ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 292 ออกเดินทาง
“เจ้าจบชีวิตลงได้อย่างไร?”
น้ำเสียงเรียบเฉยทว่าแฝงด้วยอำนาจสะกดขวัญดังมาจากร่างเจ้าของดวงตาสีม่วงลึกลับ
ชายกำยำ หรือก็คือบรรพชนมารทมิฬที่เพิ่งได้รับชีวิตใหม่จากการจุติ รีบหมอบกราบเล่าเหตุการณ์พินาศย่อยยับที่เพิ่งเผชิญมาให้ฟังอย่างละเอียดถดถ้วนมิมีตกหล่น
“สำนักหลิงเซียน? ผู้อาวุโสเก้าอย่างนั้นรึ?”
ร่างดวงตาสีม่วงขมวดคิ้วมุ่น “เพียงแค่ผู้อาวุโสจากสำนักปลายแถวในดินแดนรกร้าง กลับสามารถกวาดล้างพวกเจ้าจนสิ้นซากได้เชียวรึ?”
“เรียนท่านผู้นั้น… ไอ้เด็กนั่นมันครอบครองวิชาพิสดารอันน่าพรั่นพรึงขอรับ! มันใช้วิธีการลึกลับอันใดมิอาจทราบ เรียกยอดฝีมือระดับ แปลงเทพ ออกมาได้พร้อมกันถึง 30 คน! และที่น่าเหลือเชื่อที่สุดคือ ในจำนวนนั้นมีร่างจำแลงของเจ้าเกาะเชียนไห่อยู่ถึง 10 ร่าง!”
“เจ้าหมายถึงเสี่ยวไห่อย่างนั้นรึ?”
“ใช่ขอรับท่านผู้นั้น! มิรู้ว่าเด็กนั่นใช้อิทธิฤทธิ์บทใด ถึงได้อัญเชิญเจ้าเกาะเชียนไห่ที่หน้าตาเหมือนกันราวกับแกะซ้ำยังมีพลังฝีมือทัดเทียมตัวจริงออกมาได้ถึง 10 คนในเวลาเดียวกัน!”
ได้สดับดังนั้น แววตาของร่างดวงตาสีม่วงก็ฉายประกายแห่งความครุ่นคิด “ข้าพอจะจดจำได้บ้างแล้ว… มินานก่อนในยามที่ข้ายังคงหลับใหลอยู่ภายใต้ก้นบึ้งของเกาะ ดูเหมือนจะมีเจ้าเด็กโอหังผู้หนึ่งปลิดชีพเสี่ยวไห่ไป ยามนั้นเชียนเต่าปรากฏกายออกมาทว่ากลับมิอาจรั้งตัวมันไว้ได้… ผู้อาวุโสเก้าแห่งสำนักหลิงเซียนที่เจ้าว่า คือเด็กผู้นั้นรึ?”
“ถูกต้องแล้วขอรับ!” บรรพชนมารทมิฬพยับหน้ายืนยันอย่างหนักแน่น
ร่างดวงตาสีม่วงเอ่ยถามสืบต่อ “นอกจากวิชาอัญเชิญอันแปลกประหลาดนี้แล้ว ไอ้เด็กนั่นยังมีลูกไม้อันใดซ่อนเร้นอยู่อีก?”
“เรื่องนี้…” บรรพชนมารทมิฬถึงกับอ้าปากค้าง ไร้ซึ่งคำพรรณนาใดๆ หลุดออกมาจากลำคอ
“เหตุใดถึงเงียบไป? พวกเจ้าห้ำหั่นกับมันจนย่อยยับอัปยศถึงเพียงนั้น กลับมิมิอาจบีบคั้นให้มันงัดไพ่ตายอื่นออกมาสำแดงเลยรึไง?” ร่างดวงตาสีม่วงเริ่มเผยร่องรอยแห่งความมิพอใจ
บรรพชนมารทมิฬคลี่ยิ้มขื่นปานจะขาดใจ “ท่าน… ท่านมิทราบอันใด ไอ้เด็กนั่นมันช่างไร้ยางอายจนถึงที่สุดขอรับ! ตลอดการต่อสู้มันมิยอมเปลืองแรงลงมือเองเลยแม้แต่น้อย ทว่ากลับใช้วิธีการอันสารเลว ส่งยอดฝีมือระดับ แปลงเทพ ทั้ง 30 ร่างนั่นพุ่งเข้ามาระเบิดตัวเองใส่พวกเราอย่างมิขาดสาย…”
“ผลัดกันระเบิดตัวเองอย่างนั้นรึ?”
คิ้วของร่างดวงตาสีม่วงขมวดแน่นเข้าหากัน “พวกเจ้าจึงต้องตกตายภายใต้แรงระเบิดงั้นหรือ?”
“ก็มิเชิงตายตกไปเสียทีเดียวขอรับ ตามแผนการของเชียนเต่า เดิมทีพวกเราหมายจะแสร้งดับสูญเพื่อหาโอกาสลอบจู่โจมมันในยามเผลอ ทว่าใครจะคาดคิดว่าไอ้เด็กนั่นกลับมีดวงตาที่มองทะลุปรุโปร่ง ราวกับซ้อนแผนเล่นงานพวกเรากลับจนมิทันได้ตั้งตัว…”
ยิ่งบอกเล่าเรื่องราว บรรพชนมารทมิฬก็ยิ่งรู้สึกปวดร้าวไปถึงขั้วหัวใจ
ตัวเขาโลดแล่นในแผ่นดินแคว้นใต้มานานนับ 2,000 ปี ทว่านี่เป็นครั้งแรกที่ต้องเผชิญกับการต่อสู้ที่น่าอัดอั้นตันใจถึงเพียงนี้ ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบเขาแทบมิมิโอกาสได้สัมผัสแม้แต่ชายเสื้อของจางอวิ๋น อย่าว่าแต่ได้ปะทะฝีมือกันอย่างสมศักดิ์ศรีเลย…
ร่างดวงตาสีม่วงเลิกคิ้วสูง “เจ้าเด็กนั่นเจ้าเล่ห์เพทุบายถึงเพียงนี้เชียวรึ?”
บรรพชนมารทมิฬพยักหน้าถี่รัวราวกับไก่จิกข้าว
“เช่นนั้นคงต้องจัดเตรียมการใหญ่เสียหน่อยแล้ว!”
ร่างดวงตาสีม่วงลูบปลายคางอย่างใช้ความคิด ก่อนจะเอ่ยว่า “จงตามข้าไปยังดินแดนจงอวี้สักครา!”
“ไปจงอวี้อย่างนั้นรึขอรับ?” บรรพชนมารทมิฬพึมพำด้วยความงุนงง
ร่างดวงตาสีม่วงปรายตาสามัญมองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบ “ในเมื่อเจ้าบอกว่าเด็กนั่นสามารถอัญเชิญพรรคพวกออกมาได้มากมายมหาศาล เช่นนั้นหากจะจัดการมันให้สิ้นซาก ข้าเองก็ย่อมต้องไปรวบรวมขุมกำลังมาเสริมบารมีบ้างเช่นกัน!”
“ข้าน้อยทราบแล้วขอรับ!”
……
แคว้นหนานอวิ๋น, ตำหนักใหญ่สำนักหลิงเซียน
จางอวิ๋นทอดสายตาไปยังทิศทางของแคว้นหนานซิงอันไกลโพ้น ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า “ท่านเจ้าสำนัก ท่านคิดว่าจอมมารเฒ่าอันคังจะกล้าบุกมาประจันหน้ากับเราด้วยตัวเองหรือไม่?”
“มิอาจคาดเดาได้แน่ชัด!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนส่ายหน้าช้าๆ “จอมมารเฒ่าอันคังผู้นี้เป็นคนละเอียดรอบคอบยิ่งนัก หากมิมีความมั่นใจเต็มสิบส่วน เขาจะมิยอมลงมือกระทำการใดอย่างวู่วามเด็ดขาด ครานี้บรรพชนพันเกาะและขุนพลมารอีกสองคนต้องดับดิ้นภายใต้เงื้อมมือเจ้า ด้วยนิสัยของมัน หากคิดจะเคลื่อนไหว ย่อมต้องเป็นการมาเพื่อหยั่งเชิงดูก่อนเป็นแน่!”
จางอวิ๋นกล่าวเสริม “ท่านเจ้าสำนัก เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ในระหว่างที่ข้าเดินทางไปยังแคว้นหนานซิง รบกวนท่านเตรียมการอพยพคนในสำนักให้พร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ตลอดเวลาเถิด!”
“เรื่องนี้ข้าได้มอบหมายให้หมิงหยวนจัดการจนเรียบร้อยแล้ว”
เจ้าสำนักหลิงเซียนเอ่ยพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของจางอวิ๋น “ไอ้หนู… เจ้ามั่นใจในตัวเองจริงๆ หรือ? ความจริงเรามิจำเป็นต้องเร่งร้อนเพียงนี้ก็ได้…”
จางอวิ๋นโบกมือวูบหนึ่งพลางคลี่ยิ้มบางๆ “ท่านเจ้าสำนัก หากต้องเผชิญหน้ากับระดับ เหลียนซวี ทั่วไป ข้าอาจจะมีโอกาสคว้าชัยเพียง 2 ถึง 3 ส่วน… ทว่าหากคู่ต่อสู้คือระดับ เหลียนซวี ที่ฝึกฝนวิถีมาร ข้ามั่นใจในชัยชนะถึง 9 ส่วน!”
“ดีมาก!”
เมื่อเห็นความแน่วแน่มิสั่นคลอนในแววตาของเขา เจ้าสำนักหลิงเซียนก็มิเอ่ยทัดทานอันใดอีก
จางอวิ๋นเพียงยกยิ้มจางๆ
การเข้าห้ำหั่นกับจอมมารระดับ เหลียนซวี นั้น เขามั่นใจว่าสามารถรับมือได้อย่างแน่นอน นั่นเพราะบนร่างกายของเขาครอบครองสุดยอดศาสตราที่เป็นดาวข่มชะตาของพวกไอมารชั่วร้ายโดยเฉพาะ!
ครึ่งชั่วยามต่อมา
ณ ป่าหลังขุนเขา นอกเขตประตูสำนักหลิงเซียนที่ยังคงหลงเหลือร่องรอยความเสียหาย
จางอวิ๋น, อิ๋นอู, ฉิงเฟิง พร้อมด้วยลูกศิษย์ทั้งสี่ของเขา รวมถึงเจ้าสำนักหลิงเซียน, ซูเตี๋ย และรองเจ้าหอจี๋กวง ต่างมารวมตัวกันพร้อมพรั่งเพื่อออกเดินทาง
“แม่นางซูคนสวย พวกเจ้าแน่ใจแล้วรึว่าจะร่วมไปกับพวกเราด้วย?” จางอวิ๋นหันไปถามซูเตี๋ยและรองเจ้าหอจี๋กวงด้วยความแปลกใจ
“พวกเจ้ายังติดค้างหนี้บุญคุณข้าอยู่ไม่น้อย ขืนมิพากันตามไปเฝ้าดู หากวันใดพวกเจ้าคิดจะเบี้ยวหนี้ ข้าจะทำเช่นไรได้!” ซูเตี๋ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยตามสไตล์ของนาง
จางอวิ๋นและเจ้าสำนักหลิงเซียนลอบสบตากัน ก่อนจะยักไหล่ออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
“ในเมื่อตกลงกันได้แล้ว เช่นนั้นก็ออกเดินทางกันเถิด!”
จางอวิ๋นส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะสะบัดมือวูบหนึ่ง ปลดปล่อยพลังดึงดูดมหาศาลออกมาจากฝ่ามือ
ทุกคนในที่แห่งนั้นมิคิดขัดขืน ยินยอมปล่อยให้พลังนั้นดึงดูดร่างเข้าสู่ภายใน หอสมบัติเซียน อย่างว่าง่าย
ฟุ่บ!
จางอวิ๋นดีดเท้าเพียงครั้งเดียว ร่างก็แปรเปลี่ยนเป็นเส้นสายอสนีบาตพุ่งทะยานออกไปภายใต้แสงสุริยันยามอัสดง
ในเมื่อตัดสินใจจะทลายสำนักหนานเฟิงม่อให้สิ้นซาก เขาก็เขาก็มิปรารถนาจะเสียเวลาแม้เพียงอึดใจเดียว
จุดหมายปลายทางของการเดินทางครานี้ คือเกาะเชียนไห่!
แม้จะยังมิอาจระบุพิกัดที่แน่นอนของสำนักงานใหญ่สำนักหนานเฟิงม่อที่เร้นกายอยู่ใต้ก้นบึ้งทะเลหนานจี๋ ทว่าที่แน่แท้คือจอมมารเฒ่าอันคังย่อมต้องกบดานอยู่ที่เกาะหลักลำดับที่หนึ่งของหมู่เกาะเชียนไห่อย่างแน่นอน ขอเพียงกำจัดมันได้ ความลับทุกอย่างย่อมกระจ่างแจ้ง!
ทว่าก่อนจะมุ่งหน้าไปยังสถานที่แห่งนั้น ยังมีธุระสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่เขาจำต้องแวะไปจัดการให้สิ้นซากก่อน!
…
เมืองรุ่ย คือเมืองศูนย์กลางการค้าขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บริเวณรอยต่อพรมแดนระหว่างแคว้นหนานอวิ๋นและแคว้นหนานโช่ว
หลังจากการเดินทางอย่างเร่งร้อนเป็นเวลาสองวัน จางอวิ๋นก็มาถึงยังบริเวณชานเมืองเล็กๆ แห่งนี้ โดยมีอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ติดตามมาด้วยอย่างใกล้ชิด
“เข้าเมืองกันเถิด” จางอวิ๋นเอ่ยสั้นๆ
“อื้ม” อวี๋สุ่ยเอ๋อร์พยักหน้าตอบรับ กำปั้นที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อเรียวยาวกำแน่นขึ้นเล็กน้อยด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น
ภายในเมืองเล็กๆ แห่งนี้มีผู้บำเพ็ญเพียรอาศัยอยู่มิมากนัก จางอวิ๋นเพียงกวาดสายตาคราเดียวก็สามารถระบุตำแหน่งเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ เขาพาอวี๋สุ่ยเอ๋อร์เคลื่อนกายประดุจภูตพรายด้วยวิชาตัวเบาชั้นเลิศ มุ่งหน้าไปตามเส้นทางอย่างรวดเร็ว
ในสายตาของชาวเมืองที่เดินขวักไขว่อยู่ตามท้องถนน พวกเขาแทบมิเห็นแม้แต่เงาที่เลือนรางของคนทั้งสองด้วยซ้ำ
ณ หอสูงตระหง่านที่ประดับตกแต่งอย่างหรูหราใจกลางเมือง ภายในห้องพักระดับยอดพิทักษ์บนชั้นสาม
“ท่านหลินเจ้าคะ สินค้าเหล่านี้คือกลุ่มสตรีเกรดพรีเมียมที่เพิ่งถูกส่งมาถึงในวันนี้ เชิญท่านเลือกชมให้สำราญใจเถิดเจ้าค่ะ!”
หญิงวัยกลางคนร่างท้วมที่ไขมันพอกพูนไปทั้งตัว เดินจูงโซ่ตรวนที่ล่ามคอเด็กสาวหน้าตาสะสวยนับสิบคนเข้ามาในห้อง นางเอ่ยด้วยรอยยิ้มประจบสอพลอต่อชายวัยกลางคนในชุดผ้าไหมหรูหราที่นั่งเอกเขนกอยู่บนตั่งนุ่ม
“ข้าเลือกสองคนนี้!”
ชายชุดหรูลืมตาขึ้นช้าๆ กวาดสายตาแทะโลมเด็กสาวนับสิบคน เมื่อพบใบหน้าอันบอบบางน่าทะนุถนอมคู่หนึ่ง มุมปากของเขาก็ยกยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะชี้นิ้วเลือกออกไปทันที
“ได้ตามประสงค์เลยเจ้าค่ะ!”
หญิงอ้วนรีบใช้กุญแจไขโซ่ตรวนให้เด็กสาวสองคนที่ถูกเลือก ท่ามกลางสายตาเว้าวอนขอความเมตตาที่เปี่ยมด้วยหยาดน้ำตาของเด็กสาวเหล่านั้น ทว่าหญิงอ้วนกลับผลักพวกนางไปข้างหน้าอย่างแรง ก่อนจะจูงเด็กสาวที่เหลือเดินออกจากห้องไปอย่างมิไยดี
เด็กสาวทั้งสองที่ถูกทิ้งไว้พยายามจะวิ่งหนีไปที่ประตูด้วยความขวัญเสีย
ทว่ากลับถูกชายชุดหรูใช้พลังกระชากตัวกลับมาได้อย่างง่ายดาย เขารวบร่างพวกนางไว้ในอ้อมแขนข้างละคน
“พวกเจ้าคิดจะหนีไปแห่งหนใด?”
ชายชุดหรูรัดร่างเด็กสาวทั้งสองไว้แนบอกพลางแสยะยิ้มชั่วร้าย “ยามนี้พวกเจ้ากลายเป็นสมบัติส่วนตัวของข้าแล้ว คิดจะไปที่ใด เคยขออนุญาตข้าผู้นี้แล้วหรือยัง?”
เด็กสาวทั้งสองสั่นเทาไปทั้งร่างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ท่าทางอันน่าเวทนาและบอบบางนั้น ยิ่งเป็นเสมือนเชื้อไฟกระตุ้นตัณหาในดวงตาของชายชุดหรูให้ลุกโชน เขาโยนร่างของเด็กสาวทั้งสองลงบนเตียงกว้างเบื้องหน้าในทันที
“วันนี้ข้าจะสอนสั่งพวกเจ้าเอง ว่าการปรนนิบัติรับใช้นายท่านอย่างถึงใจนั้นต้องกระทำอย่างไร!”
ชายชุดหรูหัวเราะในลำคออย่างกระหายเลือด พลันทำท่าจะกระโจนเข้าหาเหยื่อบนเตียง
“หื้ม?”
ทว่าเขากลับพบว่าเท้าของตนเองมิมิอาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่ปลายนิ้ว เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะก้มลงมองด้วยความฉงน
“น้ำอย่างนั้นรึ?”
บนพื้นพรมใต้เท้าของเขา มิรู้ว่ามีมวลน้ำปริมาณมหาศาลไหลนองออกมาตั้งแต่เมื่อใด และยามนี้มันกำลังก่อตัวเป็นโซ่ตรวนวารีพันธนาการเท้าทั้งสองข้างของเขาไว้อย่างแน่นหนา
“ใครกัน!?”
เขาสัมผัสได้ถึงอันตรายในทันที รีบแผดเสียงตะโกนพลางกวาดสายตามองไปรอบห้องด้วยความตื่นตระหนก
“ข้าเอง”
น้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็งของหญิงสาวดังขึ้นจากมุมมืด
ชายชุดหรูชะงักงัน หันขวับไปมองด้านหลังด้วยความรวดเร็ว และเขาก็ได้พบกับร่างของเด็กสาวผมสีฟ้างดงามที่ยืนตระหง่านอยู่กลางห้อง ตั้งแต่ยามใดมิอาจทราบได้!
……