ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 243 ท่านอาจารย์... นี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ!
- Home
- ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า
- บทที่ 243 ท่านอาจารย์... นี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ!
เรื่องพรรค์นี้ เกิดมาไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน!
เพราะศาสตราวิญญาณกับศาสตราศักดิ์สิทธิ์ มันคนละชั้นคนละเกรดกันราวฟ้ากับเหว
แต่พอมานึกถึงความสามารถอันน่าตื่นตะลึงของพู่กันบัญชาการ ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่มันจะก้าวข้ามขีดจำกัดได้ขนาดนี้
เพราะต่อให้บอกว่าพู่กันบัญชาการเป็น ศาสตราเซียน จางอวิ๋นก็ยังรู้สึกว่าสมเหตุสมผลอยู่ดี
เดี๋ยวนะ… หรือจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ?
ในเมื่อมันอัปเกรดจากศาสตราวิญญาณข้ามขั้นมาเป็นศาสตราศักดิ์สิทธิ์ได้ งั้นจากศาสตราศักดิ์สิทธิ์… ก้าวต่อไปก็ต้องเป็นศาสตราเซียนสินะ…
อึก!
จางอวิ๋นกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
เขาพยายามสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่าน ก่อนจะตรวจสอบพู่กันบัญชาการที่อัปเกรดเรียบร้อยแล้วอย่างละเอียด
“บัญชาการขั้นสอง แสดงผลของตัวอักษรสองตัวพร้อมกันงั้นหรือ…”
จางอวิ๋นยกมือลูบคาง แววตาฉายแววใคร่รู้ แล้วเริ่มลงมือทดลองทันที
เขาจรดปลายพู่กันเขียนตัวอักษรที่ใช้บ่อยที่สุดอย่างคำว่า ‘เร็ว’ ลงไปในความว่างเปล่าก่อน จากนั้นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็หยิบ กระบี่รัตติกาลคลั่ง ออกมา แล้วตวัดเขียนคำว่า ‘คม’ เพิ่มลงไปอีกตัว
ทันทีที่ตัวอักษรแสงทั้งสองร่วงหล่นลงมาประทับ เขาก็รู้สึกได้เลยว่าร่างกายและกระบี่ในมือเบาหวิวขึ้นถนัดตา ราวกับไร้น้ำหนัก
เขาลองตวัดคลื่นปราณกระบี่ออกไปหนึ่งที
ฟุ่บ!
คลื่นปราณกระบี่พุ่งทะยานออกไปราวกับลูกธนูที่หลุดจากแล่ง เร็วเสียจนตาเปล่าแทบมองตามไม่ทัน ฉีกกระชากความว่างเปล่าเบื้องหน้าจนเกิดรอยแยกในชั่วพริบตา
ความเร็วระดับนี้ทำเอาตาของจางอวิ๋นลุกวาว
การซ้อนทับกันของตัวอักษรสองตัว เห็นได้ชัดว่าทำให้คลื่นกระบี่ของเขาเร็วขึ้นอย่างมหาศาลจนน่าตกใจ
พอนึกอะไรขึ้นได้ เขาก็รีบพุ่งตรงไปที่ โรงเลี้ยงอสูร ทันที
พยัคฆ์วิญญาณลายพาดกลอนและเสี่ยวไป๋ที่กำลังฝึกฝนอยู่ลืมตาขึ้นพร้อมกันเมื่อสัมผัสได้ถึงผู้มาเยือน
‘เร็ว’ + ‘ผนึก’
จางอวิ๋นตวัดพู่กันเขียนสองคำนี้ลงไปกลางอากาศดื้อๆ
พยัคฆ์วิญญาณลายพาดกลอนด้วยสัญชาตญาณสัตว์ป่าพอจะสัมผัสได้ถึงอันตราย แต่ปฏิกิริยาตอบสนองไม่ทันการ ถูกอำนาจลึกลับผนึกร่างจนแข็งทื่ออยู่กับที่ในทันที
ส่วนเสี่ยวไป๋ไม่ต้องพูดถึง ยังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น ร่างทั้งร่างก็ถูกผนึกกลายเป็นรูปปั้นหินไปเรียบร้อยแล้ว
“คะ… คุณชาย?”
สัตว์อสูรทั้งสองมองเขาด้วยสายตางุนงงสุดขีดและหวาดหวั่น
จางอวิ๋นไม่ได้ตอบคำถาม แต่พอเห็นผลลัพธ์ของคอมโบ ‘เร็ว+ผนึก’ มุมปากก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างพึงพอใจ
เขาโบกมือคลายผนึก แล้วเดินออกจากโรงเลี้ยงอสูรไปหาที่ทดลองต่อ โดยลองจับคู่คำว่า ‘เร็ว’ กับคำอื่นๆ อีกหลากหลายรูปแบบ
ไม่ว่าจะเป็นการโจมตี, การผนึก หรือการป้องกัน ล้วนได้รับการเสริมพลังจากการซ้อนทับทั้งสิ้น
คำสั่งสายโจมตี เมื่อบวกกับคำว่า ‘เร็ว’ ก็กลายเป็น ‘โจมตีความเร็วสูง’
คำสั่งสายผนึก ก็กลายเป็น ‘ผนึกความเร็วสูง’
คำสั่งสายป้องกัน ก็กลายเป็น ‘ป้องกันความเร็วสูง’
เท่ากับว่าการออกกระบวนท่าทุกอย่างของเขา ถูกยกระดับความเร็วขึ้นแบบยกแผง!
จางอวิ๋นลองไม่ใช้คำว่า ‘เร็ว’ แต่ลองจับคู่คำอื่นๆ ดูบ้าง ก็เกิดผลลัพธ์ที่น่าสนใจเช่นกัน
เช่นคำว่า ‘แรง’ ผสมกับ ‘คม’ ก็ทำให้กระบวนท่าทั้งหมดที่ใช้ออกด้วย กระบี่รัตติกาลคลั่ง มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงขึ้นมหาศาล
การทดลองผสมคำหลากหลายรูปแบบ ทำเอาจางอวิ๋นเพลิดเพลินจนลืมเวลา
แถมยังเกิดไอเดียพิสดารขึ้นมาด้วย เช่นลองเขียนคำว่า ‘เปิด’ คู่กับคำว่า ‘โกง’
แต่ทว่า… ไร้ผล
จางอวิ๋นลูบจมูกแก้เก้อ
ตัวอักษรหลายตัวที่เขียนด้วยพู่กันบัญชาการ แม้จะเขียนได้ แต่ก็ใช่ว่าจะมีผลลัพธ์เกิดขึ้นจริงเสมอไป
เท่าที่เขาวิจัยออกมาได้ตอนนี้ คำที่มีประโยชน์ที่สุดก็หนีไม่พ้นพวก เร็ว, คม, แรง ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการต่อสู้ได้จริง
เขารู้ดีว่ายังมีคำเจ๋งๆ อีกเยอะที่ใช้ได้ แต่ตัวอักษรในโลกนี้มีเป็นหมื่นเป็นแสน จะให้ลองทุกตัวคงไม่ไหว ได้แต่คิดอะไรออกก็ลองเขียนไปเรื่อยๆ ค่อยๆ สะสมข้อมูลไปทีละนิด
【ลูกศิษย์ของท่าน สวีหมิง ประสบความสำเร็จในการทะลวงจากระดับจินตานขั้นสูงสู่ระดับจินตานขั้นสูงสุด】
【ได้รับการคืนกำไรพลังบำเพ็ญเพียรร้อยเท่า!】
ในขณะที่กำลังสนุกอยู่กับการทดลอง พลังงานคืนกำไรสายหนึ่งก็ปะทุขึ้นในร่าง ทำให้เขาเลิกคิ้วขึ้น
เขาเก็บพู่กันบัญชาการ แล้วตรงดิ่งไปหาสวีหมิงที่ หอสมบัติเซียน
ภาพที่เห็นคือสวีหมิงกำลังทำหน้าตื่นเต้น ปล่อยพลังใส่อากาศตูมตามเพื่อระบายความอัดอั้นจากพลังที่ล้นทะลัก
จางอวิ๋นเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “หมิงเอ๋อร์ เลิกซ้อมกับลมกับแล้งเถอะ มาลองมือกับอาจารย์ดีกว่า!”
“ท่านอาจารย์!”
พอเห็นเขา สวีหมิงก็ตาเป็นประกาย รีบพยักหน้ารับคำทันทีด้วยความกระหายการต่อสู้
เนตรมังกรทอง!
เคล็ดแปรลักษณ์มังกรศักดิ์สิทธิ์!
สวีหมิงไม่พูดพร่ำทำเพลง ระเบิดพลังเต็มพิกัดทันที ดวงตากลายเป็นสีทองดุจมังกร อ้าปากคำรามกึกก้องด้วยสุ้มเสียงแห่งราชันย์
โฮกกก——!!
หมัดประทับสีทองที่แฝงด้วยอานุภาพมังกรอันเกรียงไกร สั่นสะเทือนห้วงมิติ พุ่งเข้าใส่จางอวิ๋นเต็มแรงหมายจะทดสอบพลัง
“น่าสนใจ!”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วเล็กน้อย ยกฝ่ามือขึ้นปะทะตรงๆ
ตู้มมม——!!
หอสมบัติเซียนสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ฝุ่นผงร่วงกราว
ร่างของสวีหมิงถูกแรงกระแทกสะท้อนกลับ ปลิวละลิ่วออกไปกระแทกผนังทันที
จางอวิ๋นยังคงยืนเอามือไพล่หลังอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่ก้าวเดียว ราวกับขุนเขาที่ไม่มีวันสั่นคลอน
แต่ฝ่ามือที่ไพล่อยู่ด้านหลังกลับถูกย้อมด้วยชั้นสีทองจางๆ ต้องใช้เวลาไม่กี่วินาทีถึงจะใช้พลังอูสลายมันออกไปได้
“ท่านอาจารย์ รับหมัดข้าอีกที!”
เห็นจางอวิ๋นรับได้สบายๆ สวีหมิงก็ไม่ท้อถอย กัดฟันระเบิดพลังหมัดพุ่งเข้ามาอีกรอบ
จางอวิ๋นก็ยกมือตบปลิวไปอีกรอบ
สวีหมิงพุ่งเข้ามาใหม่…
จางอวิ๋นก็ตบกระเด็นใหม่…
เป็นแบบนี้วนเวียนไปเรื่อยๆ จนผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม ในที่สุดสวีหมิงก็นอนแผ่หลาหมดสภาพอยู่บนพื้น หายใจหอบแฮกๆ
พลังมหาศาลที่เพิ่งได้มาจากการทะลวงด่าน ถูกระบายออกไปจนเกลี้ยงเกลา
มองดูจางอวิ๋นที่หน้าไม่แดง แรงไม่ตก ยังคงยืนเอามือไพล่หลังด้วยท่าทีสงบนิ่งดุจน้ำนิ่ง สวีหมิงก็ได้แต่ยิ้มขื่น
ท่านอาจารย์… นี่มันสัตว์ประหลาดในคราบมนุษย์ชัดๆ!
หลังจากนี้ต่อให้ทะลวงด่านแล้วมีแรงเหลือเฟือแค่ไหน ก็อย่ามาหาเรื่องซ้อมมือกับท่านอาจารย์อีกเป็นอันขาด
เจ้าอ้วนก็น่าจะใกล้ทะลวงระดับจินตานแล้ว… ไว้ค่อยไปหาเรื่องระบายกับเจ้าอ้วนแทนแล้วกัน!
จางอวิ๋นเอ่ยขึ้น “ภาพรวมถือว่าไม่เลว อาจารย์หาวิชามาให้เจ้าได้อีกวิชาหนึ่ง หาเวลาไปทำความเข้าใจให้ดีล่ะ!”
พูดจบเขาก็หยิบวิชาระดับวิญญาณที่เลือกมาจากหอคัมภีร์หมื่นภพยื่นให้
“ขอบพระคุณขอรับท่านอาจารย์!”
สวีหมิงรับไป พยักหน้าด้วยความซาบซึ้งใจ
จางอวิ๋นไม่ได้อยู่นาน รีบไปหาอวี่เว่ยต่อ
“ท่านอาจารย์!”
อวี่เว่ยที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะ พอสัมผัสได้ว่าเขามาก็รีบลืมตาทำท่าจะลุกขึ้น
“ไม่ต้องลุก!”
จางอวิ๋นโบกมือห้าม “อาจารย์มีวิชาหนึ่งที่เหมาะกับเจ้ามาก จะถ่ายทอดให้เดี๋ยวนี้ ตั้งใจฟังให้ดี!”
อวี่เว่ยได้ยินดังนั้นสีหน้าก็เคร่งขรึมขึ้น รีบตั้งสมาธิจดจ่อทันที
จางอวิ๋นเริ่มท่องเนื้อหาของ 《เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ราชันย์วายุ》 ให้ฟังอย่างช้าๆ ชัดเจน
วิชาเฉพาะตัวพวกนี้แปลกประหลาดมาก จางอวิ๋นเคยลองจะยื่นม้วนคัมภีร์ให้ลูกศิษย์ตรงๆ แต่พอปล่อยมือปุ๊บ มันก็จะเด้งกลับเข้ามือเขาปั๊บ ทำให้ทุกครั้งที่ถ่ายทอดวิชา เขาต้องใช้วิธีปากเปล่าเล่าให้ฟังเท่านั้น
แต่ดูเหมือนเพราะเป็นวิชาที่ ‘สร้างมาเพื่อเจ้าตัว’ โดยเฉพาะ การเล่าปากเปล่าแบบนี้ลูกศิษย์กลับเข้าใจได้ทันทีราวกับระลึกชาติได้
รอบนี้อวี่เว่ยก็เช่นกัน
ฟังแค่รอบเดียว นางก็เริ่มโคจรพลังตาม 《เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ราชันย์วายุ》 ได้ทันที
“ท่านอาจารย์…”
ไม่นานนัก อวี่เว่ยก็ลืมตาขึ้น สีหน้าฉายแววประหลาดใจระคนตื่นเต้น
“สัมผัสได้ถึงรากวิญญาณที่สองของเจ้าแล้วสินะ?”
จางอวิ๋นยิ้มบางๆ
อวี่เว่ยตะลึงงัน
ท่านอาจารย์รู้อยู่แล้วหรือว่าข้ามีรากวิญญาณที่สอง?
นางเองก็เพิ่งจะสัมผัสได้ว่ามีรากวิญญาณอีกสายซ่อนลึกอยู่ในร่าง ก็ตอนที่โคจรวิชานี้แหละ
ถ้าเป็นแบบนี้ แสดงว่าวิชานี้…
จางอวิ๋นเอ่ยต่อ “ปลุกมันขึ้นมาให้เต็มที่เถอะ รากวิญญาณสายนี้ แข็งแกร่งยิ่งกว่ารากวิญญาณที่เจ้ามีอยู่ตอนนี้เสียอีก!”
“แข็งแกร่งกว่า?”
อวี่เว่ยตกใจจนตาโต
รากวิญญาณปัจจุบันของนางก็เป็นถึงระดับสุดยอดแล้วนะ รากวิญญาณที่สองนี้ หรือว่า…
มองดูจางอวิ๋นที่มีรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้า อวี่เว่ยรู้สึกว่าอาจารย์ของตนช่างลึกลับและสูงส่งจนคาดเดาไม่ได้จริงๆ
นางพยักหน้าหนักแน่น แล้วเริ่มทุ่มเทฝึกฝน 《เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ราชันย์วายุ》 อย่างเต็มกำลังเพื่อไม่ให้อาจารย์ผิดหวัง
จางอวิ๋นเห็นดังนั้นก็ไม่ได้รบกวนต่อ
เขาเข้าไปในมิติของ คทาเซียนอู พบอู๋ไห่ไห่ที่กำลังนอนละเมอ เอาแก้มถูไถกับอากาศอย่างมีความสุข เขาจึงกระแอมเบาๆ
“ไห่ไห่ ตื่นได้แล้ว…”
เสียงกระแอมไม่ดังมาก แต่ก็ทำให้อู๋ไห่ไห่สะดุ้งตื่นสุดตัว
“ทะ… ท่านอาจารย์!!”
พอเห็นเขา อู๋ไห่ไห่ก็ร้องเรียกด้วยความดีใจ
จางอวิ๋นเอ่ย “ไห่ไห่ อาจารย์จะถ่ายทอดวิชาให้เจ้า ตั้งใจฟังให้ดี หากรู้สึกไม่สบายตรงไหน รีบบอกอาจารย์ทันที!”
อู๋ไห่ไห่พยักหน้าหงึกหงักแบบงงๆ
จางอวิ๋นเริ่มถ่ายทอดเนื้อหาของ 《เคล็ดวิชาเทพวิถีอู》
จากที่ทำท่าทางสบายๆ ในตอนแรก ฟังไปฟังมาอู๋ไห่ไห่ก็เริ่มเข้าสู่ภวังค์ ร่างเล็กๆ ลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิบนผิวน้ำทะเล และเริ่มบำเพ็ญเพียรไปทั้งอย่างนั้นโดยไม่รู้ตัว
จางอวิ๋นเห็นแล้วก็ได้แต่เดาะลิ้น
วิชาเฉพาะตัวนี่มันโกงจริงๆ ขนาดอู๋ไห่ไห่ยังฝึกได้เองโดยสัญชาตญาณ
น่าเสียดายที่โจวข่านยังไม่มี…
“จริงสิ!”
นึกอะไรขึ้นได้ จางอวิ๋นก็รีบไปที่หอสมบัติเซียน พาตัวโจวข่านเข้ามายัง สระโลหิตหมื่นอสูร ในโลกปรมาจารย์เซียนทันที
“ท่านอาจารย์ นี่คือ?”