ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 333 จะโทษก็ไปโทษเจ้านี่เถอะ!
ภายในห้องลับอันมืดสลัว
บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบสงัดชั่วขณะ
คนสวมหน้ากากเขียวและชายชราชุดเทาที่เอนกายอยู่บนเก้าอี้ ต่างจ้องมองภาพที่ฉายออกมาจากหินบันทึกภาพด้วยความตกตะลึงจนตาค้าง
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?
พวกเขาแค่ต้องการให้จางอวิ๋นไปลองเชิงวัดฝีมือกับสมาชิกองค์กรสีรุ้ง เพื่อดูท่าทีและระดับพลัง แต่ไอ้หมอนี่…
เล่นจัดการกวาดล้างสมาชิกองค์กรสีรุ้งระดับเหลียนซวีจนราบคาบในพริบตาเดียวเลยเนี่ยนะ??
“เจ้านั่น… ทำไมถึงแข็งแกร่งขนาดนี้?”
คนสวมหน้ากากเขียวเอ่ยเสียงสั่นอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
ฟู่!
ชายชราชุดเทาสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับความตื่นตระหนก “มิน่าล่ะ คนผู้นี้ถึงหนีรอดจากเงื้อมมือเจ้าเมืองกู่โม่และพวกมาได้ มันมีดีกว่าที่คิดจริงๆ”
คนสวมหน้ากากเขียวมีสีหน้ามืดมน เอ่ยถามเสียงเครียด “แล้วพวกเราจะเอาไงต่อดีขอรับ…”
“เอากิ่งมารเงาปีศาจมาให้ได้ก่อน!”
ชายชราชุดเทาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แววตาฉายความเด็ดขาด “ส่วนเรื่องความแค้นของเจ้า ไม่ต้องรีบร้อน วันข้างหน้ายังมีโอกาสอีกเยอะ!”
“ผู้น้อยทราบแล้ว!”
คนสวมหน้ากากเขียวก้มศีรษะรับคำ
...
ในภาพฉาย ณ แดนทรายมาร
“ศาสตรามิติที่บรรจุสิ่งมีชีวิตได้?”
จางอวิ๋นที่นั่งทับอยู่บนร่างของคนสวมหน้ากากแดงอย่างสบายใจ ถือเชือกข้อมือถักเกลียวที่ถอดมาจากข้อมือของอีกฝ่ายขึ้นมาพิจารณา พลางเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ
“ท่าน… มีอะไรค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันเถอะ ของสิ่งนี้เป็นอุปกรณ์ทำภารกิจสำคัญขององค์กรสีรุ้งเรา หากท่านชิงมันไป จะต้องถูกองค์กรสีรุ้งของพวกเราไล่ล่าสังหารแบบกัดไม่ปล่อยแน่!”
คนสวมหน้ากากแดงที่อยู่ใต้ร่างเอ่ยด้วยน้ำเสียงตึงเครียด พยายามข่มขู่ทั้งที่ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด
จางอวิ๋นก้มลงมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย แฝงแววยียวน
“ตอนนี้ข้าไม่ได้กำลังโดนพวกเจ้าไล่ล่าอยู่รึไง?”
“...”
เหล่ามนุษย์หน้ากากที่นอนกองกันเป็นภูเขาต่างพากันเงียบกริบ พูดไม่ออก
จางอวิ๋นเลิกสนใจพวกเขา ส่งจิตสัมผัสเข้าไปตรวจสอบเชือกข้อมือเส้นนั้นทันที
“อยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย!”
เพียงแวบเดียว เขาก็มองเห็นต้นไม้ประหลาดสูงราวๆ หลายสิบเมตรที่ถูกล้อมรอบด้วยไอมารสีดำทมิฬ ตั้งตระหง่านอยู่ภายในพื้นที่ว่างขนาดเท่าลานจัตุรัสในเชือกข้อมือ บนต้นไม้นั้นมีผลสีดำสนิทงอกเงยอยู่กว่าสิบลูก ส่งกลิ่นอายลึกลับออกมา——
【ร่างแยกพฤกษาศักดิ์สิทธิ์】
คำอธิบาย: ร่างแยกของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์สายเลือดมารปีศาจแห่งเผ่ามาร อัดแน่นไปด้วยปราณมารเข้มข้น ทุกๆ ร้อยปีจะให้กำเนิด ‘ผลศักดิ์สิทธิ์มารปีศาจ’ หนึ่งลูก เมื่อร่างแยกนี้เข้าใกล้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์สายเลือดมารปีศาจในระยะที่กำหนด ทั้งสองจะเกิดการเชื่อมโยงกัน ร่างแยกนี้จะถูกต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ชักนำและควบคุมโดยสมบูรณ์
...
【ผลศักดิ์สิทธิ์มารปีศาจ】
ระดับ: โอสถมารระดับสุดยอด
คำอธิบาย: ผลไม้ที่อัดแน่นไปด้วยปราณมารบริสุทธิ์และเศษเสี้ยวพลังมารปีศาจ หากผู้บำเพ็ญมารกินเข้าไป พลังตบะจะพุ่งทะยานอย่างก้าวกระโดด และได้รับพลังมารปีศาจ สามารถก้าวเข้าสู่วิถีมารปีศาจได้…
...
เมื่อใช้เคล็ดวิชาเนตรเซียนตรวจสอบข้อมูลของกิ่งมารเงาปีศาจนี้ จางอวิ๋นก็ลอบอุทานในใจว่า ‘นั่นปะไร’
แม้จะไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องราวหายนะเผ่ามารเมื่อสองพันกว่าปีก่อน และกระบวนการก่อตัวของลานแดนมารแห่งนี้ แต่เจ้า ‘ร่างแยกพฤกษาศักดิ์สิทธิ์’ ที่ถูกเรียกว่ากิ่งมารเงาปีศาจต้นนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากว่าเป็น ‘หมาก’ ที่เผ่ามารทิ้งเอาไว้
โดยการใช้วิธีแตกหน่อแยกเมล็ดพันธุ์ ให้ผู้บำเพ็ญเพียรนำไปเพาะเลี้ยงดูแลอย่างดี จนกลายเป็นร่างแยกพฤกษาศักดิ์สิทธิ์ทีละต้นๆ
ไอ้สิ่งที่เรียกว่า ‘ฝนสมบัติมาร’ ที่ตกลงมาในแดนทรายมารแห่งนี้ คาดว่าคงเป็นฝีมือของเผ่ามารที่จงใจจัดฉากขึ้น เพื่อรอเวลาที่จะโยนเมล็ดพันธุ์จำนวนมาก รวมถึงเจ้าต้นร่างแยกนี้ออกมา
โดยผสมปนเปไปกับสมบัติเผ่ามารบางส่วน เพื่อตบตาให้ดูเหมือนว่ามีสมบัติเก่าแก่ของเผ่ามารหลุดลอยออกมาตามธรรมชาติ แต่แท้จริงแล้วมันคือการ ‘หว่านเมล็ดพันธุ์’
ในดินแดนจงอวี้ หรืออาจจะภายในลานแดนมารแห่งนี้ เป็นไปได้ว่ายังมีตัวตนระดับสูงของเผ่ามารดำรงอยู่ และกำลังชักใยบงการทุกอย่างอยู่ในเงามืด!
เมื่อคิดได้ดังนี้ ในใจของจางอวิ๋นก็เกิดความระแวดระวังขึ้นมาอย่างรุนแรง
เพราะความแข็งแกร่งของร่างกายบวกกับมี ‘พลังเซียนเหี่ยวเฉา’ ให้ใช้ เขาจึงไม่เกรงกลัวผู้บำเพ็ญเพียรหน้าไหนในที่แห่งนี้ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเผ่ามารตัวจริง… นั่นมันคนละเรื่องกัน!
ฟู่!
จางอวิ๋นสูดหายใจเข้าลึก กวาดสายตามองไปยังพายุทรายมารที่พัดกระหน่ำในส่วนลึกของแดนทรายมาร ไม่นานแววตาก็กลับมาสงบเยือกเย็น
ในเมื่อเลือกใช้วิธีลอบหว่านเมล็ดพันธุ์ เช่นนั้นเผ่ามารตัวจริงที่อาจจะซ่อนอยู่ในลานแดนมาร ย่อมต้องไม่กล้าเผยตัวออกมาโจ่งแจ้ง เพราะถ้าขืนโผล่หัวออกมา แล้วดึงดูดความสนใจของยอดฝีมือที่สามารถเมินเฉยต่อกฎการกดพลังของลานแดนมารได้ แผนการวางหมากที่เผ่ามารเพียรพยายามทำไว้นี้ก็จะสูญเปล่าทันที
เขาส่ายหน้าเบาๆ เลิกคิดเรื่องไกลตัว
มองดูสมาชิกองค์กรสีรุ้งทั้งห้าใต้ร่าง จางอวิ๋นครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจใช้พลังเซียนเหี่ยวเฉาผนึกร่างของพวกเขาเอาไว้ ก่อนจะจับยัดเก็บเข้าไปในแหวนมิติราวกับเก็บสัมภาระ
ในสถานการณ์ที่พลังงานอื่นๆ ถูกกดทับ การผนึกแบบนี้มีเพียงพลังเซียนเหี่ยวเฉาเท่านั้นที่ทำได้ แม้จะเปลืองพลังไปหน่อย แต่สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับเหลียนซวีพวกนี้ ถือว่าจำเป็นมาก
เพราะถ้าออกไปจากลานแดนมารเมื่อไหร่ สมาชิกองค์กรสีรุ้งระดับเหลียนซวีพวกนี้ ก็ไม่ใช่ตัวตนที่เขาจะกดขี่ได้ง่ายๆ อีกต่อไป หากปล่อยไว้จะเป็นภัยในภายหลัง
ที่เขากล้าลงมืออย่างป่าเถื่อนในที่แห่งนี้ เพราะเขารู้ดีว่าร่างกายของเขาแข็งแกร่งไร้เทียมทานขนาดไหนในพื้นที่นี้
เมื่อมีพลังที่เหนือกว่าอย่างเด็ดขาด ก็ไม่มีความจำเป็นต้องซ่อนเร้นปิดบังให้มากความ
แน่นอนสิ่งที่สำคัญที่สุด คือไอ้คนที่ลักพาตัวเจ้าสำนักไป เป็นไปได้สูงว่าจะมีสายตาจับจ้องอยู่ที่นี่ด้วย
เขาต้องการจะแสดงให้อีกฝ่ายเห็นชัดๆ ว่าเขาเอากิ่งมารเงาปีศาจมาได้แล้ว!
จางอวิ๋นลุกขึ้นยืน กวาดตามองผู้บำเพ็ญเพียรโดยรอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย หยิบป้ายหยกสื่อสารออกมา แล้วติดต่อไปหาอีกฝ่ายทันที
“ทำได้ดีมาก!”
อีกฝ่ายกดรับสาย เปิดปากมาก็เอ่ยชมเขาทันทีด้วยน้ำเสียงพึงพอใจ (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
จางอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็มั่นใจทันที ในที่นี้มีสายตาของอีกฝ่ายแฝงตัวอยู่จริงๆ!
“เดี๋ยวค่อยคุยกัน!”
จางอวิ๋นพูดทิ้งท้ายประโยคเดียว แล้วตัดสายทิ้งทันทีอย่างไม่ไยดี
...
ภายในห้องอันมืดสลัว
มองดูป้ายหยกสื่อสารที่เพิ่งถูกตัดสายไป คนสวมหน้ากากเขียวและชายชราชุดเทาต่างก็มึนงง
เพิ่งติดต่อมาแล้วก็วางสายไปดื้อๆ นี่มันเล่นตลกอะไรของมัน?
แต่ไม่นาน พวกเขาก็เข้าใจ
เห็นเพียงในภาพฉาย จางอวิ๋นเผยรอยยิ้มบางๆ ให้กับเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่มุงดูอยู่ วินาทีถัดมาเขาก็พุ่งตัวออกไปราวกับสายฟ้าแลบ
สิ่งสุดท้ายที่พวกเขาเห็นคือหมัดขนาดใหญ่ที่พุ่งเข้ามาใส่หน้าจอ
ซ่า!
ภาพฉายดับวูบหายไปทันที
“ไอ้เวรนี่!!”
คนสวมหน้ากากเขียวหน้าดำคร่ำเครียด รู้ตัวทันทีว่าประโยคเมื่อครู่ของตนทำให้ความแตก
ที่สำคัญคือ เขาคิดไม่ถึงว่าจางอวิ๋นจะป่าเถื่อนขนาดนี้ เล่นงานทุกคนในบริเวณนั้นแบบไม่เลือกหน้าเพียงเพื่อหาตัวคนจับตาดู
ตอนนี้ภาพตัดไปแล้ว ทั้งคนสวมหน้ากากเขียวและชายชราชุดเทาต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด
สถานการณ์… หลุดจากการควบคุมของพวกเขาแล้ว!
...
ณ แดนทรายมาร
“พวกเราไม่ได้ไปหาเรื่องเจ้า เจ้าทำแบบนี้ทำไม!?”
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่โดนลูกหลง กระอักเลือดลงไปกองกับพื้นทราย มองจางอวิ๋นด้วยความหวาดกลัวระคนโกรธแค้น
จางอวิ๋นไม่สนใจเสียงโอดครวญของพวกเขา เขาเดินตรงเข้าไปหาชายคนหนึ่ง
“ที่แท้ก็เจ้านี่เอง!”
ในขณะนี้ เขาถือหินบันทึกภาพก้อนหนึ่งไว้ในมือ ยิ้มตาหยีมองชายสวมหน้ากากพยัคฆ์ทมิฬตรงหน้า
ร่างของอีกฝ่ายสั่นสะท้าน รู้ตัวว่าความแตกแล้ว จึงหันหลังเตรียมจะวิ่งหนีสุดชีวิต
กร๊อบ!
จางอวิ๋นเตะสวนเข้าไปที่น่องอย่างแม่นยำ จนขาอีกฝ่ายหักสะบั้นผิดรูป
“อ๊ากกก!”
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวนของคนสวมหน้ากากพยัคฆ์ทมิฬ จางอวิ๋นหิ้วคออีกฝ่ายขึ้นมาเหมือนหิ้วไก่
“พวกเราไปหาที่คุยกันหน่อยดีกว่า!”
คนสวมหน้ากากพยัคฆ์ทมิฬหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด
จางอวิ๋นหันไปมองฝูงชนที่โดนลูกหลงถูกซัดจนน่วมรอบๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูรู้สึกผิด(แบบปลอมๆ) เล็กน้อยว่า
“ขอโทษทีนะทุกคนที่ซัดพวกเจ้าซะน่วม จะโทษก็ไปโทษเจ้านี่เถอะ มันซ่อนตัวเนียนเกินไป! ข้าเลยต้องเหวี่ยงแหจับ!”
พูดจบก็กระชากหน้ากากของชายสวมหน้ากากพยัคฆ์ทมิฬออก โชว์ใบหน้าให้ทุกคนในที่นั้นได้เห็นชัดๆ
ผู้คนในที่นั้นมุมปากกระตุกยิก
สรุปคือพวกตูโดนลูกหลงเพราะไอ้เวรนี่คนเดียวงั้นสิ!
แต่จะให้ไปแก้แค้นจางอวิ๋น พอนึกถึงสภาพสมาชิกองค์กรสีรุ้งห้าคนที่โดนจับทำกายกรรมเป็นตั้งๆ เมื่อกี้ พวกเขาก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างเงียบๆ ยอมกลืนความแค้นลงคอ
สายตาทุกคู่จึงเปลี่ยนเป้าหมาย กลายเป็นดุร้ายอำมหิต จ้องเขม็งไปที่ใบหน้าชายวัยกลางคนที่อยู่ภายใต้หน้ากากนั้นเป็นตาเดียว
ขออย่าให้เจอตัววันหลังนะมึง ไม่งั้นหนี้ที่เจ็บตัววันนี้ ต้องเอาคืนให้สาสม!
ชายวัยกลางคนที่ถูกจางอวิ๋นหิ้วอยู่เห็นสายตาอาฆาตแค้นเหล่านั้นก็น้ำตาตกใน
จบเห่แล้ว!
ต่อให้จางอวิ๋นไม่ฆ่าเขา ต่อไปเขาก็อย่าหวังจะได้มีที่ยืนในลานแดนมารอีกเลย ศัตรูทั่วสารทิศขนาดนี้!
จางอวิ๋นไม่สนว่ามันจะคิดยังไง หิ้วคอมันเดินดุ่มๆ มุ่งหน้าออกจากแดนทรายมารทันที
ติ๊ง!
เสียงสัญญาณดังขึ้นจากในอกเสื้อ
จางอวิ๋นเหลือบตามองป้ายหยกสื่อสารที่สั่นไหว…
ไม่รับเว้ย! ปล่อยให้มันร้อนรนไปนั่นแหละดี!
...
ภายในห้องอันมืดสลัว
“ไอ้สารเลว บังอาจไม่รับสาย!!”
คนสวมหน้ากากเขียวมองป้ายหยกสื่อสารในมือ กัดฟันกรอดด้วยความโกรธจัดจนเส้นเลือดปูดโปน
“ไป!”
จู่ๆ ชายชราชุดเทาก็เอ่ยขึ้นพร้อมลุกยืน
คนสวมหน้ากากเขียวชะงัก แต่ก็เข้าใจความหมายได้ทันที
ทั้งสองรีบเร่งออกจากห้องมืดนั้นไปอย่างร้อนรน
...