ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 266 จิตวิญญาณระดับเหลียนซวี
“หืม? …ยังมีขุมพลังวิญญาณแฝงอยู่อีกรึ?”
ทันใดนั้นจางอวิ๋นสัมผัสได้ถึงกระแสธารบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ในพลังงานประทานพร จึงไม่รอช้า รีบโคจรเคล็ดวิชาดูดซับเข้าไปทันที
ปรากฏว่าในพลังงานประทานพรระลอกสุดท้ายนี้ นอกเหนือจากพลังงานบริสุทธิ์ที่ช่วยหนุนเสริมให้เขาทะลวงสู่ระดับหยวนอิงขั้นสูงสุดแล้ว มันยังแฝงไว้ด้วย ‘พลังงานทางจิตวิญญาณ’ จำนวนมหาศาลดุจมหาสมุทร!
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
ในขณะเดียวกัน บนเกาะเบื้องล่างก็เกิดแรงระเบิดของกลิ่นอายวิญญาณที่น่าตื่นตะลึงขึ้นถึงสามสาย พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนจากระบบที่รัวขึ้นในหัวราวกับประทัดแตก
【ลูกศิษย์ของท่าน ‘สวีหมิง’ ระดับจิตวิญญาณทะลวงสู่ระดับหยวนอิงสำเร็จ! ท่านได้รับพลังวิญญาณคืนกำไร 100 เท่า!】
【ลูกศิษย์ของท่าน ‘อวี๋สุ่ยเอ๋อร์’ ระดับจิตวิญญาณทะลวงจากระดับจินตานขั้นกลางสู่ระดับจินตานขั้นสูงสุดสำเร็จ! ท่านได้รับพลังวิญญาณคืนกำไร 100 เท่า!】
【ลูกศิษย์ของท่าน ‘โจวข่าน’ ระดับจิตวิญญาณทะลวงสู่ระดับหยวนอิงขั้นสูงสำเร็จ! ท่านได้รับ…】
ขุมพลังวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวสามสายปะทุขึ้นในห้วงจิตวิญญาณของเขาอย่างต่อเนื่องราวกับภูเขาไฟระเบิดซ้อนกันสามลูก
“บัดซบเอ๊ย!”
จางอวิ๋นสะดุ้งโหยงจนตัวโยน รู้สึกเหมือนดวงวิญญาณทั้งดวงกำลังพองตัวขยายออกจนแทบจะปริแตกเป็นเสี่ยงๆ
เขาไม่รอช้า รีบทุ่มสมาธิทั้งหมดไปที่การหลอมรวมและกดข่มพลังมหาศาลเหล่านั้นให้สงบลง
และด้วยการดูดซับอันบ้าคลั่งนี้เอง ระดับจิตวิญญาณของเขาที่เดิมทีอยู่ ณ จุดสูงสุดของ ระดับแปลงเทพอยู่แล้ว ก็พุ่งทะยานชนเพดานของระดับชั้นเข้าอย่างจัง!
ปัง!
ทว่าเมื่อต้องการจะพุ่งทะยานขึ้นไปอีก กลับถูกขวางกั้นด้วยม่านพลังที่มองไม่เห็นบางอย่าง… มันคือ ‘คอขวด’ ของระดับชั้นใหญ่ที่แข็งแกร่งดุจกำแพงเหล็ก
“วันนี้แหละ… ข้าจะทะลวงคอขวดระดับเหลียนซวีให้ดู!”
จางอวิ๋นกัดฟันกรอด สัมผัสถึงพลังวิญญาณมหาศาลที่อัดแน่นจนล้นปรี่อยู่ในกาย ตัดสินใจเด็ดขาด
ไม่ทำก็เลิกทำ ถ้าคิดจะทำต้องทำให้สุด!
เขาเริ่มรวบรวมพลังทั้งหมด กระแทกใส่คอขวดนั้นทันที!
ระลอกแรกไม่ผ่าน... ก็เอาใหม่!
ระลอกสองยังไม่ผ่าน... ก็ต่อระลอกสาม!
นาทีนี้เขาไม่มีอะไรมากไปกว่าพลังวิญญาณที่เยอะจนล้นเหลือเฟือ!
ด้วยการกระแทกซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างบ้าคลั่งราวกับคนเสียสติ ในที่สุด…
กริ๊ก!
เสียงแตกร้าวแผ่วเบาดังขึ้นในห้วงจิต รอยร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนกำแพงคอขวดที่ขวางกั้นจิตวิญญาณของเขา
จางอวิ๋นตาเป็นประกาย ตีเหล็กเมื่อยังร้อน รีบพลิกฝ่ามือหยิบสมุนไพรวิญญาณระดับสูง ‘หญ้ากำเนิดวิญญาณร้อยปี’ ออกมา
นี่คือหนึ่งในของสงครามล้ำค่ามากมายที่กวาดต้อนมาจากแดนลับเซียน เป็นสมุนไพรระดับสวรรค์ที่อัดแน่นด้วยพลังวิญญาณบริสุทธิ์มหาศาล
เขายัดมันเข้าปากแล้วกลืนลงท้องในคำเดียว!
ทันทีที่ใบหญ้าสัมผัสลิ้น ก็ละลายกลายเป็นกระแสธารพลังวิญญาณอันเชี่ยวกราก ไหลบ่ามารวมผสานเข้ากับพลังประทานพรและพลังคืนกำไรที่ยังหลงเหลืออยู่ในกาย รวมพลังกันเป็นหนึ่งเดียว พุ่งชนรอยร้าวบนคอขวดนั้นอย่างรุนแรง
ระลอกที่หนึ่ง…
ระลอกที่สอง…
โพละ!
ในระลอกที่สาม คอขวดที่แข็งแกร่งดุจกำแพงสวรรค์นั้นก็ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ!
พลังจิตวิญญาณของจางอวิ๋นเปรียบดั่งสายน้ำหลากที่ทำนบแตก พรั่งพรูเข้าสู่ระดับชั้นใหม่อันกว้างใหญ่ไพศาลอย่างบ้าคลั่ง
ตู้มมมม!!!
กลิ่นอายจิตวิญญาณอันทรงพลังไร้รูปร่าง ระเบิดออกจากร่างของเขาแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วฟ้าดินอย่างไม่อาจควบคุมได้
ชั่วพริบตานั้น ท้องฟ้าเหนือเกาะราวกับถูกปกคลุมด้วยม่านสีเทาหม่น ทุกคนบนเกาะไม่ว่าระดับต่ำหรือสูง ต่างรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งร่างดั่งถูกขุนเขาทับถม จิตวิญญาณของพวกเขาสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวระดับสัญชาตญาณ!
“นะ… นี่มัน!?”
หลิวชางที่เพิ่งดูดซับพลังประทานพรเสร็จลืมตาโพลงด้วยความตกใจสุดขีด สัมผัสถึงกลิ่นอายที่ทำให้วิญญาณระดับแปลงเทพของเขาสั่นไหวราวกับเปลวเทียนต้องลมพายุ
สายตาของเขาจ้องมองไปยังเงาร่างของจางอวิ๋นบนยอดเจดีย์ด้วยความเหลือเชื่อ
เช่นเดียวกับปุโรหิตสาม ที่ตกตะลึงจนหน้าซีดเผือดไม่แพ้กัน
ระดับเหลียนซวี!
คำสามคำนี้ผุดขึ้นในหัวของพวกเขาทั้งสองพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
พวกเขาต่างเคยพบเห็นตัวตนระดับเหลียนซวีมาก่อนในอดีตกาล กลิ่นอายจิตวิญญาณที่จางอวิ๋นปลดปล่อยออกมาในตอนนี้… คือระดับเหลียนซวีอย่างแน่นอน!
เจ้านายของพวกเขาผู้นี้… แท้จริงแล้วซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ขนาดไหนกันแน่?
ทั้งสองต่างเต็มไปด้วยความสงสัยและหวาดหวั่นพรั่นพรึง
ส่วนคนอื่นๆ บนเกาะที่ระดับต่ำกว่า ต่างมองจางอวิ๋นบนยอดเจดีย์ด้วยความยำเกรงขั้นสุด ราวกับกำลังมองเทพเจ้า
ภายใต้กลิ่นอายนี้ วิญญาณของพวกเขาราวกับถูกแช่แข็ง สั่นเทาจนไม่อาจควบคุมร่างกายตัวเองได้
โชคดีที่กลิ่นอายกดดันนี้ไม่ได้คงอยู่นานนัก
ฟู่ว!
ทันทีที่มันสลายไป ทุกคนบนเกาะต่างรู้สึกตัวเบาหวิวเหมือนยกภูเขาออกจากอก
จิตวิญญาณกลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง
แต่สายตาที่มองจางอวิ๋น... กลับเต็มไปด้วยความหวาดผวาที่ฝังลึกยิ่งกว่าเดิม
จางอวิ๋นค่อยๆ ลืมตาขึ้น
ดูภายนอกเขาอาจไม่ต่างจากเดิม
แต่หลิวชางและปุโรหิตสามสัมผัสได้ชัดเจนว่า กลิ่นอายของจางอวิ๋นในตอนนี้ลึกล้ำจนไม่อาจหยั่งถึง ราวกับบ่อน้ำไร้ก้น
หากเพ่งจิตสัมผัสตรวจสอบดู จะรู้สึกเหมือนวิญญาณกำลังจะถูกดูดกลืนเข้าไปในหลุมดำอันมืดมิด!
ระดับเหลียนซวี!
ท่านเจ้าสำนักผู้นี้… มีระดับจิตวิญญาณเทียบเท่าระดับเหลียนซวีอย่างแน่นอน!
เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!!
ทันใดนั้นเสียงแตกหักก็ดังขึ้นก้องเกาะ เจดีย์ประทานพรทั้งแปดยอดที่ตั้งตระหง่านอยู่แปดทิศ ถึงขีดจำกัดและสลายกลายเป็นละอองแสงพร้อมกัน
จางอวิ๋นและคนอื่นๆ อีกเจ็ดคนบนเจดีย์ต่างได้สติและค่อยๆ เหาะร่อนลงมาสู่พื้น
“ท่านอาจารย์!”
สวีหมิงและศิษย์อีกสี่คนรีบพุ่งเข้ามาหาจางอวิ๋น แววตาเต็มไปด้วยความเคารพเลื่อมใสบูชา
ไม่ว่าพวกเขาจะพัฒนาไปเร็วแค่ไหน จางอวิ๋นก็ยังคงทำให้พวกเขารู้สึกว่า ‘ตามไม่ทัน’ และลึกล้ำสุดหยั่งคาดเสมอ
ท่านอาจารย์… แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!
จางอวิ๋นมองพวกเขาก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางๆ “ช่วงนี้พวกเจ้าพัฒนาขึ้นมาก ไปปรับพื้นฐานให้มั่นคงเถอะ!”
สวีหมิงทั้งห้าพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน
จางอวิ๋นจึงสะบัดมือ ส่งพวกเขากลับเข้าไปในหอสมบัติเซียนเพื่อฝึกฝนต่อ
จากนั้น สายตาของเขาก็เบนไปที่ ‘ฉิงเฟิง’
สามวันที่ผ่านมา นอกจากตัวเขาเองแล้ว คนที่ได้รับผลประโยชน์กอบโกยไปมากที่สุดก็น่าจะเป็นเจ้าเครื่องตรวจจับมนุษย์คนนี้นี่แหละ
ทะลวงระดับหยวนอิงขั้นต้นสำเร็จ แถมระดับจิตวิญญาณยังก้าวกระโดดไปไกลกว่าระดับพลังกาย จนแตะระดับหยวนอิงขั้นสูงแล้ว!
“ท่านเจ้าสำนัก…”
เมื่อเผชิญสายตาคมกริบของจางอวิ๋น ฉิงเฟิงก็รีบส่งยิ้มประจบประแจงมาให้ทันที
จางอวิ๋นไม่พูดพร่ำทำเพลง โยนคัมภีร์ม้วนหนึ่งไปให้กลางอากาศ
“นะ… นี่คือ?”
ฉิงเฟิงชะงัก รับม้วนคัมภีร์มาด้วยความงุนงง
จางอวิ๋นกล่าวเรียบๆ “รางวัลสำหรับการทะลวงระดับ!”
“รางวัล?”
ฉิงเฟิงเลิกคิ้วด้วยความสงสัย แต่พอคลี่ม้วนคัมภีร์ออกดูเนื้อหา ดวงตาของเขาก็ลุกวาวโรจน์ “เคล็ดวิชาระดับวิญญาณ!?”
จางอวิ๋นไม่ได้อธิบายต่อ ร่อนกายลงสู่พื้นด้านล่างทันที
แต่หัวใจของฉิงเฟิงเต้นรัวแรงด้วยความตื่นเต้นจนแทบระเบิด
ความหายากของเคล็ดวิชาระดับวิญญาณนั้นไม่ต้องพูดถึง ต่อให้เป็นป้อมจิตปฏิพัทธ์ของเขาก็มีแค่สองสามวิชาเท่านั้นและหวงแหนยิ่งชีพ
ที่ล้ำค่ากว่านั้นคือ… วิชาที่ชื่อ ‘เคล็ดกระบี่มารพิศวาส’ นี้ แค่มองปราดเดียว เขาก็รู้ทันทีว่ามันเกิดมาเพื่อเขาชัดๆ!
เขาไม่รู้ว่าจางอวิ๋นไปสรรหาวิชานี้มาจากไหน แต่เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายตั้งใจเตรียมไว้ให้เขาโดยเฉพาะ
คิดได้ดังนั้น สายตาที่ฉิงเฟิงมองไล่หลังจางอวิ๋นไป ก็แฝงความซาบซึ้งใจขึ้นมานิดๆ
ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะเป็นยังไง… แต่เจ้านายคนนี้ก็ถือว่าใส่ใจเขาอยู่เหมือนกันนะเนี่ย!
ใส่ใจ?
จางอวิ๋นก็ใส่ใจจริงๆ นั่นแหละ
ในฐานะเครื่องตรวจจับมนุษย์ส่วนตัว ถ้าฝีมืออ่อนหัดเกินไปก็คงใช้งานไม่คล่องมือ
‘เคล็ดกระบี่มารพิศวาส’ นี้ เขาบังเอิญเจอตอนสุ่มหาของเล่นในหอคัมภีร์หมื่นภพ เห็นว่าชื่อมันลิเกดีและเหมาะกับนิสัยเจ้าชู้ของฉิงเฟิง
จริงๆ กะจะให้ตั้งนานแล้ว แต่ดันลืม…
ตอนนี้อีกฝ่ายทะลวงระดับได้พอดี ก็ถือเป็นรางวัลรวบยอดไปเลยแล้วกัน!
“คารวะท่านเจ้าสำนัก!!”
เห็นจางอวิ๋นร่อนลงมา กู่หงเหวิน ปุโรหิตสาม และคนอื่นๆ รีบกรูเข้ามาประสานมือคารวะเสียงดัง
จางอวิ๋นพยักหน้ารับ เดินตรงไปที่หอเก๋งทรงโบราณสองชั้นที่เพิ่งสร้างเสร็จหมาดๆ ข้างๆ
“พวกเจ้าทำเสร็จแล้ว?”
กวาดสายตามองสำรวจทั้งภายนอกและภายใน จางอวิ๋นหันไปถามกู่หงเหวินและสมาชิกระดับจินตานของกลุ่มโจรสลัดหยกศิลาไม่กี่คนข้างๆ ที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยฝุ่นผง
“เรียบร้อยแล้วขอรับ ท่านเจ้าสำนัก!”
กู่หงเหวินพยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ
ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียร พอวางโครงสร้างเสร็จ การก่อสร้างก็รวดเร็วทันใจเหมือนเสก นี่เป็นสิ่งปลูกสร้างเดียวที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ 100% ภายในสามวันนี้
“ไม่เลว!”
จางอวิ๋นพยักหน้าอย่างพอใจ “ในฐานะสิ่งปลูกสร้างแรกของสำนัก พวกเจ้าที่มีส่วนร่วมรับไปคนละ 10 แต้มผลงาน! นอกจากนี้… ข้าอนุญาตให้เข้าไปเลือกสมบัติใน ‘คลังสมบัติ’ ได้คนละหนึ่งชิ้น!”
“คลังสมบัติ?”
ทุกคนในที่นั้นชะงัก กวาดตามองไปรอบๆ ด้วยความงุนงง
สำนักเพิ่งจะเริ่มสร้าง หอเก๋งตรงหน้าก็ว่างเปล่า… ไปเอาคลังสมบัติมาจากไหน?
จางอวิ๋นยิ้มบางๆ ที่มุมปาก สะบัดมือวูบหนึ่ง
ครืนนน!!
มิติเบื้องหน้าบิดเบี้ยว ชั้นวางของไม้เนื้อดีนับร้อยชั้นพุ่งออกมาจากหอสมบัติเซียน ลงไปตั้งวางเรียงรายภายในหอเก๋งสองชั้นที่ว่างเปล่าจนเต็มพื้นที่ในชั่วพริบตา
บนชั้นวางเหล่านั้น… อัดแน่นไปด้วยเคล็ดวิชา โอสถ ศาสตราวุธ และสมบัติล้ำค่ามากมายละลานตาจนแสงสะท้อนบาดตา!
“นับจากนี้… ที่นี่คือคลังสมบัติของสำนักเรา!”
จางอวิ๋นผายมือ
ทุกคนอ้าปากค้าง ตาลุกวาว
“เอาล่ะ… เข้าไปเลือกซะ!”
จางอวิ๋นพยักพหน้าไปทางกู่หงเหวิน
กู่หงเหวินพยักหน้าแบบมึนๆ งงๆ
ชั้นวางพวกนี้จะมีของดีจริงๆ เหรอ? คงเป็นแค่ของพื้นๆ ล่ะมั้ง?
เขาเดินดุ่มๆ เข้าไปในหอเก๋งด้วยความไม่แน่ใจ
สองวินาทีต่อมา…
“เชี่ยยยยยยยยย!!!”
เสียงอุทานด้วยความตกใจสุดขีดของกู่หงเหวินก็ดังลั่นออกมา