ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 25 ดาบแห่งการแก้แค้น
“ศิษย์พี่!”
เสียงตะโกนร้อนรนของอู๋เสี่ยวพั่งดังแหวกอากาศเข้ามา พร้อมร่างท้วมที่พุ่งเข้ามาประคองอย่างรวดเร็ว
“ข้า… อยู่ที่ไหน?”
สวีหมิงพยายามลืมตาที่หนักอึ้ง ภาพเบื้องหน้ายังคงพร่ามัว สติสัมปชัญญะเพิ่งเริ่มกลับคืนมา
“ศิษย์พี่ เรายังอยู่ที่เดิม!”
“ยังอยู่ที่เดิม?”
สวีหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง ความทรงจำก่อนหมดสติไหลย้อนกลับมาดั่งกระแสน้ำป่า “ท่านอาจารย์…”
เขารีบยันกายลุกขึ้นยืนทันที
ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตา คือแผ่นหลังของจางอวิ๋นที่ยืนตระหง่านดุจขุนเขาอยู่เบื้องหน้า
“อะ… อาจารย์!?”
สวีหมิงยืนตะลึงงัน
จำได้ว่าท่านอาจารย์กำลังปะทะกับยอดฝีมือระดับจินตานของตระกูลหลินไม่ใช่หรือ? เหตุใดตอนนี้ถึง…
“อาจารย์จัดการเรียบร้อยแล้ว”
จางอวิ๋นกล่าวเสียงเรียบ โดยไม่หันกลับมามอง
สายตาของเขาจับจ้องไปที่ไหล่ซ้ายของศิษย์คนโต บาดแผลฉกรรจ์เมื่อครู่บัดนี้สมานตัวจนเกือบสนิท ส่วนกริชทองคำที่เคยปักคาอยู่ก็อันตรธานหายไปไร้ร่องรอย
เขารู้ดีว่ามันไปอยู่ที่ไหน... มันถูกดูดกลืน!
เมื่อความแข็งแกร่งของสวีหมิงเพิ่มพูนขึ้น ‘รากวิญญาณมังกรทองโลหิตกลายพันธุ์’ ในกายก็ยิ่งสำแดงเดช มันสามารถเปลี่ยนศาสตราวุธธาตุทองให้กลายเป็นพลังงานบริสุทธิ์ แล้วดูดซับมาเป็นพลังของตนเองได้โดยตรง
“จะ… จัดการเรียบร้อยแล้ว?”
สวีหมิงอ้าปากค้าง นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความเหลือเชื่อ
นั่นหมายความว่า ท่านอาจารย์สังหารยอดฝีมือระดับจินตานของตระกูลหลินไปแล้วงั้นรึ?
ระดับสร้างรากฐาน สังหารจินตาน! นี่มันเรื่องเหนือสามัญสำนึกเกินไปแล้ว!
ทว่าในจังหวะนั้น หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเงาร่างที่คุ้นเคย
หลินซื่อ!
มันกำลังนั่งตัวสั่นงันงกอยู่กับบ่าวรับใช้
ทันทีที่เห็นใบหน้านั้น เลือดในกายของสวีหมิงก็เดือดพล่าน เพลิงโทสะและความเคียดแค้นที่อัดอั้นมานานระเบิดออกมาอย่างรุนแรง
“หลินซื่อ!!”
เสียงคำรามของเขาเต็มไปด้วยจิตสังหาร
จางอวิ๋นเลิกคิ้วเล็กน้อย “หมิงเอ๋อร์ เจ้ารู้จักสองคนนี้รึ?”
“ท่านอาจารย์…”
สวีหมิงกำหมัดแน่น กัดฟันกรอดจนเส้นเลือดปูดโปน “เป็นพวกมัน… เป็นพวกมันที่ช่วงชิงรากวิญญาณข้า และสังหารท่านพ่อท่านแม่ของข้า!!”
“หืม?”
จางอวิ๋นหรี่ตาลง ประมวลผลเรื่องราวทันที “ถ้าอย่างนั้น ที่พวกมันตามมา ก็เพราะพุ่งเป้ามาที่เจ้าน่ะสิ?”
“ท่านอาจารย์ ศิษย์ขอโทษ!”
เมื่อตระหนักได้ สวีหมิงก็รีบคุกเข่าลง สีหน้าเต็มไปด้วยความสำนึกผิด “เป็นศิษย์ที่นำภัยมาสู่ท่าน ทำให้ท่านต้องพลอย...”
“พลอยซวยบ้าบออะไรกัน!”
จางอวิ๋นสวนกลับเสียงเข้ม ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ “ต่อหน้าอาจารย์ ห้ามพูดคำว่าขอโทษ! นับตั้งแต่วินาทีที่เจ้ากราบข้าเป็นอาจารย์ เรื่องของเจ้าก็คือเรื่องของข้า ใครคิดร้ายต่อเจ้า ก็เท่ากับประกาศสงครามกับข้า!”
จางอวิ๋นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปมองหลินซื่อและบ่าวรับใช้ด้วยสายตาเย็นชา
“ก่อนหน้านี้อาจารย์ก็สงสัยอยู่ว่าใครกันที่กล้าลงมือกับพวกเราศิษย์อาจารย์ ตอนนี้กระจ่างแล้ว!”
พูดจบ เขาก็เดินอาดๆ ตรงเข้าไปหาทั้งคู่
“จะ… เจ้าจะทำอะไร!?”
เมื่อเห็นมัจจุราชเดินเข้ามา สีหน้าของหลินซื่อก็ซีดเผือด ร่างกายสั่นเทาถดถอยหนีไปด้านหลังอย่างทุลักทุเล
“หมิงเอ๋อร์!”
จางอวิ๋นหยุดฝีเท้า ยื่นกระบี่เปื้อนเลือดที่เพิ่งใช้สังหารยอดฝีมือระดับจินตานส่งให้ศิษย์รัก
“ในเมื่อเป็นศัตรูของเจ้า เช่นนั้นอาจารย์จะมอบโอกาสให้เจ้าเป็นคนจัดการ!”
สวีหมิงยื่นมือที่สั่นระริกไปรับกระบี่ ดวงตาแดงก่ำจ้องมองหลินซื่อราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปหาอย่างมั่นคง
“สวีหมิง! ข้าเป็นถึงนายน้อยตระกูลหลินนะเว้ย!”
หลินซื่อตะโกนลั่นด้วยความหวาดกลัว “เจ้าฆ่าข้าไม่ได้! ถ้าเจ้าฆ่าข้า ทั้งเจ้าและอาจารย์ของเจ้าจะต้องถูกตระกูลหลินไล่ล่าจองล้างจองผลาญไปจนสุดขอบจักรวาล!!”
คำขู่นั้นทำให้ฝีเท้าของสวีหมิงชะงักไปชั่วครู่
เมื่อเห็นอีกฝ่ายลังเล หลินซื่อรีบฉวยโอกาสตีเหล็กตอนร้อน “สวีหมิง! ขอแค่เจ้าปล่อยพวกข้าไปตอนนี้ นายน้อยผู้นี้จะถือว่าเรื่องที่แล้วมาไม่เคยเกิ… อึก!”
ฉึก!
เสียงคมกระบี่เสียบทะลุเนื้อดังขึ้น ตัดขาดคำพูดจาไร้สาระของมัน
ปลายกระบี่แทงทะลุอกของหลินซื่ออย่างแม่นยำ
“อึก... แก!!”
หลินซื่อก้มลงมองกระบี่ที่ปักอกตนเองด้วยสายตาเหลือเชื่อ
“กระบี่นี้… เพื่อตัวข้าเอง!”
สวีหมิงกล่าวเสียงต่ำ นัยน์ตาฉายแววอำมหิต “เพื่อความโง่เขลาในอดีต ที่ข้าเคยเห็นคนสารเลวอย่างเจ้าเป็นสหาย!”
พูดจบ เขาก็กระชากกระบี่ออกอย่างแรง เลือดสดๆ พุ่งกระฉูด
ฉึก!
ไม่รอให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว สวีหมิงแทงซ้ำเข้าไปอีกครั้ง
“กระบี่นี้… ก็ยังเพื่อตัวข้าเอง!”
น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็ง “เจ้าชิงรากวิญญาณมังกรของข้า ทำให้ข้าต้องตกนรกทั้งเป็น กลายเป็นคนพิการที่ใครต่างดูถูกเหยียดหยาม ความแค้นนี้ข้าขอคืนให้เจ้า!”
สวีหมิงดึงกระบี่ออก แล้วเล็งไปที่ตำแหน่งหัวใจของหลินซื่อ ง้างมือสุดแรงแล้วแทงสวนเข้าไป
ฉึก!
“อั่ก!”
หลินซื่อตาถลน เลือดทะลักออกจากปากคำโต ร่างกายกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง
สวีหมิงจ้องมองมันด้วยแววตาที่อัดแน่นไปด้วยเพลิงโทสะที่ไม่มีวันมอดดับ
“และกระบี่นี้… เพื่อพ่อแม่ของข้า!!”
เสียงตวาดก้องป่า สะท้านไปถึงดวงวิญญาณ “เจ้าพาคนตระกูลหลินมาสังหารพ่อแม่ข้า หนี้เลือดนี้ เจ้าเป็นแค่คนแรก... ในอนาคต ข้าจะส่งทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ลงนรกไปอยู่เป็นเพื่อนเจ้าให้หมด!!”
สิ้นเสียงคำราม สวีหมิงออกแรงกดกระบี่จนสุดด้าม เสียบร่างของหลินซื่อจนลอยติดกับต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง
“อึก—”
หลินซื่อตาเหลือกโปน ลมหายใจรวยริน ภาพของสวีหมิงตรงหน้าเริ่มพร่ามัวและมืดดับลง
ตาย?
นี่ข้า… กำลังจะตายงั้นรึ?
เป็นไปไม่ได้! ข้าคือนายน้อยตระกูลหลิน! ข้ามาเพื่อฆ่ามัน แล้วทำไม… ทำไมถึงกลายเป็นข้าที่ต้องตาย?
ความจริงที่โหดร้ายถาโถมเข้ามา แต่มันก็สายเกินไปที่จะเสียใจ
ศีรษะของหลินซื่อพับตกลง สิ้นใจตายคาต้นไม้ในสภาพน่าเวทนา
“นะ… นายน้อย!!”
ชายชุดดำผู้ติดตามเห็นภาพนั้นก็กรีดร้องด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ฟุ่บ!
วินาทีต่อมา เสียงร้องของมันก็เงียบกริบ
สวีหมิงตวัดกระบี่เพียงครั้งเดียว ศีรษะของบ่าวรับใช้ก็หลุดออกจากบ่า ยุติชีวิตอันไร้ค่าของมันทันที
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว
สวีหมิงยืนนิ่ง หอบหายใจถี่ ก่อนจะดึงกระบี่เปื้อนเลือดออกมา แล้วเดินกลับไปหาจางอวิ๋น ยื่นส่งคืนให้อาจารย์ด้วยมือทั้งสองข้าง
“ท่านอาจารย์… ศิษย์อยากแข็งแกร่งขึ้น!” แววตาของเขาแน่วแน่และจริงจังยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
“อาจารย์จะช่วยเจ้าเอง”
จางอวิ๋นระบายยิ้มบางๆ รับกระบี่มาเช็ดคราบเลือด แล้วเก็บใส่กล่องไม้อย่างบรรจง ก่อนจะยื่นกล่องนั้นกลับไปให้สวีหมิง
“กระบี่เล่มนี้ อาจารย์มอบให้เจ้า”
“นับจากนี้ มันคือ ‘กระบี่แห่งการล้างแค้น’ ของเจ้า จงใช้มันสังหารศัตรู และทวงคืนความยุติธรรมให้ตัวเจ้าเอง!”
“ขอบคุณท่านอาจารย์!”
สวีหมิงรับกล่องไม้มาถือไว้แน่นราวกับสมบัติล้ำค่า พยักหน้าหนักแน่น
จางอวิ๋นโบกมือ “ไปเก็บของจากศพพวกมันซะ อยากเก่งขึ้น ทรัพยากรคือสิ่งจำเป็น อย่าได้ทิ้งขว้าง”
“ขอรับ!”
สวีหมิงรีบไปจัดการถอดแหวนมิติจากศพของหลินซื่อและบ่าวรับใช้
“ไปกันเถอะ”
จางอวิ๋นเดินนำไปยังจุดที่ศพยอดฝีมือระดับจินตานชุดดำนอนตายอยู่
เมื่อครู่มัวแต่ห่วงลูกศิษย์ เลยยังไม่ทันได้เก็บเกี่ยวผลสงครามจากระดับจินตานทั้งสาม
ในโลกผู้ฝึกตนแห่งนี้ การฆ่าคนชิงสมบัติคือกฎธรรมชาติ ในเมื่อพวกมันกล้าลงมือ ก็ต้องเตรียมใจที่จะกลายเป็นศพและถูกริบทรัพย์สิน หินวิญญาณและทรัพยากรฝึกตนพวกนี้ มีเยอะไว้ก่อนย่อมดีกว่าขาดแคลน
ทว่า เดินไปได้ไม่กี่ก้าว จู่ๆ ฝีเท้าของจางอวิ๋นก็ชะงักกึก
สัญชาตญาณร้องเตือนภัย!
วูบ!
เขาตวัดมือซัดกระบี่บินพุ่งแหวกอากาศไปยังต้นไม้ใหญ่ด้านข้างทันที
เปรี้ยง!
พลังปราณระเบิดออก ตัดต้นไม้ขนาดหนึ่งคนโอบจนขาดสะบั้น ล้มครืนลงมาเสียงดังสนั่น
“ท่านอาจารย์!?”
สวีหมิงและอู๋เสี่ยวพั่งสะดุ้งโหยง เตรียมพร้อมต่อสู้ทันที
จางอวิ๋นไม่ได้ตอบคำถาม สายตาคมกริบจ้องมองไปยังความว่างเปล่าหลังต้นไม้ที่หักโค่น เห็นเพียงกระต่ายป่าตัวหนึ่งวิ่งหนีตายออกไปด้วยความตกใจ
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “ข้ารู้สึกไปเองงั้นรึ?”
“ช่างเถอะ ไปกัน!”
เขาส่ายหน้า เรียกกระบี่บินกลับคืนมา แล้วโบกมือเรียกศิษย์ทั้งสองให้ออกเดินทางต่อ
ทว่า… หลังจากที่พวกของจางอวิ๋นจากไปได้ไม่นาน
บนกิ่งไม้ของต้นไม้ข้างๆ ต้นที่เพิ่งถูกฟันขาด อากาศเริ่มบิดเบี้ยว ร่างเงาสายหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า
บุรุษลึกลับในชุดคลุมขาว สวมหน้ากากปิดบังใบหน้ามิดชิด
“ประสาทสัมผัสฉับไวใช้ได้เลยนี่…”
ดวงตาภายใต้หน้ากากจับจ้องไปยังทิศทางที่จางอวิ๋นจากไป “นับว่าผิดคาดจริงๆ ดูท่าพิษก่อนหน้านี้จะทำอะไรมันไม่ได้สินะ เกือบจะโดนเจ้าเด็กนั่นจับสัมผัสได้เสียแล้ว”
“คงต้องหาทางอื่น…”
สิ้นเสียงพึมพำ ร่างของเขาก็เริ่มโปร่งแสงอีกครั้ง ก่อนจะเลือนหายไปกลมกลืนกับธรรมชาติอย่างไร้ร่องรอย
…
“สมกับเป็นระดับจินตาน รวยชะมัด!”
จางอวิ๋นตรวจดูของในแหวนมิติที่ยึดมาได้ เดาะลิ้นอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นกองภูเขาหินวิญญาณที่ส่องประกายวิบวับอยู่ด้านใน
ความมั่งคั่งของตระกูลใหญ่ มันช่างแตกต่างจากผู้ฝึกตนทั่วไปราวฟ้ากับเหว!
คำนวณคร่าวๆ น่าจะไม่ต่ำกว่าห้าหมื่นหินวิญญาณ! หากรวมสมุนไพรล้ำค่าและโอสถต่างๆ เข้าไปด้วย มูลค่ารวมคงทะลุเจ็ดแปดหมื่นหินวิญญาณได้สบายๆ
เทียบกับเจ้า ‘ชิวเลวี่ย’ ก่อนหน้านี้ ของทั้งตัวรวมกันยังมีแค่หมื่นกว่าหินวิญญาณเท่านั้น
“ดูท่าต่อไปต้องหาเรื่อง… เอ้ย หาโอกาสผดุงความยุติธรรมกับพวกตระกูลใหญ่บ่อยๆ ซะแล้ว ได้มาอีกสักสองสามราย ทรัพยากรฝึกตนในอนาคตคงไม่ต้องกังวลอีกยาว”
จางอวิ๋นลูบคางพลางวางแผนชั่วร้ายในใจ
“หือ? นี่มันอะไร?”
สายตาของเขาพลันสะดุดเข้ากับวัตถุชิ้นหนึ่ง มันคือกระจกคริสตัลที่แผ่ไอพลังงานประหลาด
บนหน้ากระจก ปรากฏแผนที่จำลองพร้อมจุดสีแดงสามจุดที่กะพริบวาบๆ
วูบ! วูบ!
ทันทีที่หยิบกระจกออกมา ‘กำไลฝึกตน’ บนข้อมือของเขาก็เปล่งแสงตอบสนอง เชื่อมโยงกับจุดสีแดงจุดหนึ่งบนหน้ากระจกทันที
“…”
จางอวิ๋นชะงักกึก สมองแล่นเร็วรี่
เขาจ้องมองจุดสีแดงอีกสองจุดบนกระจก แล้วหันไปสั่งศิษย์ทั้งสองเสียงเข้ม “หมิงเอ๋อร์ เจ้าอ้วน! พวกเจ้าลองเดินไปทางนั้นซิ!”
“หะ? ครับ?”
“ไม่ต้องถาม เดินไปเถอะน่า!”
“ขอรับ ท่านอาจารย์!”
แม้จะงุนงง แต่สวีหมิงและอู๋เสี่ยวพั่งก็ทำตามคำสั่งแต่โดยดี
ทันทีที่พวกเขาขยับตัว จุดสีแดงสองจุดบนกระจกคริสตัลในมือจางอวิ๋นก็เคลื่อนที่ตามอย่างแม่นยำ
ว่าแล้วเชียว!
จางอวิ๋นแสยะยิ้มเย็นเยียบ “พอแล้ว!”
กระจกคริสตัลนี้มีฟังก์ชันติดตามตำแหน่ง และเป้าหมายของมันคือ ‘กำไลฝึกตน’ ที่พวกเขาสวมใส่อยู่!
มีกระจกบ้าๆ นี่ ก็สามารถจับตาดูตำแหน่งของพวกเขาทั้งสามได้ตลอดเวลา ไม่ต่างอะไรกับการติดเครื่องติดตามตัว
แต่ประเด็นสำคัญคือ… ตระกูลหลินมีของพรรค์นี้ได้ยังไง?
“กำไลฝึกตนพวกนี้ ‘หอสมบัติหนานจาง’ เป็นคนจัดหาให้สำหรับการประลอง แต่ตระกูลหลินกลับมีกระจกแม่ข่ายที่ใช้ติดตาม…”
เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวได้ นัยน์ตาของจางอวิ๋นก็หรี่ลง ประกายอำมหิตวาบผ่านดวงตา
หอสมบัติหนานจาง… กล้าสมคบคิดกับตระกูลหลินเล่นลูกไม้สกปรกกับข้าสินะ!
“ท่านอาจารย์! ทางนี้… เจ้านี่ยังไม่ตาย!”
จังหวะนั้นเอง เสียงตะโกนของอู๋เสี่ยวพั่งก็ดังขึ้น ดึงสติจางอวิ๋นกลับมา
…