ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 310 บัญชีล่าสังหารและคำเชิญพิเศษ
- Home
- ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า
- บทที่ 310 บัญชีล่าสังหารและคำเชิญพิเศษ
ผู้คนทั่วทั้งบริเวณต่างพากันชะงักงัน
จอมมารเฒ่าอันคังและชายวัยกลางคนรูปงามต่างขมวดคิ้วคุมเชิง ก่อนจะหันขวับไปมองร่างอรชรที่ยืนโดดเด่นอยู่กลางลานประมูล
เจ้าของเสียงสตรีเมื่อครู่หาใช่ใครอื่น แต่นางคือผู้รั้งอันดับเจ็ดสิบเจ็ดแห่งบัญชีผู้ถูกตามล่าของทวีป สตรีในชุดกี่เพ้าปักลายที่ขับเน้นส่วนโค้งเว้าเย้ายวนใจ… สาวงามชุดขาว
ผู้คนจำนวนมากล้วนเผยสีหน้าประหลาดใจออกมาอย่างปิดไม่มิด
สาวงามชุดขาวผู้นี้มิได้เป็นผู้บำเพ็ญมารเสียหน่อย แล้วนางจะเข้ามาร่วมแย่งชิงโอสถมารสวรรค์ไปเพื่อการใดกัน?
“สหายไป๋เสนอราคาที่ห้าสิบล้านหินวิญญาณ ยังมีสหายท่านใดต้องการเสนอราคาอีกหรือไม่?”
บนเวทีประมูล เจ้าเมืองกู่โม่เอ่ยถามกวาดสายตาพร้อมรอยยิ้มการค้า
จอมมารเฒ่าอันคังนิ่งเงียบจมอยู่ในห้วงความคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นเสียงกล่าว “หินวิญญาณสี่สิบล้านก้อน ผนวกกับซากศพของปีศาจสาวทะเลทรายที่ถูกผนึกรักษาสภาพไว้อย่างสมบูรณ์แบบอีกหนึ่งร่าง!”
“ปีศาจสาวทะเลทรายงั้นรึ!”
สิ้นคำประกาศนั้น ผู้คนนับไม่ถ้วนทั่วทั้งลานประมูลต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงลาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาตัวตนระดับเหลียนซวีที่แฝงตัวอยู่ภายในงาน ล้วนพากันสาดสายตาจ้องเขม็งไปยังร่างของจอมมารเฒ่าอันคังเป็นตาเดียว
แม้กระทั่งเจ้าเมืองกู่โม่ก็ยังมิอาจเก็บซ่อนความปรารถนา เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเจือความตื่นเต้น “หัวใจของนาง… ยังคงสภาพสมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วนหรือไม่?”
“สมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วน!”
จอมมารเฒ่าอันคังตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจน้ำนิ่ง
สิ้นคำยืนยันอันหนักแน่น จังหวะการหายใจของยอดฝีมือระดับเหลียนซวีหลายคนในโถงประมูลก็พลันหอบถี่กระชั้นขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด
เจ้าเมืองกู่โม่ถึงกับต้องสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์ ก่อนจะประกาศกร้าว “ซากศพปีศาจสาวทะเลทรายที่กุมหัวใจสมบูรณ์พร้อม มีมูลค่าเทียบเท่าหินวิญญาณห้าสิบล้านก้อน สหายคิดเห็นเช่นไร?”
“ตกลง!”
จอมมารเฒ่าอันคังพยักหน้ารับคำ
เมื่อเจ้าเมืองกู่โม่ได้รับคำยืนยัน เขาก็รีบกวาดสายตาเอ่ยถามลั่นโถงทันที “สหายท่านนี้เสนอราคารวมที่เก้าสิบล้านหินวิญญาณ ยังมีสหายท่านใดต้องการเสนอราคาแข่งขันอีกหรือไม่!”
น้ำเสียงของตาเฒ่านั่นแฝงความร้อนรนเจืออยู่จางๆ ดูท่าคงแทบจะอดรนทนรอเคาะค้อนปิดการประมูลไม่ไหวอยู่รอมร่อ!
ตาเฒ่ามารผู้นี้ กลับซุกซ่อนของวิเศษระดับนี้เอาไว้กับตัวด้วยรึเนี่ย?
เมื่อจางอวิ๋นประจักษ์ถึงเหตุการณ์เบื้องหน้า เขาก็อดไม่ได้ที่จะตวัดสายตาประเมินจอมมารเฒ่าอันคังใหม่อีกครั้ง
ปีศาจสาวทะเลทรายนับเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์สุดแสนพิเศษแห่งทวีปวิถีเซียน พวกนางถือตัวตนกำเนิดขึ้นจากผืนทรายอันเวิ้งว้าง เป็นสายเลือดผสมผสานที่ก่อเกิดจากการปฏิสนธิระหว่างเผ่าพันธุ์มนุษย์และจิตวิญญาณแห่งทรายเฉพาะถิ่น
ทว่าอัตราการจุตินั้นกลับต่ำเตี้ยจนน่าใจหาย โดยเฉลี่ยแล้วในหนึ่งหมื่นครรภ์จึงจะมีวาสนาให้กำเนิดปีศาจสาวทะเลทรายออกมาได้เพียงสักหนึ่งตนเท่านั้น
ส่วนมูลเหตุที่ขนานนามพวกนางว่า ‘ปีศาจ’ นั่นก็เป็นเพราะปีศาจสาวทะเลทรายล้วนเชี่ยวชาญในเคล็ดวิชาลุ่มหลง พวกนางจะคอยยั่วยวนบุรุษมนุษย์แล้วควักกระชากหัวใจสดๆ มากินเพื่อใช้หล่อเลี้ยง ‘หัวใจปีศาจ’ ที่มีติดตัวมาแต่กำเนิดให้แข็งแกร่งทรงพลังยิ่งขึ้น
และหัวใจปีศาจของพวกนางนี่แหละ สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์แล้ว มันคือสุดยอดสมบัติที่มีคุณประโยชน์มหาศาลอย่างหาที่เปรียบมิได้
ประการแรกคือมันสามารถช่วยต่ออายุขัยได้อย่างน่าอัศจรรย์ ประการที่สองคือมันช่วยยกระดับพลังบำเพ็ญเพียรได้อย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับยอดฝีมือระดับเหลียนซวีขั้นสูงสุด หัวใจปีศาจที่สมบูรณ์แบบของปีศาจสาวทะเลทรายนั้น มีอำนาจทะลวงคอขวดข้อจำกัด ดันทะลุเข้าสู่ระดับเหอถี่ได้เลยทีเดียว!
บรรยากาศภายในโถงประมูลดำดิ่งสู่ความเงียบสงัดราวกับป่าช้า
หินวิญญาณเก้าสิบล้านก้อน ตัวเลขมหาศาลระดับนี้ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับเหลียนซวี การจะยอมควักกระเป๋าจ่ายออกมาก็ถือว่าเลือดตาแทบกระเด็น ยิ่งไปกว่านั้น ในมูลค่าเก้าสิบล้านที่กล่าวอ้าง ยังเป็นการรวมเอามูลค่าอันประเมินมิได้ของซากศพปีศาจสาวทะเลทรายเข้าไปด้วย
ถึงแม้ปากจะประเมินตัวเลขไว้ที่เก้าสิบล้าน ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ต่อให้มีผู้ใดนำสมบัติที่มีมูลค่าเทียบเท่ากันมาวางกองสุมตรงหน้า เจ้าเมืองกู่โม่ก็ย่อมต้องเลือกคว้าซากศพปีศาจสาวทะเลทรายไปครองอย่างไม่ลังเลอยู่ดี
เพราะในฐานะยอดฝีมือระดับเหลียนซวีผู้หนึ่ง ของวิเศษล้ำค่าที่สามารถช่วยเปิดทางทะลวงระดับได้โดยตรงเช่นนี้ มูลค่าที่แท้จริงของมันย่อมพุ่งทะยานสูงลิบลิ่ว ทิ้งห่างสมบัติชิ้นอื่นไปไกล
ในวินาทีนี้ หากผู้ใดคิดจะเปลี่ยนใจเจ้าเมืองกู่โม่ ก็มีเพียงต้องงัดเอาสุดยอดสมบัติที่ล้ำค่าเหนือจินตนาการออกมาฟาดฟันเท่านั้น
ชายวัยกลางคนรูปงามที่นั่งอยู่เคียงข้างจางอวิ๋น เพียงพลิกหน้ากระดาษหนังสืออ่านต่อไปเงียบๆ ท่าทีเช่นนี้บ่งบอกชัดเจนว่าเขายอมถอนตัวจากการแย่งชิงแล้ว
ส่วนสาวงามชุดขาวที่รั้งอยู่ไม่ไกลนัก หลังจากที่นางได้ยินข้อเสนอสั่นสะเทือนฟ้าดินของจอมมารเฒ่าอันคัง นางก็ปิดปากเงียบสนิท มิได้เปล่งวาจาใดออกมาอีกแม้แต่ครึ่งคำ!
“ตกลงปิดการประมูล!”
เมื่อเจ้าเมืองกู่โม่เห็นว่าไร้ผู้ต่อกร เขาก็รีบตะโกนก้องพร้อมตวัดค้อนเคาะปิดการขายอย่างฉับไว ก่อนจะพุ่งเข้าไปทำการแลกเปลี่ยนกับจอมมารเฒ่าอันคังโดยตรงในทันที
หลังจากคว้าแหวนมิติที่จอมมารเฒ่าอันคังโยนส่งมาให้แล้วใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบ รอยยิ้มบนใบหน้าเหี่ยวย่นของเจ้าเมืองกู่โม่ก็เบ่งบานกว้างจนแทบจะฉีกถึงใบหู
สภาพซากศพของปีศาจสาวทะเลทรายที่หลับใหลอยู่ภายในนั้น เห็นได้ชัดเจนว่าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ตรงตามวาจาที่จอมมารเฒ่าอันคังกล่าวอ้างไว้ทุกประการ
ยอดฝีมือระดับเหลียนซวีหลายคนในงานต่างพากันหรี่ตาแคบลงอย่างมีความนัย
ส่วนทางด้านจางอวิ๋นนั้น เขากลับรู้สึกปวดร้าวราวกับมีหยาดโลหิตหลั่งรินอยู่ภายในใจ
ซากศพปีศาจสาวทะเลทรายของแท้เลยนะนั่น!
ตาเฒ่ามารเอ๊ย เจ้ากล้างัดเอาของล้ำค่าระดับนี้ออกไปแลกเปลี่ยนหน้าตาเฉยได้อย่างไร นี่มันผลาญของวิเศษชัดๆ!
ในมุมมองของจางอวิ๋น สมบัติทุกชิ้นบนตัวของจอมมารเฒ่าอันคัง ล้วนถูกจับจองให้กลายเป็นของรางวัลในคลังสมบัติของเขาอยู่รอมร่อ แล้วการที่จู่ๆ ต้องมาทนดูของล้ำค่าหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ จะไม่ให้เขาเจ็บปวดใจรวดร้าวแทบกระอักเลือดได้อย่างไร?
เขาตวัดสายตาอาลัยอาวรณ์มองไปยังเจ้าเมืองกู่โม่แวบหนึ่ง ก่อนจะทอดถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก
ว่ากันตามตรง ซากศพปีศาจสาวทะเลทรายร่างนั้น ตัวข้าเองก็ปรารถนาอยากจะได้มันมาครอบครองใจจะขาด
ก็ในเมื่อข้ามี ‘แท่นอัญเชิญบรรพชน’ อยู่ในกำมือ หากนำซากศพอันล้ำค่านั่นไปวางประทับไว้บนแท่น จากหนึ่งร่าง มันก็สามารถทำซ้ำจำลองออกมาเป็นสิบร่างได้แบบสบายๆ เลยไม่ใช่หรือไง!
“ขอขอบพระคุณสหายทุกท่านที่ให้การสนับสนุนงานชุมนุมในครั้งนี้ ช่วงการแลกเปลี่ยนสินค้าของงานชุมนุมได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการแล้ว และลำดับต่อไป จะเป็นการประกาศบัญชีล่าสังหารฉบับปรับปรุงใหม่ล่าสุด!”
เจ้าเมืองกู่โม่กลับไปยืนสง่าผ่าเผยประจำตำแหน่งบนเวที ก่อนจะประกาศก้องด้วยน้ำเสียงกังวานสั่นสะเทือน
เมื่อจางอวิ๋นเห็นดังนั้น เขาก็คว้าชามผลไม้รวมที่กินค้างไว้บนโต๊ะขึ้นมายัดเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ต่อไปอย่างไม่แยแส
ก่อนที่จะเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้ ซูเตี๋ยได้เคยอธิบายชี้แจงให้เขาฟังแล้วว่า งานชุมนุมผู้ถูกตามล่าจะถูกแบ่งออกเป็นสองช่วงเวลาหลัก ช่วงแรกคือการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนสินค้าล้ำค่า และช่วงที่สองก็คือการประกาศบัญชีล่าสังหาร
ในเมื่อสมาพันธ์แห่งแสงเป็นผู้จัดทำบัญชีผู้ถูกตามล่าของทวีป เพื่อตั้งค่าหัวล่าสังหารเหล่ายอดมารจากทั่วทุกสารทิศ ทางฝั่งงานชุมนุมผู้ถูกตามล่าเองก็ย่อมไม่ยอมก้มหัวลดละ พวกเขาจึงได้จัดทำบัญชีรายชื่อขึ้นมาอีกฉบับเช่นกัน เพื่อตั้งค่าหัวล่าสังหารบรรดาสมาชิกคนสำคัญของสมาพันธ์แห่งแสงเป็นการโต้กลับ
ได้ยินมาว่าบัญชีล่าสังหารฉบับนี้ ถูกรังสรรค์ขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างเมืองกู่โม่และขุมกำลังสิบอันดับแรกที่ถูกตั้งค่าหัว ซึ่งแน่นอนว่าย่อมรวมถึงสำนักเฟิงม่อด้วยเช่นกัน
ตราบใดที่ผู้ใดสามารถเด็ดหัวสมาชิกของสมาพันธ์แห่งแสงที่มีรายนามปรากฏอยู่ในบัญชีนี้ได้ ก็สามารถหิ้วหัวเหล่านั้นมาเบิกรับเงินรางวัลค่าหัวมหาศาลที่เมืองกู่โม่ได้โดยตรง
สำหรับเรื่องนี้ จางอวิ๋นเองก็แอบรู้สึกสนใจใคร่รู้อยู่ไม่น้อยเช่นกัน
นั่นเป็นเพราะรายนามที่ถูกจารึกทิ้งไว้ในบัญชีนี้ ล้วนแต่เป็นยอดฝีมือชั้นแนวหน้าของดินแดนจงอวี้ ซึ่งอาจจะถือกำเนิดมาจากขุมอำนาจอันหลากหลายที่ซ่อนเร้นอยู่
ด้วยการผ่านตากับบัญชีรายชื่อฉบับนี้ เขาก็จะได้ถือโอกาสทำความรู้จักมักคุ้นกับเครือข่ายขั้วอำนาจในดินแดนจงอวี้ไปในตัว
ในระหว่างที่จางอวิ๋นกำลังกวาดล้างผลไม้รวมจนเกลี้ยงชาม บนเวทีประมูลก็ปรากฏป้ายศิลาประกาศรายชื่อแผ่นยักษ์ถูกตั้งตระหง่านขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่
จางอวิ๋นกวาดสายตาคมกริบจ้องมองไปในทันที——
【บัญชีล่าสังหาร】
อันดับที่หนึ่ง: หลงเฟิงหัว——ประธานสมาพันธ์แห่งแสงคนปัจจุบัน, เจ้าหอเฟิงหัว ค่าหัว: หนึ่งหมื่นล้านหินวิญญาณ!
อันดับที่สอง: หรงหม่าน——เจ้าตำหนักตี้หม่าน (ตำหนักจักรพรรดิเถื่อน) ค่าหัว: แปดพันล้านหินวิญญาณ!
อันดับที่สาม: จื่อซวี——เจ้าเมืองจี๋จื้อ ค่าหัว: เจ็ดพันล้านหินวิญญาณ!
ทันทีที่นัยน์ตาปะทะเข้ากับรายนามในอันดับที่สาม สายตาของจางอวิ๋นก็พลันแข็งค้างไปในชั่วอึดใจ
เจ้าเมืองจี๋จื้อ… ถึงกับผงาดรั้งอยู่ในอันดับที่สามเลยเชียวรึ!
เขาอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด
ก็ไอ้เวรนี่แหละ ที่เป็นตัวการส่ง อีจื่อ ไปจนถึง ลิ่วจื่อ ให้ลงไปเยือนถึงแคว้นแดนใต้ เพียงเพื่อตามล่าตัวเขาผู้ครอบครอง ‘กายาสูงสุด’
สำหรับตัวเขาในยามนี้ อีกฝ่ายได้ถูกขีดฆ่าจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ของศัตรูคู่อาฆาตที่ไม่อาจอยู่ร่วมฟ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ถึงแม้ในใจจะพอรับรู้ซึ้งถึงความยิ่งใหญ่คับฟ้าของเมืองจี๋จื้อมาบ้างแล้ว ทว่าพอได้มาเห็นนามนี้ถูกสลักผงาดอยู่บนอันดับที่สามแห่งบัญชีล่าสังหารของเมืองกู่โม่ เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะตื่นตะลึงระคนประหลาดใจอยู่ดี
ขุมกำลังของเมืองจี๋จื้อ มันกล้าแข็งและทรงอำนาจมหาศาลถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
เขากวาดสายตาไล่มองต่ำลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสายตาไปหยุดชะงักลงที่อันดับสิบเก้า เขาก็ได้พานพบกับนามของขั้วอำนาจอันแสนคุ้นเคยอีกชื่อหนึ่ง——
【อันดับที่สิบเก้า: โหยวเซิ่ง——เจ้าสำนักโหยวหลิง ค่าหัว: สองพันล้านหินวิญญาณ!】
จางอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะปรายตาเหลือบมองไปยังทิศทางของเจ้าสำนักหลิงเซียน ที่กำลังนั่งหลบเร้นกายอยู่อีกมุมหนึ่งของโถงประมูล
อีกฝ่ายย่อมต้องมองเห็นรายนามนี้อย่างแจ่มชัดเช่นกัน ทว่ากลับมิได้แสดงปฏิกิริยาตอบสนองอันใดออกมาให้เห็นมากนัก… หรือหากจะกล่าวให้ถูกต้อง ภายใต้หน้ากากปกปิดใบหน้านั่น ผู้อื่นย่อมมิอาจคาดเดาได้เลยสักนิดว่าเขากำลังคิดอ่านสิ่งใดอยู่
ทะยานขึ้นรั้งถึงอันดับที่สิบเก้า… ขุมกำลังสำนักโหยวหลิงนี่มันก็ร้ายกาจมิใช่น้อยเลย!
เขาละสายตากลับมาไล่อ่านรายนามต่อไปเงียบๆ
รายนามในห้าสิบอันดับแรก โดยพื้นฐานแล้วล้วนแต่ถูกครอบครองโดยยอดฝีมือระดับผู้นำของขุมกำลังยักษ์ใหญ่ต่างๆ ทั้งสิ้น
นามของขุมอำนาจเหล่านี้ หลายต่อหลายชื่อเขาเพิ่งเคยได้ยินผ่านหูเป็นครั้งแรก ทว่าหากประเมินจากเม็ดเงินรางวัลค่าหัวมหาศาล ก็พอจะให้เขาแยกแยะระดับความยิ่งใหญ่ของขุมกำลังเหล่านั้นได้คร่าวๆ
ระดับผู้นำของขุมกำลังชั้นยอด ค่าหัวจะถูกตั้งต้นพุ่งทะยานไปที่สองพันล้านหินวิญญาณ
ส่วนบรรดาผู้นำของขุมกำลังที่ลดหลั่นลงมาอีกขั้น ค่าหัวจะป้วนเปี้ยนอยู่ที่ราวๆ ห้าร้อยล้านไปจนจรดหนึ่งพันห้าร้อยล้านหินวิญญาณ
และสำหรับผู้นำขุมกำลังที่รั้งท้ายในอันดับห้าสิบพอดิบพอดี ค่าหัวของเขาก็ถูกหยุดเอาไว้ที่ห้าร้อยล้านหินวิญญาณอย่างพอดิบพอดีเช่นกัน
ส่วนรายนามในอันดับที่หลุดจากห้าสิบลงไป ล้วนมิใช่ตัวตนระดับผู้นำขุมกำลังอีกต่อไป ค่าหัวของพวกเขาย่อมลดหลั่นลงมาต่ำกว่าห้าร้อยล้านหินวิญญาณ ทว่าถึงกระนั้น ต่อให้เป็นผู้ที่รั้งท้ายในอันดับที่หนึ่งร้อย ค่าหัวของมันก็ยังพุ่งสูงถึงยี่สิบล้านหินวิญญาณอยู่ดี
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับบัญชีผู้ถูกตามล่าของสมาพันธ์แห่งแสงแล้ว บัญชีล่าสังหารที่พวกขั้วอำนาจนอกคอกกลุ่มนี้ร่วมกันรังสรรค์ขึ้นมา กลับอัดฉีดเม็ดเงินรางวัลค่าหัวที่สูงลิบลิ่วกว่ากันอย่างเทียบไม่ติดเลยทีเดียว!
แต่จางอวิ๋นก็มิได้เก็บเอาเรื่องนี้มาใส่ใจให้มากความ การได้มีวาสนาได้เห็นบัญชีรายชื่อนี้ ก็ถือเป็นการช่วยเปิดโลกทัศน์ให้เขาได้ทำความรู้จักกับขุมอำนาจระดับแนวหน้าแห่งดินแดนจงอวี้อย่างคร่าวๆ… อย่างน้อยที่สุด เขาก็ได้คุ้นหูคุ้นตากับนามของพวกมันบ้างแล้ว!
หลังสิ้นสุดวาระการประกาศบัญชีรายชื่อ งานชุมนุมก็ยังมิได้ปิดฉากลงเสียทีเดียว เหล่าสาวใช้รูปโฉมงดงามต่างทยอยลำเลียงอาหารวิญญาณรสเลิศที่เพิ่งปรุงสุกร้อนๆ ออกมาเสิร์ฟให้แก่บรรดาแขกเหรื่ออีกระลอก
ช่วงเวลาหลังจากนี้ ทางเมืองกู่โม่จะเปิดกว้างให้เป็นเวลาอิสระโดยสมบูรณ์ ผู้ใดปรารถนาจะปลีกตัวกลับก็สามารถกระทำได้ทันที หรือผู้ใดใคร่จะจับเข่าล้อมวงสังสรรค์สานสัมพันธ์ก็เชิญตามแต่ใจปรารถนา
ก็นั่นแหละหนา งานชุมุมผู้ถูกตามล่าย่อมมิได้ถูกจัดขึ้นพร่ำเพรื่อ การจะรวบรวมตัวตนผู้มีค่าหัวสูงลิบลิ่วให้มาสุมหัวกันได้มากมายปานนี้มิใช่เรื่องง่ายดาย การได้ฉวยโอกาสผูกมิตรทำความรู้จักกันเอาไว้ ย่อมถือเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการกวาดล้างครั้งใหญ่ของสมาพันธ์แห่งแสงไปในตัว
จางอวิ๋นที่กำลังนั่งว่างเว้นไร้ภารกิจ จึงตัดสินใจลงมือสวาปามอาหารวิญญาณล้ำค่าตรงหน้าเพื่อฆ่าเวลาไปพลาง
แน่นอนว่าในขณะที่ขากรรไกรกำลังบดเคี้ยวอาหารอย่างเพลิดเพลิน หางตาของเขาก็ยังคอยจับจ้องร่องรอยความเคลื่อนไหวของขวงหลง จอมมารเฒ่าอันคัง และกลุ่มลัทธิเฉี่ยนเสินไปพร้อมๆ กันอย่างไม่ละทิ้งความระแวดระวัง
ดูจากรูปการณ์แล้ว ไอ้พวกตัวอันตรายเหล่านี้ คงจะยังไม่คิดรีบร้อนปลีกตัวกลับกันง่ายๆ อย่างแน่นอน
จางอวิ๋นจึงทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาจัดการกวาดล้างอาหารวิญญาณเบื้องหน้าต่อไป
“สหาย ท่านสนใจที่จะร่วมมือกับข้าสักคราหรือไม่?”
ท่ามกลางจังหวะการสวาปามอย่างเมามัน จู่ๆ ก็มีสุรเสียงกระซิบแผ่วเบาดังแว่วขึ้นที่ข้างหู
ท่วงท่าของเขาชะงักค้างไปเล็กน้อย ก่อนจะปรายตาหันไปมองชายวัยกลางคนรูปงามที่กำลังทำทีเป็นพลิกหน้ากระดาษหนังสืออย่างเชื่องช้า ทว่าที่มุมปากกลับประดับไว้ด้วยรอยยิ้มบางเบา
จางอวิ๋นลอบประหลาดใจอยู่ลึกๆ เขาจึงเร้นเสียงผ่านลมปราณโต้ตอบกลับไปด้วยความฉงน “ท่านปรารถนาจะร่วมมือกระทำการสิ่งใดกัน?”
“สังหารขวงหลงทิ้งเสีย!”
“หืม?”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจระคนฉงน
ชายวัยกลางคนรูปงามกล่าวสำทับต่อ “สหายได้ก่อข้อพิพาทบาดหมางกับขวงหลงไปก่อนหน้านี้ ด้วยสันดานดิบของมันแล้ว มันย่อมต้องหาหนทางย้อนกลับมาล้างแค้นสหายอย่างแน่นอน หากสหายเต็มใจ ข้ายินดีร่วมมือกับท่าน เพื่อกระชากวิญญาณขวงหลงลงสู่นรกานต์ซะ!”
“ที่แท้จุดประสงค์ของท่าน ก็คือตราประทับมารสินะ?”
เมื่อสามารถทะลวงมองเห็นถึงเจตนาแอบแฝงเบื้องหลัง จางอวิ๋นก็แค่นยิ้มบางเลิกคิ้วขึ้นทันที
ชายวัยกลางคนรูปงามเผยรอยยิ้มลึกล้ำ “ถูกต้องที่สุด เป้าหมายแท้จริงของข้าก็คือตราประทับมารชิ้นนั้น เมื่อเราสามารถเด็ดหัวขวงหลงได้สำเร็จ ข้าขอรับเพียงตราประทับมารชิ้นเดียวเท่านั้น ส่วนสมบัติล้ำค่าชิ้นอื่นๆ ล้วนตกเป็นของท่านทั้งหมด ข้อเสนอเช่นนี้ ท่านเห็นสมควรหรือไม่?”
“ต้องขออภัยด้วยเผอิญข้าหาได้สนใจในข้อเสนอของท่านไม่!”
จางอวิ๋นตอกกลับปฏิเสธอย่างไร้ซึ่งเยื่อใย
“ท่านไม่คิดจะทบทวนดูอีกสักหน่อยหรือ?”
“ไร้ความจำเป็น!”
จางอวิ๋นส่ายหน้าปฏิเสธเด็ดขาด
นับตั้งแต่เสี้ยววินาทีแรกที่เห็นบุรุษรูปงามผู้นี้ขยับตัวเข้ามานั่งขนาบข้าง เขาก็สามารถคาดเดาได้ทะลุปรุโปร่งแล้วว่าอีกฝ่ายย่อมต้องซุกซ่อนจุดประสงค์แอบแฝงเอาไว้เป็นแน่แท้
จนกระทั่งตอนนี้ทุกอย่างก็กระจ่างแจ้ง ที่แท้อีกฝ่ายก็น่าจะผูกใจเจ็บมีความแค้นส่วนตัวลึกล้ำบางอย่างกับขวงหลงเป็นแน่ การที่จู่ๆ โผล่หน้ามาขอร่วมมือด้วยเช่นนี้ ข้าขอพนันได้เลยว่าเป้าหมายของมันคงมิได้หยุดอยู่แค่ตราประทับมารหรอก!
และเหนือสิ่งอื่นใด เรื่องกล้วยๆ ที่ข้าสามารถตวัดมือจัดการเพียงลำพังได้สบายๆ แล้วเหตุใดข้าจะต้องลดตัวไปดึงคนนอกมาร่วมแบ่งปันสมบัติให้โง่เขลาด้วยเล่า!
ในจังหวะเวลานั้นเอง ก็ปรากฏกลุ่มบริกรเดินเรียงรายก้าวเข้ามาภายในโถงประมูล พวกเขาแยกย้ายกันเดินตรงดิ่งไปหาผู้เข้าร่วมงานระดับสูงหลายคน
บริกรหนุ่มผู้หนึ่งก้าวเดินตรงดิ่งมาหยุดยืนเบื้องหน้าจางอวิ๋น พร้อมกับน้อมกายยื่นส่งแหวนมิติวงหนึ่งให้ด้วยความเคารพ
ภายในแหวนวงนั้นมิได้มีเพียง ‘คทาเซียนอู’ ที่เขาเพิ่งทุ่มทุนประมูลช่วงชิงมาได้ แต่กลับสอดไส้มาพร้อมกับการ์ดเทียบเชิญใบเล็กจิ๋วอีกหนึ่งใบ
มือหนาชะงักค้างไปเล็กน้อย ก่อนจะกวาดสายตาคมกริบอ่านข้อความที่จารึกอยู่บนการ์ดใบนั้น——
“สหาย ท่านมีความสนใจที่จะเข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ส่วนตัวขนาดเล็กหรือไม่? หากท่านสนใจ โปรดให้เกียรติเข้ามาพบปะพูดคุยสนทนากันที่โถงลับด้านในเถิด!”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างมีนัย
ดูจากรูปการณ์แล้ว เจ้าของเทียบเชิญก็คงหนีไม่พ้นตาเฒ่าเจ้าเมืองกู่โม่เป็นแน่แท้
นี่ตาเฒ่านั่นส่งเทียบเชิญมาให้ข้าเพียงผู้เดียวงั้นหรือ?
คำตอบคือ… ย่อมมิใช่อย่างแน่นอน!
เมื่อกวาดสายตาสำรวจมองไปรอบบริเวณ จางอวิ๋นก็จับสังเกตเห็นขวงหลง นักพรตหงต๋า สาวงามชุดขาว จอมมารเฒ่าอันคัง รวมไปถึงตัวตนระดับเหลียนซวีคนอื่นๆ ล้วนกำลังลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเดินตามหลังบรรดาบริกรเพื่อมุ่งหน้าออกจากโถงประมูลไปอย่างเงียบเชียบ
จางอวิ๋นหรี่นัยน์ตาแคบลงประเมินสถานการณ์ ก่อนจะรีบเร้นเสียงผ่านลมปราณส่งตรงไปหาซูเตี๋ยและเจ้าสำนักหลิงเซียน
“เจ้าเมืองกู่โม่ร่อนเทียบเชิญข้าและตัวตนระดับเหลียนซวีบางส่วนให้เข้าร่วมงานเลี้ยงส่วนตัว จอมมารเฒ่าอันคังเองก็ถูกเชิญไปเช่นกัน ข้าเตรียมตัวจะตามไปสังเกตการณ์เสียหน่อยว่าพวกมันกำลังวางแผนจะกระทำการสิ่งใด!”
“จอมมารเฒ่าอันคังงั้นรึ!”
เมื่อนามแห่งความตายนี้หลุดรอดเข้าหู สีหน้าของเจ้าสำนักหลิงเซียนก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดดุดันขึ้นมาในทันที “มันกบดานอยู่ที่ใด?”
“ไอ้แก่ที่เพิ่งทุ่มสมบัติประมูลโอสถมารสวรรค์ไปหมาดๆ นั่นแหละ”
“คนผู้นั้นคือจอมมารเฒ่าอันคังอย่างนั้นรึ!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ
“ถูกต้อง!”
จางอวิ๋นกล่าวเสริมสั้นๆ แต่ตอกลิ่มฝังลึก “ไอ้คนที่สวมชุดคลุมดำสวมหน้ากากอำพรางใบหน้าที่นั่งประกบอยู่ข้างๆ มัน ก็คือบรรพชนมารทมิฬ”
“นี่มัน…”
เจ้าสำนักหลิงเซียนอดไม่ได้ที่จะสาดสายตาตวัดมองไปยังทิศทางนั้นด้วยความตื่นตระหนก แทบไม่อยากจะเชื่อในสายตาตนเอง
เขาไม่เคยคาดคิดฝันมาก่อนเลยจริงๆ ว่าตัวตนระดับตำนานแห่งความตายอย่างจอมมารเฒ่าอันคัง จะมาปรากฏตัวเยื้องย่างอยู่ที่นี่ด้วยตนเอง
ทางด้านซูเตี๋ยที่ได้ยินบทสนทนาก็รู้สึกประหลาดใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน “จางอวิ๋น แล้วเจ้าคิดจะวางหมากก้าวเดินต่อไปเช่นไร?”
“ข้าตั้งใจจะลอบตามเข้าไปหยั่งเชิงประเมินสถานการณ์ดูก่อน ซูเตี๋ยคนสวย ส่วนทางฝั่งพวกสุนัขลัทธิเฉี่ยนเสิน เดี๋ยวข้าจะทิ้งตัวหมากผู้ช่วยฝีมือดีเอาไว้ให้เจ้าใช้งานสักสองสามคนก็แล้วกัน!”
“ตัวหมากผู้ช่วยงั้นรึ?”
ซูเตี๋ยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะทอประกายวาบเมื่อนึกสิ่งใดขึ้นมาได้ นางจึงเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจังดุดัน “งานเลี้ยงฉากหน้านั่นมิใช่เรื่องล้อเล่นทำเป็นเด็กเล่นขายของหรอกนะ ไอ้หนุ่ม… จงระแวดระวังตัวให้จงหนัก!”
“แม่นางเตี๋ยกล่าวได้ถูกต้องแล้ว ไอ้หนู… เจ้าอย่าได้ประมาทพลั้งเผลอเชียวล่ะ!”
“พวกท่านวางใจเถอะ ข้าย่อมรู้ตัวดีว่ากำลังกระทำการสิ่งใดอยู่!”
จางอวิ๋นเร้นเสียงตอบกลับไปอย่างหนักแน่น ก่อนจะหันไปพยักพเยิดหน้าออกคำสั่งกับบริกรที่ยืนค้อมกายรออยู่ “นำทางข้าไป”
“เรียนแขกผู้มีเกียรติ โปรดก้าวตามข้าน้อยมาทางด้านนี้ขอรับ!”
บริกรหนุ่มผงกศีรษะรับคำสั่งอย่างนอบน้อม ก่อนจะหมุนตัวก้าวเดินนำหน้า มุ่งตรงลึกเข้าไปยังทางเดินเร้นลับที่เชื่อมออกไปสู่ภายนอกโถงประมูลในทันที