ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 321 การแยกจาก
ยามเมื่อสดับฟังคำถาม บรรยากาศรอบกายของซูเตี๋ยและคนอื่นๆ พลันตกอยู่ในความเงียบงัน
จางอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “ยังจัดการไม่เรียบร้อยอีกรึ?”
ซูเตี๋ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “จัดการได้เพียงไม่กี่คน แต่ตัวการสำคัญอย่าง ‘ถูเจี้ยง’ กลับถูกช่วยออกไปได้…”
“ถูกช่วยออกไปงั้นรึ?”
“มีคนมาช่วยพวกมัน 2 คน ทั้งคู่มีระดับพลังครึ่งก้าวสู่ระดับเหลียนซวี…”
ซูเตี๋ยกล่าวพลางปลดถุงผ้าสีชาดที่ห้อยอยู่ข้างเอว ร่างของบรรพชนพันเกาะทั้ง 3 ร่างก็ลอยละลิ่วออกมาจากด้านใน
ถุงผ้านี้เป็นศาสตรามิติคล้ายคลึงกับของหอสมบัติเซียน สามารถบรรจุสิ่งมีชีวิตได้ เพราะมีสิ่งนี้ จางอวิ๋นถึงได้มอบบรรพชนพันเกาะทั้ง 3 ให้พวกนางพกติดตัวไปได้สะดวก
ทว่าในเวลานี้ บรรพชนพันเกาะทั้ง 3 ต่างเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ โดยเฉพาะคนที่อยู่ตรงกลาง หน้าอกถูกทะลวงจนเป็นรูโหว่น่าสยดสยอง
“บรรพชนพันเกาะ 3 คนที่เจ้ามอบให้ ใช้วิธีเผาผลาญโลหิตแลกชีวิตจนทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บได้เหมือนกัน แต่สุดท้ายพวกมันก็ยังหนีไปได้!”
น้ำเสียงของซูเตี๋ยเต็มไปด้วยความหดหู่และเจ็บใจ
ใช้เวลาวางแผนมาตั้งหลายปี กว่าจะสบโอกาสงามหยดย้อยเช่นนี้ได้ แต่ผลสุดท้ายดันปล่อยให้ ‘ถูเจี้ยง’ หัวหน้าลัทธิเฉี่ยนเสินที่เป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดหนีรอดไปได้ อารมณ์ของนางในยามนี้จึงย่ำแย่ถึงขีดสุด
และที่สำคัญที่สุด สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกหวาดผวาเมื่อย้อนนึกถึงก็คือ…
หากภารกิจครั้งนี้ไร้ซึ่งบรรพชนพันเกาะทั้ง 3 คอยช่วยหนุนหลัง กลุ่มของพวกนางอาจจะถูกกวาดล้างจนตกตายกันหมดสิ้นไปแล้วก็ได้!
จางอวิ๋นเงียบงันไปครู่หนึ่ง
พร้อมกับส่งกระแสจิตตรวจสอบบาดแผลของบรรพชนพันเกาะทั้ง 3…
ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย
ในบรรดาผู้ที่มีระดับพลังครึ่งก้าวสู่ระดับเหลียนซวี บรรพชนพันเกาะถือว่าเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งในระดับแถวหน้า แต่กลับถูกเล่นงานจนสาหัสสากรรจ์ขนาดนี้ได้ แสดงว่าผู้ที่ลงมือ แม้จะยังไม่ถึงระดับเหลียนซวี แต่ก็เข้าใกล้ระดับนั้นแบบสุดกู่แล้ว
“เรื่องนี้เป็นความผิดพลาดของข้าเอง…”
จางอวิ๋นเอ่ยปาก
แต่ยังพูดไม่ทันจบประโยค ซูเตี๋ยก็สวนกลับมาทันควัน “เหลวไหล! หากไม่ได้บรรพชนพันเกาะ 3 คนที่เจ้ามอบให้ ป่านนี้พวกเราคงกลายเป็นศพไปนานแล้ว อุบัติเหตุครั้งนี้ต้องโทษพวกเราเองที่สืบข่าวมาไม่ดีพอ!”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยแววตามุ่งมั่น “เรื่องที่ข้ารับปากเจ้าไว้ 3 ข้อ ยังคงเหมือนเดิม ในอนาคตเจ้าสามารถมาทวงสัญญากับข้าได้ตลอดเวลา!”
จางอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยแย้ง “แม่นางซูคนงาม ข้าบอกไปแล้วมิใช่หรือว่าไร้ซึ่งเงื่อนไขใดๆ…”
“สิ่งที่สตรีผู้นี้รับปากไปแล้ว ย่อมต้องทำตามนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพราะเรื่องอื่นหรอกย่ะ!”
ซูเตี๋ยพูดแทรกตัดบท “อีกประการ เรื่องอาหารวิญญาณ หากมีวัตถุดิบเมื่อไหร่ก็มาหาข้าได้ทุกเมื่อ!”
จางอวิ๋นจนปัญญาที่จะต่อล้อต่อเถียง จึงได้แต่ถามเปลี่ยนเรื่อง “แล้วต่อจากนี้เจ้าจะทำอย่างไรต่อไป?”
“ในเมื่อถูเจี้ยงยังไม่ตาย ข้าคงยังไม่กลับแดนใต้ชั่วคราว ข้าตั้งใจว่าจะลองสืบข่าวในดินแดนจงอวี้ดูสักระยะ!”
ซูเตี๋ยครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวเสริม “หากเจ้าต้องการออกจากดินแดนจงอวี้ ข้าสามารถให้คนของหอห้วงมิติมาช่วยเปิดทางได้นะ…”
“ข้าเองก็ตั้งใจว่าจะพำนักอยู่ที่ดินแดนจงอวี้สักพักเช่นกัน…”
จางอวิ๋นโบกมือปฏิเสธ
ซูเตี๋ยเลิกคิ้วเรียวขึ้นเล็กน้อย “เช่นนั้นเจ้าจะไปกับพวกเราหรือไม่?”
“ไม่ล่ะ ข้ายังมีธุระต้องไปจัดการอีกหน่อย!”
จางอวิ๋นส่ายหน้า
แววตาของซูเตี๋ยฉายแววผิดหวังเล็กน้อยวูบหนึ่ง
จางอวิ๋นไม่ได้สังเกตเห็น เขาหยิบยันต์แผ่นหนึ่งที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมาส่งให้นาง “แต่ว่านะแม่นางซูคนงาม หากมีเรื่องเดือดร้อนอันใด ก็บีบยันต์แผ่นนี้ให้แตกได้เลย ทันทีที่ข้าสัมผัสได้ ข้าจะรีบเหาะไปหาให้เร็วที่สุด!”
ซูเตี๋ยเลิกคิ้ว ครั้งนี้นางไม่ปฏิเสธ รับยันต์ไปเก็บไว้อย่างทะนุถนอม
ด้วยความแข็งแกร่งของจางอวิ๋นในยามนี้ สามารถเป็นที่พึ่งพาให้พวกนางได้มากโขจริงๆ
“ท่านเจ้าสำนัก ท่านจะเดินทางกลับแดนใต้เลยหรือไม่…”
จางอวิ๋นหันไปมองเจ้าสำนักหลิงเซียน
“ยังไม่กลับ!”
อีกฝ่ายส่ายหน้าปฏิเสธ “ข้าเองก็มีธุระที่ต้องจัดการในดินแดนจงอวี้เช่นกัน คงไม่ไปกับเจ้าเด็กตัวแสบอย่างเจ้าหรอก!”
“ท่านเจ้าสำนัก…”
จางอวิ๋นทำท่าจะหยิบของบางอย่างออกมา
“ข้ายังไม่ได้อ่อนหัดถึงขั้นต้องให้เด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้ามาคอยปกป้องหรอกโว้ย!”
แต่เจ้าสำนักหลิงเซียนกลับถลึงตาใส่ แล้วกล่าวเสียงเข้ม “วางใจเถอะ ดินแดนจงอวี้นี่ข้าคุ้นเคยดี เจ้าเอาตัวเองให้รอดก็พอ!”
“ทราบแล้วขอรับ!”
เมื่อเห็นท่าทีแข็งกร้าวของเจ้าสำนัก จางอวิ๋นก็พยักหน้ารับคำ
“เอาล่ะ เช่นนั้นพวกเราแยกย้ายกันตรงนี้เลยก็แล้วกัน!”
จางอวิ๋นทอดสายตาไปยังทิศที่ตั้งของเมืองกู่โม่ แล้วกล่าวว่า “ตอนนี้ไม่รู้สถานการณ์ทางฝั่งเมืองกู่โม่เป็นเช่นไรบ้าง แต่ดูจากนิสัยของเจ้าเมืองกู่โม่กับพวกขวงหลง คงไม่ยอมปล่อยข้าไปง่ายๆ แน่ พวกเจ้าล่วงหน้าไปก่อนเถอะ ข้าขอวางค่ายกลดักทางไว้สักหน่อย แล้วจะรีบตามไป!”
“อย่าเอาตัวไปเสี่ยงอันตรายนะ!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนเอ่ยกำชับเสียงเครียด
“วางใจเถอะน่าท่านเจ้าสำนัก ท่านยังไม่รู้นิสัยข้าอีกรึ?”
จางอวิ๋นฉีกยิ้มกว้าง “ข้าน่ะรักตัวกลัวตายเป็นที่หนึ่ง ไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงในที่อันตรายง่ายๆ หรอก!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนจ้องหน้าเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะไม่กล่าวสิ่งใดอีก
“ไปกันเถอะ!”
ซูเตี๋ยหันมามองจางอวิ๋นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะสะบัดมือ นำซูอี้หย่วนและเหล่าเจ้าหอแห่งหอจี๋กวงจากไป
เจ้าสำนักหลิงเซียนก็ตามไปในทิศทางเดียวกัน
หลังจากมองส่งพวกเขาจนลับสายตา จางอวิ๋นถึงได้เริ่มลงมือ
เขาเดินออกมาจากถ้ำเล็กๆ ไปยังที่ว่างหน้าปากถ้ำ จากนั้นก็เริ่มวาดลวดลายค่ายกลลงบนพื้น แล้วทิ้งร่างบรรพชนพันเกาะทั้ง 3 ที่บาดเจ็บสาหัสเอาไว้ ก่อนจะสั่งให้ ‘อิ๋นอู’ ใช้พลังอูอำพรางปกคลุมร่างทั้ง 3 และค่ายกลเอาไว้จนมิดชิด…
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็หมุนกายพุ่งทะยานจากไปในทิศทางตรงกันข้ามกับกลุ่มของซูเตี๋ยทันที
……
ประมาณ 1 ก้านธูปต่อมา
กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรกลุ่มหนึ่งที่ไล่ล่าติดตามมาจากเมืองกู่โม่ ก็ค้นหามาจนถึงบริเวณนี้
ในกลุ่มนั้นมีขวงหลงและนักฆ่าจากตำหนักเทพสังหารรวมอยู่ด้วย
“หือ?”
เหมือนสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง ขวงหลงหรี่ตาลง จ้องเขม็งไปที่ถ้ำเล็กๆ บนยอดเขา
ขณะที่กำลังจะพุ่งตัวเข้าไป เขาก็ชะงักฝีเท้าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ขวงหลงหันไปคว้าคอเสื้อผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ แล้วสั่งเสียงเหี้ยมเกรียม “เข้าไปดูซิ!”
“เอ่อ…”
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานมีสีหน้าลังเลด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
แต่ขวงหลงหาได้สนใจ ฟังคำตอบไม่ฟังคำทัดทาน เขาจับร่างนั้นเหวี่ยงกระเด็นลอยละลิ่วเข้าไปในถ้ำทันที
การกระทำนี้ดึงดูดความสนใจของผู้บำเพ็ญเพียรโดยรอบให้หันมามอง
ร่างของระดับจินตานลอยเคว้งคว้างท่ามกลางสายตาของทุกคน ก่อนจะตกกระแทกลงบนพื้นที่ว่างหน้าปากถ้ำอย่างจัง ตุ้บ!
แต่กลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ขวงหลงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ถึงได้ค่อยๆ เคลื่อนกายเข้าไปใกล้
ผู้คนรอบข้างเห็นเช่นนั้นก็เกิดความอยากรู้อยากเห็น ต่างพากันขยับเข้าไปใกล้ยอดเขานั้นด้วย
และในจังหวะที่มาถึงเหนือปากถ้ำบนยอดเขา
วูบ!
สัมผัสอันตรายบางอย่างแล่นเข้ามาในจิตใจ ขวงหลงไม่รอช้า ตวัดดาบฟันคลื่นพลังกดลงไปด้านล่างทันที
“ม่ายยยย—”
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานคนนั้นเพิ่งจะเรียกกระบี่บินเตรียมเหาะหนีขึ้นมา ก็ต้องมาประจันหน้าเข้ากับคลื่นดาบที่ฟันสวนลงไปพอดี ใบหน้าซีดเผือดด้วยความสิ้นหวัง
โพละ!
หนีไม่ทันเสียแล้ว ร่างของเขาถูกคลื่นดาบบดขยี้จนระเบิดเป็นหมอกเลือดกระจายว่อน คลื่นดาบอาบเลือดพุ่งทะลุลงไปกระแทกพื้นดินเบื้องล่างต่อ
ตู้ม!
พื้นดินระเบิดออก ชั้นพลังงานบางอย่างถูกคลื่นดาบทำลายจนแตกกระจาย เผยให้เห็นลวดลายค่ายกลที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องล่าง
ขวงหลงแค่นเสียงในลำคออย่างดูแคลน
ขณะที่กำลังจะลงมือต่อ ทันใดนั้น กลิ่นอายพลังงาน 3 สายที่กำลังพองตัวอย่างบ้าคลั่งก็พวยพุ่งออกมาจากใจกลางค่ายกล
ภาพที่ปรากฏคือร่างของบรรพชนพันเกาะทั้ง 3 ที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนลวดลายค่ายกล ค่อยๆ เผยร่างออกมาจากพลังอำพรางของอิ๋นอู บัดนี้เมื่อค่ายกลถูกกระตุ้น ร่างของพวกมันก็เริ่มบวมเป่งขึ้นพร้อมกันราวกับลูกโป่งที่ใกล้แตก
“แย่แล้ว มันจะระเบิดตัวเอง!!”
ผู้บำเพ็ญเพียรโดยรอบเห็นดังนั้นก็หน้าถอดสี ตะโกนลั่นแล้วหันหลังวิ่งหนีป่าราบ
“หนี!”
ขวงหลงเองก็รีบดีดตัวถอยฉากออกมาทันที
แต่ทว่า ภายใต้การเสริมพลังของค่ายกล บรรพชนพันเกาะทั้ง 3 ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที…
บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม! ——
ร่างทั้ง 3 ระเบิดกลายเป็นก้อนพลังงานมหาศาล 3 ลูกซ้อน ทับซ้อนกันจนกลายเป็นคลื่นทำลายล้างที่กวาดม้วนไปทั่วทุกทิศทางบนยอดเขา พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
“ม่ายยยยย—!!”
ผู้บำเพ็ญเพียรเคราะห์ร้ายที่อยู่ใกล้เกินไป หนีไม่ทัน ถูกคลื่นพลังกลืนกินหายวับไปกับตา
กลุ่มของขวงหลงเองก็หนีไม่พ้นระยะทำลายล้าง ได้แต่ระเบิดพลังออกมาสร้างเกราะป้องกันตัวเองสุดชีวิต
พลังจากการระเบิดตัวเองนั้นระเบิดออกอย่างรวดเร็ว และจางหายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
เพียงไม่ถึง 2 นาที ยอดเขาทั้งลูกก็กลายเป็นซากปรักหักพัง พื้นที่เหนือยอดเขาโล่งเตียนราบเป็นหน้ากลอง มีเพียงกลุ่มของขวงหลงเท่านั้นที่ยังรอดชีวิตอยู่
แต่สภาพของแต่ละคน… ชุดเกราะแตกละเอียด ผิวหนังที่โผล่ออกมาอาบย้อมไปด้วยโลหิต ไม่มีเนื้อดีเหลือสักแห่งเดียว
แม้จะไม่ถึงแก่ชีวิต แต่สภาพดูทุลักทุเลและน่าสมเพชเวทนาเป็นที่สุด
ขวงหลงระเบิดรังสีอำมหิตออกมาท่วมท้น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น ปากแผดเสียงคำรามลั่นอย่างบ้าคลั่ง
“ไอ้สวะบัดซบ!! ต่อให้เจ้าหนีไปสุดขอบฟ้า ข้าก็จะลากคอเจ้าออกมาสับเป็นหมื่นๆ ชิ้นให้จงได้!!”
……