ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 326 องค์กรสีรุ้ง
“……”
ดูเหมือนจะคาดไม่ถึงว่าปฏิกิริยาของจางอวิ๋นจะรุนแรงและบ้าดีเดือดถึงเพียงนี้ เจ้าของน้ำเสียงเย็นชาปลายสายถึงกับอึ้งจนพะงาบปาก อึกอักจนหาคำตอบโต้ไม่ได้ไปชั่วขณะ
“ไอ้หลานชาย จะเชือดหรือไม่เชือดเจ้าสำนัก ก็พูดมาให้มันชัดๆ หน่อยสิวะ!”
จางอวิ๋นเห็นอีกฝ่ายเงียบกริบไป ก็แค่นเสียงฮึดฮัดกระตุ้นถามอย่างยียวน
เจ้าของน้ำเสียงเย็นชาได้สติกลับมา ตวาดลั่นด้วยโทสะที่พุ่งพล่าน “นี่เจ้าอยากให้เจ้าสำนักของพวกเจ้าตกตายไปจริงๆ รึไง?”
“ข้าไม่อยาก! แต่บิดาผู้นี้ก็ไม่คิดจะเอาชีวิตไปทิ้งเพื่อเจ้าสำนักหรอกโว้ย!”
จางอวิ๋นกล่าวเสียงเย็นเยียบ “ถ้าแน่จริง เอ็งก็เชือดเจ้าสำนักทิ้งไปเลย แล้วค่อยมาดูกันว่าในอนาคตข้าจะตามไปลากคอเอ็งออกมาสับได้รึเปล่า!”
“เจ้ารนหาที่ตาย!”
“ถ้ามีปัญญาก็มาฆ่าข้าสิโว้ย ตอนนี้บิดาผู้นี้ยืนหัวโด่รอเอ็งอยู่ที่ทางเข้าแดนทรายมารเนี่ย!”
สิ้นคำสบถ จางอวิ๋นก็จัดการตัดการเชื่อมต่อป้ายหยกส่งเสียงทิ้งอย่างไม่ไยดี
…
ภายในลานแดนมาร ณ ห้องที่มีแสงสลัวแห่งหนึ่งในอาคารสิ่งปลูกสร้างลึกลับ
ชายสวมหน้ากากสีเขียวในชุดคลุมผ้าไหมสีเขียวหรูหรา จ้องมองป้ายหยกส่งเสียงในมือที่ถูกตัดสายไปอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อสายตา
ไอ้เด็กนี่ถึงกับกล้าเป็นฝ่ายวางสายใส่เขาเชียวรึ?
นี่มันไม่สนใจความเป็นความตายของเจ้าสำนักหลิงเซียนแล้วจริงๆ งั้นหรือ?
“กระต่ายตื่นตูมเมื่อจนตรอกย่อมกัดคน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงยอดฝีมือที่มีความสามารถหนีรอดจากการปิดล้อมของระดับเหลียนซวีมาได้!”
พลันมีสุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง ตรงนั้นมีชายชราชุดเทานอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยก กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยทว่าแฝงความลึกล้ำ “ไม่ต้องไปเล่นลิ้นทายคำปริศนากับมันแล้ว บอกสถานการณ์ให้มันรู้ไปตรงๆ!”
คนสวมหน้ากากเขียวขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความไม่สบอารมณ์
“ไม่ว่าเจ้าจะมีความแค้นส่วนตัวอะไรกับมัน ก็ให้วางเอาไว้ก่อน!”
ชายชราชุดเทากล่าวสำทับเสียงเรียบ “ภารกิจในการเดินทางครั้งนี้ของเราสำคัญที่สุด ให้เจ้านั่นไปลองหยั่งเชิง ‘องค์กรสีรุ้ง’ ดู ถือเป็นโอกาสสังเกตดูความแข็งแกร่งที่แท้จริงของมันด้วย เพื่อปูทางให้กับการแก้แค้นของเจ้าในอนาคต!”
“ข้าน้อยน้อมรับบัญชาใต้เท้า!”
คนสวมหน้ากากเขียวประสานมือคารวะชายชราชุดเทาอย่างนอบน้อม ก่อนจะหยิบป้ายหยกส่งเสียงขึ้นมาติดต่ออีกครั้ง
…
ณ ทางเข้าแดนทรายมาร
ติ๊ง!
เมื่อมองดูป้ายหยกส่งเสียงที่สั่นไหวขึ้นมาอีกครั้ง จางอวิ๋นก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ที่ด่ากราดไปชุดใหญ่เมื่อครู่ ความจริงแล้วเขากำลังวางเดิมพันครั้งสำคัญอยู่
เดิมพันว่าอีกฝ่ายจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากเขาเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่าง และก่อนจะถึงตอนนั้น พวกมันคงไม่กล้าฉีกตั๋วสังหารเจ้าสำนักหลิงเซียนทิ้งจริงๆ
ที่สำคัญที่สุดคือ เขาไม่อยากถูกอีกฝ่ายจูงจมูกเดินเกมไปเรื่อยๆ
การระเบิดอารมณ์ด่ากราดชุดนี้ เป็นการส่งสัญญาณเตือนอีกฝ่ายว่า ถ้าบีบคั้นกันมากเกินไป เขาก็พร้อมจะทิ้งเจ้าสำนักหลิงเซียนได้เหมือนกัน!
“ไอ้หลานชาย ติดต่อท่านปู่มาทำไมอีก?”
จางอวิ๋นเปิดการทำงานป้ายหยกส่งเสียง พลางเบ้ปากถามออกไปทันทีด้วยน้ำเสียงกวนประสาท
คนสวมหน้ากากเขียวได้ยินดังนั้น มุมปากก็กระตุกยิก อยากจะพุ่งไปเชือดคอจางอวิ๋นเสียเดี๋ยวนี้ แต่ก็จำต้องข่มกลั้นโทสะเอาไว้สุดความสามารถ
พยายามรักษาน้ำเสียงให้เย็นชาดังเดิม “วาจาของข้าก่อนหน้านี้ เจ้าอาจจะเข้าใจผิดไป ที่ให้เจ้าไปเอา ‘กิ่งมารเงาปีศาจ’ ไม่ได้หมายความว่าจะให้เจ้าบุกเข้าไปในส่วนลึกของแดนทรายมารระดับหมื่นเมตรเสียหน่อย”
“ตามข่าวที่ทางข้าได้รับมา ตอนนี้กิ่งมารเงาปีศาจได้ตกไปอยู่ในมือของคนกลุ่มหนึ่งแล้ว คนกลุ่มนี้เคลื่อนไหวอยู่ในเขตพื้นที่ความลึกห้าถึงหกร้อยเมตรของแดนทรายมาร ข้าต้องการให้เจ้าไปแย่งชิงกิ่งมารเงาปีศาจมาจากมือของพวกมัน ก็แค่นั้น!”
“เจ้าเห็นข้าเป็นตัวตลกปัญญาอ่อนรึไง?”
จางอวิ๋นแค่นเสียงฮึดฮัด “คนที่สามารถบุกเข้าไปในความลึกหมื่นเมตรของแดนทรายมารเพื่อเอากิ่งมารเงาปีศาจออกมาได้ จะต้องเป็นยอดฝีมือระดับสัตว์ประหลาดขนาดไหน? ให้ไปแย่งของจากมือคนระดับนั้น ทำไมเอ็งไม่บอกให้ข้าไปตายซะเลยล่ะ?”
“อีกฝ่ายมีฝีมืออยู่บ้างก็จริง แต่ที่นี่คือลานแดนมาร ในสถานที่แห่งนี้ ระดับพลังของพวกมันก็ถูกกดทับเหลือเท่ากับเจ้านั่นแหละ ที่สำคัญที่สุดคือ พวกมันไม่ได้เข้าไปเอากิ่งมารเงาปีศาจมาจากความลึกหมื่นเมตรด้วยตัวเอง”
คนสวมหน้ากากเขียวอธิบายอย่างอดทน “เมื่อไม่นานมานี้เกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นในแดนทรายมาร ทำให้กิ่งมารเงาปีศาจเคลื่อนย้ายมาอยู่ที่เขตความลึกสองพันเมตร คนกลุ่มนั้นที่ได้มันไป ก็ถือว่าอาศัยดวงและจังหวะเวลาอยู่บ้างเหมือนกัน!”
จางอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางครุ่นคิด
“เจ้าสำนักของพวกเจ้าตอนนี้ยังอยู่ครบสามสิบสอง…”
คนสวมหน้ากากเขียวกล่าวต่อเพื่อปิดการเจรจา “ขอแค่เจ้าเอากิ่งมารเงาปีศาจมาได้ ทางข้าก็พร้อมจะแลกเปลี่ยนตัวประกันกับของทันที!”
จางอวิ๋นถามเสียงเข้ม “คนกลุ่มนั้นเป็นใคร?”
“นี่คือภาพจำลองของพวกมัน”
สิ้นแสงสว่างวาบจากป้ายหยกส่งเสียง ภาพเหตุการณ์หนึ่งก็ลอยเด่นขึ้นมากลางอากาศ
ในภาพปรากฏกลุ่มคนสิบกว่าคน สวมชุดคลุมยาวสีดำทมิฬเหมือนกันหมด จุดเดียวที่แตกต่างคือหน้ากากที่สวมใส่ มีทั้งสีแดง สีน้ำเงิน สีเหลือง สีเขียว หลากสีสันไม่ซ้ำกันดูประหลาดตายิ่งนัก
“รีบไปเอากิ่งมารเงาปีศาจมาซะ!”
สิ้นเสียงคำสั่ง การติดต่อก็ถูกตัดไปทันที
จางอวิ๋นขมวดคิ้วมุ่น
เขตพื้นที่ห้าหกร้อยเมตรในแดนทรายมาร ถือว่าอยู่ในระยะที่พอจะลองไปสำรวจดูได้
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงลองติดต่อไปหาซูเตี๋ย เพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับกิ่งมารเงาปีศาจ และตัวตนของกลุ่มคนลึกลับเมื่อครู่
“กิ่งมารเงาปีศาจเคลื่อนตัวมาที่เขตสองพันเมตร แถมยังมีคนชิงไปได้แล้ว?”
ซูเตี๋ยได้ยินก็มีท่าทีงุนงงเล็กน้อย ส่ายหน้าพลางกล่าว “เรื่องนี้ข้าไม่รู้จริงๆ ปกติแล้วพวกผู้บำเพ็ญมารในเมืองหยวนม่อจะจับตาดูเรื่องพวกนี้มากกว่า สายข่าวของข้าไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวลึกซึ้งนัก…”
“ส่วนคนกลุ่มนั้นในภาพ ดูจากการแต่งกายแล้ว น่าจะเป็นคนของ ‘องค์กรสีรุ้ง’!”
“องค์กรสีรุ้ง?”
จางอวิ๋นทวนคำด้วยความสงสัย
“นี่เป็นขุมกำลังที่พิเศษมากกลุ่มหนึ่ง ในดินแดนจงอวี้แทบไม่มีใครรู้ว่าผู้ก่อตั้งเป็นใคร แต่สมาชิกในองค์กรมีตั้งแต่ศิษย์ของขุมกำลังระดับสูงสุด ไปจนถึงผู้บำเพ็ญเพียรอิสระธรรมดา มีคนทุกประเภทปะปนกันอยู่ ถ้าจะให้เปรียบเทียบ องค์กรสีรุ้งก็เหมือนกับกลุ่มทหารรับจ้างนั่นแหละ!”
ซูเตี๋ยอธิบายขยายความ “พวกเขาจะประกาศภารกิจว่าจ้างต่างๆ นานา พร้อมเสนอรางวัลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ สมาชิกคนไหนสนใจก็สามารถรับงานได้ การสวมหน้ากากหลากสีสันแบบนั้น เป็นกฎเหล็กของสมาชิกองค์กรสีรุ้งในเวลาปฏิบัติภารกิจ!”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วสูง “ถ้าอย่างนั้น สิบกว่าคนในตอนนี้ ก็คือสมาชิกองค์กรสีรุ้งที่กำลังทำภารกิจอยู่สินะ?”
“ดูแล้วน่าจะใช่!”
ซูเตี๋ยกล่าวเตือนด้วยความเป็นห่วง “จางอวิ๋น เจ้าอย่าเพิ่งวู่วามลงมือ คนขององค์กรสีรุ้งมาจากร้อยพ่อพันแม่ ในเมื่อกล้าเข้ามาทำภารกิจในลานแดนมาร แสดงว่าจะต้องเป็นยอดฝีมือที่ปรับตัวเข้ากับกฎเกณฑ์ของสถานที่แห่งนี้ได้ดีเยี่ยม การจะรับมือพวกมันที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย!”
นางกล่าวเสริมอีกประโยค “ข้ากำลังพาคนรีบไปหาเจ้า รอพวกเราก่อน!”
“เกรงว่าจะรอไม่ทันแล้ว…”
จางอวิ๋นมองดูป้ายหยกส่งเสียงที่สั่นเตือน ติ๊ง ขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยด้วยประกายสังหาร
หลังจากวางสายจากซูเตี๋ย เขาก็เปิดการเชื่อมต่อทันที
เสียงของคนสวมหน้ากากเขียวดังขึ้นอย่างเร่งร้อน “ภายในแดนทรายมารมีทางออกอยู่ไม่น้อย คนกลุ่มนั้นเริ่มเคลื่อนย้ายแล้ว หากปล่อยให้พวกมันหนีออกจากแดนทรายมารไปได้ ชีวิตของเจ้าสำนักพวกเจ้าก็เตรียมจบสิ้นได้เลย!”
พูดจบโดยไม่เปิดโอกาสให้จางอวิ๋นได้ตอบโต้ อีกฝ่ายก็ตัดสายทิ้งทันที
จางอวิ๋นขมวดคิ้วแน่น
รู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังบีบคั้นให้เขาต้องรีบเข้าไปเดี๋ยวนี้
คิดไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจก้าวเท้าเข้าสู่แดนทรายมารอย่างเด็ดเดี่ยว
ในสถานที่ที่ทุกคนถูกกดพลังลงมาเหลือแค่ระดับกลั่นลมปราณเหมือนกันหมดแบบนี้ เขาก็ไม่กลัวหน้าไหนทั้งนั้น!
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่แดนทรายมาร
เม็ดทรายสีทึบมืดมนจำนวนมหาศาลก็พัดกระหน่ำเข้ามาปะทะใบหน้าดั่งพายุคลั่ง
แม้ระดับพลังฝึกตนจะถูกกฎเกณฑ์แห่งแดนทรายกดทับ แต่พลังงานรูปแบบต่างๆ ในร่างกายยังคงสามารถเรียกใช้ได้ เพียงแต่อานุภาพลดทอนลงไปมากโข
เขาโคจร ‘พลังอู’ สีน้ำเงินเข้มขึ้นมาเป็นชั้นเกราะรอบกายทันที เพื่อป้องกันพายุทรายมารเบื้องหน้า
ทรายมารในเขตชั้นนอกสุดนี้อานุภาพไม่รุนแรงนัก ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับกลั่นลมปราณจริงๆ มาเองก็ยังพอต้านทานไหว
แต่เมื่อลึกเข้าไปในระยะสามสิบเมตร ความหนาแน่นของทรายมารก็เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น
จนกระทั่งเมื่อถึงระยะร้อยเมตร
พลังอูรอบกายของเขาก็เริ่มปรากฏร่องรอยของการจะแตกสลาย แต่ก็ยังพอประคองร่างเอาไว้ได้
นอกจากนี้บริเวณรอบๆ ยังมีผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนไม่น้อยรวมตัวกันอยู่ คนพวกนี้ต่างเปลือยท่อนบน นั่งขัดสมาธิปล่อยให้ทรายมารทุบตีขัดเกลาร่างกายอยู่ในเขตนี้เพื่อฝึกฝนความแข็งแกร่ง
จางอวิ๋นไม่ได้สนใจคนพวกนี้ เขามุ่งหน้าทะยานต่อไปอย่างรวดเร็ว
ยิ่งลึกเข้าไป แรงต้านทานก็ยิ่งมหาศาล เขาจำต้องปลดปล่อย ‘ปราณคืนกำไร’ ออกมาผสานกับพลังอูเพื่อช่วยเสริมการป้องกันให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
และในจังหวะที่เขาบุกตะลุยเข้าไปถึงระยะประมาณสามร้อยเมตรนั้นเอง
“ผู้มาใหม่ หยุดเท้าเดี๋ยวนี้!”
สุ้มเสียงเรียบเฉยสายหนึ่งก็ดังแว่วมาจากเบื้องหน้า หยุดยั้งการเคลื่อนไหวของเขาทันที
…