ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 288 ท่านเจ้าสำนัก นี่ท่านดูไม่ออกเลยรึ?
- Home
- ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า
- บทที่ 288 ท่านเจ้าสำนัก นี่ท่านดูไม่ออกเลยรึ?
ทันทีที่ได้สดับคำบอกเล่า ลมหายใจของจางอวิ๋นก็เริ่มติดขัดขึ้นมาเล็กน้อย
ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองจี๋จื้อที่เขาเคยได้รับมา ทำให้เขาพอจะตระหนักถึงความน่าเกรงขามของขุมกำลังระดับสูงในดินแดนจงอวี้ได้เป็นอย่างดี ทว่าสำนักเฟิงม่อแห่งนี้กลับสามารถบดขยี้ขุมกำลังระดับนั้นให้ราบคาบได้… เช่นนั้นอำนาจที่พวกมันครอบครองอยู่จะมิยิ่งใหญ่เทียมฟ้าเลยรึ?
“สำนักเฟิงม่อคือเศษซากที่หลงเหลืออยู่ของเหล่าผู้บำเพ็ญมารจากมหาภัยพิบัติเมื่อ 2,000 ปีก่อน พวกมันเร้นกายและซุ่มพัฒนาขุมกำลังอย่างลับๆ มาเนิ่นนาน จนกระทั่งเมื่อ 800 กว่าปีก่อน ถึงได้เริ่มเผยเขี้ยวเล็บออกมาให้ใต้หล้าได้ประจักษ์เป็นครั้งแรก...”
เจ้าสำนักหลิงเซียนค่อยๆ พรั่งพรูความหลังด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “นั่นคือเหตุการณ์ในงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของผู้นำตระกูลเฉา ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งประธาน สมาพันธ์แห่งแสง ในเวลานั้น”
“ตระกูลเฉาถือเป็นตระกูลชั้นนำผู้เรืองอำนาจแห่งดินแดนจงอวี้ มีความแข็งแกร่งทัดเทียมกับขุมกำลังระดับสูง ทว่าตระกูลที่ยิ่งใหญ่เพียงนั้น กลับถูกสำนักเฟิงม่อกวาดล้างจนสิ้นซากภายในคืนเดียว! แม้กระทั่งผู้นำตระกูลเฉาที่เป็นถึงประธานสมาพันธ์แห่งแสง ก็ยังพบจุดจบอย่างอนาถในเหตุการณ์นองเลือดครั้งนั้น!”
ซี้ด!
จางอวิ๋นได้ฟังถึงกับต้องสูดปากด้วยความหนาวเหน็บ
กวาดล้างขุมกำลังระดับสูงให้พินาศสิ้นซากได้ภายในราตรีเดียว ความแข็งแกร่งระดับนี้มันช่างบ้าคลั่งเกินจะจินตนาการ และที่น่าพรั่นพรึงที่สุดคือหนึ่งในผู้สังเวยชีวิตคือประธานสมาพันธ์แห่งแสง!
ต้องเข้าใจก่อนว่า สมาพันธ์แห่งแสงคือขุมกำลังที่ก่อตั้งขึ้นในทวีปวิถีเซียนเพื่อเป้าหมายในการกวาดล้างเหล่ามารร้ายโดยเฉพาะ เป็นการรวมตัวกันของสำนักฝ่ายธรรมะนับหมื่นแสนทั่วทั้งทวีป ภายในสมาพันธ์ย่อมรวบรวมเคล็ดวิชาและกลยุทธ์มากมายเพื่อสยบมาร เรียกได้ว่าเป็นดาวข่มที่พวกมารหวาดกลัวที่สุด
ผู้ที่สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานสมาพันธ์แห่งแสงได้ ย่อมต้องเป็นยอดฝีมือที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของใต้หล้า และต้องครอบครองเนตรมารหรือวิธีการสยบมารไว้อย่างมหาศาลแน่นอน
ทว่าขุนพลใหญ่ที่เป็นดาวข่มของพวกมารขนาดนั้น กลับถูกสำนักเฟิงม่อเด็ดหัวทิ้งเมื่อ 800 ปีก่อนเนี่ยนะ?
“เรื่องราวในครั้งนั้นสั่นสะเทือนไปทั่วทวีปวิถีเซียนจนแทบจะพลิกแผ่นดิน!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนกล่าวต่อ “นับแต่นั้นมา สำนักเฟิงม่อจึงถูกขึ้นบัญชีดำอย่างเป็นทางการในฐานะขุมกำลังอันตรายอันดับหนึ่งที่ทวีปต้องตามล่า”
“แต่เนื่องจากในงานเลี้ยงวันเกิดครานั้น แทบมิมีใครรอดชีวิตออกมาบอกเล่าความจริงได้เลย ดังนั้นจนถึงทุกวันนี้จึงยังไม่มีใครระบุได้แน่ชัดว่าขีดจำกัดความแข็งแกร่งของสำนักเฟิงม่ออยู่ที่จุดใด”
“รู้เพียงแค่ว่า… ต่อให้เป็นขุมกำลังระดับสูง หากต้องเผชิญหน้ากันตัวต่อตัว พวกมันก็สามารถบดขยี้ให้แหลกลาญได้โดยง่าย!”
เอื๊อก!
จางอวิ๋นเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอเสียงดัง
“เจ้าเริ่มจะหวาดกลัวแล้วรึ?”
เจ้าสำนักหลิงเซียนเหลือบตามองเขาด้วยแววตาพินิจพิเคราะห์
“กลัวสิครับ! กลัวจนหัวหดเลยล่ะ!”
จางอวิ๋นตอบกลับพร้อมทำหน้าตาตื่นตระหนกอย่างมิคิดจะปกปิด
“เช่นนั้นเจ้าก็ซวยมหันต์แล้วล่ะ ในเมื่อเจ้าดันไปเชือดจอมมารวายุแห่งสำนักหนานเฟิงม่อทิ้ง ป่านนี้ชื่อของเจ้าคงถูกจารึกลงในบัญชีหนังหมาของพวกมันเรียบร้อยแล้ว!”
“เพียงแค่สังหารจอมมารไปไม่กี่ตัว ถึงกับต้องถูกหมายหัวเชียวรึ?” จางอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย
“ย่อมแน่นอน!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนยักไหล่อย่างเห็นเป็นเรื่องธรรมดา “แม้จอมมารในแคว้นใต้เหล่านี้จะเป็นเพียงระดับแปลงเทพ แต่พวกมันก็ถือเป็นผู้บริหารระดับแกนกลางของสำนักหนานเฟิงม่อ การตายของพวกมันย่อมต้องมีการรายงานขึ้นไปยังสำนักงานใหญ่เป็นธรรมดา”
“เชี่ย… เช่นนั้นข้ามิเข้าตาจนเลยเรอะ? ทั้งจอมมารเงา, จอมมารวายุ, บรรพชนมารทมิฬ, หลานเอ๋อร์, บรรพชนพันเกาะ…”
จางอวิ๋นเริ่มยกนิ้วขึ้นมาไล่เรียงรายชื่อทีละคน พอนับจนครบเขาก็ทำหน้าเหมือนจะหลั่งน้ำตาออกมา “เชือดทิ้งไปมากมายขนาดนี้ ไอ้สำนักเฟิงม่อนั่นมันมิไล่ล่าสังหารข้าจนกว่าวิญญาณจะมอดไหม้ไปข้างหนึ่งเลยเรอะ?”
เจ้าสำนักหลิงเซียนและหมิงหยวนที่ได้ยินชื่อขบวนร้อยอสูรหลุดออกมาจากปากของจางอวิ๋น ถึงกับใบหน้าแข็งค้างไปพร้อมกัน
“จะ… เจ้าบอกว่าคนพวกนี้ ทั้งหมดนั่น… เจ้าเป็นคนลงมือสังหารรึ??”
เจ้าสำนักหลิงเซียนเบิกตาแทบถลนมองเขาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“ก็ใช่น่ะสิครับ!”
จางอวิ๋นพยักหน้าด้วยสีหน้าอมทุกข์ระทม
“……”
เจ้าสำนักหลิงเซียนอ้าปากค้างนิ่งสนิท ราวกับน้ำท่วมปากจนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
ไอ้หมอนี่มิได้เด็ดหัวแค่จอมมารวายุหรอกรึ? แล้วไอ้รายชื่อยาวเป็นหางว่าวนั่นมันตัวตนระดับสัตว์ประหลาดทั้งนั้นมิใช่หรือไง!
ทันใดนั้นเขาก็ฉุกใจคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงจ้องมองจางอวิ๋นด้วยความฉงน “ช้าก่อน เมื่อครู่เจ้าเอ่ยถึงบรรพชนพันเกาะ… บรรพชนพันเกาะนั่นเป็นผู้บำเพ็ญมารด้วยอย่างนั้นรึ?”
“ก็ใช่น่ะสิครับท่าน!”
จางอวิ๋นพยักหน้าหงึกๆ ก่อนจะมองเจ้าสำนักด้วยความมึนงง “ท่านเจ้าสำนัก เมื่อครู่ท่านก็เพิ่งจะประทะกับพวกมันมามิใช่หรือ? นอกจากบรรพชนพันเกาะแล้ว อีกสองคนที่ชื่อหลานเอ๋อร์กับบรรพชนมารทมิฬ นั่นก็จอมมารระดับแปลงเทพทั้งคู่… นี่ท่านดูไม่ออกเลยรึว่าพวกมันมีพิรุธเพียงใด?”
“เรื่องนี้…”
เจ้าสำนักหลิงเซียนอึกอักไปชั่วครู่ ก่อนจะแสร้งกระแอมไอแก้เก้อ “แค่กๆ ตัวข้าย่อมมองออกอยู่แล้ว เพียงแต่ยามนั้นยังมิได้ปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง!”
“มิได้ปักใจเชื่อ?”
จางอวิ๋นทำสีหน้าปั้นยาก “มิใช่มั้งท่านเจ้าสำนัก ตอนเข้าห้ำหั่นกันพวกมันระเบิดไอมารออกมาจนมืดฟ้ามัวดินขนาดนั้น มันควรจะแจ่มแจ้งแดงแจ๋ยิ่งกว่าสุริยันยามเที่ยงวันเสียอีกนะ!”
“แค่กๆ… แค่กๆ…”
เจ้าสำนักหลิงเซียนไอโขลกใหญ่เพื่อกลบเกลื่อนความหน้าแตก
จางอวิ๋นรีบถามด้วยความห่วงใยทันที “ท่านเจ้าสำนัก เหตุใดท่านถึงไอไม่หยุดเช่นนั้น? หรือว่าอาการบาดเจ็บสาหัสจะกำเริบขึ้นมาอีกแล้ว?”
“……”
มุมปากของเจ้าสำนักหลิงเซียนกระตุกยิกๆ อย่างห้ามไม่อยู่
ไอ้เด็กเวรเอ๊ย แผลข้ามิได้กำเริบหรอก แต่หากเจ้ายังมิทันหยุดพล่ามเรื่องนี้ แผลข้าคงได้กำเริบขึ้นมาจริงๆ แน่!
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดอารมณ์ แล้วเอ่ยตัดบทว่า “ในเมื่อเจ้าสังหารเหล่าจอมมารไปเสียมากมายเพียงนี้ แล้วเจ้าคิดจะดำเนินการอย่างไรต่อไป?”
“ความคิดงั้นรึ…”
จางอวิ๋นทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยักไหล่อย่างจนใจ “ท่านเจ้าสำนัก ในเมื่อลงมือฆ่าแกงกันไปขนาดนี้แล้ว ข้าว่าเรายกทัพไปถล่มสำนักหนานเฟิงม่อให้ราบเป็นหน้ากลองไปเลยดีกว่า พอมันพินาศจนเละเทะไปหมด ต่อให้สำนักเฟิงม่อส่งคนมาตรวจสอบ ก็คงหาหลักฐานสืบสาวราวเรื่องมาถึงตัวเรามิได้!”
“เอาตามนั้น! ข้าจะสนับสนุนเจ้าอย่างเต็มกำลัง!!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนได้ยินคำที่รอคอยก็คลี่ยิ้มกว้างออกมาทันที พลางตบไหล่จางอวิ๋นด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยการส่งเสริมสุดฤทธิ์
จางอวิ๋นแอบกลอกตามองบนในใจ
ไอ้แก่เจ้าเล่ห์นี่… รอคอยจะฟังคำนี้จากปากข้าอยู่แล้วสินะ?
แต่อย่างไรเสีย การกวาดล้างสำนักหนานเฟิงม่อก็อยู่ในแผนการที่เขาคิดไว้แต่แรกแล้ว เพียงแต่พอรู้ว่าขุมกำลังที่เขาเพิ่งเชือดทิ้งไปเป็นแค่สาขาย่อย ก็ทำเอาเขารู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมาไม่น้อย
พวกผู้บำเพ็ญมารนี่มันช่างน่ารำคาญใจเสียจริง!
ตอนแรกเขาก็เพียงแค่บังเอิญพบเฟิงหยวน จากนั้นพอลงมือสังหารล้างตระกูลหลินก็ดันไปเจอหลินฉินเข้าอีก หลังจากนั้นก็จับพลัดจับผลูไปเจอรูหนอนของจอมมารเงาที่ส่งอสูรมารเงามาเพาะไข่มาร…
พูดตามสัตย์จริง เขาหาได้มีอุดมการณ์ปราบมารเพื่อผดุงธรรมอันสูงส่งอะไรนั่นเลยสักนิด ล้วนแต่ตกกระไดพลอยโจนเพราะสถานการณ์บังคับทั้งสิ้น แล้วจะให้เขาทำเช่นไรได้?
แต่ในเมื่อลงมือไปแล้ว ก็ต้องจัดการให้เด็ดขาดถึงรากถึงโคน!
ช่างปะไร เขาตัดสินใจแน่วแน่แล้ว
หลังจากถล่มสำนักหนานเฟิงม่อและหอสมบัติหนานจางจนสิ้นชื่อ หากสำนักเฟิงม่อตัวจริงโผล่มา อย่างมากเขาก็แค่พาลูกศิษย์หนีไปซุ่มฟาร์มพลังเงียบๆ ในดินแดนรกร้าง รอจนกว่าปีกกล้าขาแข็ง ค่อยย้อนกลับมาถล่มสำนักเฟิงม่อให้ราบคาบอีกครั้งก็ยังมิตาย!!
“ก่อนจะเคลื่อนพลไปถล่มสำนักหนานเฟิงม่อ เราจำเป็นต้องจัดการปัญหาเฉพาะหน้าที่อยู่ตรงหน้าก่อน”
เจ้าสำนักหลิงเซียนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “เท่าที่ข้ารู้มา สำนักหนานซานซึ่งเป็นเพื่อนบ้านเก่าแก่ของเรา บัดนี้ถูกผู้บำเพ็ญมารเข้าแทรกซึมและควบคุมไว้หมดสิ้นแล้ว…”
“ท่านเจ้าสำนัก เรื่องพรรค์นั้นข้าล่วงรู้หมดแล้ว!”
จางอวิ๋นพูดจบ ก็เริ่มถ่ายทอดข้อมูลที่เขาเค้นมาจาก เซ่อหยวน เจ้าหออสรพิษเหมันต์ให้ฟังโดยละเอียด รวมถึงเรื่องที่เกาะเชียนไห่ยังมีจอมมารระดับหัวกะทิซ่อนเร้นอยู่อีกผู้หนึ่งด้วย
“พวกมันเริ่มเคลื่อนไหวอย่างโจ่งแจ้งแล้วจริงๆ!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนรับฟังด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ทว่าพอมาถึงประโยคสุดท้ายเขากลับเผยความแปลกใจ “เจ้าบอกว่าภายในเกาะเชียนไห่ ยังมีจอมมารที่แข็งแกร่งทรงอานุภาพยิ่งกว่าบรรพชนพันเกาะเร้นกายอยู่อีกผู้หนึ่งงั้นรึ?”
“ถูกต้องแล้ว ยามที่ข้าไปยังเกาะเชียนไห่เพื่อช่วยเหลือคนในเผ่าของศิษย์คนที่สาม ข้าบังเอิญไปเผชิญหน้าเข้าพอดี… อ้อ จริงสิ ข้าลืมบอกท่านเจ้าสำนักไป ศิษย์คนที่สามของข้า อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ แท้จริงแล้วนางเป็นชนเผ่าเงือก”
จางอวิ๋นเอ่ยขึ้นอย่างนึกขึ้นได้
“แล้วก่อนหน้านี้เหตุใดเจ้าถึงบอกข้าว่านางเป็นเพียงสาวชาวบ้านจากหมู่บ้านข้างๆ เล่า?”
เจ้าสำนักหลิงเซียนจ้องหน้าเขาด้วยสายตาเรียบเฉย
“โธ่ท่านเจ้าสำนัก ยามนั้นข้าเพียงเกรงว่าจะมีคนคิดไม่ซื่อต่อศิษย์ของข้า”
จางอวิ๋นยักไหล่ “อีกทั้งยามนั้นภายในสำนักยังมีไอ้หนอนบ่อนไส้อย่างเฟิงหยวนแฝงตัวอยู่ ข้าจะกล้าเปิดเผยความลับของลูกศิษย์ได้อย่างไรกัน!”
“เจ้าเด็กนี่…”
เจ้าสำนักหลิงเซียนส่ายหน้าอย่างระอา ทันใดนั้นเขาก็ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ “ช้าก่อน เมื่อครู่เจ้าบอกว่าเจ้าไป เดินเล่น ที่เกาะเชียนไห่มาอย่างนั้นรึ?”
จางอวิ๋นพยักหน้าตอบรับทื่อๆ
“แล้วเจ้าไปก่อวีรกรรมอันใดไว้บ้าง?”
“เอ่อ… ก็แค่มิมีอะไรมาก ข้าเพียงไปช่วยเหลือคนในเผ่าของสุ่ยเอ๋อร์ แล้วก็ชิงตัวนักปรุงยาเก่งๆ มาเป็นลูกศิษย์เพิ่มสักคน ถือโอกาสเลื่อนขั้นเข้าสู่ระดับหยวนอิง จากนั้นก็เชือดเจ้าเกาะเชียนไห่ทิ้ง แล้วก็ระเบิดเกาะหลักทิ้งไปสักสามเกาะ… อ้อ สรุปคร่าวๆ ก็ประมาณนี้แหละครับ!”
เมื่อได้สดับคำบรรยายที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘ก็แค่’ และดู ‘เรียบง่าย’ เสียเต็มประดาของจางอวิ๋น ใบหน้าของเจ้าสำนักหลิงเซียนก็ค่อยๆ แข็งทื่อราวก้อนหินลงไปเรื่อยๆ
ชิงตัวนักปรุงยา, สังหารเจ้าเกาะเชียนไห่, ระเบิดเกาะทิ้งไปสามเกาะ…
นี่เจ้าเรียกว่า ‘ก็แค่’ อย่างนั้นรึ??