ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 261 กลับแคว้นหนานอวิ๋น
แคว้นหยวนหลิว, เมืองตานซาน
ณ ลานกว้างหน้าจวนตระกูลอู๋
“ท่านเซียน ข้าขอฝากเจ้าลูกชายตัวดีด้วยนะขอรับ!”
นายรองตระกูลอู๋ผู้มีรูปร่างท้วมสมบูรณ์ และเค้าโครงหน้าถอดแบบมาจากอู๋เสี่ยวพั่งถึงเจ็ดส่วน มองจางอวิ๋นด้วยสีหน้าจริงจังขึงขัง “หากมันดื้อด้าน หรือเกียจคร้านการฝึกฝน ท่านลงทัณฑ์มันได้เลยไม่ต้องยั้งมือ มันหนังหนา ไม่กลัวเจ็บหรอกขอรับ!”
“ท่านพ่อ! พูดจาอันใดต่อหน้าอาจารย์เช่นนี้เล่า!”
อู๋เสี่ยวพั่งที่ยืนอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะโวยวายด้วยความอับอาย
นายรองตระกูลอู๋ถลึงตาใส่ลูกชาย “เจ้าลูกคนนี้มันหัวรั้นมาแต่ไหนแต่ไร ข้าเกรงว่าจะไปก่อเรื่องให้ท่านเซียนต้องปวดเศียรเวียนเกล้าเสียเปล่าๆ!”
พูดจบเขาก็หันกลับมาหาจางอวิ๋นอีกครั้ง แววตาแฝงความเด็ดขาด “ท่านเซียน ข้าย้ำอีกครั้ง หากมันดื้อ ท่านหวดมันให้หนักๆ ได้เลย!”
จางอวิ๋นส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มบางๆ
เขาพำนักอยู่ที่เมืองตานซานมาสองวันแล้ว นายรองตระกูลอู๋ที่ถูกพิษเมล็ดพันธุ์วิญญาณสัตว์เหี่ยวเฉากัดกร่อนจนสลบไสลไปนาน เพิ่งจะฟื้นคืนสติเมื่อรุ่งสางนี้ พอได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดก็ตามมาขอบคุณเขายกใหญ่
นี่ขนาดถึงเวลาจะออกเดินทาง ก็ยังตามมาสั่งเสียจนถึงหน้าประตูจวน
เมื่อเทียบกับมารดาของอู๋เสี่ยวพั่งแล้ว บิดาของเขานับว่ามีนิสัยร่าเริงและโผงผางกว่ามากนัก
ปากก็ตะโกนปาวๆ ว่าให้ตีสั่งสอน แต่ลับหลังกลับแอบส่งกระแสจิตมาหาจางอวิ๋นด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ “ท่านเซียน… แต่หากเจ้าอ้วนมันทำอะไรผิดพลาดไปบ้าง ก็ขอท่านโปรดเมตตาอภัยให้มันด้วยนะขอรับ… มันก็แค่เด็กซนๆ คนหนึ่ง”
จางอวิ๋นพยักหน้าให้นายรองตระกูลอู๋และเจียงสวินเถาที่ยืนเคียงข้างกัน “วางใจเถิดทั้งสองคน ข้าสัญญาว่าจะดูแลเสี่ยวพั่งอย่างดี จะไม่ปล่อยให้ศิษย์ข้าต้องน้อยหน้าผู้ใดในใต้หล้าแน่นอน!”
พูดจบ เขาก็สะบัดชายเสื้อพาอู๋เสี่ยวพั่งกระโดดขึ้นหลังพยัคฆ์วิญญาณลายพาดกลอนที่หมอบรออยู่อย่างสง่างาม
“อาจารย์… ไปกันเถอะขอรับ!”
อู๋เสี่ยวพั่งหันหลังให้คนในตระกูล พยายามกลั้นเสียงสั่นเครือแล้วเอ่ยกับจางอวิ๋น
จางอวิ๋นปรายตามองลูกศิษย์เล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า
โฮก!
พยัคฆ์วิญญาณคำรามกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่น ทะยานร่างมหึมาขึ้นสู่ท้องฟ้า พุ่งแหวกเมฆหมอกตรงไปยังทิศทางไกลลิบ
จนกระทั่งภาพจวนตระกูลอู๋ลับสายตาไป อู๋เสี่ยวพั่งก็ทนเก็บความรู้สึกไม่ไหว หันกลับไปตะโกนสุดเสียงทางทิศที่ตั้งของบ้าน
“ท่านพ่อ! ท่านแม่! รักษาตัวด้วย! หากข้าสำเร็จวิชาเมื่อใด ข้าจะรีบกลับมาหาทันที!!”
เสียงตะโกนก้องกังวานไปทั่วฟากฟ้า
ภายในจวนตระกูลอู๋
นายรองตระกูลอู๋และเจียงสวินเถาได้ยินเสียงแว่วๆ นั้น มุมปากก็ยกยิ้มขึ้นอย่างภาคภูมิ ทว่าดวงตากลับชุ่มไปด้วยหยาดน้ำใสๆ
สองปีก่อนตอนที่อู๋เสี่ยวพั่งหนีออกจากบ้าน แท้จริงแล้วพวกเขาคอยส่งคนตามดูอยู่ห่างๆ ตลอดเวลา การที่อู๋เสี่ยวพั่งได้เป็นศิษย์จดชื่อของ ‘ผู้ดูแลลี่’ แห่งยอดเขาเจ้าสำนักหลิงเซียน ก็เป็นเพราะพวกเขาแอบยัดเงินใต้โต๊ะไปไม่น้อย
เพื่อไม่ให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนต้องโดนรังแก ทุกๆ ช่วงเวลาหนึ่งพวกเขาจะส่งสมุนไพรระดับต่ำไปกำนัลผู้ดูแลลี่คนนั้นอย่างสม่ำเสมอ
จนกระทั่งเมื่อครึ่งปีก่อนที่เกิดวิกฤตกับตระกูล...
เดิมทีคิดว่าลูกชายคงจะตกระกำลำบากแสนสาหัสอยู่ข้างนอก แต่ใครจะไปคาดคิดว่า… เจ้าอ้วนจอมดื้อของพวกเขาจะกลับมาในฐานะวีรบุรุษผู้กอบกู้ตระกูล!
มองดูจุดสีดำเล็กๆ ของพยัคฆ์วิญญาณที่ค่อยๆ เลือนหายไปในหมู่เมฆ
สองสามีภรรยามองหน้ากัน แววตาเต็มไปด้วยความอาลัยระคนปลื้มปิติ
ลูกชายของพวกเขา… กลายเป็นมังกรที่ผงาดในนภาแล้วจริงๆ!
……
บนท้องฟ้ากว้างใหญ่ หลังพยัคฆ์วิญญาณ
เมื่อเห็นขอบตาแดงๆ ของอู๋เสี่ยวพั่ง จางอวิ๋นก็ตบไหล่ศิษย์รักเบาๆ เป็นการปลอบโยน “อย่าได้โศกเศร้าไปเลย แคว้นหยวนหลิวกับแคว้นหนานอวิ๋นมีพรมแดนติดกัน ในอนาคตเมื่อเจ้าเหาะเหินเดินอากาศได้คล่องแคล่ว จะกลับมาเยี่ยมบ้านเมื่อไหร่ย่อมทำได้ดั่งใจนึก!”
“ขอรับ!”
อู๋เสี่ยวพั่งพยักหน้าหนักแน่น สูดลมหายใจลึกเรียกความเชื่อมั่นกลับมา “ท่านอาจารย์ ข้าอยากจะขอกลับเข้าไปแช่ตัวใน ‘สระโลหิตหมื่นอสูร’ อีกรอบขอรับ ข้ารู้สึกว่า ‘กายาพราชันย์ทรราช’ ของข้าขาดอีกเพียงก้าวเดียวก็จะขัดเกลาเสร็จสมบูรณ์ พร้อมสำหรับการฝึกฝน ‘คัมภีร์ราชันย์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’ ขั้นที่สองแล้ว!”
“ดี! ความมุมานะเป็นเรื่องประเสริฐ เดี๋ยวอาจารย์ส่งเจ้าเข้าไป!”
จางอวิ๋นพยักหน้าด้วยความพอใจ สะบัดมือส่งศิษย์รักเข้าไปใน ‘โลกปรมาจารย์เซียน’ บริเวณสระโลหิตหมื่นอสูรทันที
ยามนี้ทั้งสวีหมิง, อวี๋สุ่ยเอ๋อร์, โจวข่าน รวมไปถึงอวี่เว่ยที่เพิ่งทะลวงระดับ ต่างก็เก็บตัวบำเพ็ญเพียรอยู่ในสระโลหิตหมื่นอสูรกันอย่างขะมักเขม้น
นับตั้งแต่ได้สระโลหิตนี้มาครอบครอง มันก็ได้กลายเป็นสถานที่สุดวิเศษของเหล่าลูกศิษย์ไปเสียแล้ว
บรรยากาศภายในนั้นเปรียบเสมือนสวรรค์บนดินสำหรับผู้ฝึกกายา! ไม่ว่าจะเป็นการฝึกเคล็ดวิชา ขัดเกลาร่างกาย หรือบ่มเพาะวิญญาณ ทุกอย่างพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วดั่งก้าวกระโดด ราวกับวันเวลาถูกย่อส่วน
เมื่อเทียบกันแล้ว ‘หอรวมปราณ’ ชั้นสองที่มีอัตราเร่งร้อยเท่า แม้จะดีเยี่ยมแต่ในด้านการเสริมสร้างกายา สระโลหิตหมื่นอสูรย่อมเหนือกว่าหลายขุม!
ทว่ามันก็คงเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น
เพราะสรรพคุณของสระโลหิตหมื่นอสูรจะลดน้อยลงเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่ร่างกายซึมซับ อีกทั้งหลักๆ มันช่วยส่งเสริมเพียงเรื่องกายาและวิญญาณ มิได้ช่วยเพิ่มพูนระดับพลังบำเพ็ญเพียรโดยตรงมากนัก
อีกประการหนึ่ง สำหรับพวกศิษย์ๆ การได้แช่บ่อน้ำเลือดคงเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่น่าตื่นเต้น
ประเดี๋ยวพอความเห่อหายไป พวกเขาก็คงกลับไปพึ่งพาหอรวมปราณเหมือนเดิม
จางอวิ๋นเหลือบสายตาจิตสัมผัสเข้าไปในมิติของ ‘คทาเซียนอู’ เห็นอู๋ไห่ไห่ยังคงนั่งสมาธิลอยตัวนิ่งสงบอยู่เหนือผิว ‘ทะเลพลังอู’ ที่เหลืออยู่น้อยนิด ก็อดแปลกใจไม่ได้
นับตั้งแต่เขาสอน ‘เคล็ดวิชาเทพวิถีอู’ ให้ เจ้าเปี๊ยกนี่ก็นั่งนิ่งในท่าเดิมมาหลายวันแล้ว ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่นิดเดียว
หากไม่สัมผัสได้ถึงกระแสพลังอูที่ยังคงไหลเวียนอยู่อย่างแผ่วเบา เขาคงนึกว่าเจ้าลูกศิษย์ตัวน้อยนี่นั่งฌาปนกิจตัวเองไปเสียแล้ว
จางอวิ๋นส่ายศีรษะเบาๆ แล้วกวาดจิตสัมผัสไปสำรวจใน ‘หอสมบัติเซียน’ ต่อ
ในเวลานี้ภายในหอมีผู้คนอยู่ไม่น้อย ส่วนใหญ่เป็นพวกที่เขาฝัง ‘เคล็ดสะกดใจ’ เอาไว้ใช้งานเป็นแรงงาน
นอกจากพวกนั้น ก็ยังมีเถากู่หลาน
ก่อนจะออกจากแคว้นหนานซิง นางเกิดบรรลุธรรมกะทันหัน จึงขอตัวไปปิดด่านฝึกตน จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ยอมออกมา
“หืม?”
หลังจากกวาดสายตาผ่านห้องพักของเถากู่หลาน จางอวิ๋นก็เลื่อนสายตาไปสะดุดเข้ากับห้องปิดตายห้องหนึ่ง แล้วก็ต้องชะงัก
ในห้องนั้น… มี ‘หลินเทียนต้ง’ ผู้นำตระกูลหลินถูกขังอยู่!
“ลืมเจ้านี่ไปเสียสนิทเลยแฮะ!”
จางอวิ๋นยกมือนวดขมับ
ตอนอยู่แดนลับเซียน เขาจับเป็นหมอนี่ไว้ โดยตั้งใจว่าจะเอามาให้สวีหมิงจัดการระบายความแค้น แต่หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องราววุ่นวายสารพัดถาโถมเข้ามา จนเขาลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
จางอวิ๋นเหลือบไปมองในสระโลหิตหมื่นอสูร เห็นสวีหมิงกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการฝึก ‘เก้าลักษณ์มังกรทอง’ ขั้นที่สาม จึงตัดสินใจไม่รบกวนสมาธิ
ช่างเถอะ ให้เจ้าหลินเทียนต้งมันมีลมหายใจต่ออีกสักสองสามวันก็แล้วกัน!
เมื่อดึงสติกลับมาสู่โลกภายนอก จางอวิ๋นก็ทอดสายตามองไปยังทิศทางเบื้องหน้า แววตามุ่งมั่น
ได้เวลากลับคืนสู่แคว้นหนานอวิ๋นแล้ว!
……
แคว้นหนานซิง, เขตเกาะหลักเกาะเชียนไห่
ณ ถ้ำลึกลับแห่งหนึ่งบนเกาะรอบนอก
ราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนแปลง ‘มนุษย์ค้างคาว’ ที่ห้อยหัวจำศีลอยู่บนเพดานถ้ำพลันลืมตาโพลง นัยน์ตาสีแดงฉานส่องประกายวาวโรจน์
“ตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในที่แห่งนี้… จากไปแล้ว!”
ชายหนุ่มชุดดำที่กำลังนั่งขัดสมาธิปรับลมปราณอยู่บนพื้นก็ลืมตาขึ้นเช่นกัน รังสีสังหารแผ่ออกมาจางๆ “ดี! ถึงเวลาบุกเข้าเกาะหลักชั้นใน!”
พูดจบ ร่างของเขาก็บิดเบี้ยวเลือนหายวับไปจากถ้ำทันที
มนุษย์ค้างคาวไม่รอช้า รีบกางปีกพุ่งตามไปติดๆ ดุจเงาตามตัว
ไม่นานนัก ทั้งสองก็มาปรากฏตัวที่เกาะที่ห้า
“ที่นี่แหละ!”
ชายหนุ่มชุดดำเงยหน้ามองท้องฟ้าเหนือเกาะที่ห้า แววตาคมกริบ “แม้จะเบาบางมาก แต่ห้วงมิติบริเวณนี้มีร่องรอยการสั่นสะเทือน เป็นจุดที่ ‘ประตูแห่งพันธนาการ’ เคยถูกเปิดออกเมื่อไม่นานมานี้!”
“ไม่สัมผัสถึงกลิ่นอายของผู้ครองกายาสูงสุดเลย”
มนุษย์ค้างคาวกวาดสายตาอันเฉียบคมมองไปรอบๆ เกาะที่ห้า แล้วเอ่ยเสียงเรียบเย็น “เกาะก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาก็ไร้ร่องรอย… ลองเข้าไปดูเกาะชั้นในกันเถอะ!”
ชายหนุ่มชุดดำพยักหน้า
ทั้งสองพุ่งทะยานผ่านเกาะที่สี่… เกาะที่สาม… เกาะที่สอง… ด้วยความเร็วปานภูตผี
และในจังหวะที่กำลังจะเข้าใกล้ ‘เกาะที่หนึ่ง’
“หยุด!”
จู่ๆ มนุษย์ค้างคาวก็ตะโกนลั่น ขนทั่วร่างลุกชันด้วยความหวาดผวาสุดขีด
“หืม?”
ชายหนุ่มชุดดำชะงักฝีเท้าทันควัน สายตาเพ่งมองสหายด้วยความสงสัย
มนุษย์ค้างคาวผู้นี้คือ ‘บุตรลำดับสอง’ แห่งเมืองจี๋จื้อ ความสามารถที่โดดเด่นที่สุดของมันคือประสาทสัมผัสอันแม่นยำราวจับวาง
หลายวันก่อนตอนเพิ่งมาถึงเกาะเชียนไห่ มันสัมผัสได้ว่าในเขตเกาะหลักชั้นในมีตัวตนระดับ ‘ผู้แข็งแกร่งที่สุด’ ที่พวกเขายากจะต่อกรได้ซ่อนตัวอยู่ พวกเขาจึงทำได้แค่เฝ้ารอโอกาสอยู่รอบนอก
เมื่อครู่นี้ตัวตนที่ว่านั่นเพิ่งจะจากไปมิใช่หรือ? แล้วเหตุใด…
“หนี! หนีเร็ว!”
มนุษย์ค้างคาวไม่รออธิบาย พ่นคำสั้นๆ ด้วยเสียงสั่นเครือ แล้วหมุนตัวกางปีกบินหนีสุดชีวิตโดยไม่หันกลับมามอง
ชายหนุ่มชุดดำหน้าตึงเครียดขึ้นทันที แม้จะไม่เข้าใจสถานการณ์ แต่สัญชาตญาณบอกให้เขาเชื่อสหาย รีบพุ่งตัวหนีตามไปติดๆ
ในจังหวะที่เงาร่างของทั้งสองเลือนหายไปจากครรลอง
ณ ส่วนลึกสุดของเกาะที่หนึ่ง ท่ามกลางความมืดมิด
ดวงตาคู่หนึ่งค่อยๆ ลืมขึ้นมาเพียงครึ่งเดียว…
ดวงตานั้นลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง ทอดมองไปยังทิศทางที่ผู้บุกรุกทั้งสองหนีไปด้วยความฉงนเล็กน้อย
แต่เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ดวงตาแห่งหายนะนั้นก็ค่อยๆ ปิดลงอีกครั้ง กลับสู่ความเงียบสงบชั่วนิรันดร์…
……