ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 322 ความผิดปกติของเจ้าสำนัก
เสียงคำรามกึกก้องกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วแผ่นฟ้า
แม้จะอยู่ห่างออกมาไกลโข แต่จางอวิ๋นก็ยังสดับฟังได้อย่างชัดเจน
“ลากคอหรือ?”
จางอวิ๋นเหลียวหลังกลับไปมองแวบหนึ่ง ก่อนจะพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น “ไม่ต้องรอให้เจ้ามาลากหรอก ประเดี๋ยวข้าจะไปเยี่ยมเยียนตำหนักเทพสังหารของพวกแกถึงที่เร็วๆ นี้แน่!”
สิ้นเสียง เขาก็ไม่รอช้า เร่งความเร็วพุ่งทะยานไปในทิศทางหนึ่งประดุจสายฟ้าฟาด
เป้าหมายต่อไปคือการหาที่พักเท้า และสืบข่าวคราวเกี่ยวกับ ‘เมืองจิ่วสือ’
ก่อนหน้านี้กัวเช่อได้มอบพิกัดที่ตั้งของแดนหินศักดิ์สิทธิ์ในเมืองจิ่วสือแก่เขา เขาจึงตั้งใจว่าจะไปลองเสี่ยงดวงดูสักครา
สำหรับกัวเช่อ เขาค่อนข้างรู้สึกขอบคุณอีกฝ่ายไม่น้อย
หากในยามนั้นกัวเช่อไม่ยื่นมือเข้าช่วยถ่วงเวลาเจ้าเมืองกู่โม่เอาไว้ เขาคงไม่อาจสังหารจอมมารเฒ่าอันคังแล้วหลบหนีออกมาได้ง่ายดายเช่นนี้เป็นแน่
จะว่าไปแล้ว ยามที่ข้าเอ่ยถึงเรื่องการตกตายของจอมมารเฒ่าอันคัง ดูเหมือนท่านเจ้าสำนักจะดูสงบนิ่งเกินไปหน่อยหรือไม่?
จางอวิ๋นที่กำลังเหาะเหินเดินอากาศด้วยความเร็วสูง จู่ๆ ก็เบรกเอี๊ยดหยุดชะงักกลางเวหา ภาพเหตุการณ์และอากัปกิริยาของเจ้าสำนักหลิงเซียนก่อนหน้านี้ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดเป็นฉากๆ
“ไม่ถูกต้อง!”
เมื่อตระหนักได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง สีหน้าของจางอวิ๋นก็เคร่งขรึมลงในทันที
ยามที่เจ้าสำนักหลิงเซียนสนทนากับเขา อีกฝ่ายใช้คำแทนตัวว่า ‘ข้า’ (หว่อ) ตลอด ฟังดูเผินๆ อาจจะไร้ซึ่งปัญหา แต่ในความทรงจำของเขา โดยปกติแล้วเจ้าสำนักมักจะแทนตนเองว่า ‘ตัวข้า’ (เปิ่นจั้ว) จะมีเพียงบางครั้งบางคราวเท่านั้นที่ใช้คำสามัญ
และอีกประการหนึ่ง… ก่อนหน้านี้ในงานประมูล เจ้าสำนักได้ประมูลตัวบุตรสาวเจ้าเมืองอู๋เนี่ยนมามิใช่หรือ? แล้วนางหายไปอยู่ที่ใดเล่า?
เท่าที่เขารู้จักเจ้าสำนัก อีกฝ่ายไร้ซึ่งศาสตรามิติที่สามารถบรรจุสิ่งมีชีวิตได้ มิเช่นนั้นยามที่สำนักหลิงเซียนถูกลอบโจมตี เจ้าสำนักคงงัดออกมาใช้ขนย้ายศิษย์หนีตายไปนานแล้ว
การปลอมตัว!
คำคำนี้ผุดวาบขึ้นมาในสมองของจางอวิ๋นทันที สีหน้าของเขาพลันดำทะมึนลงอย่างเห็นได้ชัด
เขานึกเสียใจที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ใช้ ‘เคล็ดวิชาเนตรเซียน’ ตรวจสอบดูให้ถี่ถ้วน
แต่ใครมันจะไปใช้เนตรสวรรค์ส่องพวกเดียวกันเองพร่ำเพรื่อกันเล่า?
จางอวิ๋นรีบส่ายหน้าขับไล่ความคิดฟุ้งซ่าน นี่อาจจะเป็นเพียงแค่การคาดเดา อาจจะไม่ใช่เรื่องจริงก็เป็นได้
เขาหยิบป้ายหยกสื่อสารขึ้นมาทันที แล้วส่งกระแสจิตติดต่อหาเจ้าสำนักหลิงเซียน
ระยะทางเพียงแสนลี้ อีกฝ่ายน่าจะยังคงอยู่ในขอบเขตการสื่อสาร
ทว่า…
1 วินาที… 2 วินาที… 1 นาทีผ่านไป… 2 นาทีผ่านไป…
จางอวิ๋นจ้องมองป้ายหยกที่ไร้ซึ่งการตอบสนองด้วยใบหน้าที่มืดครึ้มลงเรื่อยๆ
เขาเปลี่ยนเป้าหมายไปติดต่อหาซูเตี๋ยแทน
ครานี้ผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที เสียงของซูเตี๋ยก็ดังลอดออกมาจากป้ายหยก “จางอวิ๋น?”
“ข้าเอง!”
จางอวิ๋นตอบรับ พร้อมร้องขอให้เปิดภาพฉายสื่อสาร
ซูเตี๋ยไม่ได้ปฏิเสธ
ไม่นานนักภาพโฮโลแกรมก็ปรากฏขึ้น ใบหน้าสวยโฉบเฉี่ยวของซูเตี๋ยฉายชัดแก่สายตา
ข้างกายของนางยังมีพวกซูอี้หย่วนรวมอยู่ด้วย
แต่กลับไร้เงาของเจ้าสำนักหลิงเซียน
จางอวิ๋นรีบเอ่ยถามทันที “แม่นางซู ท่านเจ้าสำนักล่ะ?”
“ก็ไปแล้วน่ะสิ!”
ซูเตี๋ยทำสีหน้างุนงง “เมื่อครู่พอพวกเราแยกทางกับเจ้า เขาก็ปลีกตัวไปอีกทางหนึ่งเลย!”
“ไปทางทิศใด?”
“อืม…”
เมื่อสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงร้อนรนของจางอวิ๋น ซูเตี๋ยก็เริ่มเกิดความสงสัย นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบกลับว่า “หากข้าจำไม่ผิด ทิศที่เจ้าสำนักของเจ้ามุ่งหน้าไป น่าจะเป็นแถบ ‘เมืองหยวนม่อ’ นะ!”
“เมืองหยวนม่อ?”
“ถูกต้อง เป็นหนึ่งในเมืองสัญลักษณ์ของแดนโกลาหล เจ้าลองไปหาหมู่บ้านหรือเมืองแถวนั้นถามทางดู น่าจะรู้พิกัดได้ไม่ยาก!”
ซูเตี๋ยบอกเส้นทางเสร็จก็ย้อนถามกลับ “เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือเปล่า?”
จางอวิ๋นเริ่มออกตัวบินค้นหาทันที พร้อมกับเอ่ยถามว่า “แม่นางซู ก่อนหน้านี้เจ้ารู้สึกว่าท่านเจ้าสำนักมีสิ่งใดผิดปกติบ้างหรือไม่?”
“ผิดปกติรึ?”
ซูเตี๋ยขมวดคิ้วใช้ความคิด ก่อนจะส่ายหน้า “ก็ไม่รู้สึกนะ! เอ๊ะ เดี๋ยวก่อน…”
คล้ายกับจะฉุกคิดอะไรขึ้นได้ นางเบิกตากว้างมองจางอวิ๋น “เจ้ากำลังจะบอกว่า… เจ้าสำนักของเจ้ามีปัญหางั้นรึ?”
“คนที่อยู่กับเราเมื่อครู่ อาจจะไม่ใช่ท่านเจ้าสำนักตัวจริง!”
จางอวิ๋นเอ่ยเสียงเครียด “เจ้าลองตรองดูดีๆ ตั้งแต่พวกเราอยู่ในงานชุมนุมผู้ถูกตามล่าจนกระทั่งออกมา ท่านเจ้าสำนักได้ปลีกตัวไปที่ไหนบ้างหรือไม่?”
ซูเตี๋ยทำท่าครุ่นคิด แล้วตบมือฉาด “จริงสิ! ก่อนหน้านี้ที่เจ้าสำนักของเจ้าประมูลตัวคุณหนูเมืองอู๋เนี่ยนได้ ข้าจำได้ว่าเขาแยกตัวออกไปคนเดียวรอบหนึ่ง ดูเหมือนจะไปทำเรื่องแลกเปลี่ยนสินค้า!”
“แล้วเจ้าเห็นคุณหนูเมืองอู๋เนี่ยนคนนั้นหรือไม่?”
“อันนี้ไม่เห็น ข้าก็นึกว่าเจ้าสำนักของเจ้าเก็บนางไว้ในศาสตรามิติเสียอีก!”
“ท่านเจ้าสำนักไม่มีศาสตรามิติที่บรรจุสิ่งมีชีวิตได้!”
“นี่มัน…”
ซูเตี๋ยอ้าปากค้าง ก่อนจะตั้งสติได้แล้วเอ่ยเสียงเข้ม “เดี๋ยวข้าจะส่งคนออกไปช่วยตามหา!”
“รบกวนด้วย!”
จางอวิ๋นไม่ได้ปฏิเสธความช่วยเหลือ
เขาทราบดีว่าเพื่อจับตามองลัทธิเฉี่ยนเสิน ซูเตี๋ยย่อมมีสายข่าวและหูตาในแดนโกลาหลไม่น้อย
หลังจากตัดการเชื่อมต่อ จางอวิ๋นก็เร่งความเร็วเหาะเหินไปบนฟากฟ้า สายตากวาดมองไปทั่วทิศเบื้องล่างเพื่อค้นหาเบาะแส
ครึ่งก้านธูปต่อมา เขาเหลือบไปเห็นค่ายโจรบนภูเขาแห่งหนึ่ง คิ้วกระตุกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพุ่งดิ่งลงไปทันที
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
ทันทีที่เข้าใกล้ ชายฉกรรจ์ขี่อินทรีทมิฬระดับจินตานคนหนึ่งก็ตะโกนเสียงเหี้ยมเกรียม
จางอวิ๋นปรายตามอง อีกฝ่ายเป็นเพียงแค่ระดับจินตานขั้นสูงสุด
วูบ!
ร่างของเขาหายวับและไปปรากฏตัวตรงหน้าอีกฝ่ายในพริบตา รวดเร็วเสียจนชายฉกรรจ์ตั้งตัวไม่ทัน มือแกร่งคว้าหมับเข้าที่ลำคอแล้วยกตัวลอยขึ้น
“อึก...”
ชายฉกรรจ์หน้าเขียวคล้ำ หายใจไม่ออก แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวจับจิต จ้องมองจางอวิ๋นตรงหน้า พยายามเปล่งเสียงขอชีวิต “ยะ… อย่า… ท่านผู้อาวุโส ไว้ชีวิ…”
จางอวิ๋นไม่รอฟังคำร้องขอ เอ่ยถามเสียงราบเรียบ “เมืองหยวนม่อไปทางไหน?”
ชายฉกรรจ์ชะงัก ตัวสั่นงันงก รีบยกมือชี้ไปทางทิศหนึ่ง แต่ชี้ไปชี้มาก็เริ่มลังเล ขยับนิ้วเปลี่ยนทิศไปมาอย่างไม่มั่นใจ
“นำทางไป เดี๋ยวนี้!”
จางอวิ๋นคร้านจะซักไซ้ไล่เลียง ออกคำสั่งเสียงเย็นเยียบ
ใบหน้าของชายฉกรรจ์ซีดเผือด แต่ทันใดนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นบางอย่าง สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นยินดีปรีดา
“ปล่อยคนของค่ายเก้าดาราเดี๋ยวนี้นะโว้ย!!”
แรงกดดันระดับแปลงเทพ ระเบิดตูมออกมาจากค่ายโจรด้านล่าง ชายร่างยักษ์ล่ำสันคนหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นมาพร้อมเสียงตวาดลั่น
ฟุ่บ!
แต่ยังไม่ทันที่มันจะบินขึ้นมาถึง ร่างเงาดุจสายฟ้าฟาดก็พุ่งสวนลงไปประชิดตัว มือแกร่งคว้าหมับเข้าที่ลำคอของหัวหน้าค่ายโจรแล้วหิ้วปีกขึ้นมาประดุจลูกไก่
“อึก——”
ชายร่างยักษ์หน้าดำหน้าแดง ดวงตาถลนแทบหลุดจากเบ้า จ้องมองจางอวิ๋นที่บีบคอตัวเองอยู่ด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา มันพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่มือที่ลำคอกลับแข็งแกร่งยิ่งกว่าคีมเหล็กกล้า กดทับพลังทั่วร่างของมันจนไม่อาจสำแดงฤทธิ์เดช
ยอดฝีมือ!
นี่มันยอดฝีมือระดับเหลียนซวี!!
ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมจิตใจชายร่างยักษ์ในทันที
จางอวิ๋นไม่พูดพร่ำทำเพลง จัดการยัดเยียดโปรโมชั่นแพ็กคู่ ‘เคล็ดสะกดใจ’ และ ‘เคล็ดสะกดวิญญาณ’ ใส่อีกฝ่ายทันที
เมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่หัวใจและวิญญาณ ชายร่างยักษ์ก็เบิกตากว้างด้วยความสยดสยอง กำลังจะอ้าปากเอ่ยถาม
“หากกล้าพูดมากแม้แต่คำเดียว ข้าจะฆ่าเจ้าทิ้งซะ เดี๋ยวนี้ นำทางไปเมืองหยวนม่อ!”
จางอวิ๋นเหวี่ยงร่างอีกฝ่ายไปข้างหน้าแล้วสั่งเสียงเย็น
ชายร่างยักษ์ตัวสั่นเทิ้ม รีบพุ่งตัวนำทางไปอย่างว่าง่าย
จางอวิ๋นติดตามไปติดๆ
แต่ผ่านไปเพียงครู่เดียว เขาก็เริ่มหงุดหงิดกับความเร็วเต่าคลานของอีกฝ่าย จึงพุ่งเข้าไปหิ้วคอเสื้อแล้วสั่ง “ชี้ทิศมา!”
ชายร่างยักษ์มุมปากกระตุก รีบชี้นิ้วไปข้างหน้า
ฟิ้ววววว——!
ทันทีที่นิ้วชี้ออกไป ลมพายุกระโชกแรงก็พัดกระหน่ำใส่ใบหน้าจนแทบลืมตาไม่ขึ้น
แม้จะเป็นถึงระดับแปลงเทพ แต่ชายร่างยักษ์ก็ถึงกับมึนหัวตาลาย พอตั้งสติได้ก็พบว่านิ้วที่ชี้ทางโดนลมตีจนอ่อนปวกเปียก ต้องรีบเกร็งนิ้วให้ตรงเด่
จางอวิ๋นพุ่งทะยานไปตามทิศที่นิ้วนั้นชี้อย่างบ้าคลั่ง
กระแสลมแรงปะทะใบหน้าจนแก้มกระพือ ชายร่างยักษ์อยากจะร้องไห้แต่ไร้ซึ่งน้ำตา
นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกันวะเนี่ย!?
ในฐานะหัวหน้าค่ายโจรระดับแปลงเทพผู้แสนจะระมัดระวังตัว ขนาดงานใหญ่อย่างงานชุมนุมผู้ถูกตามล่า มันยังไม่กล้าไปร่วมเพราะเกรงกลัวอันตราย
อุตส่าห์เก็บตัวเงียบเชียบอยู่ในบ้านแท้ๆ ดันมีตัวหายนะพุ่งลงมาลากคอออกไปเฉยเลย แล้วเช่นนี้จะให้คนอย่างมันมีชีวิตรอดต่อไปเยี่ยงไรไหวเนี่ย!