ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 302 ตำหนักเทพสังหาร
“……”
มุมปากภายใต้หน้ากากของจางอวิ๋นกระตุกยิก แต่เมื่อเผชิญกับคำเชิญอันไร้ความเกรงใจของนักพรตหงต๋า เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ กลับเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาด้วยท่าทีผ่อนคลาย
“สหายเต๋าอวิ๋น อยากกินอะไรหยิบตามสบายเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ!”
นักพรตหงต๋ามองเขาเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม มือที่เต็มไปด้วยคราบมันตบลงบนไหล่ของจางอวิ๋นดัง ปุๆ พลางชี้ไปยังกองภูเขาอาหารรสเลิศนานาชนิดที่กวาดมาจากโต๊ะต่างๆ มากองรวมกันตรงหน้า
ทำราวกับว่าหอกู่โม่แห่งนี้เป็นบ้านของตัวเองก็ไม่ปาน!
จางอวิ๋นหลุดขำในลำคอ เลิกคิ้วมองอาหารบนโต๊ะด้วยความสนใจ
ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้สังเกตเลยว่า อาหารที่นักพรตหงต๋ากวาดมารวมกันที่โต๊ะนี้ ทุกจานล้วนเป็น ‘อาหารวิญญาณ’ ระดับสูงทั้งสิ้น
เขาไม่รอช้า หยิบน่องไก่ชิ้นโตขึ้นมากัดเข้าปากทันที
กร้วม!
เนื้อไก่แน่นเด้งสู้ฟัน ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำซอสรสเลิศ รสชาติกลมกล่อมระเบิดซ่านในปาก ยามกลืนลงท้องยังสัมผัสได้ถึงกระแสปราณวิญญาณสายเล็กๆ ที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ให้ความรู้สึกอบอุ่นราวกับแช่น้ำพุร้อน
แม้จะช่วยเพิ่มพลังบำเพ็ญเพียรให้เขาได้เพียงน้อยนิดราวกับหยดน้ำในมหาสมุทร แต่ก็ถือว่าเพิ่มขึ้น!
จางอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นอย่างพอใจ
“ของพวกนี้ฝีมือ ‘เฒ่าหลี่’ อันดับที่หนึ่งร้อยในบัญชีดำเชียวนะ เจ้านั่นเป็นถึงพ่อครัววิญญาณระดับปรมาจารย์!”
นักพรตหงต๋าเอ่ยกลั้วหัวเราะอย่างภูมิใจ “ใช้วัตถุดิบสดใหม่จากสัตว์อสูรระดับจินตานและหยวนอิง ปรุงออกมาเป็นอาหารวิญญาณชั้นเลิศ วันธรรมดาหาทานยากนะจะบอกให้ มีแต่งานชุมนุมผู้ถูกตามล่านี่แหละที่หากินได้ไม่อั้น สหายเต๋าอวิ๋น ถือโอกาสนี้กินให้คุ้มเถอะ!”
“งั้นข้าไม่เกรงใจล่ะนะ!”
จางอวิ๋นยิ้มบางๆ ภายใต้หน้ากาก ก่อนจะลงมือจัดการกวาดอาหารตรงหน้าเข้าปากอย่างรวดเร็วปานพายุ
ผ่านไปไม่ถึงครึ่งนาที จานเปล่านับสิบใบก็วางซ้อนกันเป็นตั้งสูงท่วมหัว!
“เฮ้ย! คอเดียวกันนี่หว่า!”
นักพรตหงต๋าเห็นดังนั้นก็เบิกตากว้างร้องอุทาน ก่อนจะรีบเร่งความเร็วในการยัดบ้าง
ชั่วขณะหนึ่ง โถงกว้างใหญ่ที่ควรจะเต็มไปด้วยบรรยากาศกดดันของผู้ถูกตามล่า กลับกลายเป็นสนามประลองการกินแหลกของคนบ้าสองคนไปเสียอย่างนั้น
“……”
ผู้คนในงานต่างพากันมีเส้นเลือดดำปูดโปนขึ้นข้างขมับด้วยความเอือมระอา
จริงอยู่ที่อาหารวิญญาณในงานเลี้ยงนี้กินฟรี แต่มีใครเขากินกันตะกละตะกลามเหมือนอดอยากมาสิบชาติแบบพวกเจ้าบ้าง?
คนที่พูดไม่ออกที่สุดเห็นจะเป็นกลุ่มของซูเตี๋ยและซูอี้หย่วน
ไอ้เจ้าจางอวิ๋นมันเป็นบ้าอะไร?
ทำไมถึงไปเข้าขากับนักพรตหงต๋าที่เป็นคนบ้าได้ขนาดนั้น?
ที่ทำให้ซูเตี๋ยโมโหจนควันแทบออกหูคือ ท่าทางของจางอวิ๋นตอนลิ้มรสอาหารวิญญาณของเฒ่าหลี่… ดูเขาจะฟินสุดๆ ยิ่งกว่าตอนกินอาหารฝีมือนางเสียอีก!
หนอยแน่! ฝีมือระดับเฒ่าหลี่ไม่คู่ควรให้แม่นางผู้นี้ลงมือด้วยซ้ำ แกดันไปทำหน้าเคลิ้มกับของกินเกรดต่ำพรรค์นั้น รสนิยมต่ำตมจริงๆ!
เอิ๊ก!
สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตจากสตรีบางนางที่จ้องมองมา จางอวิ๋นก็เรอออกมาเสียงดัง ลูบพุงที่ป่องขึ้นมาเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า “สหายเต๋าหงต๋า พอแค่นี้ก่อนเถอะ ขืนกินต่อข้าคงท้องแตกตายแน่!”
“หะ?”
นักพรตหงต๋าที่กำลังแทะน่องเป็ดชิ้นโตชะงักค้าง ทำหน้าเหวอ “แค่เนี่ยนะอิ่มแล้ว? ข้ายังเพิ่งเริ่มเครื่องติดเองนะ!”
“เยอะมากแล้วนะนั่น!”
จางอวิ๋นมองจานเปล่าที่กองสูงท่วมหัวตรงหน้า แล้วโบกมือปฏิเสธ “กินต่อไม่ไหวแล้ว เดี๋ยวได้ธาตุไฟเข้าแทรกเพราะอาหารติดคอตายพอดี!”
“กระเพาะเจ้าไม่ได้เรื่องเลย กินแค่นี้ก็จอดซะแล้ว ต้องฝึกให้มากกว่านี้นะเจ้าหนุ่ม! อาหารวิญญาณน่ะยิ่งกินเยอะยิ่งเพิ่มพลัง!”
นักพรตหงต๋าเอ่ยแนะนำด้วยความหวังดี “เอาแบบนี้ไหม เดี๋ยวข้าไปหากระเพาะของพวกปีศาจจอมตะกละมาผ่าตัดเปลี่ยนให้ ข้ารู้จักตาเฒ่าคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญวิชามาร เขามีกระเพาะแบบนั้นดองเก็บไว้เพียบ…”
“ไม่รบกวนสหายเต๋าดีกว่า ข้าว่าแบบที่เป็นอยู่นี่ก็ดีถมเถแล้ว!”
จางอวิ๋นรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน ขืนคุยต่อมีหวังโดนจับผ่าตัดแน่
นักพรตหงต๋ายังอยากจะพูดอะไรต่อ แต่ทว่ากลุ่มคนที่เพิ่งเดินเข้ามาในโถงทำให้รอยยิ้มบนหน้าของเขาเลือนหายไป สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมลงทันตา
คนจำนวนไม่น้อยในงานต่างก็หรี่ตาลง สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
จางอวิ๋นเห็นบรรยากาศเปลี่ยนไปจึงหันไปมอง
ปรากฏกลุ่มคนสวมหน้ากาก สวมชุดเกราะสีดำทมิฬลายมังกรคลั่ง แผ่กลิ่นอายเย็นยะเยือกเสียดกระดูกเดินเข้ามา
ทันทีที่พวกมันก้าวเข้ามาในโถง อุณหภูมิโดยรอบพลันลดต่ำลงไปหลายองศา ราวกับฤดูเหมันต์ได้มาเยือนกะทันหัน!
จางอวิ๋นหรี่ตาลง โคจรเคล็ดวิชา ‘เนตรสวรรค์’ ตรวจสอบทันที
มองไม่ทะลุ!
คนนำขบวนทำให้รูม่านตาของเขาหดเกร็ง แต่ยังโชคดีที่ลูกสมุนด้านหลังสามารถตรวจสอบข้อมูลได้
【เป้าหมาย: ???】
【ระดับพลัง: ระดับแปลงเทพ ขั้นสูงสุด】
【ศาสตรา: เกราะเหล็กทมิฬ —— ตีขึ้นจากเหล็กทมิฬชั้นเลิศ พลังป้องกันน่าตระหนก สามารถต้านทานการโจมตีจากผู้ฝึกตนระดับแปลงเทพได้โดยไร้รอยขีดข่วน】
【พลังงานพิเศษที่ฝึกฝน: ปราณจิตสังหาร (กลั่นตัวจากการสังหารชีวิตนับล้าน)】
【เคล็ดวิชา/ทักษะยุทธ์: เจ็ดกระบวนท่าสังหาร...】
【จุดอ่อน: พิสูจน์มรรคผลด้วยการฆ่าฟัน เน้นการโจมตีแลกชีวิต พลังป้องกันส่วนบุคคลภายใต้เกราะอ่อนแอ】
【เป้าหมาย: ???】
【ระดับพลัง: ระดับแปลงเทพ ขั้นสูงสุด】
【ศาสตรา: เกราะเหล็กทมิฬ】
【พลังงานพิเศษที่ฝึกฝน: ปราณจิตสังหาร】
【เคล็ดวิชา/ทักษะยุทธ์: เจ็ดกระบวนท่าสังหาร...】
…
รวมทั้งหมดหกคน ข้อมูลของทุกคนแทบจะพิมพ์ออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน
จางอวิ๋นสายตาคมกริบขึ้น
สังหารชีวิตนับล้านเพื่อกลั่นเป็นปราณจิตสังหาร… หกคนนี้ รวมกับหัวหน้าที่มองไม่เห็นข้อมูลอีกหนึ่ง อย่างน้อยๆ พวกมันต้องฆ่าคนรวมกันไปเกินเจ็ดล้านชีวิตแล้ว!
ถึงจะไม่ใช่ผู้บำเพ็ญมาร แต่จะเรียกว่า ‘จอมมาร’ ก็ไม่ผิดนัก!
“ไม่นึกเลยว่าพวกบ้าฆ่าฟันกลุ่มนี้จะมาด้วย…”
นักพรตหงต๋าเบ้ปากด้วยความรังเกียจ
จางอวิ๋นเลิกคิ้ว ในหัวนึกย้อนข้อมูลบัญชีดำล่าสังหารแห่งทวีป แต่ยังไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
“จางอวิ๋น! คนกลุ่มนี้คือคนของ ‘ตำหนักเทพสังหาร’ ขุมกำลังอันดับสิบเก้าในบัญชีดำล่าสังหารระดับขุมกำลัง!”
เสียงส่งผ่านลมปราณของซูเตี๋ยดังขึ้นข้างหู น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวล “คนนำขบวนนั่นคือ ‘ขวงหลง’ รองเจ้าตำหนักเทพสังหาร อยู่อันดับที่หกสิบสองของบัญชีดำ! พวกมันพิสูจน์มรรคผลด้วยการฆ่า ไปที่ไหนต้องมีการนองเลือด เลี่ยงพวกมันได้เป็นดี!”
จางอวิ๋นเลิกคิ้ว
มิน่าล่ะถึงหาไม่เจอ เขาไม่ได้นึกเชื่อมโยงชื่อ ‘ขวงหลง’ เข้ากับคนพวกนี้เลย ในบัญชีดำส่วนใหญ่มักระบุแค่ชื่อฉายา ไม่ได้ลงรายละเอียดสังกัดลึกซึ้ง
ส่วนบัญชีดำระดับขุมกำลังนั้นเขาไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่ เพราะบัญชีดำระดับขุมกำลังส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในดินแดนจงอวี้ ข้อมูลจึงแพร่หลายแค่ในแถบนั้น
ตอนนี้มาถึงดินแดนจงอวี้แล้ว คงต้องไปหาข้อมูลมาศึกษาเพิ่มเติมหน่อยแล้ว…
ขณะที่กำลังครุ่นคิด ความหนาวเหน็บสายหนึ่งก็พุ่งเข้ามาปะทะใบหน้า
กลุ่มคนเจ็ดคนจากตำหนักเทพสังหารในชุดเกราะทมิฬ เดินตรงเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะของพวกเขา แต่กลับเมินเฉยต่อตัวจางอวิ๋นอย่างสิ้นเชิง ราวกับเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ
ขวงหลงผู้เป็นหัวหน้าปรายตามองนักพรตหงต๋าอย่างเย็นชา น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยอำนาจ
“พวกเราจะนั่งกินตรงนี้… ไสหัวไป!”
มุมปากของนักพรตหงต๋ากระตุก แม้จะไม่สบอารมณ์แต่เขาก็รู้ว่าการปะทะกับคนบ้าพวกนี้มีแต่เสียกับเสีย จึงยอมลุกขึ้นเตรียมจะเดินหนี
ทว่า… เขากลับพบว่าจางอวิ๋นยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
“สหายเต๋าอวิ๋น...” นักพรตหงต๋าอดไม่ได้ที่จะทักเตือน
แต่ยังไม่ทันได้พูดจบ ก็เห็นร่างกายของจางอวิ๋นเริ่มสั่นเทิ้มขึ้นมาน้อยๆ
นักพรตหงต๋าชะงักกึก
ผู้คนรอบข้างต่างพากันอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสายตาดูแคลนมองมาที่จางอวิ๋น
นึกว่าคนที่นักพรตหงต๋าเชิญมาจะมีฝีมือแค่ไหน... ที่แท้ก็โดนคนของตำหนักเทพสังหารข่มขวัญจนตัวสั่นงันงก!
ที่แท้ก็แค่ขยะขี้ขลาดนี่หว่า!
นักพรตหงต๋าขมวดคิ้ว
ก่อนหน้านี้ที่เขาเข้าไปผูกมิตรกับจางอวิ๋น เพราะสัมผัสได้ลางๆ ว่ากลิ่นอายวิญญาณของจางอวิ๋นลึกล้ำไม่ด้อยไปกว่าเขา
ในสายตาของเขา จางอวิ๋นคือยอดฝีมือระดับเหลียนซวี ตัวตนระดับนั้นจะมานั่งตัวสั่นเพราะกลัวรังสีอำมหิตของขวงหลงเนี่ยนะ? เป็นไปไม่ได้!
เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าสหายเต๋าผู้นี้กำลังเล่นตลกอะไร
ซูเตี๋ย ซูอี้หย่วน และเจ้าสำนักหลิงเซียนเห็นเข้าก็ขมวดคิ้วมุ่นเช่นกัน
แม้รังสีอำมหิตของคนจากตำหนักเทพสังหารทั้งเจ็ดจะน่าสะพรึงกลัวจนหายใจไม่ออก แต่ด้วยฝีมือของจางอวิ๋น ไม่น่าจะถึงกับกลัวจนตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าแบบนี้!
“จางอวิ๋น อย่ามัวแต่นั่งบื้อ รีบออกมาเร็ว!”
“ไอ้หนู ทำบ้าอะไรอยู่? รีบลุกออกมาจากตรงนั้นเซ่!”
ทั้งซูเตี๋ยและเจ้าสำนักหลิงเซียนต่างส่งเสียงเตือนทางจิตด้วยความร้อนรน
แต่จางอวิ๋นกลับยังคงไม่ขยับเขยื้อน ยังคงนั่งก้มหน้าตัวสั่นเทิ้มอยู่อย่างนั้น… ราวกับกำลังพยายามสะกดกลั้นบางสิ่งบางอย่างเอาไว้อย่างสุดความสามารถ
“มดปลวกอ่อนแอ… ไม่คู่ควรจะมีชีวิตอยู่ให้รกหูรกตา!”
ขวงหลงเห็นดังนั้นก็แค่นเสียงเย็น สมาชิกตำหนักเทพสังหารระดับแปลงเทพที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาเอ่ยเสียงเหี้ยมเกรียม
“ตายซะ!”
รังสีอำมหิตปะทุเดือด ดาบยาวถูกชักออกจากเอวฟันฉับลงมาอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ!
ฉัวะ!
เสียงคมดาบตัดผ่านเนื้อดังขึ้นชัดเจน วินาทีถัดมา แสงโลหิตสาดกระเซ็นเป็นสาย ศีรษะของใครคนหนึ่งลอยละลิ่วขึ้นสู่ความสูง!
“น่าสมเพชชะมัด!”
ผู้คนในงานต่างเบือนหน้าหนี มองด้วยความเวทนา
ไม่นึกเลยว่าคนที่เข้ามาในงานนี้ จะมีคนที่ต้องมาตกตายเพราะความกลัวจนก้าวขาไม่ออก นี่น่าจะเป็นศพแรกในประวัติศาสตร์งานชุมนุมผู้ถูกตามล่าเลยกระมัง!
“เดี๋ยวนะ นั่น… นั่นมันหัวของ…”
ทันใดนั้น เสียงอุทานด้วยความตกตะลึงจนเสียงหลงก็ดังแทรกขึ้นมากลางความเงียบ!