ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 260 ความเลื่อมใสของอวี่เว่ย
จางอวิ๋นเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก “รู้สึกอย่างไรบ้าง?”
อวี่เว่ยพยักหน้าช้าๆ ทว่าดวงตาคู่สวยกลับเปล่งประกายเจิดจรัสด้วยความตื่นเต้นระคนเหลือเชื่อ
นางมิอาจคาดเดาได้เลยว่า ภายในร่างกายอันบอบบางของนางจะซุกซ่อนรากวิญญาณที่สองเอาไว้ มิหนำซ้ำยังเป็นรากวิญญาณระดับตำนานที่ทรงพลังเหนือจินตนาการถึงเพียงนี้!
เพียงแค่คลื่นพลังจากการตื่นรู้ ก็มากพอที่จะส่งให้นางทะลวงผ่านคอขวดระดับหยวนอิงขั้นสูง พุ่งทะยานขึ้นสู่ขั้นสูงสุดได้ในพริบตา
ขุมพลังสายลมที่ไหลเวียนพลุ่งพล่านอยู่ในเส้นชีพจรตอนนี้ ทำให้นางสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยพานพบมาก่อนในชีวิต
นางเงยหน้าขึ้นสบตาจางอวิ๋น แววตาฉายชัดถึงความกระหายใคร่รู้ที่อยากจะทดสอบขีดจำกัดของตนเอง
“อยากจะลองทดสอบฝีมือกับอาจารย์ดูหรือไม่?”
จางอวิ๋นมองทะลุถึงความคิดนั้น จึงเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงสบายๆ
เมื่อได้ยินคำอนุญาต อวี่เว่ยก็พยักหน้ารับทันทีโดยไร้ความลังเล
“เช่นนั้นก็เข้ามาเลย งัดเอาวิชาที่เจ้าถนัดที่สุด รุนแรงที่สุด ใส่มาให้เต็มที่!”
จางอวิ๋นกวักมือเรียกอย่างท้าทาย
อวี่เว่ยชะงักไปเล็กน้อย “ท่านอาจารย์… ให้เอาจริงถึงเพียงนั้นเลยหรือเจ้าคะ?”
“ทำไม? เจ้าคิดว่าอาจารย์ของเจ้าเปราะบางถึงขนาดรับมือลูกศิษย์ไม่ไหวเชียวหรือ?”
จางอวิ๋นยกยิ้มมุมปาก แววตาแฝงความนัย “อาจารย์ไม่ได้อ่อนแออย่างที่เจ้าประเมินไว้หรอกนะ เข้ามา!”
“หากท่านอาจารย์ยืนกรานเช่นนั้น… ระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ!”
อวี่เว่ยสูดลมหายใจเข้าลึก ร่างกายบอบบางพลันสั่นสะท้าน คลื่นพลังวิญญาณสีขาวบริสุทธิ์อันทรงพลังระเบิดออกจากร่าง ม้วนตัวขึ้นเป็นพายุหมุนลูกมหึมาโอบล้อมรอบกาย
พลังงานวายุพวยพุ่งเกรี้ยวกราดจนห้วงอากาศรอบด้านปั่นป่วนบิดเบี้ยว ฝุ่นผงปลิวว่อนคละคลุ้ง
เสื้อคลุมสีขาวของจางอวิ๋นสะบัดพริ้วไปตามแรงลมกรรโชกจนเกิดเสียงดังพั่บๆ ทว่าร่างของเขายังคงยืนหยัดมั่นคงดุจขุนเขา
ทันใดนั้น อวี่เว่ยยกขาขวาที่สวมรองเท้าบูทหนังสีขาวขึ้น พลังวายุขาวรอบตัวไหลบ่าไปรวมจุดอยู่ที่ปลายเท้าของนางจนส่องแสงจ้า
“ท่านอาจารย์ กระบวนท่านี้มีนามว่า… บาทาจักรพรรดิวายุคลั่ง!”
สิ้นเสียงหวาน ร่างของอวี่เว่ยก็เลือนหายไปจากครรลองสายตา กลายเป็นดั่งสายฟ้าสีขาวฟาดเปรี้ยงลงมา ท่อนขาที่อัดแน่นด้วยพลังวายุตวัดกวาดเข้ามาพร้อมพายุหมุนที่คมกริบราวกับใบมีดนับพัน
ขามาไม่ถึง แต่คมมีดแห่งสายลมได้พุ่งเข้าปะทะใบหน้าของจางอวิ๋นก่อนแล้ว
“อานุภาพไม่เลว!”
ฉับพลัน รอบกายจางอวิ๋นปรากฏ ‘ปราณยุทธ์สีครามเข้ม’ ขึ้นห่อหุ้มเป็นเกราะป้องกัน เมื่อเห็นว่าเกราะพลังนั้นถูกคมมีดสายลมเฉือนจนเกิดรอยแยกจางๆ เขาก็พยักหน้าเบาๆ อย่างชื่นชม
เขายกมือขึ้น สะบัดวูบเดียวด้วยท่วงท่าเรียบง่าย พลังปราณมหาศาลก็ระเบิดออก กวาดพายุหมุนรอบด้านกระเด็นหายไปจนหมดสิ้นราวกับปัดแมลงวัน
แต่ในจังหวะเดียวกัน ท่อนขาอันทรงพลังของอวี่เว่ยก็กวาดมาถึงแล้ว แรงกดดันมหาศาลทำเอามิติภายในหอสมบัติเซียนถึงกับสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
“เช่นนั้น อาจารย์จะลองวิชาใหม่ด้วยก็แล้วกัน!”
จางอวิ๋นยิ้มกริ่ม
ดัชนีเหี่ยวเฉาตัดนภา!
นิ้วชี้ข้างขวาถูกส่งออกไปเบื้องหน้า
ชั่วพริบตา ฟ้าดินพลันมืดมิดลง กลิ่นอายแห่งความตายและความเหี่ยวเฉาอันไร้ขอบเขต แผ่ปกคลุมไปทั่วทุกสารทิศ ลำแสงดัชนีสีเทาหม่นสายหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศ พุ่งตรงเข้าหาลูกศิษย์สาว
“แย่แล้ว!”
สีหน้าของอวี่เว่ยเปลี่ยนเป็นซีดเผือดทันที
วินาทีถัดมา ลำแสงดัชนีนั้นก็บดขยี้พลังวายุขาวที่นางรวบรวมมาจนแตกกระเจิง และกำลังจะพุ่งเข้ากดทับร่างของนางให้แหลกเหลว
แต่แล้ว…
วูบ…
สายลมแผ่วเบาพัดผ่าน ลำแสงดัชนีสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย ท้องฟ้ากลับมาสว่างสดใสดังเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทว่าอวี่เว่ยกลับยืนตัวแข็งทื่อ เหงื่อเย็นไหลอาบแผ่นหลังจนชุ่มโชก ขาแข้งสั่นพับๆ
เมื่อครู่นี้… นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความตายที่จ่อรดต้นคอ!
หากนิ้วนั้นกดลงมาจริงๆ ป่านนี้นางคงกลายเป็นศพที่แห้งเหี่ยวไปแล้ว!
นางค่อยๆ เงยหน้ามองจางอวิ๋น แล้วกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะยิ้มแห้งๆ ออกมาด้วยความหวาดหวั่น
เดิมทีนึกว่าพอปลุกรากวิญญาณและทะลวงระดับได้แล้ว ช่องว่างระหว่างนางกับอาจารย์จะแคบลงบ้าง แต่ทว่าความเป็นจริงช่างโหดร้าย…
แค่ดัชนีเดียว ก็ทำให้นางตาสว่าง!
ท่านอาจารย์ของนาง… แข็งแกร่งจนเข้าขั้นสัตว์ประหลาดระดับบรรพกาลชัดๆ!!
“มา ต่อเลย!”
จางอวิ๋นกวักมือเรียกนางอีกครั้งด้วยรอยยิ้มเอ็นดู “มีวิชาอะไรดีๆ งัดออกมาให้หมด อาจารย์จะได้ช่วยดูจุดอ่อนให้!”
“เจ้าค่ะ!”
อวี่เว่ยพยักหน้าแข็งขัน คราวนี้ไม่มีความลังเลอีกต่อไป นางระดมใช้ออกด้วยกระบวนท่าไม้ตายต่างๆ ใส่จางอวิ๋นไม่ยั้งมือ
จางอวิ๋นรับมือไปพลาง ชี้แนะไปพลางด้วยท่าทีผ่อนคลาย
“บาทาจักรพรรดิวายุคลั่งของเจ้าถือว่ายอดเยี่ยม แต่มีจุดบอดใหญ่อยู่อย่างหนึ่ง คือก่อนจะใช้ออก เจ้าต้องเสียเวลารวบรวมลมปราณ ซึ่งมันไม่จำเป็นเลย เจ้าสามารถเดินลมปราณสะสมพลังขณะเคลื่อนที่ได้ หากทำเช่นนั้น นอกจากจะลบช่องโหว่ในการโจมตีแล้ว ยังทำให้ศัตรูจับทางยากขึ้นด้วย แล้วก็เจ้าคมมีดวายุคลั่งของเจ้าน่ะ…”
เมื่อได้ฟังคำชี้แนะอันล้ำค่าของจางอวิ๋น อวี่เว่ยก็พยักหน้าหงึกหงักราวกับไก่จิกข้าวเปลือก ดวงตาเป็นประกายวิบวับด้วยความแตกฉาน
สิ่งที่จางอวิ๋นชี้แนะ แม้จะดูไม่ซับซ้อน แต่เป็นมุมมองที่นางไม่เคยนึกถึงมาก่อน พอได้ลองปรับแก้ตามเคล็ดลับ ผลลัพธ์ที่ได้กลับดีขึ้นอย่างทันตาเห็น
สิ่งนี้ทำให้นางมองจางอวิ๋นด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเคารพเลื่อมใสยิ่งกว่าเดิมทวีคูณ
แม้รูปลักษณ์ภายนอกท่านอาจารย์จะดูหนุ่มแน่นราวกับบัณฑิตหนุ่ม แต่ภูมิความรู้และความสามารถในการชี้แนะนั้น ไม่แพ้พวกสัตว์ประหลาดเฒ่าพันปีในตำนานเลยแม้แต่น้อย
…
หนึ่งชั่วยามผ่านไป
จางอวิ๋นหยิบน้ำยาวิญญาณขึ้นมาจิบแก้คอแห้ง แล้วเอ่ยสรุปว่า
“เอาล่ะ อวี่เว่ย วันนี้พอแค่นี้ก่อน เจ้าไปฝึกทบทวนต่อเองเถิด อย่าลืมหมั่นใช้งาน ‘รากวิญญาณราชันย์วายุ’ ที่เพิ่งตื่นขึ้นให้คล่องแคล่ว หากควบคุมมันได้ดั่งใจนึกเมื่อไหร่ ฝีมือเจ้าจะยกระดับขึ้นไปอีกขั้น!”
“เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์!”
อวี่เว่ยรับคำเสียงหนักแน่น ก่อนจะขอตัวไปฝึกฝนต่อ
จางอวิ๋นไม่รอช้า แวะไปดูอาการของสวีหมิงและอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปหา ‘ฉิงเฟิง’
“คะ… คุณชาย?”
ฉิงเฟิงที่กำลังนั่งเหม่อลอยอยู่ในห้องหนึ่งของหอสมบัติเซียนสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นเขาปรากฏตัว รีบกุลีกุจอทำความเคารพด้วยความนอบน้อม
“เอ้านี่ รับไป รีบๆ ทะลวงระดับหยวนอิงเสีย!”
จางอวิ๋นโยนแหวนมิติวงหนึ่งที่เตรียมไว้ให้อีกฝ่าย
ข้างในบรรจุทรัพยากรจำนวนหนึ่ง และเคล็ดวิชาสองเล่มที่เขาคัดเลือกมาจากหอคัมภีร์หมื่นภพ
เจ้าหมอนี่ถึงจะเป็นแค่ ‘เครื่องตรวจจับมนุษย์’ แต่ก็ยังนับว่ามีประโยชน์อยู่บ้าง
เขาตัดสินใจจะปั้นมันสักหน่อย
เพราะในฐานะลูกสมุน (จำเป็น) ของจางอวิ๋น จะปล่อยให้อ่อนด้อยเกินไปก็คงเสียหน้าแย่!
“ขอบคุณคุณชาย! ขอบคุณขอรับ!”
เมื่อตรวจสอบของในแหวนมิติ ดวงตาของฉิงเฟิงก็ลุกวาวด้วยความปิติยินดี รีบกล่าวขอบคุณเสียงดังลั่น
จางอวิ๋นเพียงโบกมือไล่แล้วเดินจากไปอย่างไม่ใส่ใจ
ฉิงเฟิงสูดหายใจลึก รีบหยิบทรัพยากรออกมาเริ่มบ่มเพาะทันที
นี่เป็นสิ่งเดียวที่เขาทำได้ในตอนนี้
หากหวังว่าสักวันจะหลุดพ้นจากสถานะเบี้ยล่าง หรือมีโอกาสไถ่ถอนอิสรภาพ เขาต้องแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น!
……
ณ แคว้นหนานซิง, หมู่เกาะเชียนไห่ เกาะที่หนึ่ง
ภายในถ้ำรับรองที่ตกแต่งด้วยไข่มุกราตรีและหินวิญญาณอย่างหรูหราอลังการ
“รองเจ้าหอกู้?”
‘บรรพชนพันเกาะ’ ชายชราผู้มีกลิ่นอายลึกล้ำ จ้องมองปูดำขนาดเท่าลูกบาสเกตบอลตรงหน้า แววตาฉายแววประหลาดใจระคนขบขัน “เหตุไฉนท่านถึงกลายสภาพเป็นเช่นนี้ไปได้?”
กู้ชวนเอ่ยเสียงเข้มด้วยความอับอาย “บรรพชนพันเกาะ ท่านไม่ต้องสนหรอกว่าข้าจะอยู่ในสภาพน่าเวทนาเพียงใด ข้าแค่จะถามว่า… เรื่องที่ท่านเจ้าหอขอให้ช่วย ท่านจะตกลงหรือไม่?”
“ในเมื่อท่านเจ้าหอหนานจางเอ่ยปากด้วยตัวเอง หนี้บุญคุณในครั้งกระนั้นข้าย่อมต้องชดใช้”
บรรพชนพันเกาะเอ่ยเรียบๆ พลางเหลือบตามองภาพฉายจากหินบันทึกภาพที่ประธานเหลียนประคองถืออยู่
ในภาพปรากฏเป็นชายหนุ่มรูปงามในชุดคลุมสีขาวราวหิมะ ท่วงท่าองอาจ
ใบหน้านี้… บรรพชนพันเกาะจำได้แม่นยำยิ่งกว่าใคร
พอนึกถึงเกาะหลักสามเกาะที่ถูกทำลายย่อยยับจนจมลงสู่ก้นทะเล แววตาของเขาก็ฉายประกายอำมหิตเย็นยะเยือกดุจมัจจุราช
และเมื่อมองดูสภาพปูของกู้ชวน แล้วนึกย้อนไปถึงตอนที่จางอวิ๋นเคยอัญเชิญเศษเสี้ยววิญญาณของอีกฝ่ายออกมา เขาก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้
ริมฝีปากจึงขยับเอ่ยว่า “แคว้นหนานอวิ๋น... ข้าจะไปเยือนอย่างแน่นอน!”
“ได้รับคำสัญญาจากท่านบรรพชน ข้าก็วางใจ!”
กู้ชวนดีใจจนเนื้อเต้น ก้ามปูขยับไปมาด้วยความตื่นเต้น “อีกสองเดือน เจอที่กันแคว้นหนานอวิ๋น!”
“ไม่มีปัญหา!”
บรรพชนพันเกาะพยักหน้าสั้นๆ
กู้ชวนไม่รั้งรออยู่นาน เขาพร้อมคณะผู้ติดตามจากเกาะเชียนไห่เดินออกจากถ้ำไปเพื่อเตรียมการ
มองดูแผ่นหลังของพวกเขาที่จากไป บรรพชนพันเกาะหรี่ตาลงจนเหลือเพียงเส้นขีดเดียว รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจางๆ
ทันใดนั้น ด้านหลังเขาก็มีเสียงสตรีเย็นเยียบดังขึ้น “ผู้อาวุโสเก้าสำนักหลิงเซียน… นึกไม่ถึงเลยว่าคนที่ทำลายร่างแยกของข้า จะเป็นแค่คนของสำนักเล็กๆ เช่นนี้!!”
สิ้นเสียง มิติเบื้องหลังบรรพชนพันเกาะก็บิดเบี้ยว ร่างสองร่างค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า
คนหนึ่งสวมชุดคลุมดำปิดมิดชิดทั้งตัว แผ่กลิ่นอายลึกลับ
อีกคนหนึ่งเป็นสตรีโฉมงามที่มีเรือนผมสีฟ้าและดวงตาสีฟ้าครามดุจมหาสมุทร… นางคือ ‘หลานเอ๋อร์’
“ที่สำนักหลิงเซียนแห่งแคว้นหนานอวิ๋น ไม่มีคนของเราแฝงตัวอยู่หรือ?”
บรรพชนพันเกาะปรายตามองทั้งสองแล้วเอ่ยถามเสียงเรียบ
คนชุดดำเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ “เดิมทีสำนักเล็กๆ นั่นเป็นความรับผิดชอบของลูกศิษย์ท่าน ‘วายุ’ แต่ในปฏิบัติการแดนลับเซียนครั้งนี้ จอมมารวายุได้ตกตายไปในนั้น คาดว่าลูกศิษย์คนนั้นก็น่าจะตายตกไปพร้อมกันแล้ว!”
บรรพชนพันเกาะหรี่ตามองไปยังทิศทางของแคว้นหนานอวิ๋น แววตาฉายแววหมายมาด
“ถ้าเช่นนั้น… ดูท่าแคว้นหนานอวิ๋นคราวนี้ คงจำเป็นต้องไปเยือนให้รู้ดำรู้แดงกันเสียแล้ว!”