ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 289 จอมมารเฒ่าอันคัง
มิน่าเล่าบรรพชนพันเกาะถึงได้เดือดดาลจนถึงขั้นยกพวกมาหมายจะปลิดชีพเขาด้วยตัวเอง!
ที่แท้ก็ถูกจางอวิ๋นยั่วโมโหจนเลือดขึ้นหน้าถึงเพียงนี้!
ยามนี้ทั้งเจ้าสำนักหลิงเซียนและหมิงหยวนต่างล่วงรู้ความจริงกระจ่างแจ้ง ได้แต่ลอบสบตากันด้วยความระอาใจ
ในเรื่องการแกว่งเท้าหาเสี้ยนหรือการหาเรื่องใส่ตัวนั้น ผู้อาวุโสเก้าผู้นี้ช่างเก่งฉกาจหาใครเปรียบได้ยากยิ่งนัก!
เจ้าสำนักหลิงเซียนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พยายามระงับความปวดเศียรเวียนเกล้าก่อนจะเอ่ยถามว่า “จางอวิ๋น เกี่ยวกับจอมมารที่เร้นกายอยู่ในเกาะเชียนไห่ผู้นั้น… เจ้ารู้อันใดบ้าง?”
“ยามนั้นข้าเพียงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมรณะที่เบาบาง ทว่ายังมิได้เผชิญหน้ากันโดยตรง แต่ถึงอย่างนั้น…”
จางอวิ๋นส่ายหน้าเบาๆ พลางสะบัดมือหยิบขวดหยกสองใบออกมาวางเบื้องหน้า
“สิ่งนี้คือ?” ทั้งสองคนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เศษเสี้ยววิญญาณที่หลงเหลือของหลานเอ๋อร์และบรรพชนมารทมิฬ!”
จางอวิ๋นคลี่ยิ้มเย็น “ก่อนหน้านี้ข้าจงใจเก็บรักษาพวกมันไว้ ก็เพื่อจะนำมาเค้นถามข้อมูลสำคัญนี่แหละ”
ดวงเนตรของเจ้าสำนักหลิงเซียนและหมิงหยวนพลันสว่างวาบเป็นประกายขึ้นมาทันที
สำหรับหลานเอ๋อร์นั้นพวกเขาอาจมิทราบหัวนอนปลายเท้า ทว่าบรรพชนมารทมิฬถือเป็นจอมมารเฒ่าที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ที่สุดในแถบแคว้นใต้ ในเมื่อมันเข้าร่วมกับสำนักหนานเฟิงม่อ ย่อมต้องรั้งตำแหน่งสูงส่งเป็นแน่
ข้อมูลลับอันเป็นหัวใจสำคัญย่อมต้องหลุดออกมาจากปากของมันอย่างแน่นอน!
จางอวิ๋นมิรอช้า เขาคลายผนึกปล่อยเศษวิญญาณทั้งสองออกมาในทันที
ฟุ่บ!
ฟุ่บ!
ทันทีที่ได้รับอิสระ เศษวิญญาณทั้งสองก็พยายามจะพุ่งทะยานหลบหนีออกไปด้านนอกประดุจลูกศรหลุดจากคันศร
เพียะ!
จางอวิ๋นตบมือวูบเดียวก็คว้าพวกมันไว้ในอุ้งมือได้อย่างแม่นยำ เขาหาได้พูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา ปล่อย ปราณคืนกำไร อัดกระแทกเข้าไปเพื่อมอบ การชำระล้าง ชุดใหญ่ให้ในทันที!
“อ๊ากกก!” “โอ๊ยยย!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วตำหนัก เศษวิญญาณทั้งสองดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวดราวกับถูกอสนีบาตฟาดฟันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างวิญญาณที่เลือนรางกระตุกเกร็งอย่างบ้าคลั่งจนแทบจะแตกสลาย
เจ้าสำนักหลิงเซียนและหมิงหยวนที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านข้าง ถึงกับต้องสูดลมหายใจด้วยความหวาดเสียว พวกเขาสัมผัสได้ถึงอานุภาพของปราณสีทองเหลื่อมรุ้งนั่นว่ากำลังสร้างความทุกข์ทรมานแสนสาหัสให้แก่เศษวิญญาณทั้งสองเพียงใด
พวกเขาอดมิได้ที่จะชำเลืองมองจางอวิ๋นด้วยสายตาหวาดๆ เจ้าเด็กนี่ไปสรรหาวิชาทรมานดวงวิญญาณที่อำมหิตเช่นนี้มาจากแห่งหนใดกัน?
จางอวิ๋นเพียงยกยิ้มที่มุมปาก เขาหาได้ไปร่ำเรียนมาจากตำราเล่มใด ทว่าเมื่อลงมือทรมานศัตรูบ่อยครั้งเข้า ร่างกายและสัญชาตญาณก็วิจัยวิธีการที่ได้ผลที่สุดออกมาเอง
ปราณคืนกำไรถือเป็นพลังงานบริสุทธิ์ที่ข่มพลังวิญญาณสายมารได้อย่างดีเยี่ยม หากอัดกระแทกเข้าไปเป็นก้อนกลมย่อมทำลายดวงวิญญาณให้ดับสูญ แต่หากปล่อยเข้าไปเป็นเส้นสายเล็กละเอียดดุจเส้นไหมแทรกซึมเข้าสู่แกนกลาง พลังทำลายจะมิมุ่งเน้นการสังหาร แต่จะกระตุ้นความเจ็บปวดในระดับที่จิตวิญญาณมิอาจแบกรับได้
“หยุด! ได้โปรดหยุดเดี๋ยวนี้!!”
ผ่านไปเพียงมิทันจิบชา หลานเอ๋อร์ก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต่อความทรมานเป็นคนแรก นางแผดเสียงตะโกนลั่น “เจ้าปรารถนาจะรู้อันใด ข้าจะบอก! ข้าจะบอกทุกอย่างแล้ว! อ๊ากกก!”
จางอวิ๋นละสายตาจากนาง แล้วหันไปจ้องมองบรรพชนมารทมิฬด้วยสายตาเย็นเยียบ
ทว่าจอมมารเฒ่าผู้นี้กลับมิมีทีท่าว่าจะปริปากร้องขอความเมตตา บนใบหน้าเหี่ยวย่นที่ฉายแววโหดเหี้ยมกลับปรากฏรอยยิ้มแสยะดูน่าสยดสยอง “รอก่อนเถิด… พวกเจ้าทุกคนต้องพินาศกันหมด!”
“แย่แล้ว!”
สีหน้าของจางอวิ๋นแปรเปลี่ยนไปในทันควัน
ปุ้ง!
มิทันที่จางอวิ๋นจะลงมือสกัดกั้น เศษวิญญาณนั้นก็ระเบิดตัวเองแตกกระจายเป็นจุณไปในพริบตา
จางอวิ๋นคว้าได้เพียงความว่างเปล่าและละอองวิญญาณที่กำลังจางหายไปกับสายลม คิ้วของเขาขมวดมุ่นด้วยความมิเข้าใจ
เศษวิญญาณนี้เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายของชีวิตแท้ๆ เหตุใดบรรพชนมารทมิฬถึงตัดสินใจปลิดชีพตัวเองอย่างเด็ดขาดเพียงนี้?
“ไอ้แก่หนังเหนียวนั่นยังมิได้ตายหรอก!”
ทันใดนั้น เศษวิญญาณของหลานเอ๋อร์ก็โพล่งขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนก
“หื้ม?” จางอวิ๋นหันขวับไปจ้องนางด้วยสายตาคมปลาบ
หลานเอ๋อร์รีบละล่ำละลักพูด “เจ้าต้องรับปากว่าจะปล่อยข้าไป แล้วข้าจะเผยความลับทุกอย่าง!”
“เจ้าคิดว่ายามนี้เจ้าอยู่ในฐานะที่จะมาต่อรองกับข้าได้งั้นรึ?”
จางอวิ๋นบีบเศษวิญญาณในมือแน่นขึ้น พลันปล่อยพลังอูและปราณคืนกำไรเข้าห่อหุ้มไว้อย่างหนาแน่น ปิดทุกช่องทางมินางชิงระเบิดตัวเองตายตามไปได้
หลานเอ๋อร์หวีดร้อง “เจ้ามิจำเป็นต้องพันธนาการข้าแน่นหนาถึงเพียงนี้ ข้ามิคิดจะระเบิดตัวเองแน่นอน!”
มีบทเรียนจากบรรพชนมารทมิฬให้เห็นแล้ว จางอวิ๋นย่อมมิมีทางไว้ใจนาง เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยทว่าแฝงด้วยจิตสังหาร “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าไอ้แก่นั่นยังมิตาย หมายความว่าอย่างไร?”
“เจ้ารับปากข้าก่อนสิว่าจะมิฆ่า… อ๊ากกก!!”
หลานเอ๋อร์ยังคิดจะยื้อเวลาเพื่อเอาตัวรอด ทว่าจางอวิ๋นหมดสิ้นความอดทนที่จะรับฟังคำไร้สาระ เขาจึงเริ่มกระบวนการกระตุ้นวิญญาณด้วยปราณคืนกำไรต่อในทันที
“ข้าบอก! ข้าบอกทุกอย่างแล้ว! อ๊ากกก!”
มิทันถึงสิบอึดใจ หลานเอ๋อร์ก็กรีดร้องเสียงหลงด้วยความขวัญเสีย “ไอ้แก่นั่นมันมีชิ้นส่วนเนื้อเยื่อของ เผ่ามารแท้จริง ครอบครองอยู่! มันแบ่งแยกวิญญาณส่วนหนึ่งไปฝากฝังไว้ในนั้นแต่แรกแล้ว ต่อให้กายหยาบจะมอดไหม้ไป แต่มันก็สามารถใช้เนื้อเยื่อเผ่ามารนั้นจุติใหม่ได้อีกครั้ง!”
“เนื้อเยื่อเผ่ามารงั้นรึ?” จางอวิ๋นชะงักไปครู่หนึ่ง
เจ้าสำนักหลิงเซียนเอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “สิ่งที่นางพูดน่าจะมีน้ำหนัก ในอดีตเคยมีบันทึกถึงผู้บำเพ็ญมารที่กระหายในอำนาจ ถึงขั้นใช้ชิ้นส่วนของเผ่ามารบรรพกาลมาสร้างกายหยาบใหม่เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดมนุษย์!”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้น ยอมหยุดการทรมานหลานเอ๋อร์ชั่วคราว แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ข้าต้องการรู้ทุกข้อมูลของสำนักหนานเฟิงม่อ เริ่มจากไอ้จอมมารตัวเป้งที่เร้นกายอยู่ในเกาะเชียนไห่นั่นก่อน!”
“เจ้า… เจ้ารู้เรื่องของเขาด้วยงั้นรึ?” หลานเอ๋อร์แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาอย่างปิดมิหมิด
“เจ้ามีหน้าที่เพียงพรั่งพรูความจริงออกมา เรื่องอื่นมิใช่กงการอันใดของเจ้า!”
จางอวิ๋นเอ่ยเสียงเย็น พลางง้างมือที่อัดแน่นด้วยปราณคืนกำไรขึ้นมาเป็นเชิงข่มขู่
หลานเอ๋อร์ใบหน้าถอดสี รีบกล่าวรัวเร็ว “จอมมารผู้นั้นมีนามว่า จอมมารเฒ่าอันคัง…”
“เจ้าว่ากระไรนะ!”
ประโยคของนางยังมิพ้นปาก ก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงตะโกนอันกึกก้องของเจ้าสำนักหลิงเซียน “จอมมารเฒ่าอันคังซ่อนตัวอยู่ที่เกาะเชียนไห่อย่างนั้นรึ?”
“ใช่!” หลานเอ๋อร์มิเข้าใจว่าเหตุใดชายชราผู้นี้ถึงได้ตื่นตระหนกเพียงนั้น แต่นางก็พยักหน้าตอบรับ
ยามนี้ลมหายใจของเจ้าสำนักหลิงเซียนเริ่มถี่กระชั้นรุนแรง
จางอวิ๋นเห็นปฏิกิริยานั้นก็พอจะคาดเดาบางอย่างได้ “ท่านเจ้าสำนัก หรือว่าจอมมารเฒ่าอันคังผู้นี้ คือคนที่วางหมากผลักดันให้ท่านต้องกลายเป็นหมากที่ถูกทิ้ง?”
เจ้าสำนักหลิงเซียนพยักหน้าช้าๆ ดวงตาฉายแววเพลิงแค้นที่ปะทุขึ้นมาอย่างยากจะดับมอด ทว่ามินานเขาก็สูดลมหายใจเพื่อสงบสติอารมณ์ แล้วหันไปเค้นถามหลานเอ๋อร์ “ยามนี้จอมมารเฒ่าอันคังบรรลุถึงระดับพลังขั้นใดแล้ว?”
“ข้ามิทราบ…” หลานเอ๋อร์ส่ายหน้า
จางอวิ๋นง้างมือขึ้นเตรียมจะลงทัณฑ์ในทันที
“ข้ามิรู้จริงๆ!” หลานเอ๋อร์หวีดร้องด้วยความพรั่นพรึง “ทว่าแม้แต่บรรพชนพันเกาะยังถูกจอมมารเฒ่าอันคังควบคุมไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ความแข็งแกร่งของเขาต้องอยู่เหนือกว่าระดับแปลงเทพทั่วไปแน่นอน!”
“มันทะลวงเข้าสู่ระดับ เหลียนซวี แล้วอย่างนั้นรึ?”
รูม่านตาของเจ้าสำนักหลิงเซียนหดเกร็งด้วยความหวั่นใจ
“ข้ามิอาจยืนยันได้” หลานเอ๋อร์ส่ายหน้าอีกครั้ง
คิ้วของเจ้าสำนักหลิงเซียนขมวดมุ่นเป็นปมแน่น
จางอวิ๋นเลิกคิ้วสูง สังเกตจากน้ำเสียงของเจ้าสำนักแล้ว ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้จักตัวตนและความสามารถของจอมมารเฒ่าผู้นี้เป็นอย่างดี
ราวกับล่วงรู้ความคิดของเขา เจ้าสำนักหลิงเซียนจึงอธิบายด้วยน้ำเสียงขื่นขม “ในอดีต จอมมารเฒ่าอันคังเคยจำแลงกายแทรกซึมเข้ามาในสำนักโหยวหลิง… ตัวข้าในวัยเยาว์ เคยเป็นลูกศิษย์ที่ร่ำเรียนวิชาจากมันมาก่อน!”
จางอวิ๋นเผยสีหน้าประหลาดใจ
จอมมารผู้นี้เคยสวมรอยเป็นอาจารย์ของเจ้าสำนักหลิงเซียน?
มิน่าเล่า! ด้วยนิสัยสุขุมของเจ้าสำนัก พอได้ยินนามนี้ถึงกับสูญเสียการควบคุมอารมณ์ไปสิ้น!
“พูดต่อไป!” จางอวิ๋นหันไปสั่งการหลานเอ๋อร์อย่างเฉียบขาด
หลานเอ๋อร์จึงเริ่มถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดออกมา
จากคำบอกเล่าของนาง จางอวิ๋นเริ่มมองเห็นโครงสร้างอำนาจระดับสูงของสำนักหนานเฟิงม่อได้อย่างชัดแจ้ง
จอมมารเฒ่าอันคังคือผู้นำสูงสุดที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง รองลงมาคือบรรพชนพันเกาะและบรรพชนมารทมิฬ
ทว่าโดยปกติแล้ว ภารกิจต่างๆ ของสำนักหนานเฟิงม่อจะถูกบัญชาการโดยบรรพชนมารทมิฬ โดยมีจอมมารวายุและจอมมารเงาเป็นขุนพลผู้ออกหน้าปฏิบัติการ
ส่วนตัวหลานเอ๋อร์นั้นมีสถานะค่อนข้างพิเศษ นางมิใช่ผู้บำเพ็ญมารดั้งเดิมของแคว้นใต้ แต่ถูกโยกย้ายมาจากสาขาอื่นเนื่องจากมีความดีความชอบบางประการ ทว่าเนื่องจากนางเพิ่งมาถึงได้มินาน จึงมิได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญอันใด หน้าที่หลักของนางมีเพียงการดูแล หอฝูเซียน เท่านั้น
นอกเหนือจากภารกิจนั้น นางแทบมิเคยได้เข้าร่วมประชุมระดับลับของสำนักหนานเฟิงม่อเลย ข้อมูลที่นางครอบครองอยู่จึงมีจำกัดยิ่งนัก หากมิใช่เพราะครานี้ทั้งจอมมารวายุและจอมมารเงาต่างดับดิ้นไปจนสิ้น บรรพชนมารทมิฬคงไม่มีวันเรียกใช้งานนาง
เมื่อรับฟังจนจบ จางอวิ๋นก็ขมวดคิ้วแน่นด้วยความผิดหวัง
สิ่งที่หลานเอ๋อร์พรั่งพรูมา นอกจากเรื่องการเอาตัวรอดของบรรพชนมารทมิฬกับนามของจอมมารเฒ่าอันคังแล้ว แทบมิมีข้อมูลใดที่สามารถนำไปใช้ทำลายล้างศัตรูได้อย่างเป็นรูปธรรมเลย
แม้แต่ที่ตั้งของสำนักงานใหญ่สำนักหนานเฟิงม่อ หลานเอ๋อร์ก็ล่วงรู้เพียงกว้างๆ ว่าซ่อนเร้นอยู่ใต้ก้นบึ้งของทะเลหนานจี๋ในแคว้นหนานซิง ทว่าพิกัดที่แน่นอนนั้นนางกลับมิอาจระบุได้
“สรุปได้ว่า…”
จางอวิ๋นแสยะยิ้มที่ชวนให้เสียวสันหลัง “เจ้าก็เป็นเพียงผู้บำเพ็ญมารไร้ค่าที่มิรู้อันใดเลยสินะ?”
สัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่คุกคามจนวิญญาณสั่นสะท้าน หลานเอ๋อร์รีบละล่ำละลักเอ่ยออกมาเพื่อรักษาชีวิต “เรื่องภายในสำนักหนานเฟิงม่อข้าอาจรู้มิจริง… ทว่าข้ายังกุมความลับสำคัญเรื่องหนึ่งที่แม้แต่จอมมารเฒ่าอันคังก็ยังมิอาจล่วงรู้!”
“หื้ม?” จางอวิ๋นและเจ้าสำนักหลิงเซียนชะงักไปพร้อมกัน
“ตัวข้าเคยมีวาสนาได้เดินทางไปยังดินแดนจงอวี้มาครั้งหนึ่ง!”
หลานเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าล่วงรู้ตำแหน่งที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ สำนักเฟิงม่อ ในดินแดนจงอวี้อย่างแม่นยำ!!”
……