ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 311 เหตุพลิกผัน
เพียงไม่นาน เขาก็ก้าวตามหลังบริกรล่วงล้ำลึกเข้าไปยังส่วนในสุดของหอกู่โม่ กระทั่งมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าห้องโถงโอ่อ่าที่ถูกประดับประดาไว้อย่างวิจิตรตระการตา
ภายในนั้น นอกจากเจ้าเมืองกู่โม่แล้ว ขวงหลง สาวงามชุดขาว นักพรตหงต๋า ตลอดจนยอดฝีมือระดับเหลียนซวีคนอื่นๆ ที่เผยโฉมในงานประมูลก่อนหน้านี้ บัดนี้ล้วนมาปรากฏกายรวมตัวกันอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
“ถึงขั้นลดตัวไปเชิญสุนัขจรจัดไร้หัวนอนปลายเท้าพรรค์นี้เข้ามาร่วมวง… ท่านเจ้าเมืองกู่โม่ มาตรฐานงานเลี้ยงส่วนตัวของท่านในยามนี้ มันจะตกต่ำย่ำแย่เกินไปหน่อยกระมัง!”
ทันทีที่นัยน์ตาปะทะเข้ากับร่างของจางอวิ๋น ขวงหลงก็แค่นเสียงสบประมาทหยามเหยียดด้วยน้ำเสียงเย็นชาจับขั้วหัวใจ
“ก็ถือว่าตกต่ำย่ำแย่เกินไปจริงๆ นั่นแหละ!”
จางอวิ๋นสวนขวับกลับไปในทันทีด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจน้ำนิ่ง “ขนาดสวะนักฆ่าที่แม้แต่สุนัขรับใช้ตรงหน้าตนเองยังคุ้มกะลาหัวเอาไว้ไม่ได้ กลับได้รับเกียรติเทียบเชิญให้มาเสนอหน้า… ผู้อาวุโส มาตรฐานงานเลี้ยงของท่านสมควรจะต้องยกระดับให้มันสูงส่งขึ้นกว่านี้เสียหน่อยจริงๆ นะขอรับ!”
สิ้นวาจาเชือดเฉือน บรรยากาศภายในห้องก็พลันดิ่งวูบหนาวเหน็บลงไปหลายส่วนในชั่วพริบตา พริบตาต่อมาคลื่นจิตสังหารอันบ้าคลั่งก็พุ่งทะลวงเข้ากดทับร่างของจางอวิ๋นอย่างโหดเหี้ยม
“เหอะ!”
จางอวิ๋นแค่นเสียงเย้ยหยันในลำคอ รูม่านตาทอประกายคมปลาบ ปลดปล่อยแรงกดดันวิญญาณระดับเหลียนซวีกระแทกสวนกลับไปอย่างดุดันไร้ความปรานี
แรงกดดันวิญญาณอันมหาศาลทั้งสองสายพุ่งเข้าปะทะห้ำหั่นกันอย่างจัง ส่งผลให้ห้วงมิติภายในห้องสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างรุนแรง
สาวงามชุดขาว นักพรตหงต๋า รวมไปจรดยอดฝีมือระดับเหลียนซวีคนอื่นๆ ต่างตวัดสายตาหันขวับไปจ้องมองจางอวิ๋นเป็นตาเดียว แววตาของพวกเขาลุกโชนไปด้วยความประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด
พวกเขาย่อมสัมผัสได้อย่างแจ่มแจ้ง ว่ากลิ่นอายแรงกดดันที่จางอวิ๋นแผ่ซ่านออกมากดข่มในวินาทีนี้ มิได้ด้อยค่าไปกว่าจิตสังหารอันหนักอึ้งของขวงหลงเลยแม้แต่กระผีกริ้น!
แม้ก่อนหน้านี้จะพอคาดเดาได้เลาๆ ว่าจางอวิ๋นก็คือยอดฝีมือระดับเหลียนซวีเช่นกัน ทว่าพอได้มาประจักษ์แก่สายตาในยามปะทะเดือดเช่นนี้ พวกเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะตื่นตะลึงงันอยู่ดี
“อะแฮ่ม…”
สุรเสียงกระแอมไอดังขัดจังหวะ แทรกซึมทำลายจิตสังหารและแรงกดดันที่กำลังปะทะเดือดอยู่กลางโถงให้แตกซ่านขาดสะบั้น เจ้าเมืองกู่โม่เอ่ยปรามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ชายชราผู้นี้ร่อนเทียบเชิญพวกท่านทั้งสองมา หาได้มีจุดประสงค์เพื่อให้มาห้ำหั่นฉีกเนื้อกันเองไม่ อย่างน้อยที่สุด ก็โปรดช่วยสำรวมกิริยาท่าทีกันสักครา จนกว่างานเลี้ยงสังสรรค์นี้จะจบลงเถิด!”
ขวงหลงแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคออย่างขัดใจ มันยอมดึงรั้งจิตสังหารกลับคืนไปแต่โดยดี ทว่านัยน์ตาที่ใช้จ้องเขม็งไปยังจางอวิ๋นนั้น กลับไม่ต่างอันใดกับการทอดถอนสายตามองซากศพที่ไร้ลมหายใจไปแล้ว
“อ้อ งั้นหรือ~~”
ทว่าจางอวิ๋นกลับมิได้แยแสต่อสายตาอาฆาตมาดร้ายนั้นเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่อ้าปากหาวหวอดใหญ่ แสร้งปั้นหน้าตางัวเงียประหนึ่งว่าเบื่อหน่ายรำคาญใจเสียเต็มประดา
ท่วงทียียวนกวนโทสะอย่างถึงแก่นเช่นนี้ ยิ่งสุมไฟจิตสังหารในดวงตาของขวงหลงให้เดือดพล่านทะลักจุดเดือดขึ้นไปอีกขั้น
นับตั้งแต่ก้าวย่างขึ้นสู่บัลลังก์รองเจ้าตำหนักเทพสังหาร นี่นับเป็นคราแรกที่มีสวะกล้าลูบคมท้าทายอำนาจมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงเพียงนี้ หากมิใช่เพราะต้องไว้หน้าเจ้าเมืองกู่โม่ที่ยืนหัวโด่อยู่ล่ะก็ มันคงพุ่งทะยานเข้าไปสับร่างไอ้เด็กจองหองนี่ให้กลายเป็นเศษเนื้อคาตีนไปนานแล้ว!
“ท่านเจ้าเมืองกู่โม่ การที่ท่านเชิญชวนพวกเรามายังสถานที่แห่งนี้ คงมีเรื่องราวสำคัญระดับคอขาดบาดตายจะหารือกระมัง?”
ในจังหวะเวลานั้นเอง น้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลทว่าแฝงไว้ด้วยความภูมิฐานก็ดังแทรกขึ้นมา พลันทำลายบรรยากาศอันแสนตึงเครียดภายในห้องให้ทุเลาลง
เจ้าเมืองกู่โม่ปรายสายตามองไปยังบุรุษวัยกลางคนรูปงามผู้นั้น ก่อนจะคลี่ยิ้มลึกล้ำออกมา “ที่ออกเทียบเชิญทุกท่านมารวมตัวกันในวันนี้ ก็เป็นเพราะชายชรามีเรื่องสำคัญยิ่งยวด ปรารถนาจะปรึกษาหารือกับพวกท่านสักคราจริงๆ!”
กล่าวจบ เขาก็ผายมือเชื้อเชิญอย่างนอบน้อม “ทุกท่าน โปรดนั่งลงก่อนเถิด!”
จางอวิ๋นและยอดฝีมือคนอื่นๆ ก็หาได้ปฏิเสธความหวังดี พวกเขาแยกย้ายกันทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้พนักพิงวิจิตรที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้รองรับภายในห้อง
“มิทราบว่าทุกท่านที่อยู่ที่นี่… มีความสนใจใคร่รู้ในตัวตนของ ‘มังกร’ บ้างหรือไม่?”
ทันทีที่เรือนร่างแตะสัมผัสเก้าอี้ วาจาประโยคแรกที่หลุดออกจากปากของเจ้าเมืองกู่โม่ ก็ทำเอาจางอวิ๋นและขั้วอำนาจคนอื่นๆ ถึงกับหรี่นัยน์ตาแคบลงพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
นักพรตหงต๋ารีบโพล่งถามขึ้นมาทันควัน “ท่านเจ้าเมืองกู่โม่ ความหมายของท่านคือ… มังกรตัวเป็นๆ ที่ยังมีลมหายใจอยู่อย่างนั้นรึ?”
เจ้าเมืองกู่โม่พยักหน้ายืนยันหนักแน่น
ยอดฝีมือทุกคนในที่นั้นต่างพร้อมใจกันสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด สาวงามชุดขาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อยที่เจือปนไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ท่านเจ้าเมืองกู่โม่… หรือว่าท่านจะล่วงรู้เบาะแส ว่ามีมังกรเร้นกายซ่อนตัวอยู่ที่ใดกระนั้นหรือ?”
เจ้าเมืองกู่โม่คลี่ยิ้มบางเบา มิยอมตอบคำถามนั้นอย่างตรงไปตรงมา ทว่ากลับโยนหินถามทางกลับไปแทน “นามของ หลงเฟิงหัว… พวกท่านทุกคนย่อมต้องคุ้นหูเป็นอย่างดีใช่หรือไม่?”
ทันทีที่นามนี้หลุดรอดออกมา ทุกคนก็พากันยักไหล่เบาๆ อย่างไม่อาจปฏิเสธ
ต่อให้ก่อนหน้านี้จะไม่เคยรู้จักมักคุ้นมาก่อน ทว่านามที่ผงาดรั้งอันดับหนึ่งบนบัญชีล่าสังหารซึ่งเพิ่งจะประกาศกร้าวไปหมาดๆ เมื่อครู่ ย่อมต้องประทับตราตรึงประจักษ์แก่สายตากันถ้วนหน้าแล้ว
หลงเฟิงหัว ประธานสมาพันธ์แห่งแสงคนปัจจุบัน พ่วงตำแหน่งเจ้าหอแห่ง ‘หอเฟิงหัว’ ซึ่งเป็นขั้วอำนาจระดับสูงสุด ในดินแดนจงอวี้อันกว้างใหญ่แห่งนี้ มันคือบุคคลระดับแนวหน้าที่ทรงอิทธิพลทะลุฟ้าอย่างมิต้องสงสัย!
“มีข่าวลือหนาหูเล่าขานสืบต่อกันมาเนิ่นนาน ว่าหลงเฟิงหัวถูก ‘มังกร’ เลี้ยงดูฟูมฟักมาตั้งแต่ยังเป็นทารกแบเบาะ ทว่ากลับแทบไม่มีผู้ใดหลงเชื่อข่าวลือไร้สาระพรรค์นี้นัก ชายชราผู้นี้เองก็เคยคิดอ่านเช่นนั้น… จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้…”
เจ้าเมืองกู่โม่ทิ้งจังหวะเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างอย่างลึกล้ำ “ทางเมืองกู่โม่ของเรา ได้บังเอิญค้นพบร่องรอยเบาะแส… ของมังกรตัวที่คาดว่าจะเป็นผู้ชุบเลี้ยงหลงเฟิงหัวจนเติบใหญ่เข้าแล้วน่ะสิ!”
สิ้นคำประกาศสั่นสะเทือนฟ้าดิน เสียงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความตื่นตะลึงลานก็ดังระงมไปทั่วทั้งห้องโถง
กระทั่งจางอวิ๋นเอง ก็ยังอดไม่ได้ที่จะหรี่นัยน์ตาแคบลงอย่างประเมินสถานการณ์
ไอ้ข่าวลือพิลึกพิลั่นอะไรนั่นเขาหาได้ใส่ใจ แต่ประเด็นสำคัญระดับคอขาดบาดตายที่ทะลวงเข้าหูเต็มสองรูก็คือ… เมืองกู่โม่มันเจอมังกรตัวเป็นๆ เข้าแล้วน่ะสิ!
ในฐานะสายเลือดที่ถูกขนานนามว่าเป็นถึง ‘ราชันย์แห่งหมู่มวลอสูร’ ไม่ว่าจะเป็นสรรพสิ่งใดก็ตาม ขอเพียงชิ้นส่วนนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องผูกพันกับเผ่าพันธุ์มังกร มูลค่าของมันก็จะพุ่งทะยานเสียดฟ้าขึ้นมาในชั่วพริบตา แล้วนับประสาอะไรหากสิ่งนั้นคือ ‘มังกรแท้จริง’ ตัวเป็นๆ ล่ะก็… มูลค่าที่แท้จริงของมัน ย่อมมหาศาลเกินกว่าจะใช้หินวิญญาณโง่ๆ มากองประเมินค่าได้อีกต่อไป!
จอมมารเฒ่าอันคังเอ่ยปากซักไซ้ “ท่านเจ้าเมืองกู่โม่ ความหมายของท่านก็คือ… ต้องการจะเชื้อเชิญพวกเราให้ไปร่วมมือกันล่าสังหารมังกรตัวนั้นงั้นรึ?”
“ถูกต้องที่สุด!”
เจ้าเมืองกู่โม่พยักหน้ารับคำพร้อมรอยยิ้มพราย
“ท่านเจ้าเมืองกู่โม่ ขุมทรัพย์ล้ำค่าระดับนี้ เหตุใดทางเมืองกู่โม่จึงไม่ลงมือฮุบกลืนกินมันเอาไว้เสียเองเล่า?”
สุรเสียงของสตรีผู้หนึ่งดังแทรกแหวแหวกอากาศขึ้นมา นางผู้นั้นก็คือผู้บำเพ็ญหญิงในชุดคลุมสีเทานั่นเอง
เมื่อได้ยินคำถามจี้จุด ทุกคนในห้องก็พร้อมใจกันหันขวับไปจ้องเขม็งจับผิดเจ้าเมืองกู่โม่เป็นตาเดียว
แม้ยอดฝีมือเหล่านี้จะมิได้ล่วงรู้ซึ้งถึงรากฐานความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเมืองกู่โม่ ทว่าสิ่งที่พวกเขามั่นใจเต็มประดาก็คือ… ตาเฒ่าเจ้าเมืองกู่โม่เบื้องหน้านี้ เป็นเพียงแค่หุ่นเชิดที่ถูกเชิดอยู่หน้าม่านเท่านั้น ขุมอำนาจลึกลับที่เร้นกายซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังต่างหาก ที่เป็นตัวตนอันทรงพลังเหนือจินตนาการของจริง
ในเมื่อสามารถควานหาเบาะแสของมังกรพบแล้ว ด้วยระดับความแข็งแกร่งของขุมกำลังเมืองกู่โม่ พวกมันย่อมสามารถจัดการรวบหัวรวบหางกลืนกินมันเอาไว้เองได้สบายๆ แล้วเหตุใดจึงต้องถ่อสังขารมาแจกจ่ายเทียบเชิญให้พวกคนนอกอย่างพวกเขาไปเป็นตัวหารแย่งชิงส่วนแบ่งด้วยเล่า?
“ทุกท่าน โปรดอย่าได้ลืมเลือนสิว่านี่คือมังกรของหลงเฟิงหัวเชียวนะ! หากพวกเราคิดจะยื่นมือเข้าไปแตะต้องเกล็ดมังกร ก็ย่อมจำเป็นต้องมียอดฝีมือคอยต้านทานรับมือกับความเกรี้ยวกราดของหลงเฟิงหัวเอาไว้ด้วย!”
เจ้าเมืองกู่โม่อธิบายขยายความด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ทางเมืองกู่โม่ของเรามีกำลังรบมากพอที่จะต้านทานยื้อยุดหลงเฟิงหัวเอาไว้ได้ก็จริง แต่กำลังรบที่เหลือตกค้างอยู่ ก็มีเพียงชายชราผู้นี้คนเดียวเท่านั้นที่พอจะก้าวขาลงสนามรบไหว ซึ่งลำพังแค่พละกำลังของข้าเพียงคนเดียว คงมิอาจสยบมังกรตัวนั้นลงได้เป็นแน่… ข้าขอเปิดอกพูดจาอย่างไม่อ้อมค้อมเลยก็แล้วกัน จุดประสงค์หลักที่พวกเราทุ่มทุนจัดงานชุมนุมผู้ถูกตามล่าขึ้นในครานี้ ก็เพื่อรวบรวมกำลังพลไปปะทะห้ำหั่นกับเรื่องนี้นี่แหละ!”
ทุกผู้คนต่างเลิกคิ้วขึ้นสูง ก่อนจะดำดิ่งจมลึกอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง
คุณค่าล้ำหน้าของสายเลือดมังกรนั้นวิเศษเลิศเลอเพียงใด ย่อมมิต้องงัดคำพรรณนามาอธิบายให้มากความ แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็หาได้หลงงมงายเชื่อถือลมปากชักแม่น้ำทั้งห้าของเจ้าเมืองกู่โม่ไปเสียหมดสิ้นหรอกนะ
ทว่า… หากแม้นมันมีมังกรตัวเป็นๆ ดำรงอยู่จริง การจะยอมเอาชีวิตไปแขวนอยู่บนเส้นด้ายเพื่อเสี่ยงตายดูสักตั้ง มันก็ถือว่าคุ้มค่ามหาศาลอยู่ไม่น้อย!
ขวงหลงเอ่ยปากถามขวานผ่าซากตรงประเด็น “ถ้าหากว่าสามารถสยบมังกรตัวนั้นลงได้สำเร็จ จะตกลงแบ่งปันผลประโยชน์กันเช่นไร?”
เจ้าเมืองกู่โม่ตอบกลับอย่างชัดเจน “ทางเมืองกู่โม่ของเราขอสิทธิ์รับไปเจ็ดส่วน ส่วนอีกสามส่วนที่เหลือ พวกท่านสามารถนำไปตกลงหั่นแบ่งปันกันเอาเองได้ตามสบาย!”
เหล่ายอดฝีมือพากันปั้นหน้าเคร่งเครียดครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง
การที่เมืองกู่โม่เรียกร้องฮุบส่วนแบ่งไปถึงเจ็ดส่วนนั้น จะหาว่าหน้าเลือดก็กล่าวได้ไม่เต็มปากนัก เพราะอย่างไรเสีย ฝั่งนั้นก็ต้องรับหน้าเสื่อเป็นกระดูกสันหลังในการต้านทานหลงเฟิงหัว ผู้ซึ่งเป็นถึงตัวตนระดับจุดสูงสุดที่รั้งอันดับหนึ่งบนบัญชีล่าสังหาร ด้วยค่าหัวสูงลิบลิ่วแตะระดับหนึ่งหมื่นล้านหินวิญญาณ!
ยิ่งไปกว่านั้น หลงเฟิงหัวผู้นี้ยังมีอำนาจในการสั่งการสมาพันธ์แห่งแสงและหอเฟิงหัว ซึ่งเป็นถึงสองขุมอำนาจระดับยักษ์ใหญ่คับฟ้าได้อีกด้วย
การจะงัดข้อต้านทานความบ้าคลั่งของหลงเฟิงหัวเอาไว้นั้น ย่อมจำเป็นต้องใช้กำลังรบมากมายมหาศาลทะลักล้นจนเกินกว่าจะจินตนาการได้เลยทีเดียว!
“มังกรตัวนั้น ตำหนักเทพสังหารของพวกเราขอรับสิทธิ์งาบไปหนึ่งส่วน!” ขวงหลงประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาเด็ดขาด “เพื่อแลกเปลี่ยนกับส่วนแบ่งนี้ ตัวข้าสามารถออกหน้าเป็นธุระไปอัญเชิญท่านเจ้าตำหนักให้มาร่วมลงมือสับสังหารได้ด้วยตนเอง!”
สีหน้าของทุกคนในโถงพลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมตึงเครียดขึ้นมาในฉับพลัน
เจ้าตำหนักเทพสังหาร... นั่นคือตัวตนระดับปรมาจารย์ที่ทรงพลังอำนาจและน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง ถึงแม้ระดับความแข็งแกร่งอาจจะยังมิอาจเทียมชั้นกับสัตว์ประหลาดอย่างหลงเฟิงหัวได้ แต่หากให้เอาไปเปรียบมวยปะทะกับตาเฒ่าเจ้าเมืองกู่โม่ล่ะก็ รับรองได้ว่าฝีมือย่อมสูสีคู่คี่ ไม่มีทางตกเป็นรองอย่างแน่นอน!
เจ้าเมืองกู่โม่คลี่ยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ ดูประหนึ่งว่าตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้จะคาดการณ์เอาไว้อยู่ก่อนแล้ว ว่าขวงหลงย่อมต้องเอ่ยปากยื่นข้อเสนออันหอมหวานนี้ออกมา
“แต่ทว่า… ตัวข้ามีข้อแลกเปลี่ยนพ่วงท้ายอยู่อีกหนึ่งข้อ!”
กล่าวจบ ขวงหลงก็ตวัดปลายนิ้วชี้หน้าทะลวงทะลุไปทางจางอวิ๋นอย่างไม่เกรงกลัวฟ้าดิน “ไอ้เด็กจองหองนี่… มันต้องตาย!”
สิ้นคำประกาศกร้าวพิพากษาความตาย บรรยากาศภายในห้องก็พลันหนักอึ้งและตึงเครียดทะลุขีดจำกัดจนแทบจะขาดใจ
สายตาทุกคู่ต่างพากันตวัดจับจ้องมาตรึงอยู่ที่ร่างของจางอวิ๋นเป็นตาเดียว จางอวิ๋นหรี่นัยน์ตาแคบลงประเมินอันตรายในทันที
“สหายขวงหลง พวกท่านทุกคนล้วนแต่เป็นแขกผู้มีเกียรติที่ชายชราผู้นี้ออกหน้าเทียบเชิญมาด้วยตนเอง…”
เจ้าเมืองกู่โม่รีบฉีกยิ้มกว้างหมายจะไกล่เกลี่ยประนีประนอม ทว่าวาจายังมิทันจะหลุดพ้นจากลำคอจนจบประโยค ประกายตาอันแสนเจ้าเล่ห์ชั่วร้ายก็พลันพาดผ่านวาบขึ้นในดวงตาฝ้าฟางคู่นั้น
ขุมพลังไร้สภาพสายหนึ่งพุ่งทะยานเข้าครอบงำตรึงร่างของจางอวิ๋นเอาไว้ในชั่วพริบตา กดทับมัดแน่นจนสรีระของเขาถูกตรึงให้อยู่กับที่ราวกับถูกแช่แข็งในห้วงน้ำแข็งหมื่นปี!
“ลงนรกไปซะ!!”
ในเสี้ยววินาทีเดียวกันนั้นเอง จิตสังหารของขวงหลงก็ระเบิดปะทุออก คมกระบี่ที่เหน็บแนบอยู่ข้างเอวถูกชักทะยานออกจากฝัก มันพุ่งทะลวงแหวกอากาศเข้าเจาะทะลุกลางหว่างคิ้วของจางอวิ๋นอย่างรวดเร็วและแม่นยำดุจสายฟ้าแลบ!
โพละ!!
เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาท ศีรษะของจางอวิ๋นถูกแทงทะลวงจนระเบิดแหลกละเอียด กลายเป็นเศษเนื้อเละกระจายสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ!
เหตุการณ์พลิกผันชนิดหน้ามือเป็นหลังมืออย่างกะทันหันนี้ ทำเอายอดฝีมือระดับเหลียนซวีคนอื่นๆ ที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ถึงกับยืนตะลึงลานอ้าปากค้างไปตามๆ กัน
เมื่อดึงสติกลับคืนมาได้และตวัดสายตาหันไปมองร่างไร้หัวของจางอวิ๋นที่ร่วงหล่นลงพื้น นักพรตหงต๋าและขั้วอำนาจคนอื่นๆ ก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด
ตาย… ดับดิ้นไปง่ายๆ แบบนี้เลยรึวะ?!
“ผิดปกติแล้ว!”
จอมมารเฒ่าอันคังพลันสังเกตเห็นร่องรอยความผิดปกติบางประการ มันสะบัดหน้าหันขวับไปตวัดสายตามองที่มุมอับมุมหนึ่งของห้องในทันที
ทันใดนั้น ร่างของจางอวิ๋นก็ไปปรากฏกายยืนหยัดเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงมุมห้องตั้งแต่เมื่อใดก็มิอาจมีผู้ใดล่วงรู้ได้
ส่วนเศษซาก ‘จางอวิ๋น’ ร่างก๊อปปี้ที่เพิ่งจะถูกระเบิดหัวแบะไปเมื่อครู่ ก็พลันสลายร่างกลายเป็นละอองพลังงานแตกซ่านเลือนหายไปในอากาศธาตุ
“วิชาร่างแยกงั้นรึ?”
เหล่ายอดฝีมือระดับเหลียนซวีภายในห้องต่างพากันหรี่นัยน์ตาแคบลงอย่างหวาดระแวง
“ช่างเป็นการต้อนรับในงานเลี้ยงส่วนตัวที่ยอดเยี่ยมหาผู้ใดเปรียบจริงๆ!”
จางอวิ๋นปรายสายตาเย็นเยียบมองขวงหลงและเจ้าเมืองกู่โม่ที่ยังคงแสร้งปั้นหน้าตายไม่รู้ไม่ชี้ มุมปากของเขากระตุกยิ้มหยันอำมหิต “จัดฉากเล่นละครตบตาซะแนบเนียนเชียว กะจะรุมทึ้งสับข้าให้เป็นหมื่นๆ ชิ้นเลยสินะ?”
“ไปตายซะ!!”
ขวงหลงระเบิดรังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมารอบทิศทาง กระบี่ยาวในกำมือถูกห่อหุ้มกลืนกินไปด้วยคลื่นจิตสังหารอันบ้าคลั่ง ก่อนที่มันจะตวัดฟาดฟันคลื่นรังสีปราณกระบี่อันน่าสะพรึงกลัว กวาดล้างทะลวงเข้าใส่ร่างของจางอวิ๋นอย่างโหดเหี้ยมไร้ปรานี
“รัตติกาลมาเยือน!”
แต่ทว่า… ยังมิทันที่คลื่นกระบี่พิฆาตสายนั้นจะกวาดฟาดฟันมาถึงตัว ทั่วทั้งโถงห้องก็พลันถูกม่านความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้งกลืนกินดูดกลืนเข้าไปในชั่วพริบตา
คลื่นกระบี่มหาประลัยสูญเสียเป้าหมายล็อกเป้าไปในทันที มันพุ่งทะยานสะเปะสะปะแหวกอากาศไปฟาดฟันปะทะเข้ากับสิ่งกีดขวางบางอย่างในความมืดมิดจนเกิดเสียงระเบิด ตูม! ดังกัมปนาทสนั่นหวั่นไหว ส่งผลให้โครงสร้างทั้งห้องสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปชั่วขณะ
บรรดายอดฝีมือระดับเหลียนซวีที่ตกจมอยู่ท่ามกลางความมืดมิดหาได้ตื่นตระหนกตกใจจนเสียกระบวนท่าไม่ พวกเขาต่างพร้อมใจกันระเบิดปลดปล่อยพลังแห่ง ‘อาณาเขต’ ที่บริสุทธิ์และทรงพลังอำนาจเหนือกว่าม่านความมืดนั้น แผ่ขยายออกมากวาดล้างกลืนกินความมืดมิดให้แตกซ่านมลายหายไปในเสี้ยววินาที
ทว่า… เมื่อทัศนวิสัยรอบกายกลับมาสว่างไสวเป็นปกติอีกครั้ง ร่างของจางอวิ๋นก็อันตรธานหายวับไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว
“มุดหัวหนีหางจุกตูดไปแล้วรึ?”
จอมมารเฒ่าอันคังเลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างประหลาดใจ
“มันหนีไม่พ้นเงื้อมมือของข้าไปได้หรอก!”
เจ้าเมืองกู่โม่แสยะยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก ทันใดนั้น ห้วงมิติภายในห้องรวมไปจรดระเบียงทางเดินทอดยาวด้านนอก ก็พลันปรากฏเส้นใยพลังงานอันแสนละเอียดอ่อนจนแทบจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทอประกายแสงระยิบระยับปรากฏขึ้นมากลางอากาศ
“ถึงขั้นไม่ยอมมุดหัวหนีซะด้วย ใจกล้าบ้าบิ่นไม่เบานี่หว่า!”
เมื่อจิตสัมผัสจับคลื่นความเคลื่อนไหวบางอย่างได้ เจ้าเมืองกู่โม่ก็หลุดเสียงหัวเราะเย้ยหยันออกมา
ฟุ่บ!
แทบจะในเสี้ยววินาทีเดียวกันนั้นเอง คมกระบี่สีดำทมิฬของ ‘กระบี่รัตติกาลคลั่ง’ ที่ถูกยืดขยายอัดแน่นปราณยาวเหยียดหลายเมตร ก็พลันปรากฏโฉมแหวกทะลวงออกมาจากความว่างเปล่า ตวัดฟาดฟันลงมาดุจสายฟ้าฟาด หมายจะสับผ่าลงบนกลางกระหม่อมของเจ้าเมืองกู่โม่ให้แยกเป็นสองซีก!
แต่ทว่า… ในเสี้ยววินาทีก่อนที่คมกระบี่อันแหลมคมไร้เทียมทานจะสับกระแทกลงบนหัวของตาเฒ่าเจ้าเมืองกู่โม่ มันกลับถูกกองทัพเส้นใยพลังงานนับพันนับหมื่นเส้นที่ลอยล่องฟ่องอยู่ในอากาศ พุ่งรัดรึงสกัดกั้นคมกระบี่เอาไว้กลางคันได้อย่างง่ายดายเสียอย่างนั้น!
“หืม?”
จางอวิ๋นหรี่นัยน์ตาแคบลงด้วยความตื่นตระหนกในทันที
ในเสี้ยววินาทีความเป็นความตายนั้นเอง เขาก็เพิ่งจะประจักษ์แก่สายตา ว่ามิติห้วงอากาศทั่วทั้งห้องได้ถูกปกคลุมปิดตายไปด้วยเส้นใยพลังงานนับไม่ถ้วนที่ถูกถักทอประสานเข้าด้วยกันอย่างหนาแน่นราวกับใยแมงมุมยักษ์!
“อาณาเขต!”
สีหน้าของจางอวิ๋นพลันแปรเปลี่ยนสลับสีอย่างรุนแรง เขารีบสับเท้าถอยร่นกรูดทะยานไปด้านหลังอย่างสุดกำลัง
ทว่ากองทัพเส้นใยสังหารพวกนั้นกลับพุ่งทะลวงเข้ามารัดรึงจากทุกสารทิศ ปิดตายข่ายมนต์เส้นทางหนีเอาไว้จนหมดสิ้น เพียงชั่วอึดใจเดียว ร่างทั้งร่างของเขาก็ถูกรัดพันธนาการแน่นหนาจนกลายเป็นดั่งมัมมี่… ไม่สิ ถูกมัดแน่นประหนึ่งบ๊ะจ่างมนุษย์ไปเสียแล้ว!
จางอวิ๋นพยายามเค้นเบ่งพลังวิญญาณฮึดสู้เพื่อจะสะบัดพันธนาการให้หลุดพ้น แต่ทว่า… ยิ่งเขาออกแรงดิ้นรนขัดขืนมากเท่าใด ไอ้เส้นใยพลังงานมหาภัยพวกนี้มันก็ยิ่งหดเกร็งรัดแน่นฝังลึกทะลวงเข้าเนื้อมากยิ่งขึ้นเท่านั้น!
“ระดับหยวนอิงขั้นสูงสุดงั้นรึ?”
เจ้าเมืองกู่โม่หมุนตัวช้าๆ กลับมา ทอดสายตามองดูจางอวิ๋นที่ถูกจับรัดมัดแน่นเป็นข้าวต้มมัดด้วยแววตาตื่นเต้นลุกวาวราวกับเพิ่งค้นพบขุมทรัพย์ทวีปใหม่ แววตาของตาเฒ่าเปี่ยมล้นไปด้วยความประหลาดใจสุดขีด “ไอ้ขยะระดับหยวนอิงขั้นสูงสุดต้อยต่ำเช่นแก ถึงกับมีวาสนาครอบครองพลังวิญญาณระดับเหลียนซวีเชียวรึเนี่ย?”
ทางด้านสาวงามชุดขาวและนักพรตหงต๋า ครั้นดึงสติกลับมาได้และสัมผัสถึงกลิ่นอายพลังบำเพ็ญเพียรที่แท้จริงของจางอวิ๋นซึ่งถูกเส้นใยพลังงานบีบคั้นบังคับให้ต้องเปิดเผยธาตุแท้ออกมา แววตาของพวกเขาก็พลันเบิกกว้างเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงลานไม่แพ้กัน
ระดับหยวนอิง!
ไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่กล้าต่อปากต่อคำท้าชนเดือดกับขวงหลงอย่างไม่เกรงกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม… แท้จริงแล้วเนื้อแท้มันเป็นเพียงขยะระดับหยวนอิงเท่านั้นเองรึเนี่ย??
ต่อให้บรรดายอดฝีมือระดับเหลียนซวีเหล่านี้จะผ่านร้อนผ่านหนาวอาบเลือดมาอย่างโชกโชน ทว่าเหตุการณ์พลิกล็อกถล่มทลายแหกกฎสวรรค์เช่นนี้ พวกเขาก็เพิ่งจะได้มีวาสนาเปิดหูเปิดตาพานพบเป็นครั้งแรกในชีวิตนี่แหละ!
“ดูท่าทีแล้ว… จะเป็นแกจริงๆ สินะ…”
จอมมารเฒ่าอันคังจ้องตาเขม็งปานจะกินเลือดกินเนื้อไปยังร่างของจางอวิ๋น ก่อนจะแสยะยิ้มอำมหิตเย็นเยียบ “ผู้อาวุโสเก้าแห่งสำนักหลิงเซียน!”
ใบหน้าของจางอวิ๋นพลันแข็งค้างตึงเครียดขึ้นมาในทันที
“หลอกยืมดาบฆ่าคน หลอกใช้ให้ข้าไปลงมือสังหารอันคัง… แกนี่มันช่างวางแผนการได้ลึกล้ำแนบเนียนเสียจริงๆ นะ!”
ขวงหลงเองก็ล้วงหยิบเศษกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาชูหลาประจาน ก่อนจะเอ่ยปากสบประมาทเย้ยหยันด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“หึ… ดูจากรูปการณ์แล้ว พวกแกสมคบคิดฮั้วกันมาตั้งแต่ตอแรกแล้วสินะ?”
เมื่อประจักษ์แก่สายตาดังนั้น จางอวิ๋นก็หรี่นัยน์ตาแคบลงอย่างดุดัน
“เหอะ…”
ขวงหลงแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน มันคร้านจะตอบคำถามสวะ จิตสังหารในดวงตาระเบิดพล่านทะลักจุดเดือดขึ้นมาอีกครา “ไปลงนรกชดใช้กรรมซะเถอะแก!”
มันเงื้อกระบี่ทมิฬในมือขึ้นสูงเสียดฟ้า ก่อนจะสับฟาดฟันลงมาสุดแรงเกิด หมายจะบั่นคอหอยจางอวิ๋นให้ขาดสะบั้นหลุดกระเด็นในดาบเดียว!
“คนที่สมควรตกตาย…”
จางอวิ๋นประจักษ์ถึงมัจจุราชที่กำลังฟาดฟันลงมา นัยน์ตาและผิวหนังทั่วสรรพางค์กายของเขาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดุจโลหิตเดือดพล่านในชั่วพริบตา
“คือแกต่างหากโว้ย!!”