ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 267 เผ่าเงือกเข้าร่วม
เสียงสบถด้วยความตกตะลึงดังลั่น กู่หงเหวินกระโจนตัวลอยขึ้นมากลางศาลาด้วยความตื่นเต้นระคนตื่นตระหนก
ทำเอาฝูงชนโดยรอบต่างเลิกคิ้วด้วยความฉงน สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
ทว่ากู่หงเหวินหาได้สนใจสายตาใครไม่ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นจนต้องกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ ก่อนจะหันขวับไปมองจางอวิ๋นแล้วเอ่ยถามเสียงสั่น
“คุณ… คุณชาย ข้าเลือกได้ตามใจชอบชิ้นหนึ่งจริงหรือขอรับ?”
“แน่นอน!”
จางอวิ๋นพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มมุมปาก
กู่หงเหวินหายใจหอบถี่ ดวงตาเป็นประกายวาวโรจน์
หลังจากใช้เวลาเลือกเฟ้นของในศาลาอยู่นานกว่าครึ่งก้านธูป ในที่สุดเขาก็คว้าสมบัติชิ้นหนึ่งมากอดแนบอกไว้แน่น ท่าทางลับๆ ล่อๆ ระแวดระวังภัยราวกับกลัวใครจะพุ่งเข้ามาแย่งชิงไปเสียเดี๋ยวนั้น
จางอวิ๋นเห็นท่าทางนั้นแล้วก็ได้แต่กรอกตามองบน เอ่ยเสียงเรียบว่า “ไม่ต้องกอดไว้แน่นขนาดนั้นหรอกน่า ไม่มีใครแย่งเจ้าหรอก เอาออกมาโชว์ให้ทุกคนดูหน่อย!”
เมื่อได้ยินคำสั่ง กู่หงเหวินจึงยอมคลายอ้อมกอด นำสมบัติล้ำค่าออกมาแสดงท่ามกลางสายตาใคร่รู้ของทุกคน
มันคือ ตะขอเศียรพยัคฆ์ เล่มหนึ่งที่แผ่รังสีอำมหิตออกมาจางๆ
“ศาสตราวิญญาณ?”
สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังวิญญาณที่แผ่ซ่านออกมา ทุกคนต่างเลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจ
ต้องรู้ก่อนว่าศาสตราวิญญาณนั้นนับเป็นของหายากยิ่ง แม้แต่ระดับหยวนอิงหลายคนในที่นี้ยังไม่มีไว้ในครอบครองสักชิ้นเดียว
“เดี๋ยวก่อน... กลิ่นอายของศาสตรานี้มัน…”
อวี่เหอ อดีตผู้อาวุโสใหญ่แห่งถ้ำอวี้ซิง ซึ่งบัดนี้รั้งตำแหน่งผู้อาวุโสสำนักเซียนอันดับหนึ่ง สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ดวงตาของเขาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง
“นี่มัน… ศาสตราวิญญาณระดับกลาง!!”
“หา! ศาสตราวิญญาณระดับกลาง!?”
สิ้นเสียงอุทานของอวี่เหอ ฝูงชนต่างสะท้านเฮือก เพ่งมองตะขอเศียรพยัคฆ์ในมือกู่หงเหวินให้ชัดเต็มสองตา แล้วก็ต้องตาถลนแทบถล่มออกมานอกเบ้ากันถ้วนหน้า
แม้แต่หลิวชางที่ยืนสงบนิ่งยังอดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าตกตะลึงพรึงเพริด
ในแคว้นหนานอวิ๋น ศาสตราวิญญาณนั้นหาได้ยากยิ่งนัก แค่ระดับต่ำธรรมดาก็ว่ายากแล้ว ระดับกลางขึ้นไปนั้นแทบจะมีแต่ขุมกำลังยักษ์ใหญ่อย่างหอสมบัติหนานจางหรือเกาะเชียนไห่เท่านั้นที่มีศักยภาพพอจะครอบครอง
แต่คลังสมบัติที่จางอวิ๋นเสกขึ้นมาเล่นๆ เหมือนร้านขายของชำนี่ กลับมีของล้ำค่าพรรค์นี้วางอยู่ด้วยเนี่ยนะ?
สายตาอิจฉาตาร้อนผ่าวราวกองเพลิงนับร้อยกองจับจ้องไปที่กู่หงเหวินเป็นตาเดียว
มิน่าล่ะเจ้านั่นถึงต้องซ่อนมิดชิดขนาดนั้น
แม้จะเป็นศาสตราวิญญาณเหมือนกัน แต่ระดับกลางนั้นมูลค่าเทียบกับระดับต่ำไม่ได้เลย มันห่างชั้นกันคนละเรื่องราวกับฟ้ากับเหว!
“ของข้าไม่ใช่แค่ชิ้นเดียวนะ ในคลังสมบัติยังมีอีกเพียบ!”
กู่หงเหวินเห็นโอกาสจึงรีบชี้มือไปที่ศาลาด้านหลัง แล้วประกาศก้องเสียงดังฟังชัด
“นอกจากนี้ ข้างในยังมีเคล็ดวิชาระดับวิญญาณอีกหลายสิบเล่ม สมุนไพรระดับสุดยอดอีกเพียบ โอสถระดับสุดยอด ผลึกวิญญาณสารพัดชนิด…”
เขาเริ่มสาธยายรายการสมบัติราวกับพ่อค้าหน้าเลือดที่กำลังโฆษณาสินค้า
ฝูงชนฟังแล้วหายใจหอบฮั่กๆ ดวงตาลุกเป็นไฟด้วยความโลภจ้องมองไปที่ศาลาสมบัติแทบจะกินเลือดกินเนื้อ
เคล็ดวิชาระดับวิญญาณ… สมุนไพรระดับสุดยอด… โอสถระดับสุดยอด…
นี่ไม่ได้ล้อเล่นใช่หรือไม่?
ไอ้คลังสมบัติที่จางอวิ๋นแค่โยนชั้นวางของออกมาเรียงๆ กันอย่างลวกๆ เนี่ยนะ มีของวิเศษพวกนี้ซุกซ่อนอยู่จริงๆ หรือ?
เห็นปฏิกิริยาบ้าคลั่งของทุกคน กู่หงเหวินก็หันมายิ้มประจบจางอวิ๋นทันที
จางอวิ๋นเห็นดังนั้นก็ขำพรืดในลำคอ
เจ้านี่มันรู้ทิศทางลมดีจริงๆ รู้ว่าเขาต้องการเปิดเผยของในคลังเพื่อล่อตาล่อใจเหล่าคนงาน การที่มันเสนอหน้าช่วยโฆษณาปาวๆ ให้แบบนี้ ก็ช่วยประหยัดน้ำลายเขาไปได้เยอะทีเดียว
“อย่างที่ผู้อาวุโสกู่ว่าไว้ ในคลังสมบัติมีของพวกนี้วางอยู่ชั่วคราว!”
มองดูฝูงชนที่ตาลุกวาว จางอวิ๋นประกาศก้องด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
“ของในคลังสมบัติเหล่านี้ พวกเจ้าทุกคนล้วนมีโอกาสได้รับ! ห้าคนแรกในหมู่พวกเจ้าที่สะสม ‘แต้มผลงาน’ ครบหนึ่งหมื่นแต้ม จะได้รับสิทธิ์เข้าไปเลือกของได้หนึ่งครั้ง! และหากใช้แต้มผลงานหนึ่งหมื่นแต้ม ก็สามารถแลกสิทธิ์เข้าคลังสมบัติเพิ่มได้อีก!”
สิ้นเสียงประกาศ ผู้คนหายใจกระชั้นหนักหน่วง เลือดในกายสูบฉีดพลุ่งพล่าน
หลายคนแทบจะกลับหลังหันวิ่งไปก่อสร้างแบกหินแบกปูนเสียเดี๋ยวนั้น แต่จางอวิ๋นยกมือห้ามทัพไว้ก่อน
“ช้าก่อน! ข้ายังมีเรื่องจะประกาศ!”
พูดจบไม่รอช้า เขาโบกมือวูบหนึ่ง
ทันใดนั้น อวี๋สุ่ยเอ๋อร์และกลุ่มนางเงือกก็ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางลานกว้าง
“เผ่าเงือก?”
ทุกคนเห็นแล้วแปลกใจเล็กน้อย คิ้วขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย
จางอวิ๋นเอ่ยสืบต่อ “เดิมทีกำหนดไว้ว่ามีผู้อาวุโสหกท่าน ตอนนี้ข้าขอแต่งตั้งเพิ่มอีกหนึ่งท่าน… อวี่จี นางคือผู้นำคนใหม่ของเผ่าเงือก!”
พูดพลางผายมือไปที่เงือกสาวผู้มีความงามแบบผู้ใหญ่สง่างาม ซึ่งยืนอยู่หน้าสุดในกลุ่มของอวี๋สุ่ยเอ๋อร์
เมื่อถูกสายตานับร้อยคู่จับจ้อง อวี่จีสูดหายใจลึกรวบรวมความกล้า ก่อนจะก้าวออกมาภายใต้สายตาให้กำลังใจของอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ที่ยืนเคียงข้าง
สัมผัสได้ว่านางมีกลิ่นอายเพียงระดับสร้างรากฐาน หลายคนขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความกังขา
แต่ทว่า… เมื่อเพ่งมองใบหน้างดงามหยาดเยิ้มปานล่มเมืองของนางเงือกผู้นี้ แล้วหันไปมองจางอวิ๋นที่ยืนหล่อเหลาองอาจอยู่ข้างๆ ช่างดูเหมาะสมราวกับกิ่งทองใบหยก...
พวกเขาก็เหมือนจะตระหนักรู้อะไรบางอย่างขึ้นมาได้ หัวใจกระตุกวูบ สายตาที่มองอวี่จีเปลี่ยนจากความกังขาเป็นความเคารพยำเกรงในทันที
จางอวิ๋นหารู้ไม่ถึงความคิดอกุศลในหัวของพวกเขา ยังคงกล่าวต่อไปอย่างจริงจัง
“ผู้อาวุโสอวี่จีและเผ่าเงือก จะทำหน้าที่เป็น ‘หน่วยพิทักษ์เงือก’ ของสำนักเซียนอันดับหนึ่ง รับผิดชอบการจดบันทึกแต้มผลงาน และดูแลคลังสมบัติ!”
ทุกคนได้ยินแล้วไม่มีใครกล้าคัดค้าน เมื่อพิจารณาถึง ‘สถานะ’ ที่คาดเดากันไปเองของเงือกสาวแสนสวยผู้นี้ ต่อให้มีข้อโต้แย้ง ก็จำต้องกลืนลงคอไปเสีย!
“ท่านอาจารย์ของสุ่ยเอ๋อร์ เรื่องดูแลคลังสมบัตินี่…”
กลับเป็นอวี่จีเองที่มีสีหน้าลังเลใจ
จางอวิ๋นโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ผู้อาวุโสอวี่จี ท่านก็เห็นสภาพตอนนี้ สำนักเซียนอันดับหนึ่งของเรายังว่างเปล่า มีแค่คลังสมบัติอย่างเดียวที่เป็นรูปเป็นร่าง ถ้าท่านอยากทำงาน ตอนนี้ก็มีแค่งานนี้แหละที่เหมาะสมที่สุด!”
“เอ่อ…”
อวี่จีกวาดตามองรอบๆ สุดท้ายก็พยักหน้ารับคำ “ตกลงเจ้าค่ะ”
จางอวิ๋นเผยรอยยิ้มพอใจ
ก่อนจะกลับมาที่แคว้นหนานอวิ๋น เขาเคยสอบถามความสมัครใจของอวี่จีและเหล่าเงือกแล้วว่าอยากเข้าร่วมสำนักที่เขาสร้างหรือไม่
เพราะด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน พวกนางคงกลับไปทะเลหนานจี๋ไม่ได้อีกแล้ว
ในฐานะเผ่าพันธุ์ของลูกศิษย์ จางอวิ๋นย่อมไม่คิดทอดทิ้ง แต่จะให้พวกนางอุดอู้อยู่ในหอสมบัติเซียนตลอดไปก็ใช่เรื่อง
สภาพแวดล้อมที่นั่นไม่เหมาะกับการดำรงชีวิตของเผ่าพันธุ์แห่งท้องทะเล
ประจวบเหมาะกับที่สำนักเซียนอันดับหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนเกาะกลางทะเลสีคราม ท้องทะเลกว้างใหญ่นี้จึงเปรียบเสมือนบ้านที่ดีที่สุดสำหรับเผ่าเงือก
อวี่จีและเหล่าเงือกไตร่ตรองอยู่หลายวัน จนกระทั่งเมื่อครู่นี้ถึงได้ให้คำตอบที่แน่ชัดแก่เขา
ยินดีเข้าร่วม แต่หวังว่าเขาจะมอบหมายงานให้พวกนางทำบ้าง เพื่อตอบแทนบุญคุณ
อวี่จีและเผ่าเงือกซาบซึ้งในน้ำใจของจางอวิ๋นยิ่งนัก การได้เข้าร่วมสำนักเซียนอันดับหนึ่ง พวกนางจึงปรารถนาจะช่วยแบ่งเบาภาระเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
จางอวิ๋นจึงจัดให้ตามคำขอ
ดูแลคลังสมบัติ
นี่เป็นตำแหน่งที่สำคัญยิ่งยวด เปรียบเสมือนหัวใจของสำนัก แต่จางอวิ๋นยินดีมอบความไว้วางใจนี้ให้แก่เผ่าพันธุ์ของอวี๋สุ่ยเอ๋อร์โดยไม่ลังเล
หลังจากประกาศเสร็จสรรพ จางอวิ๋นก็ปล่อยให้ทุกคนแยกย้าย
ทันทีที่สัญญาณเริ่มงานดังขึ้น ทุกคนก็พากันไป ‘แบกอิฐ’ ก่อสร้างกันอย่างบ้าคลั่ง!
คลังสมบัติอันล้ำค่า… การปลดล็อกอิสรภาพ… บวกกับโอกาสที่เจดีย์ชีพจรวิญญาณอาจจะควบแน่นขึ้นมาให้ปีนป่ายไขว่คว้าอีกในอนาคต… ภายใต้สามสิ่งล่อใจระดับพระกาฬนี้ จิตใจของทุกคนต่างถูกความโลภและความมุ่งมั่นครอบงำไปจนหมดสิ้น
แม้แต่หลิวชางก็ไม่เว้น
ศาสตราวิญญาณระดับกลางและของวิเศษอื่นๆ เขาก็ต้องการครอบครองเช่นกัน!
ก่อนหน้านี้แหวนมิติของเขาถูกจางอวิ๋นยึดไปจนเกลี้ยง คืนให้เพียงเสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวกับศาสตราวิญญาณระดับต่ำที่เขาใช้ประจำกาย นอกนั้นถูกริบเข้าคลังหมด
ตอนนี้เขาจนกรอบจนเสียงกระเป๋าดังกรุ๊งกริ๊ง ต้องการทรัพยากรมาเติมเต็มความมั่งคั่งด่วนที่สุด!
…
ณ ชายหาดริมทะเล
เหล่าเงือกกระโจนลงสู่ท้องทะเลทีละตนด้วยความปิติ
กลิ่นอายความเค็มของน้ำทะเลทำให้พวกนางมีแววตาเป็นประกาย ราวกับได้ถือกำเนิดใหม่ ต่างแหวกว่ายเสพสุขกับสายน้ำอย่างตะกละตะกลาม ราวกับปลาที่ได้หวนคืนสู่วารี
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์มองภาพแห่งความสุขนี้ด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า อดไม่ได้ที่จะหันมาขอบคุณจางอวิ๋นด้วยความซาบซึ้ง
“ท่านอาจารย์ ขอบคุณนะเจ้าคะ!”
“ไม่ต้องขอบคุณอาจารย์หรอก!”
จางอวิ๋นลูบหัวนางอย่างเอ็นดู ยิ้มกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คนของเจ้า ก็เหมือนคนของอาจารย์ วันหน้าพวกเราก็คือครอบครัวเดียวกัน!”
“อื้อ!”
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์พยักหน้าแรงๆ น้ำตาคลอเบ้าด้วยความตื้นตัน
จางอวิ๋นยิ้มบางๆ “เอาล่ะ ไปเล่นกับพวกพี่น้องของเจ้าเถอะ อีกไม่กี่วันก็ต้องกลับสำนักหลิงเซียนแล้ว!”
“เจ้าค่ะ!!”
สองขาเรียวสวยของอวี๋สุ่ยเอ๋อร์แปรเปลี่ยนเป็นหางปลาอันงดงามทันที นางพุ่งตัวลงสู่ท้องทะเลด้วยความดีใจ แหวกว่ายไปรวมกลุ่มกับพี่น้อง
จางอวิ๋นมองตามด้วยรอยยิ้มจางๆ ก่อนจะชำเลืองสายตามองไปทางพวกสวีหมิงทั้งสี่คนในหอสมบัติเซียน
ลูกศิษย์เหล่านี้ เขาไม่ได้มอบตำแหน่งใดๆ ในสำนักเซียนอันดับหนึ่งให้ เพราะไม่อยากให้การบำเพ็ญเพียรของพวกเขากระทบกระเทือน
อีกประการ สำนักยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ รอให้ทุกอย่างเป็นรูปเป็นร่างในอนาคต ค่อยให้ลูกศิษย์พวกนี้เข้ามาร่วมด้วยก็ยังไม่สายเกินไป
กวาดตามองไปรอบเกาะ จางอวิ๋นเคลื่อนกายวูบเดียว หายไปจากจุดเดิมและไปปรากฏตัวข้างๆ ปุโรหิตสามราวกับภูตผี
“คุณชาย?”
ปุโรหิตสามที่กำลังแบกอิฐอยู่อย่างขะมักเขม้นเห็นเขาโผล่มาก็ทำหน้าสงสัย
จางอวิ๋นเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยความนัย
“พาข้าไปหาพวกต้าอูคนอื่นหน่อย!”