ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 328 สวรรค์ของผู้แกร่งกล้าด้านร่างกาย
- Home
- ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า
- บทที่ 328 สวรรค์ของผู้แกร่งกล้าด้านร่างกาย
“ผู้มาใหม่ หยุดเท้าเดี๋ยวนี้!”
เมื่อเดินพ้นจากเขตพื้นที่เล็กๆ ที่กลุ่มพันธมิตรวชิระยึดครองได้ไม่ไกล ก็มีคนกลุ่มใหม่โผล่ออกมาขวางทางจางอวิ๋นอีกครั้ง
จางอวิ๋นคร้านจะพูดพร่ำทำเพลง ลงมือจัดการพวกมันทันที
จากข้อมูลที่ได้จากเจ้าหัวโล้นเมื่อครู่ ทำให้เขารู้แจ้งว่าหากจะมุ่งหน้าเจาะลึกเข้าไปด้านใน อย่างไรเสียก็ต้องถูกขัดขวางอยู่ดี ดังนั้นก็ลุยมันไปเลยดีกว่า ประหยัดเวลา!
เห็นเพียงกลุ่มคนหน้าตาปูดบวมนอนกองระเนระนาดอยู่ตรงหน้า จางอวิ๋นก้มลงเก็บกวาดแหวนมิติของพวกเขามาจนเกลี้ยง แล้วเดินจากไปอย่างไม่ไยดี
ในเมื่อบีบให้เขาต้องลงมือออกแรง ก็ต้องจ่ายค่าผ่านทางกันหน่อย!
จางอวิ๋นมุ่งหน้าตะลุยต่อไป ตลอดเส้นทางพบเจอกลุ่มอิทธิพลต่างๆ ดาหน้าเข้ามาขวางทางอีกหลายระลอก
ทว่าจางอวิ๋นจัดการคว่ำพวกมันจนราบคาบหมดสิ้น
ยิ่งลึกเข้าไป ผู้บำเพ็ญเพียรของขุมกำลังต่างๆ ที่เข้ามาขวางทางก็ยิ่งแข็งแกร่งกว่าพวกที่อยู่ด้านนอกอย่างเห็นได้ชัด
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาแล้ว ก็ยังถือว่าอ่อนหัดนัก!
เรื่องนี้ทำให้จางอวิ๋นได้สัมผัสถึงความน่าสะพรึงกลัวของ ‘เคล็ดวิชากายาสูงสุด’ อีกครั้ง
ร่างกายของเขาแข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อ!
ผู้บำเพ็ญเพียรที่พบเจอระหว่างทางเหล่านี้ เมื่อใช้ ‘เนตรสวรรค์’ กวาดมองดู ก็พบว่ามีไม่น้อยที่เป็นถึงระดับแปลงเทพ แต่ความแข็งแกร่งทางกายภาพของคนพวกนี้ ให้ความรู้สึกว่ายังไม่เท่ากับตัวเขาในตอนที่อยู่ระดับจินตานเสียด้วยซ้ำ
ต้องรู้ก่อนว่า ผู้บำเพ็ญเพียรที่กล้าเข้ามาฝึกฝนภายในแดนทรายมารเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นผู้บำเพ็ญสายกายากันทั้งนั้น
ขนาดสายกายาโดยตรงยังทำได้แค่นี้ ก็พอจะจินตนาการได้ว่าร่างกายของเขาในตอนนี้น่าทึ่งขนาดไหน!
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่โลกภายนอก เขาไม่เคยสังเกตเลยว่าร่างกายของตัวเองจะวิวัฒนาการมาไกลถึงขั้นนี้!
“ประหยัด ‘พลังเซียนเหี่ยวเฉา’ ได้เยอะเลย!”
จางอวิ๋นลอบยิ้มในใจ สองเท้าก้าวเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงเขตพื้นที่ระยะห้าร้อยเมตรโดยไม่รู้ตัว
พายุทรายมารในบริเวณนี้เข้มข้นรุนแรงกว่าด้านนอกมากโข จางอวิ๋นชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เลือกที่จะคงสภาพพลังอูและปราณคืนกำไรเอาไว้เพื่อป้องกันร่างกาย
ในเมื่อสวมเสื้อผ้าเดินหล่อมาถึงตรงนี้แล้ว ก็ขอสวมเดินต่อไปให้สุดทางเลยแล้วกัน
ใช่แล้ว เหตุผลสำคัญที่สุดที่ต้องสิ้นเปลืองพลังงานต้านทานทรายมาร ก็เพื่อรักษาเสื้อผ้าอาภรณ์บนร่างของเขานั่นเอง!
ลองดูคนอื่นๆ แถวนี้สิ แต่ละคนล้วนเปลือยท่อนบนอวดมัดกล้าม อย่างดีหน่อยก็เหลือเกางเกงขาสั้นไว้ตัวหนึ่ง ส่วนใหญ่แทบจะไม่ใส่อะไรเลยด้วยซ้ำ
น่าเสียดายที่พวกบ้าพลังสายกายาพวกนี้ ส่วนใหญ่ดันเป็นผู้ชายตัวเหม็นเหงื่อ…
จางอวิ๋นส่ายหน้าเบาๆ ด้วยความระอา
“หยุด!”
ทันใดนั้น เบื้องหน้าก็มีสุ้มเสียงหนึ่งตวาดดังขึ้น
จางอวิ๋นกวาดสายตามอง เห็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนขวางทางอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร ชายคนนี้มีระดับพลังที่แท้จริงอยู่ที่ระดับแปลงเทพ และตอนนี้ได้ละทิ้งแม้กระทั่งกางเกงขาสั้นไปแล้ว สภาพเปลือยล่อนจ้อนชวนให้รู้สึกระคายเคืองสายตาเป็นอย่างยิ่ง
“ข้าแค่จะขอผ่านทาง สหายเต๋าช่วยหลีกทางให้หน่อยได้หรือไม่?”
จางอวิ๋นพยายามข่มความรู้สึกคลื่นไส้ เผยรอยยิ้มทรงเสน่ห์บนใบหน้าหล่อเหลา พลางเอ่ยถามอย่างสุภาพ
“น่าขยะแขยง!”
ชายวัยกลางคนเห็นรอยยิ้มนั้น ก็เบ้ปากด้วยความรังเกียจทันที โบกมือไล่เหมือนไล่แมลงวัน “ตัวข้าไม่มีความสนใจในบั้นท้ายของไอ้หน้าอ่อนอย่างเจ้า ไสหัวไปให้พ้น!”
“???”
จางอวิ๋นได้ยินก็ถึงกับมีเครื่องหมายคำถามขึ้นเต็มหน้า
เขาแค่จะขอผ่านทาง แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับบั้นท้าย?
เดี๋ยวนะ…
พอนึกอะไรขึ้นมาได้ มองดูสายตาหยามเหยียดของชายวัยกลางคนตรงหน้า มุมปากของเขาก็อดกระตุกยิกไม่ได้
ไอ้เวรนี่… เห็นความสุภาพของเขาเป็นเรื่องพรรค์นั้นไปได้!
คร้านจะพูดให้มากความ หมัดลุ่นๆ พุ่งแหวกอากาศเข้าใส่ทันที
“รนหาที่ตาย!”
ชายวัยกลางคนแค่นหัวเราะอย่างดูแคลน ง้างหมัดซัดสวนกลับมาเช่นกัน
ถ้าเทียบขนาดหมัดกันแล้ว หมัดของมันใหญ่กว่าหมัดของจางอวิ๋นเป็นเท่าตัว
ลำพังแค่ขนาดของกำปั้น ก็เพียงพอจะบดขยี้ไอ้หน้าอ่อนตรงหน้าได้แล้ว!
มุมปากของมันยกยิ้มเย็นชา
แม้ปกติแล้วมันจะไม่รังเกียจที่จะย่ำยีพวกหน้าอ่อนแบบนี้เล่นแก้เบื่อสักหน่อย แต่วันนี้ไม่มีอารมณ์ มันเตรียมจะ…
ปัง——!!
ยังไม่ทันจะได้คิดจินตนาการจนจบ เสียงระเบิดอากาศอันหนักหน่วงก็ดังสนั่นท่ามกลางพายุทรายมาร
“นี่มัน…”
แรงปะทะมหาศาลจากหมัดเล็กๆ ตรงหน้า ทำให้รอยยิ้มของชายวัยกลางคนแข็งค้างอยู่บนใบหน้า ทันใดนั้นร่างทั้งร่างก็ปลิวละลิ่วกระเด็นออกไปดุจกระสุนปืนใหญ่
ฟุ่บ!
จางอวิ๋นเคลื่อนกายฝ่าทรายมารพุ่งตามไปติดๆ ยกเท้าขึ้นแล้วกระทืบลงไปที่ใบหน้าของชายวัยกลางคนอย่างจัง เหยียบหัวมันจมลงไปในพื้นทราย
ปึก!
“แกสิไอ้หน้าอ่อน!”
ปึก!
“ไม่สนใจบั้นท้ายบิดา? ไอ้แก่โรคจิตเอ๊ย!”
ปึก!
“ไล่บิดาให้ไสหัวไป? ไสหัวไปหาท่านปู่เอ็งสิวะ!!”
…
ปากด่ากราดไป เท้าก็กระทืบซ้ำไป จางอวิ๋นใช้เท้าบดขยี้ใบหน้าของชายวัยกลางคนระลอกแล้วระลอกเล่าจนแทบจมดิน
“บังอาจ!”
“หยุดมือ!”
“รีบปล่อยติงชางเดี๋ยวนี้!!”
…
พลันมีเสียงตวาดดังลั่นมาจากด้านข้าง
เห็นเพียงชายฉกรรจ์ร่างกำยำเปลือยล่อนจ้อนระดับแปลงเทพอีกหลายคน พุ่งทะยานออกมาจากม่านทรายมาร
“พวกเอ็งนี่มันอุจาดตาจริงๆ!”
จางอวิ๋นมองพวกมันแล้วเบ้ปากด้วยความรังเกียจ ก่อนจะเตะเสยร่างชายวัยกลางคนใต้เท้าลอยขึ้นฟ้า “อยากได้ ก็เอาคืนไป!”
เปรี้ยง!
ลูกเตะหนักหน่วงหวดร่างชายวัยกลางคนพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่กลุ่มชายฉกรรจ์เหล่านั้น
“แย่แล้ว!”
สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่แฝงมากับร่างของชายวัยกลางคน เหล่าชายฉกรรจ์หน้าเปลี่ยนสี รีบกระโดดหลบกันจ้าละหวั่น
ตุบ!
ร่างของชายวัยกลางคนตกลงกระแทกพื้นทรายด้านหลังพวกมันอย่างรุนแรง จนทรายมารฟุ้งกระจาย ร่างกายปริแตกเกิดบาดแผลฉกรรจ์หลายแห่ง ส่วนใบหน้านั้นเละเทะจนดูไม่ได้ สลบเหมือดไปแล้ว
สภาพอันน่าสังเวชของชายวัยกลางคน ทำให้เหล่าชายฉกรรจ์ต่างสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวเหน็บ มองจางอวิ๋นด้วยสายตาหวาดผวา
สหายของพวกมันฝีมือก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกมันเท่าไหร่ แต่กลับถูกคนตรงหน้ายำเละได้ขนาดนี้
ไอ้หนุ่มรูปงามที่ยังสวมเสื้อผ้าครบชุดตรงหน้านี้ มันเป็นสัตว์ประหลาดมาจากไหนกัน?
“สหาย…”
ชายฉกรรจ์ผมขาวผู้เป็นหัวหน้าประสานมือขึ้น กำลังจะเอ่ยปากเจรจาอะไรบางอย่าง
แต่กลับเห็นจางอวิ๋นยื่นมือแบมาทางเขา บนฝ่ามือนั้นมีแหวนมิติสองวงวางอยู่ เป็นของชายวัยกลางคนเมื่อครู่
ชายผมขาวงุนงง “สหาย นี่หมายความว่าอย่างไร?”
“แค่นี้ยังดูไม่ออกอีกรึไง?”
จางอวิ๋นเดาะแหวนมิติในมือเล่น กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “แหวนมิติของพวกเอ็ง ส่งมาให้หมด!”
สิ้นคำพูด สีหน้าของชายผมขาวและพรรคพวกก็พลันดำทะมึน “สหาย อย่าให้มันมากเกินไปนัก!”
“มากเกินไป?”
จางอวิ๋นปรายตามองชายวัยกลางคนที่นอนสลบเหมือดแวบหนึ่ง “เมื่อกี้ข้าบอกแล้วว่าแค่จะขอผ่านทาง แต่พวกเอ็งดันเสนอหน้ามาขวางเอง ในเมื่อขวางแล้ว ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทน!”
ฟุ่บ!
พูดจบไม่รอช้า เท้าเหยียบ ‘ย่างก้าวชิงหยวน’ ร่างพลิ้วไหวประดุจภูตพรายสีเขียว หมัดแหวกอากาศพุ่งเข้าใส่ฝ่ายตรงข้าม
เร็วมาก!
ชายผมขาวรูม่านตาหดเกร็ง ยากจะจินตนาการว่าในแดนทรายมารจะมีใครทำความเร็วได้ขนาดนี้ รีบยกสองแขนขึ้นไขว้กันเพื่อตั้งการ์ดรับ
แต่แรงปะทะที่คาดการณ์ไว้กลับไม่มาถึง มีเพียงสายลมวูบหนึ่งพัดผ่านข้างหู
“แย่ล่ะ!”
ตระหนักได้ถึงบางสิ่ง ชายผมขาวหน้าเปลี่ยนสี รีบเอียงตัวหลบ
ปึก!
แต่ก็สายเกินไป จางอวิ๋นใช้นิ้วจิ้มทะลวงเข้าที่ท้ายทอยของมัน
พรวด!
ผิวหนังปริแตก กระแสลมหมุนวนระเบิดออก ชายผมขาวกระอักเลือดคำโต ทรุดฮวบลงมองจางอวิ๋นด้วยความไม่อยากจะเชื่อ “เจ้า… เจ้ารู้จุดตายข้าได้ยังไง?”
นั่นมัน ‘จุดตาย’ ของวิชากายาที่มันฝึกฝนมาอย่างยากลำบาก!
วูบ!
ไม่รอให้มันได้คิดต่อ ร่างของจางอวิ๋นก็กลายเป็นเงาสีเขียว พุ่งผ่านร่างคนอื่นๆ ที่เหลือดุจสายลมมรณะ
ฉึก! ฉึก! ฉึก!!
พรรคพวกที่เหลือยังไม่ทันจะได้ตอบสนอง ก็พากันกระอักเลือดล้มลงไปกองกับพื้นอย่างไร้ทางสู้
ชายผมขาวคุกเข่าอยู่กับพื้น มองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ
นี่มันในเขตแดนทรายมารแห่งลานแดนมารนะ ไอ้หมอนี่ทำไมถึงมีพลังการต่อสู้ที่เหนือชั้นขนาดนี้ได้?
ฟู่ว!
จางอวิ๋นพ่นลมหายใจเบาๆ
เขาค้นพบว่าในลานแดนมารแห่งนี้ พลังที่เขาแสดงออกมาได้ กลับดูจะแข็งแกร่งและได้เปรียบกว่าตอนอยู่โลกภายนอกเสียอีก
ระดับแปลงเทพพวกนี้ถ้าอยู่ข้างนอก เขาคงต้องออกแรงเหนื่อยหน่อย แต่พออยู่ที่นี่ กลับกลายเป็นการไล่ตบเด็กอยู่ฝ่ายเดียว!
ลานแดนมาร... นี่มันสวรรค์ของผู้แกร่งกล้าด้านร่างกายชัดๆ!
“น่าเสียดาย…”
จางอวิ๋นเดินเก็บแหวนมิติของคนกลุ่มนี้มา พลางมองพวกมันแล้วส่ายหน้า
แม้สภาพจะอุจาดตาไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็เป็นถึงระดับแปลงเทพ น่าเสียดายที่ในลานแดนมาร พลังงานและวิญญาณของเขาถูกจำกัด ทำให้ใช้วิชา ‘เคล็ดสะกดใจ’ และ ‘เคล็ดสะกดวิญญาณ’ ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคงได้ทาสรับใช้ชั้นดีเพิ่มมาอีกกลุ่ม
“หือ?”
ขณะกวาดตามองของในแหวนมิติพวกมันอย่างลวกๆ สายตาของเขาก็ต้องสะดุดหยุดลงที่สิ่งของชิ้นหนึ่ง
…