้อาวุโสหกลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก หันไปสบตากับโจวข่าน
โจวข่านพยักหน้าเล็กน้อย เอ่ยขึ้นเบาๆ “ไปที่ห้องปรุงยาของข้าเถอะ!”
ผู้อาวุโสหกพยักหน้ารับ
ทั้งสองเดินเคียงคู่กันไป ไม่นานก็มาถึงถ้ำหินขนาดใหญ่ซึ่งเป็นที่พำนักและห้องปรุงยาส่วนตัวของโจวข่านบนเกาะที่ห้า
หลังจากกางม่านพลังป้องกันเสียงรบกวนและจิตสัมผัสจนแน่นหนาแล้ว
โจวข่านถึงได้เอ่ยขึ้น “ท่านอาจารย์… ปลอดภัยแล้ว ออกมาได้เลยขอรับ!”
วิ้ง!
แสงสว่างวาบขึ้นจากจี้ห้อยคอ ร่างสูงสง่าของจางอวิ๋นก้าวออกมาจาก ‘หอสมบัติเซียน’ ด้วยท่วงท่าสบายๆ
“ท่านอาจารย์!”
“คุณชาย!”
โจวข่านและผู้อาวุโสหกรีบประสานมือทำความเคารพ
จางอวิ๋นโบกมือรับทราบ แล้วหันไปถามผู้อาวุโสหกเสียงเรียบ “เหตุใดก่อนหน้านี้ไม่แจ้งข้าเรื่องค่ายกลร้อยเกาะ?”
ผู้อาวุโสหกตัวสั่นสะท้าน รีบทิ้งตัวลงคุกเข่าทันที “คุณชายโปรดอภัย! เป็นความสะเพร่าเลินเล่อของทาสเฒ่าผู้นี้เอง เพราะค่ายกลร้อยเกาะนี้ไม่ได้ถูกเปิดใช้งานมานานนับร้อยปีแล้ว ข้าเลยนึกไม่ถึงว่า…”
“ช่างเถอะ!”
จางอวิ๋นโบกมืออย่างไม่ถือสา เขาทอดสายตามองออกไปนอกปากถ้ำ จ้องมองม่านแสงมหึมาที่ปกคลุมทั่วผืนฟ้า แล้วใช้วิชา ‘เนตรสวรรค์’ ตรวจสอบทันที——
【ค่ายกลอาณาเขต】
ข้อมูล: มหาค่ายกลที่รวบรวมพลังงานธรรมชาติจากหลายทิศทาง มีอานุภาพในการปิดล้อมอาณาเขตและป้องกันระดับสูง
จุดอ่อน: การระเบิดพลังของผู้ฝึกตนระดับเหลียนซวี สามารถทำลายได้; สิ้นเปลืองพลังงานมหาศาล ไม่สามารถคงสภาพได้นานเกิน 3 วัน
…
เมื่อเห็นข้อมูลของค่ายกล เขาก็ลูบคางครุ่นคิด
‘ค่ายกลร้อยเกาะ’ คงเป็นชื่อที่ทางเกาะเชียนไห่ตั้งขึ้นเองโก้ๆ แต่ชื่อที่แท้จริงคือ ‘ค่ายกลอาณาเขต’
คำว่า ‘อาณาเขต’ ในโลกผู้ฝึกตนนั้น เป็นสัญลักษณ์แห่งพลังของยอดฝีมือระดับ ‘เหลียนซวี’ การที่ค่ายกลนี้มีชื่อเช่นนี้ แสดงว่าอานุภาพของมันย่อมไม่ธรรมดาแน่!
“รอให้พลังงานมันหมดไปเองก็แล้วกัน!”
จางอวิ๋นถอนหายใจเบาๆ อย่างไม่ยี่หระ
เขาไม่ได้รีบร้อนอันใด ถือโอกาสนี้พักอาศัยชั่วคราวในเกาะเชียนไห่ ใช้ทรัพยากรของศัตรูบำรุงตนสักพักก็ไม่เลว
เขาสั่งกำชับให้โจวข่านและผู้อาวุโสหกทำตัวตามปกติ อย่าให้มีพิรุธ ส่วนตัวเองก็กลับเข้าไปในหอสมบัติเซียน เพื่อเข้าสู่ ‘โลกมหาปรมาจารย์เซียน’
ณ ตำหนักภารกิจ
“ยังไม่ถือว่าสำเร็จรึ?”
จางอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าภารกิจที่ 2 ยังไม่ขึ้นสถานะสำเร็จ
หรือว่าจะต้องพาพวกนางเงือกออกไปให้พ้นเขตอำนาจของเกาะเชียนไห่เสียก่อน ระบบถึงจะนับว่าภารกิจเสร็จสิ้นสมบูรณ์?
เขาส่ายหน้าเบาๆ แล้วออกจากโลกของระบบ
กลับมายังโถงใหญ่ภายในหอสมบัติเซียน
ในยามนี้ อวี๋สุ่ยเอ๋อร์และเหล่าเงือกมารวมตัวกันอยู่อย่างพร้อมหน้า
“ท่านอาจารย์!”
ทันทีที่เห็นเขาปรากฏตัว อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ก็รีบวิ่งถลาเข้ามาหา ใบหน้าจิ้มลิ้มยังคงเปื้อนรอยยิ้มแห่งความปิติที่ได้พบเจอญาติพี่น้อง แววตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ “ขอบคุณเจ้าค่ะ!! ขอบคุณท่านอาจารย์จริงๆ!”
“ท่านอาจารย์ของสุ่ยเอ๋อร์… บุญคุณช่วยชีวิตครั้งนี้ เผ่าเงือกของเราจะจารึกไว้ในกระดูก ไม่มีวันลืมเลือน!!”
ด้านหลังนาง อวี่จีและเหล่าเงือกตนอื่นๆ ต่างพากันย่อกายโค้งคำนับให้เขาอย่างพร้อมเพรียงด้วยความเคารพสูงสุด
พวกนางได้รับฟังเรื่องราววีรกรรมของจางอวิ๋นจากปากของอวี๋สุ่ยเอ๋อร์แล้ว
ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกซาบซึ้งระคนตื้นตัน
เริ่มจากการช่วยชีวิตอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ รับนางเป็นศิษย์ดูแลประคบประหงมอย่างดี และในยามนี้ยังยอมเอาตัวเข้าเสี่ยงเป็นศัตรูกับขุมกำลังใหญ่อย่างเกาะเชียนไห่ เพื่อบุกมาช่วยพวกนางถึงรังศัตรู…
บุญคุณนี้ยิ่งใหญ่ไพศาลจนหาที่เปรียบมิได้
ไม่ว่ามนุษย์ผู้อื่นจะเลวร้ายป่าเถื่อนเพียงใด แต่ท่านอาจารย์ของสุ่ยเอ๋อร์ผู้นี้ สมควรได้รับการเทิดทูนบูชาจากพวกนางทั้งเผ่าพันธุ์!
“มิต้องมากพิธี สุ่ยเอ๋อร์เป็นศิษย์รักของข้า ญาติพี่น้องของนางก็เปรียบเสมือนญาติของข้าเช่นกัน!”
จางอวิ๋นโบกมือให้ทุกคนลุกขึ้น
จากนั้นจึงเอ่ยถามเข้าประเด็น “ช่วยเล่าเหตุการณ์ตอนที่พวกเจ้าถูกเกาะเชียนไห่จับตัวมาให้ข้าฟังอย่างละเอียดได้หรือไม่?”
ได้ยินดังนั้น เหล่าเงือกต่างหันมองหน้ากันด้วยแววตาหวาดหวั่น
“ท่านอาจารย์ของสุ่ยเอ๋อร์… ให้ข้าเป็นผู้เล่าเองเถิดเจ้าค่ะ!”
อวี่จีผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มก้าวออกมาข้างหน้า สูดลมหายใจลึก “หลังจากที่เผ่าของพวกเราถูกกองกำลังเกาะเชียนไห่บุกโจมตี…”
จากคำบอกเล่าของนาง จางอวิ๋นค่อยๆ ปะติดปะต่อเรื่องราวทีละส่วน
ในครานั้นเผ่าเงือกถูกเกาะเชียนไห่บุกโจมตีแบบสายฟ้าแลบ สมาชิกส่วนใหญ่ถูกจับเป็นเชลย พวกนางถูกพามาคุมขังไว้ที่เกาะลึกลับแห่งหนึ่งในเขตเกาะเชียนไห่ ขังรวมกับพวกมนุษย์อสูรเผ่าอื่นๆ ในถ้ำเดียวกัน
ทุกๆ สามวันหรือห้าวัน ทางเกาะเชียนไห่จะส่งคนมาคัดตัวพวกนางหรือมนุษย์อสูรตนอื่นออกไป
ถูกพาไปที่แห่งหนใดพวกนางสุดจะรู้ แต่ผู้ที่ถูกพาตัวไป… ไม่เคยมีใครได้หวนกลับมาอีกเลย
จนกระทั่งวันหนึ่ง จู่ๆ ผู้อาวุโสสองแห่งเกาะเชียนไห่ก็นำกลุ่มคนปริศนาที่มีกลิ่นอายมารรายล้อมเข้ามา ทำการฝัง ‘ตราประทับทาสมาร’ ใส่พวกนางและมนุษย์อสูรทั้งหมด จนพวกนางหมดสติไป
เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครา ก็พบว่าตนเองมาอยู่ที่คุกถ้ำบนเกาะที่สามแห่งนี้เสียแล้ว
และหลังจากนั้น ทุกๆ ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ภายในถ้ำแห่งนั้นจะปรากฏ ‘วังวนเคลื่อนย้าย’ ที่สร้างจากไอมาร ดูดกลืนพวกนางหรือมนุษย์อสูรบางส่วนหายวับเข้าไป…
เกิดอะไรขึ้นหลังจากถูกดูดเข้าไป… พวกนางไม่อาจล่วงรู้ได้เลย
จนกระทั่งเหลือรอดกันอยู่เพียงแค่ไม่กี่สิบชีวิตในตอนนี้
หากจางอวิ๋นและอวี๋สุ่ยเอ๋อร์มาช้ากว่านี้อีกเพียงก้าวเดียว เกรงว่าคงไม่ทันได้เห็นหน้าค่าตากันอีกตลอดกาล!
ฟังอวี่จีเล่าจบ จางอวิ๋นมีสีหน้าเคร่งขรึมลง ครุ่นคิดอย่างหนัก
นึกเอะใจอะไรบางอย่างขึ้นได้ จึงหันไปถามอวี่จี “แล้วพวก ‘มนุษย์ไร้วิญญาณ’ ที่ถูกขังรวมอยู่ด้วยเล่า พวกเจ้ารู้จักพวกเขาหรือไม่?”
“ไม่ค่อยรู้ความเท่าใดนักเจ้าค่ะ…”
อวี่จีส่ายหน้าเบาๆ “ตอนพวกข้าตื่นขึ้นมาที่นั่น มนุษย์กลุ่มนั้นก็ถูกขังอยู่ก่อนแล้ว แต่ชะตากรรมของพวกเขาก็เฉกเช่นเดียวกับพวกเรา คือจะมีบางส่วนถูกวังวนมารดูดกลืนหายไปเป็นพักๆ…”
ได้ยินเช่นนี้ จางอวิ๋นสูดหายใจลึก
เมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมของ ‘สำนักหนานเฟิงม่อ’ ที่นิยมสร้างมนุษย์มารเงา แล้ว… ทั้งเงือก มนุษย์อสูร และมนุษย์ไร้วิญญาณที่ถูกดูดหายเข้าไป เป็นไปได้สูงว่าจะถูกนำไปใช้เป็น ‘วัตถุดิบ’ ในการสร้างตัวประหลาดหรืออาวุธสงครามบางอย่าง!
ทันใดนั้น เสียงใสของอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ก็ดังขัดจังหวะความคิดขึ้น
“ท่านอาจารย์… ข้ารู้สึกเหมือนกำลังจะทะลวงระดับแล้วเจ้าค่ะ!”