ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 334 เหนือความคาดหมาย
ผ่านไปครึ่งก้านธูป
จางอวิ๋นมาถึงหน้าห้องมืดสลัวที่เป้าหมายเคยซ่อนตัวอยู่ มองดูห้องที่ว่างเปล่าไร้เงาผู้คน แล้วเหลือบตามองชายวัยกลางคนที่หิ้วมาในมือด้วยสายตาเย็นชา
ชายวัยกลางคนเห็นสภาพห้องก็หน้าซีดเผือด รีบละล่ำละลักบอกเสียงสั่น
“หนีไปแล้ว! พวกมันต้องรู้ตัวว่าข้าถูกจับได้ ก็เลยไหวตัวทันชิงหนีไปแล้วแน่ๆ!!”
“ข้ารู้น่า!”
จางอวิ๋นตัดบทอย่างรำคาญ เขาเดินดุ่มเข้าไปในห้อง สะบัดมือวูบหนึ่ง เรียก ‘ลิ่วจื่อ’ ที่ถูกเก็บดองเค็มไว้ในหอสมบัติเซียนจนฝุ่นเกาะและใกล้จะหมดเวลาคงสภาพออกมา
“ดมซะ!”
ลิ่วจื่อพยักหน้าทันทีโดยไม่อิดออด แล้วเปิดใช้งานพรสวรรค์ ‘จมูกวิญญาณ’ สูดดมกลิ่นอายในอากาศ
ในสถานที่แห่งนี้ ผู้คนทั่วไปจะถูกกดพลังลงอย่างมาก ทว่า ‘อู่จื่อ’ และ ‘ลิ่วจื่อ’ ที่เขาอัญเชิญมาจากเมืองจี๋จื้อเมื่อนานมาแล้ว แม้จะมีระดับพลังเพียงจินตานขั้นสูงสุด แต่กลับมีประโยชน์มหาศาลในสถานการณ์เช่นนี้
เพราะพวกเขาสังกัดสาย ‘วิญญาณบรรพกาล’ แห่งเมืองจี๋จื้อ ฝึกฝน ‘กายาวิญญาณบรรพกาล’ ซึ่งเป็นสายกายาโดยตรง จึงไม่ถูกกฎเกณฑ์ของลานแดนมารกดทับมากนัก
และลิ่วจื่อผู้นี้มีพรสวรรค์พิเศษที่เรียกว่า ‘จมูกวิญญาณ’ สามารถดมจับกลิ่นอายวิญญาณที่หลงเหลืออยู่จางๆ และแกะรอยตามกลิ่นนั้นไปได้อย่างแม่นยำราวนักล่า
“เจ้านาย ได้กลิ่นแล้วขอรับ!”
เพียงไม่กี่วินาที ลิ่วจื่อก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกาย
“ตามรอยได้ไหม?”
“สบายมากขอรับ!”
“นำทางไป!”
จางอวิ๋นโบกมือสั่งการทันที
ฟุ่บ!
ลิ่วจื่อไม่รอช้า พุ่งทะยานออกจากห้องมุ่งหน้าไปทางทิศหนึ่งด้วยความเร็วสูง
จางอวิ๋นหิ้วคอชายวัยกลางคนพุ่งตามไปติดๆ ดุจเงาตามตัว
ชายวัยกลางคนเบิกตากว้างด้วยความแปลกใจ
ยังมีลูกเล่นแบบนี้อีกเหรอ?
จางอวิ๋นเหลือบมองชายวัยกลางคนในมือ พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบระหว่างที่พุ่งทะยานติดตามไป
“สองคนที่เจ้าพูดถึงเมื่อกี้… สังกัดขุมกำลังไหน?”
หลังจากจับเจ้านี่มาและรีดข้อมูลตำแหน่งของคนร้ายได้ เขาก็รีบบึ่งมาทันทีโดยยังไม่ทันได้สอบถามรายละเอียดตื้นลึกหนาบางอื่นๆ
“เอ่อ…”
ชายวัยกลางคนลังเลอึกอัก แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาคมกริบราวกับใบมีดของจางอวิ๋น ก็ตัวสั่นสะท้าน กัดฟันตอบออกมา
“สมาพันธ์แห่งแสง! ข้ากับพวกมันล้วนเป็นคนของสมาพันธ์แห่งแสง!!”
“สมาพันธ์แห่งแสง?”
จางอวิ๋นขมวดคิ้ว ก้มมองชายวัยกลางคนด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย “เจ้าเป็นคนของสมาพันธ์แห่งแสงงั้นรึ?”
“ใช่!”
ชายวัยกลางคนมองจางอวิ๋นด้วยแววตาขมขื่น “ข้าคือสายสืบที่สมาพันธ์ส่งมาแฝงตัวหาข่าวในลานแดนมารเมื่อหลายปีก่อน!”
จางอวิ๋นหรี่ตาลง “ไม่ได้โกหกข้าใช่มั้ย?”
ชายวัยกลางคนรีบยกมือขึ้นทันทีด้วยความร้อนรน
“ข้าสาบานต่อฟ้าดินได้! หากสิ่งที่ข้าพูดเป็นเท็จ ขอให้ชาตินี้ระดับพลังของข้าไม่มีวันก้าวหน้า และขอให้ตายตกด้วยทัณฑ์สวรรค์!”
จางอวิ๋นเงียบไปชั่วครู่
เขาคาดเดาความเป็นไปได้ไว้หลายอย่าง แต่คิดไม่ถึงเลยว่าคนที่ลักพาตัวเจ้าสำนัก จะเป็นคนของ ‘สมาพันธ์แห่งแสง’!
สมาพันธ์แห่งแสงผู้ผดุงคุณธรรมที่ใครๆ ต่างยกย่อง… ทำเรื่องลักพาตัวต่ำช้าแบบนี้เนี่ยนะ?
จางอวิ๋นจ้องมองชายวัยกลางคนด้วยสายตาเย้ยหยัน “สมาพันธ์แห่งแสงของพวกเจ้า… แสงสว่างจ้าซะเหลือเกินนะ!”
“เรื่องนี้อยู่นอกเหนือการควบคุมของข้า มันเป็นคำสั่งโดยตรงของท่านผู้ดูแล ข้าทำได้เพียงปฏิบัติตามคำสั่งเท่านั้น!”
ชายวัยกลางคนตอบอย่างจนใจ
“ผู้ดูแล?”
จางอวิ๋นชะงักฝีเท้าเล็กน้อย “เจ้าบอกว่าสองคนนั้นเป็นผู้ดูแลงั้นรึ?”
“ใช่! ในกลุ่มนั้นต้องมีคนหนึ่งเป็นผู้ดูแลแน่นอน!”
“ชื่ออะไร?”
“เรื่องนี้ข้าไม่รู้จริงๆ ผู้ดูแลในสมาพันธ์มีอยู่ไม่น้อย และจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทุกช่วงเวลา ผู้ดูแลที่ข้ารู้จักมีเพียงส่วนน้อยนิด แต่สองคนนั้นแสดง ‘ตราคำสั่งผู้ดูแล’ ให้ข้าดูเพื่อยืนยันตัวตน”
ชายวัยกลางคนรีบอธิบาย “ตราคำสั่งของสมาพันธ์เราลงอาคมไว้ ไม่สามารถปลอมแปลงได้ หากเจ้าของตราตาย ตราก็จะสลายไปตามกัน พวกมันมีตราคำสั่ง หนึ่งในนั้นต้องเป็นผู้ดูแลตัวจริงของสมาพันธ์แน่นอน!”
จางอวิ๋นครุ่นคิดเล็กน้อย นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้จึงถามต่อ
“แล้วพวกเจ้าจะเอากิ่งมารเงาปีศาจไปทำอะไร?”
“ตามความต้องการของท่านผู้ดูแล คือเตรียมจะเอามันกลับไปที่ศูนย์บัญชาการหลัก…”
ชายวัยกลางคนตอบอย่างลื่นไหลเมื่อความลับถูกเปิดเผยไปแล้ว
“สมบัติล้ำค่าของเผ่ามารเช่นนี้ สามารถนำไปวิจัยเพื่อหาจุดอ่อนและวิธีต่อกรกับเผ่ามารได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเอามาให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม!”
จางอวิ๋นเลิกคิ้ว
ดูเหมือนว่าสมาพันธ์แห่งแสงอาจจะระแคะระคายเรื่องปัญหาของกิ่งมารเงาปีศาจและแผนการของเผ่ามารนี้ จึงได้ส่งผู้ดูแลลงมาจัดการ
แต่เขาก็ยังรู้สึกทะแม่งๆ ชอบกล
ถ้าอีกฝ่ายเป็นคนของสมาพันธ์แห่งแสงที่มีอุดมการณ์จริง ทำไมถึงรู้เรื่องส่วนตัวของเขาดีนัก แถมยังใช้วิธีจับตัวเจ้าสำนักมาข่มขู่เขาเยี่ยงโจรผู้ร้ายอีก?
จางอวิ๋นคิดไม่ตก (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
แต่ไม่นานเขาก็สะบัดหัว ไล่ความคิดฟุ้งซ่าน สายตามุ่งมั่นมองตรงไปข้างหน้า
ช่างหัวมันสิ จับตัวสองคนนั้นมาได้เมื่อไหร่ เดี๋ยวก็รู้ความจริงเอง!
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นข้างหู
จางอวิ๋นชะงักฝีเท้า หยิบป้ายหยกสื่อสารขึ้นมาเปิดดู ภาพโฮโลแกรมของซูเตี๋ยก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ใบหน้างดงามนั้นเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อผุดพรายและดูร้อนรน
“จางอวิ๋น พวกเรามาถึงทางเข้าแดนทรายมารแล้ว เจ้าอยู่ตรงไหน?”
“เอ่อ…”
จางอวิ๋นอ้าปากค้างเล็กน้อย
ยังไม่ทันได้ตอบ ซูเตี๋ยมองผ่านภาพในป้ายหยกเห็นสภาพแวดล้อมรอบตัวเขาไม่มีทรายมารปลิวว่อน คิ้วเรียวก็ขมวดมุ่น
“เจ้าไม่อยู่ในแดนทรายมารงั้นเหรอ?”
“ข้าเข้าไปแล้ว… ก็ออกมาแล้วรอบนึง!”
จางอวิ๋นพยักหน้า แล้วเล่าสถานการณ์คร่าวๆ ให้ฟังอย่างรวบรัด
ซูเตี๋ยฟังจบก็เบิกตากว้าง จ้องมองเขาด้วยสายตาเหลือเชื่อ “จะ… เจ้าจัดการคนขององค์กรสีรุ้งไปแล้ว? แถมยังเอากิ่งมารเงาปีศาจมาได้แล้วด้วย??”
“อื้ม”
จางอวิ๋นพยักหน้าหน้าตาย “แถมตอนนี้ข้าได้เบาะแสแล้ว กำลังไล่ล่าคนที่จับตัวเจ้าสำนักอยู่!”
ซูเตี๋ยได้ยินดังนั้นมุมปากก็กระตุกยิก
นางค้นพบว่า… ตัวเองเหมือนส่วนเกินชะมัด เพิ่งจะรีบตาลีตาเหลือกมาถึง จางอวิ๋นก็แทบจะปิดงานหมดแล้ว!
จางอวิ๋นเห็นสีหน้านางก็รีบเอ่ยขึ้น “แม่นางซูคนงาม ครั้งนี้ข้าติดหนี้บุญคุณเจ้าครั้งหนึ่ง!”
“ติดหนี้บ้าบออะไร ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลยสักอย่าง!”
ซูเตี๋ยส่งเสียงฮึดฮัดอย่างขัดใจ “แม่จะกลับแล้ว!!”
“เดี๋ยวก่อน!”
จางอวิ๋นรีบห้ามเสียงหลง “แม่นางซูคนงาม มีเรื่องต้องรบกวนเจ้าจริงๆ!”
“หือ?”
ซูเตี๋ยชะงักท่าที
“ไหนๆ เจ้าก็พาคนมาแล้ว ตอนนี้ช่วยออกไปจากลานแดนมาร ไปเฝ้าตามทางเข้าต่างๆ ของลานแดนมารที่เมืองหยวนม่อที ช่วยจับตาดู ‘เจ้าเมืองกู่โม่’ กับรองเจ้าตำหนักเทพสังหาร ‘ขวงหลง’ และพวกพ้องให้หน่อย!”
จางอวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ถ้าเจอว่าพวกมันเข้ามาในลานแดนมารเมื่อไหร่ ส่งคนเข้ามาบอกข้าที!”
ซูเตี๋ยได้ยินทีแรกก็งุนงง แต่ไม่นานสมองอันฉับไวของนางก็ตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง นางเบิกตาโตจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของจางอวิ๋นในภาพ
“เชี่ย… นี่เจ้าเปิดหน้าโชว์หราตลอดทางเลยเรอะ!?”
จางอวิ๋นยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “ข้าตั้งใจจะล่อพวกมันเข้ามา แล้วจัดการให้สิ้นซากไปพร้อมกันเลย!”
“...”
มองรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเขา ซูเตี๋ยก็อดมุมปากกระตุกไม่ได้
เมื่อก่อนนางไม่เคยสังเกตเลยว่า ภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้มนี้ จางอวิ๋นจะบ้าบิ่นและอำมหิตได้ขนาดนี้?
แต่ก็อดเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจังไม่ได้ “จางอวิ๋น เจ้าอย่าทำอะไรบุ่มบ่าม เจ้าเมืองกู่โม่กับพวกนั้นไม่ได้จัดการง่ายๆ นะ!”
“วางใจเถอะ แม่นางซูคนงาม!”
จางอวิ๋นยิ้มกว้างอย่างมั่นใจ “อยู่ข้างนอกข้าอาจจะทำอะไรพวกมันไม่ได้ แต่ถ้าพวกมันกล้าเสนอหน้าเข้ามาในลานแดนมาร...”
แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจนักล่า
“พวกมันต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่!”
เห็นท่าทางของเขา ซูเตี๋ยก็เงียบไปครู่หนึ่ง สัมผัสได้ถึงความมั่นใจที่เปี่ยมล้นนั้น
“เข้าใจแล้ว!”
ผ่านไปพักหนึ่งนางถึงถอนหายใจออกมา “ข้าจะออกไปช่วยจับตาดูให้!”
“ขอบใจมาก!”
จางอวิ๋นกล่าวขอบคุณ แล้วตัดสายป้ายหยกสื่อสารทันที
เขาเงยหน้าขึ้น หรี่ตามองออกไปนอกลานแดนมาร
ไม่รู้ว่าพวกแกจะกล้าเข้ามาไหม!
เมืองกู่โม่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองหยวนม่อ เจ้าเมืองกู่โม่ต้องมีสายข่าวแฝงตัวอยู่ที่นี่แน่ เขาตั้งแต่เข้าเมืองหยวนม่อมาก็จงใจไม่ได้สวมหน้ากากปิดบังใบหน้า ก็เพื่อจะล่อให้เจ้าเมืองกู่โม่และขวงหลงตามกลิ่นมา
หลังจากได้เห็นสภาพการณ์ของลานแดนมาร เขาก็เกิดความคิดนี้ขึ้นมา
ลานแดนมารอาจจะกดพลังงานรูปแบบอื่นได้ แต่ ‘พลังเซียนเหี่ยวเฉา’ เป็นพลังระดับเซียน เขาเชื่อมั่นว่ากฎเกณฑ์ของที่นี่กดมันไม่ลง
และความจริงก็เป็นไปตามคาด
ตราบใดที่มีพลังเซียนเหี่ยวเฉา ในสถานที่ที่ทุกคนถูกกดพลังเหลือแค่ระดับกลั่นลมปราณขั้นสูงสุดแห่งนี้ เขามั่นใจว่าจะซัดพวกระดับเหลียนซวีให้ร่วงได้ไม่ยากเย็น
ยิ่งเข้ามาข้างในลึกๆ พลังกายเนื้อของเขาที่ไม่ถูกกดทับ ยิ่งทำให้เขามั่นใจเต็มเปี่ยม
ลานแดนมารตัดขาดการสื่อสารกับภายนอก คนในแดนทรายมารต่างก็มัวแต่บ้าคลั่งกับฝนสมบัติมาร ความแข็งแกร่งที่เขาแสดงออกมาเมื่อครู่ คงยังไม่แพร่ไปถึงหูคนภายนอกลานแดนมารในเร็วๆ นี้แน่
แต่เรื่องที่เขาปรากฏตัวที่เมืองหยวนม่อและเข้าลานแดนมารมา ตราบใดที่เมืองกู่โม่มีสายข่าว ต้องรู้เรื่องแล้วแน่นอน
บางทีเจ้าเมืองกู่โม่และพรรคพวกอาจจะมาถึงเมืองหยวนม่อ หรือกระทั่งเข้ามาในลานแดนมารแล้วก็ได้
ถ้าเป็นไปได้ เขาตั้งใจจะเชือดเจ้าเมืองกู่โม่และพวกพ้องทิ้งเสียที่นี่ให้หมด!
...