ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 282 ทั้งสามท่าน... เล่นละครตบตาแบบนี้ไม่เหนื่อยบ้างรึไง?
- Home
- ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า
- บทที่ 282 ทั้งสามท่าน... เล่นละครตบตาแบบนี้ไม่เหนื่อยบ้างรึไง?
เหนือท้องนภาป่าหนานเฟิงที่พังพินาศ
“ในที่สุดก็ตายเสียที เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ย!”
จางอวิ๋นสัมผัสได้ว่าไอมารที่ก้นหลุมยักษ์เริ่มจางหายไปจนแทบสัมผัสไม่ได้ เขาจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ ราวกับเพิ่งผ่านศึกหนักมา
ซูเตี๋ยที่ถูกแบกอยู่ทางด้านหลังถึงกับกลอกตามองบนอย่างอดเสียไม่ได้
น้ำเสียงของเจ้าฟังดูเหมือนลงไปฟาดฟันคลุกวงในกับพวกเขาสิบวันสิบคืนอย่างนั้นแหละ!
พอมาลองนึกย้อนดูดีๆ นางก็ถึงกับพูดไม่ออก...
เพราะตั้งแต่จางอวิ๋นปรากฏตัวขึ้น นอกจากแบกนางบินไปมา ปล่อยแรงกดดันวิญญาณข่มขวัญไปหนึ่งระลอก และสะบัดขวานยักษ์ออกไปเพียงหนึ่งเล่ม… หมอนี่ก็แทบจะไม่ได้ขยับนิ้วทำอะไรเลยไม่ใช่รึไง!
นี่มันคือความเก่งกาจที่หลุดโลกเกินไปแล้ว!
จางอวิ๋นหาได้แยแสความคิดของสตรีบนหลัง เขาพุ่งทะยานร่างดิ่งลงสู่ก้นหลุมลึกในทันที
เพียงครู่เดียว ภาพของ ‘ซากศพ’ ทั้งสามร่างที่นอนระเนระนาดในสภาพดูไม่ได้ก็ปรากฏแก่สายตา…
“หือ?”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายประกายบางอย่าง
ซูเตี๋ยเอ่ยถามด้วยความเคลือบแคลง “มีสิ่งใดผิดปกติงั้นหรือ?”
“หามิได้ ข้าเพียงแค่ลงมาเก็บกู้ของรางวัลตามธรรมเนียมเท่านั้น!”
จางอวิ๋นคลี่ยิ้มบางๆ สะบัดมือวูบหนึ่งเรียกขวานยักษ์ที่ปักคาอยู่ขอบหลุมให้หดเล็กลงเท่าจี้ห้อยคอ แล้วเก็บเข้าสู่หอสมบัติเซียนอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงค่อยๆ เคลื่อนกายเข้าไปใกล้ร่างไร้วิญญาณทั้งสามอย่างใจเย็น
“แม่นางซูคนงาม… หัวของบรรพชนมารทมิฬนี่พอจะมีราคาค่างวดบ้างไหม?”
ระหว่างที่ลอยตัวเข้าไปหา จางอวิ๋นก็เอ่ยถามขึ้นมาดื้อๆ
“เจ้าหมายถึงค่าหัวอย่างนั้นหรือ?”
ซูเตี๋ยงุนงงไปชั่วครู่ แต่เมื่อเห็นจางอวิ๋นพยักหน้าจริงจัง นางก็ตอบกลับไปตามตรง “ก็นับว่าสูงทีเดียว สมาพันธ์แห่งแสงตั้งค่าหัวเขาไว้ถึง 8 ล้านหินวิญญาณ!”
“8 ล้าน?!”
จางอวิ๋นถามไปอย่างนั้นเอง แต่พอได้ยินตัวเลขมหาศาล เขาก็ถึงกับตาโตด้วยความคาดไม่ถึง
ซูเตี๋ยกล่าวเสริม “แน่นอนสิ เขาคือตัวตนที่มีชื่อติดหนึ่งในร้อยอันดับแรกของบัญชีประกาศจับระดับทวีปเชียวนะ!”
จางอวิ๋นไม่รอช้ารีบถามต่อทันที “แล้วจอมมารเงากับจอมมารวายุล่ะ?”
“คนหนึ่ง 6 ล้าน อีกคน 5 ล้าน!”
ซูเตี๋ยตอบไปตามความจริง ทว่าก่อนจะทันได้ฉุกคิดอะไร นางก็รีบหันขวับมามองเขา “เดี๋ยวก่อน นี่เจ้าคิดจะ…”
“ดูท่ารอบนี้ข้าจะกอบโกยโชคลาภได้เป็นกอบเป็นกำเลยสินะ!”
จางอวิ๋นฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวสะอาด
ข้อมูลเกี่ยวกับสามจอมมารแห่งแดนใต้ เขาเคยฟังมาจากท่านเจ้าสำนักหลิงเซียนมาบ้าง แต่เรื่องค่าหัวมูลค่าสูงลิ่วขนาดนี้เขาเพิ่งจะรู้จริงๆ…
การสะสมคอลเลกชันสามจอมมารนี่มันช่างทำกำไรได้งามยิ่งนัก!
เขาคิดในใจอย่างเบิกบานขณะเคลื่อนกายไปหยุดอยู่เหนือร่างของ ‘ศพ’ ทั้งสาม
แต่ในจังหวะที่กำลังจะเอื้อมมือประชิดตัว จางอวิ๋นก็หยุดชะงักพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
“ทั้งสามท่าน... เล่นละครตบตาแบบนี้ ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างรึไง?”
ประโยคเรียบง่ายเพียงประโยคเดียว กลับทำให้อากาศโดยรอบเย็นเยียบและแข็งค้างไปในทันที!
ซูเตี๋ยถึงกับชะงักงัน
“ไอ้เด็กเหลือขอ ตายซะเถอะแก!!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงความคิด เสียงคำรามกึกก้องก็ดังสนั่นขึ้น! ‘ศพ’ ทั้งสามร่างที่เคยนอนนิ่งพลันดีดตัวขึ้นพร้อมกัน ปราณมารสามสายระเบิดทะลักพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างบ้าคลั่ง
ตู้ม!
ทว่าในเสี้ยวพริบตานั้น ห้วงมิติรอบด้านพลันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างรุนแรง
วินาทีถัดมา…
ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!
บรรพชนพันเกาะทั้งสามที่เพิ่งจะถลาตัวขึ้นมา ยังไม่ทันจะได้สำแดงวิชาสังหาร ก็ถูกอำนาจลึกลับผ่าร่างจนขาดครึ่งซีก ร่วงลงไปกองกับพื้นในพริบตา!
“???”
ซูเตี๋ยตกตะลึงจนใบหน้าสวยค้างเติ่ง
เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่?
เรื่องที่บรรพชนพันเกาะทั้งสามยังไม่ตายและจ้องจะลอบกัดนางพอจะเข้าใจได้ แต่ไอ้ที่จู่ๆ พวกมันถูกขยี้จนตาย (รอบสอง) อย่างปริศนานี่มันคืออะไรกัน?
จางอวิ๋นสะบัดมือเบาๆ เหนือซากร่างที่แหลกเหลว ขวานยักษ์เร้นเงาขนาด 100 เมตรก็ค่อยๆ ปรากฏออกมาจากความว่างเปล่าอย่างเงียบเชียบ
“นี่มัน…”
ซูเตี๋ยเบิกตากว้างด้วยความเหลือเชื่อ
ขวานนั่นเมื่อครู่จางอวิ๋นเก็บเข้าหอสมบัติไปแล้วไม่ใช่หรือ? เหตุใดจู่ๆ ถึงโผล่มาตรงนี้ได้? ที่สำคัญคือนางไม่ได้เห็นเลยแม้แต่นิดว่าจางอวิ๋นลงมือจู่โจมตอนไหน!
จางอวิ๋นกระตุกยิ้มที่มุมปาก
เขาอุตส่าห์นำ ‘อิ๋นอู’ เข้าไปไว้ในหอสมบัติเซียน ไม่ได้หวังจะให้มันเข้าไปนั่งพักผ่อนสักหน่อย
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
ทันใดนั้น วิญญาณที่เหลือรอดเพียงน้อยนิดสามดวงก็พุ่งทะยานหนีไปคนละทิศละทางราวกับลูกธนูหลุดจากแหล่งด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
จางอวิ๋นแค่นยิ้มเย็น โบกมือเพียงครั้งเดียว ปราณคืนกำไรที่เขาแอบวางค่ายกลล้อมกรอบเอาไว้ล่วงหน้าก็แผ่กระจายออกมาปิดกั้นทุกเส้นทาง
วิญญาณของบรรพชนพันเกาะทั้งสามพุ่งชนเข้ากับม่านปราณคืนกำไรอย่างจัง จนวิญญาณมึนงงหมุนคว้างกลางอากาศ
ยังไม่ทันจะได้ตั้งสติ ปราณคืนกำไรมหาศาลก็เข้าห่อหุ้มพวกมันไว้แน่นหนาราวกับดักแด้
“ไอ้เด็กเปรต...”
บรรพชนพันเกาะเมื่อเห็นว่าไร้ทางรอดก็แผดเสียงโกรธจัด อ้าปากเตรียมจะพ่นคำด่าทอสาปแช่ง
ผัวะ!
ทว่าจางอวิ๋นหาได้เปิดโอกาสให้มันพ่นวาจาสกปรก ปราณคืนกำไรบดขยี้วิญญาณส่วนที่เหลือของมันจนแหลกสลายกลายเป็นผุยผงคาที่
เศษวิญญาณที่แตกกระจายทำเอาหลานเอ๋อร์และบรรพชนมารทมิฬที่อยู่ข้างๆ ถึงกับวิญญาณสั่นสะท้านด้วยความหวาดเขยอ จ้องมองจางอวิ๋นราวกับเห็นยมทูต
จางอวิ๋นไม่พูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา เขาหยิบขวดหยกออกมาสองใบ แล้วใช้ปราณคืนกำไรฉุดลากวิญญาณทั้งสองดวงยัดใส่ขวดไปทันที
หลานเอ๋อร์กับบรรพชนมารทมิฬนับเป็นขุมกำลังระดับสูงของสำนักหนานเฟิงม่อ ย่อมต้องล่วงรู้ความลับบางอย่างที่เขาจำเป็นต้องง้างปากถามออกมาให้ได้
ยกตัวอย่างเช่น… จอมมารตัวเป้งที่กบดานอยู่ในเกาะเชียนไห่
หากเขาคาดการณ์ไม่ผิด ไอ้จอมมารตัวนั้นนั่นแหละคือผู้บงการตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังสำนักหนานเฟิงม่อ!
จางอวิ๋นทอดสายตามองไปยังทิศทางของเกาะเชียนไห่ แววตาฉายประกายเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็ง
สำนักหนานเฟิงม่อ... สมควรแก่เวลาล่มสลายหายไปจากแผ่นดินได้แล้ว!
…
หลังจากเก็บกวาดร่องรอยของบรรพชนพันเกาะทั้งสามเรียบร้อย จางอวิ๋นก็แบกซูเตี๋ยบินกลับขึ้นสู่ปากหลุม
“แม่นางซูคนงาม…”
ในจังหวะที่ใกล้จะถึงขอบปากหลุม จางอวิ๋นก็เอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย “มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากจะเตือนด้วยความหวังดี!”
“หือ?”
ซูเตี๋ยขมวดคิ้วม้วนมองเขาด้วยความสงสัย
จางอวิ๋นเหลือบมองสตรีบนหลังแวบหนึ่ง ก่อนจะกระแอมในลำคอแก้เก้อ “คือ… ถึงข้าจะไม่รู้สึกลำบากใจที่จะชื่นชมทัศนียภาพต่ออีกสักนิดก็เถอะ แต่ข้าว่าเจ้าจำเป็นต้อง… อะแฮ่ม! หาเสื้อผ้ามาสวมใส่สักหน่อยนะ!”
“……”
ซูเตี๋ยชะงักไปก่อนจะก้มลงสำรวจสภาพตนเอง… เสื้อผ้าของนางถูกเปลวเพลิงสีขาวเผาผลาญจนขาดวิ่น เผยให้เห็นผิวพรรณนวลเนียนและเรือนร่างที่ควรปกปิดโผล่พ้นออกมาอย่างชัดเจน
นางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจนเกิดเสียง แววตาเปี่ยมด้วยจิตสังหารรุนแรง
“จะพ้นปากหลุมอยู่แล้วเพิ่งจะมาบอก เจ้านี่มันตั้งใจ… หรือว่าจงใจกันแน่หะ?!”
จางอวิ๋นสะดุ้งโหยง รีบสะบัดพู่กันบัญชาการเขียนอักขระคำว่า 【ลอย】 เพื่อส่งให้ซูเตี๋ยลอยตัวค้างกลางอากาศ ส่วนตัวเองรีบบินหนีขึ้นไปบนปากหลุมอย่างรวดเร็วราวกับติดจรวด
ก่อนจะตะโกนลงมาเสียงดัง “แม่นางซูคนงาม แต่งตัวเสร็จแล้วค่อยเรียกข้านะ เดี๋ยวข้าลงไปรับ!”
“ไปตายซะ!”
คำตอบที่ได้รับกลับมาคือคำด่าทอสั้นๆ ที่เปี่ยมด้วยโทสะ
จางอวิ๋นได้แต่ลูบจมูกตัวเองแก้เก้อพลางยิ้มแห้งๆ
“พาข้าขึ้นไป!”
ผ่านไปเพียงไม่ถึงสองนาที เสียงเฉียบขาดของซูเตี๋ยก็ดังขึ้นจากเบื้องล่าง
จางอวิ๋นรีบตวัดพู่กันเขียนอักขระคำว่า 【ขึ้น】 ในทันที
ร่างของซูเตี๋ยค่อยๆ ลอยเด่นขึ้นมา
นางสวมชุดสีแดงเพลิงตัวใหม่ ผมยาวสลวยที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยบวกกับใบหน้าสวยสะคราญที่ยังคงซีดขาวจากอาการบาดเจ็บ ยิ่งขับเน้นให้นางดูงดงามบอบบางน่าทะนุถนอมจนหัวใจของจางอวิ๋นเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง
“ยังจะจ้องอีก!”
เมื่อเห็นชายหนุ่มจ้องตาไม่กะพริบ ซูเตี๋ยก็แผ่รังสีอำมหิตออกมาข่มขู่ “คิดว่าปีกกล้าขาแข็งขึ้นแล้วข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้งั้นรึ?”
“อะแฮ่ม…”
จางอวิ๋นกระแอมแก้เขิน รีบเบือนหน้าหนีแล้วหันหลังให้ “แม่นางซูคนงาม เชิญขึ้นขี่หลังข้าได้เลยขอรับ!”
ซูเตี๋ยแค่นเสียงในลำคอเบาๆ แต่สุดท้ายก็ยอมซบลงบนแผ่นหลังอันกว้างขวางของเขาแต่โดยดี
จางอวิ๋นลอบยิ้มกริ่ม แบกสาวงามมุ่งหน้าทะยานกลับสู่สำนักหลิงเซียน
ระหว่างที่บินฝ่ากระแสลม เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น “แม่นางซูคนงาม… ขอบใจเจ้ามากนะ!”
“ขอบใจบ้าบออะไรกัน เอาไว้ชดใช้หนี้ชีวิตคืนให้ข้าก็พอ แล้วก็เจ้าสำนักของเจ้าด้วย ติดหนี้บุญคุณข้าครั้งใหญ่เลยนะขอบอก!”
ซูเตี๋ยบ่นอุบอิบ “ถ้าพวกเจ้ากล้าเบี้ยวหนี้ล่ะก็ ข้าจะส่งคนไปป่วนสำนักให้นอนไม่หลับกันทั้งวันทั้งคืนเลยคอยดู!!”
“คืนครับ! คืนแน่นอน!!”
จางอวิ๋นรีบรับคำเป็นพัลวัน พลางเร่งความเร็วพุ่งทะยานสู่สำนักหลิงเซียนด้วยหัวใจที่พองโต
คล้อยหลังจากที่พวกเขาจากไปได้ไม่นาน...
ณ พุ่มไม้รกชัฏตรงขอบหลุมยักษ์ เงาร่างลึกลับสองสายก็ค่อยๆ ปรากฏกายออกมา
“คนผู้นี้ต้องเป็นผู้ครองกายาสูงสุดอย่างแน่นอน!!”
บุรุษมนุษย์ค้างคาวมองตามแผ่นหลังของจางอวิ๋นที่เลือนหายไปในเส้นขอบฟ้า พลางเอ่ยออกมาด้วยความมั่นใจล้นเปี่ยม
ชายหนุ่มชุดดำที่ยืนเคียงข้างได้ยินดังนั้นก็ก้มลงปรายตามองหลุมลึกที่พังพินาศตรงหน้า
มนุษย์ค้างคาวเองก็มองลงไปในความมืดมิดของก้นหลุมเช่นกัน
ทั้งสองสบตากันเงียบๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่ชวนอึดอัด
ผ่านไปครู่ใหญ่ ชายหนุ่มชุดดำก็เอ่ยเสียงขรึม “สำนักของผู้ครองกายาสูงสุดคนนั้นตั้งอยู่ที่นั่น… รอหาโอกาสลงมือ!”
“หาโอกาสอย่างนั้นหรือ?”
สิ้นเสียงพูด ยังไม่ทันที่คำพูดจะขาดคำดี ข้างหูของพวกเขาก็พลันมีเสียงกระซิบถามด้วยรอยยิ้มแฝงความขี้เล่นดังขึ้น
“ทั้งสองท่าน... พอจะบอกข้าหน่อยได้ไหม ว่ากำลังรอโอกาสอะไรกันอยู่รึ?”