ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 255 หน่อวิเศษตัดชีพจร, โอสถศักดิ์สิทธิ์?
- Home
- ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า
- บทที่ 255 หน่อวิเศษตัดชีพจร, โอสถศักดิ์สิทธิ์?
【ม่านพลังสายเลือด】
คำอธิบาย: โครงสร้างข่ายพลังพิเศษที่สลักเสลาขึ้นโดยใช้กลิ่นอายสายเลือดเป็นแกนกลาง ทำหน้าที่กีดกันสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่ไร้ซึ่งกลิ่นอายสายเลือดตามที่กำหนด
คำเตือน: หากม่านพลังนี้ถูกทำลายด้วยกำลัง จะกระตุ้นการระเบิดตัวเองอย่างรุนแรงเพื่อทำลายล้างทุกสรรพสิ่งภายในม่านพลังให้สิ้นซาก
【แดนวิญญาณตัดชีพจร】
คำอธิบาย: พื้นที่กึ่งชีพจรวิญญาณที่ก่อตัวขึ้นจากการที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงใช้วิชาตัดชีพจรวิญญาณส่วนหนึ่งมาฝังรากไว้ ผืนดินในบริเวณนี้เปี่ยมด้วยพลังธาตุที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเพาะปลูกสมุนไพรวิญญาณ
สถานะ: ณ ใจกลางแดนวิญญาณ ปัจจุบันได้ถือกำเนิด ‘หน่อวิเศษตัดชีพจร’ ขึ้นจากการตกตะกอนของกาลเวลานับศตวรรษ หน่ออ่อนนี้รวบรวมแก่นแท้แห่งฟ้าดินเอาไว้ หากนำออกมาเพาะเลี้ยงต่อ จะสามารถเติบโตเป็น ‘โอสถศักดิ์สิทธิ์’ ได้ในระยะเวลาอันสั้น
คำเตือน: การนำออกมาจำเป็นต้องใช้พลังวิญญาณห่อหุ้มอย่างประณีต และต้องเก็บรักษาไว้ในภาชนะหยกชั้นเลิศเท่านั้น
……
“แดนวิญญาณตัดชีพจร หน่อวิเศษ โอสถศักดิ์สิทธิ์??”
จางอวิ๋นจับจ้องข้อมูลเบื้องหน้าด้วยแววตาสั่นสะท้อน หัวใจเต้นระรัวจนแทบหลุดออกมาจากอก
สมุนไพรวิญญาณนั้นแบ่งออกเป็นระดับต่ำ กลาง สูง สุดยอด และระดับศักดิ์สิทธิ์… ‘โอสถศักดิ์สิทธิ์’ คือตัวตนระดับตำนานที่ทวีปวิถีเซียนยกย่องให้เป็นที่สุด ว่ากันว่าโอสถศักดิ์สิทธิ์เพียงต้นเดียว มีอานุภาพถึงขั้นชุบชีวิตคนตาย สร้างเนื้อคืนกระดูก หรือแม้แต่เปลี่ยนชะตาฟ้าก็ยังได้!
ขนาดในแดนลับเซียนที่เขาเพิ่งผ่านมา เขายังไม่เห็นแม้แต่เงาของโอสถศักดิ์สิทธิ์ แต่ในสถานที่รกร้างแห่งนี้ กลับมีหน่ออ่อนของโอสถศักดิ์สิทธิ์ซุกซ่อนอยู่จริงๆ หรือ?
จางอวิ๋นหันขวับไปมองชายชราในชุดหรูหราทันที แววตาคมปลาบราวกับจะมองทะลุไปถึงวิญญาณ
มิน่าล่ะ ตัวตนระดับแปลงเทพอย่างเจ้าถึงได้ยอมทุ่มเทแรงกายแรงใจขนาดนี้
แต่ก็น่าสงสัยยิ่งนัก… เขาต้องพึ่งพา ‘เนตรสวรรค์’ ถึงจะมองเห็นความลับที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนดินได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แล้วชายชราผู้นี้ล่วงรู้ได้อย่างไร?
จางอวิ๋นเอ่ยถามเสียงเย็นเยียบ “เจ้าชื่ออะไร?”
“หลิวชาง”
ชายชราชุดหรูตอบด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ก่อนจะพยายามยืดอกแนะนำตัวเสริม “ข้ายังมีฉายานามที่คนทั่วหล้าเกรงขามว่า บรรพชนชางคู!”
จางอวิ๋นกวาดสายตามองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาอย่างหยามหยัน “สภาพปางตายอย่างเจ้านี่นะหรือเรียกว่าบรรพชน?”
มุมปากของหลิวชางกระตุกยิกด้วยความอัปยศ
ข้าคือระดับแปลงเทพนะโว้ย! ตัวตนระดับจุดสูงสุดที่เดินไปที่ใดในแคว้นหนานอวิ๋นผู้คนล้วนต้องก้มกราบ ไฉนพอมาอยู่ในสายตาของเจ้าเด็กนี่ ข้าถึงได้กลายเป็นตัวตลกไร้ราคาไปได้?
แต่พอนึกถึงพลังลึกลับและวิธีการที่จางอวิ๋นแสดงออกมาเมื่อครู่ ความโอหังทั้งหมดก็มลายหายไป เขารีบหุบปากเงียบราวกับลูกไก่ในกำมือ
พร้อมกันนั้น ในใจก็เต็มไปด้วยความหวาดระแวง
ไอ้สัตว์ประหลาดนี่มันโผล่มาจากขุมนรกไหนกันแน่?
เขาโลดแล่นสร้างชื่ออยู่ในแคว้นหนานอวิ๋นมาหลายร้อยปี ไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของยอดฝีมือที่น่าสะพรึงกลัวระดับนี้มาก่อนเลย
“เล่ามาสิ…”
แม้จะพอคาดเดาจุดประสงค์ได้เลาๆ แล้ว แต่จางอวิ๋นยังคงบีบคั้นต่อ “เจ้าลงทุนลงแรงมหาศาลขนาดนี้ ต้องการสิ่งใดจากสวนสมุนไพรแห่งนี้กันแน่?”
หลิวชางเงียบกริบ แววตาฉายแววลังเล แต่เพียงครู่เดียวที่เขาสัมผัสได้ว่าสิ่งแปลกปลอมในวิญญาณเริ่มสั่นสะท้าน ร่างกายเขาก็พลันสั่นงันงก รีบโพล่งออกมาด้วยความลนลาน “ข้า… ข้าแค่บังเอิญค้นพบว่าที่นี่เป็นพื้นที่กึ่งชีพจรวิญญาณ เลยคิดจะพัฒนาให้เป็นสถานที่เก็บตัวฝึกตน… อ๊ากกก!”
พูดยังไม่ทันจบประโยค เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังลั่นป่า ชายชรากุมศีรษะล้มลงไปดิ้นพราดๆ กับพื้น ราวกับมีเข็มหมื่นเล่มทิ่มแทงวิญญาณ
“หยุด! ได้โปรดหยุดเดี๋ยวนี้!!”
เขาตะโกนร้องขอชีวิตอย่างน่าเวทนา
จางอวิ๋นมีสีหน้าเฉยเมยเย็นชา นิ้วมือทั้งสองประกบกันเป็นมุทรา เร่งอานุภาพของ ‘เคล็ดสะกดวิญญาณ’ ให้ทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงขีดสุด
“อ๊ากกก——”
ชั่วพริบตา หลิวชางรู้สึกราวกับวิญญาณทั้งดวงกำลังจะถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ ความเจ็บปวดนี้รุนแรงกว่าการถูกสับร่างเป็นหมื่นเท่า เขาแทบสิ้นสติรีบแหกปากตะโกนสุดเสียง “ข้าจะพูดความจริง! ข้าจะยอมคายความจริงออกมาทั้งหมดแล้ว อ๊ากกก——!!”
จางอวิ๋นคลายนิ้วออกอย่างช้าๆ แววตาคมปลาบดุจกระบี่ที่พร้อมจะฟาดฟัน “นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่ข้าจะเมตตาเจ้า หากกล้าปิดบังข้าแม้แต่ครึ่งคำ ทาสรับใช้ระดับแปลงเทพอย่างเจ้า ข้าก็พร้อมจะบดขยี้ให้กลายเป็นผุยผงเดี๋ยวนี้!”
หลิวชางตัวสั่นเทิ้มด้วยความสยดสยอง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง รีบละล่ำละลักเล่าความจริงออกมาทันที “ข้า… ข้าทำทั้งหมดนี้เพื่อของสิ่งหนึ่งที่ฝังอยู่ใต้สวนสมุนไพรแห่งนี้!”
“หน่อวิเศษตัดชีพจร?”
จางอวิ๋นเอ่ยแทรกขึ้นมาเสียงเรียบ
“เจ้า…”
หลิวชางเงยหน้ามองด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด “เจ้ารู้จักมันได้อย่างไร??”
จางอวิ๋นไม่ได้ให้คำตอบ แต่สั่งด้วยน้ำเสียงทรงพลัง “เล่ามาให้หมด ตั้งแต่ตอนเจ้าค้นพบที่นี่ จนถึงขั้นตอนการวางแผนสกปรกทั้งหมดของเจ้า!”
เมื่อเห็นว่าความลับถูกฉีกกระชากออกจนหมดสิ้น หลิวชางก็ได้แต่ยอมจำนน คายความจริงที่ปกปิดมานานออกมาทั้งหมด
จากคำบอกเล่าของเขา จางอวิ๋นยิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐานก่อนหน้านี้
ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา ตระกูลหลัวไม่ได้ลงมือทำลายตระกูลอู๋โดยตรง แต่ใช้วิธีการกักขังและกดดันอย่างเป็นระบบ ทั้งหมดล้วนเป็นคำสั่งบงการจากเงามืดของหลิวชางทั้งสิ้น
สาเหตุที่หลิวชางยังไม่กล้าบุ่มบ่าม ก็เพราะเขายังไม่อาจหยั่งถึงความพิสดารของม่านพลังในที่แห่งนี้ได้
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อครึ่งปีก่อน
บรรพชนตระกูลหลัวนั้นแท้จริงคือศิษย์จดชื่อที่หลิวชางเคยชี้แนะ ระหว่างที่เขาเดินทางมาเยือนตระกูลหลัวตามคำเชิญ เขากลับบังเอิญสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ ‘แดนวิญญาณตัดชีพจร’ อันล้ำค่าแห่งนี้
แต่ม่านพลังหมอกหนาทึบที่ปกคลุมรอบแดนวิญญาณนั้นช่างแข็งแกร่งและลึกลับ แม้แต่ตัวเขาที่มีตบะระดับแปลงเทพก็ยังไม่อาจทำลายมันลงได้ด้วยกำลัง
ทว่าในตอนที่เขากำลังจนปัญญา นายรองตระกูลอู๋และพวกพ้องกลับมาปรากฏตัวเพื่อเก็บสมุนไพรพอดี
เมื่อรู้ว่าที่นี่คือสวนสมุนไพรส่วนตัวของตระกูลอู๋ แผนการร้ายจึงอุบัติขึ้น เขาเล็งเห็นโอกาสจึงสั่งให้บรรพชนตระกูลหลัวส่งคนไปลักพาตัวนายรองตระกูลอู๋มาเค้นความลับเพื่อหาวิธีฝ่าม่านพลัง
แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความว่างเปล่า
ต่อมาบรรพชนตระกูลหลัวจึงได้บีบคั้นและทารุณคนในตระกูลอู๋อย่างหนัก ทว่าผลลัพธ์ก็ยังคงเดิม
หลิวชางไม่ใช่คนโง่ เมื่อเห็นตระกูลอู๋ถูกบีบจนเข้าตาจนขนาดนั้นแต่ยังไร้คำตอบ แสดงว่าอีกฝ่ายไม่รู้วิธีผ่านม่านพลังจริงๆ หรือไม่ก็คือม่านพลังนี้ทำงานด้วยกลไกที่ซับซ้อนกว่าที่คิด
หลิวชางจึงจำต้องทุ่มเทเวลาเริ่มวิจัยด้วยตนเองอย่างลับๆ
และเนื่องจากม่านพลังนี้มีความเชื่อมโยงลึกลับกับคนตระกูลอู๋ เพื่อป้องกันไม่ให้ ‘กุญแจ’ สำคัญสูญหาย เขาจึงสั่งให้ตระกูลหลัวห้ามสังหารคนตระกูลอู๋โดยเด็ดขาด ให้เพียงกักขังและจำกัดอาณาเขตไว้เท่านั้น รอจนกว่าเขาจะค้นพบวิธีที่ถูกต้อง
การวิจัยที่แสนทรมานนี้กินเวลาไปถึงครึ่งปี จนเขาต้องพลาดโอกาสทองในการไปเสาะแสวงหาวาสนาที่แดนลับเซียนในแคว้นหนานซิง
จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ เขาก็สามารถคิดค้นวิธีผ่านสวนสมุนไพรได้สำเร็จ แต่ตัวแปรสำคัญคือต้องใช้สายเลือดของคนตระกูลอู๋เป็นเครื่องสังเวยในการเปิดทาง เขาจึงได้สั่งให้บรรพชนตระกูลหลัวรีบพาคนตระกูลอู๋มาที่นี่สองคน
เหตุการณ์ที่จางอวิ๋นและอู๋เสี่ยวพั่งไปถึงเมืองตานซาน แล้วคนของตระกูลหลัวพุ่งเข้ามาพังประตูจวนตระกูลอู๋ในทันทีหลังจากที่พวกเขาสังหารพวกที่เฝ้าอยู่หน้าจวนเสร็จ
นั่นก็เป็นเพราะบรรพชนตระกูลหลัวได้รับสัญญาณเร่งด่วน จึงส่งยอดฝีมือระดับสร้างรากฐานเหล่านั้นมาเพื่อฉุดกระชากตัวคนตระกูลอู๋ไปให้หลิวชางนั่นเอง
หลังจากนั้น ทุกอย่างก็ดำเนินมาจนถึงจุดปัจจุบัน
เมื่อได้รับข้อมูลจนครบถ้วน จางอวิ๋นก็เอ่ยถามสั้นๆ “วิธีที่เจ้าอุตส่าห์วิจัยมาตลอดครึ่งปีคืออะไร?”
“มันคือค่ายกลโบราณชนิดหนึ่ง เรียกว่า ‘ค่ายกลจำลองสายเลือด’”
หลิวชางสั่นเทาขณะหยิบจานค่ายกลออกมาจากแหวนมิติ “นี่คือค่ายกลที่ข้ากลั่นกรองมาตลอดครึ่งปี มันสามารถดึงเอาปราณสายเลือดของสิ่งมีชีวิตหนึ่ง มาจำลองไว้ในร่างของอีกสิ่งมีชีวิตหนึ่งได้ในช่วงเวลาสั้นๆ!”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายแววสนใจ “หมายความว่า เจ้าคิดจะใช้ค่ายกลนี้จำลองสายเลือดของคนตระกูลอู๋ เพื่อหลอกล่อให้ม่านพลังเปิดทางให้เจ้าเข้าไป?”
หลิวชางพยักหน้าอย่างขมขื่น พลางทอดสายตามองไปทางป่าหมอกหนาเบื้องหน้า “จากการทดลองนับร้อยครั้ง ม่านพลังที่นี่ทำงานโดยการตรวจสอบกลิ่นอายสายเลือด หากกลิ่นอายไม่ตรงกัน มันจะปิดตายและเตรียมระเบิดตัวเองทันที ดังนั้นขอเพียงเราทำให้สายเลือดในกายเหมือนกับเจ้าของสวนสมุนไพร ม่านพลังก็จะเปิดทางให้อย่างง่ายดาย!”
“แล้วการจำลองสายเลือดที่เจ้าว่า มีผลเสียต่อคนที่ถูกนำสายเลือดไปใช้หรือไม่?”
“ผลกระทบมีเพียงเล็กน้อยขอรับ เพียงแค่จะทำให้ผู้ถูกจำลองรู้สึกอ่อนเพลียและมีอาการเลือดจางไปชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น!”
จางอวิ๋นพยักหน้าช้าๆ แววตาสุขุมลุ่มลึก
“ท่านอาจารย์ ให้ข้าทำเถิด!”
จู่ๆ อู๋เสี่ยวพั่งที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ก็โพล่งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
บทสนทนาทั้งหมดจางอวิ๋นไม่ได้ปิดกั้น อู๋เสี่ยวพั่งจึงรับรู้สถานการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจน
แม้เขาจะไม่เข้าใจว่าไอ้หน่อวิเศษตัดชีพจรอะไรนั่นล้ำค่าเพียงใด แต่เขาสังเกตเห็นแววตาของอาจารย์ก็รู้ได้ทันทีว่าสิ่งนี้สำคัญต่อท่านอาจารย์มากเพียงใด ต่อให้ต้องเสียเลือดไปบ้างเขาก็ยินดี
จางอวิ๋นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งหลิวชางด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจปฏิเสธ “วางค่ายกลที่เจ้าว่ามาให้ข้าดูเดี๋ยวนี้!”
หลิวชางรีบพยักหน้ารับคำสั่งอย่างรวดเร็ว เขาเริ่มร่ายอาคมและจัดวางจานค่ายกลอย่างประณีต จนกระทั่งลวดลายบนพื้นเริ่มเปล่งประกายสีแดงคล้ำจางๆ ออกมา
จางอวิ๋นยืนนิ่งสงบ แววตาเปลี่ยนเป็นลึกลับขณะโคจรเคล็ดวิชาเนตรเซียนตรวจสอบอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ——
【ค่ายกลจำลองสายเลือด】
คำอธิบาย: ทำงานโดยการดูดซับปราณเลือดจากสิ่งมีชีวิตต้นแบบ แล้วถ่ายโอนไปยังเป้าหมายเพื่อเลียนแบบสายเลือดในช่วงเวลาสั้นๆ
ผลกระทบ: สิ่งมีชีวิตที่เป็นต้นแบบจะสูญเสียปราณเลือดปริมาณหนึ่ง สำหรับผู้บำเพ็ญที่มีตบะระดับจินตานขึ้นไป ความเสียหายนี้ถือว่าเล็กน้อยมากจนแทบไร้ผลกระทบในระยะยาว
……
เมื่อเห็นข้อมูลยืนยันจากระบบ จางอวิ๋นก็เลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความพอใจ ก่อนจะเอ่ยปากสั่งเสียงเรียบแต่ทรงพลัง
“เริ่มได้!”