ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 339 สังหารในพริบตา!
หากเจ้าเมืองกู่โม่และพรรคพวกยังมุดหัวไม่ยอมเข้ามา… เขาก็จะเป็นฝ่ายออกไปลากคอพวกมันเอง!
จางอวิ๋นคำนวณขุมกำลังในมืออย่างใจเย็น
หากยังไม่เข้ามาเขาจะจัดการฆ่าสมาชิกองค์กรสีรุ้งสิบสองคนให้กลายเป็นศพสิบสองร่าง บวกกับศพครึ่งท่อนของราชินีนางมารทะเลทราย แล้วยังมีราชินีนางมารทะเลทรายตัวเป็นๆ ที่เก็บไว้ในหอสมบัติเซียนอีกหนึ่ง และที่ซุ่มรอคำสั่งอยู่นอกเมืองหยวนม่ออีกหนึ่ง
รวมเบ็ดเสร็จเป็นระดับเหลียนซวีถึงหนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดตน!
ต่อให้ต้องทุ่มหมดหน้าตัก เขาก็สามารถใช้กองทัพศพพวกนี้ทุบเจ้าเมืองกู่โม่กับพวกให้แหลกคาตีนได้สบายๆ!
ฟู่ว!
จางอวิ๋นสูดหายใจเข้าลึกๆ เรียกสมาธิกลับคืนมา เขามองดูลำแสงมหึมาเบื้องหน้าค่อยๆ จางหายไปหลังจากเรียกเก็บคทาเซียนอูกลับคืนสู่มือ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ไปกันเถอะ!”
“เกรงว่าจะไปได้ไม่สวยแล้วล่ะ!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนเอ่ยเสียงเครียด นัยน์ตาฉายแววกังวล
เห็นเพียงรอบนอกมีเงาร่างของผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมาก กำลังโอบล้อมเข้ามาเหมือนฝูงฉลามได้กลิ่นเลือด
เพียงแค่ไม่กี่อึดใจ รอบด้านก็ถูกผู้บำเพ็ญกายานับร้อยคนปิดล้อมจนไร้ทางหนี!
ในจำนวนนั้นมีระดับเหลียนซวีปะปนอยู่ไม่กี่คน แต่ดูจากรัศมีพลังที่แผ่ออกมาแล้ว ความแข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าสมาชิกองค์กรสีรุ้งเท่าไหร่นัก ส่วนที่เหลือแม้จะอ่อนด้อยกว่าหน่อย แต่ก็ไม่ได้ทิ้งห่างมากจนน่าเกลียด
ที่สำคัญคือ… จำนวนคนมันเยอะจนน่าขนลุก!
เมื่อเผชิญหน้ากับจางอวิ๋น แววตาของหลายคนในที่นั้นฉายแววหวาดกลัวอยู่บ้าง เพราะกิตติศัพท์ความโหดเหี้ยมของเขา
แต่พอตระหนักถึงนิมิตสะเทือนฟ้าดินเมื่อครู่ บวกกับจำนวนพวกพ้องรอบข้างที่มากมายมหาศาล ความกล้าและความโลภในใจของพวกเขาก็เริ่มก่อตัวขึ้นจนบดบังความกลัว
หนึ่งในนั้นเป็นชายชราร่างกำยำผมขาวโพลน ผู้มีระดับพลังที่แท้จริงอยู่ในขั้นเหลียนซวี ก้าวออกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
“ทั้งสามท่าน… พวกเราไม่อยากจะสร้างความลำบากใจให้ หากพวกท่านยอมส่งมอบสมบัติที่เพิ่งได้จากที่นี่ออกมาแต่โดยดี พวกท่านก็จากไปได้เลย!”
จางอวิ๋นเลิกคิ้ว ยักไหล่อย่างกวนประสาท “ถ้าข้าบอกว่าข้าไม่ได้หยิบอะไรมาเลย… พวกเจ้าจะเชื่อไหม?”
“ผู้เฒ่าคนนี้รู้ดีว่าสหายนั้นแข็งแกร่ง แต่ก็หวังว่าสหายจะรู้จักดูทิศทางลมบ้าง!”
ชายชราผมขาวหรี่ตาลง เอ่ยเสียงเรียบแต่แฝงคำขู่ “คนคนเดียวต่อให้เก่งกาจแค่ไหน... ในท้ายที่สุดก็ย่อมมีขีดจำกัด น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ!”
“ก็ได้ๆ ข้าให้ของพวกเจ้าก็ได้!”
จางอวิ๋นถอนหายใจยาวเหยียด ยื่นมือออกไป ในมือพลันปรากฏกล่องหยกหลายใบ
“สมบัติอยู่ในนั้น… อยู่ในกล่องไหนพวกเจ้าก็ไปแย่งกันเอาเองนะ!”
จางอวิ๋นฉีกยิ้มกว้าง แล้วออกแรงโยนกล่องหยกเหล่านั้นข้ามหัวฝูงชนไปยังทิศทางส่วนลึกของแดนทรายมาร
ทว่า… ผู้คนในที่นั้นกลับยืนนิ่ง ไม่มีใครขยับเขยื้อนแม้แต่คนเดียว สายตายังคงจับจ้องมาที่เขา
จางอวิ๋นเลิกคิ้วสูง “อะไรกัน? ข้าก็โยนของให้แล้ว ยังจะขวางทางข้าอีกรึ?”
“สหาย… อย่าเห็นพวกเราเป็นคนโง่หน่อยเลย!”
ชายชราผมขาวเอ่ยเสียงเย็นชา รังสีอำมหิตเริ่มแผ่ออกมา
ผู้บำเพ็ญเพียรโดยรอบต่างจ้องมองจางอวิ๋นด้วยสายตาเย็นยะเยือก ราวกับกำลังมองตัวตลกที่พยายามเล่นละครตบตา
“มันดูปลอมขนาดนั้นเลยเหรอ? มองปราดเดียวก็รู้ทันกันหมดแล้ว?”
จางอวิ๋นยกมือลูบคางทำท่าครุ่นคิด
ท่าทีสบายๆ ไม่ทุกข์ร้อนของเขาทำให้เส้นความอดทนของชายชราผมขาวขาดผึง ใบหน้าตึงเครียดขึ้นทันที ตวาดเสียงเข้มว่า “ผู้เฒ่าจะให้โอกาสสหายเป็นครั้งสุดท้าย… จงส่งสมบัติที่แท้จริงออกมาซะ!”
“โอกาส?”
จางอวิ๋นยิ้มมุมปาก ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบจนน่าสะพรึงกลัว
“เจ้าเป็นตัวอะไร?… ข้าต้องให้สุนัขอย่างเจ้ามามอบโอกาสให้ด้วยรึ?”
สิ้นเสียง ในมือขวาที่กระชับพู่กันบัญชาการก็ตวัดเขียนคำว่า ‘เร็ว’ ลงไปกลางอากาศ
เปรี้ยะ!
สายฟ้าแลบแปลบปลาบ ร่างของจางอวิ๋นพุ่งทะยานออกไปดุจลูกธนูหลุดจากแหล่ง!
“ฮึ่ม! รนหาที่ตาย!”
ชายชราผมขาวแค่นเสียงเย็น ฝ่ามือที่เตรียมพร้อมอยู่ภายใต้แขนเสื้อซัดสวนออกไปทันที
“ฝ่ามือมารเจี้ยหมิง!”
ครืนนน!!
ปราณมารมหาศาลทะลักทลายรวมตัวที่ฝ่ามือ ชักนำทรายมารรอบทิศก่อตัวเป็นฝ่ามือปีศาจยักษ์ขนาดหลายสิบเมตรตบสวนเข้ามา หมายจะบดขยี้จางอวิ๋นให้แหลกเหลว
ปากก็ตะคอกเสียงดังลั่น “อย่าคิดว่าแค่เอาชนะสมาชิกองค์กรสีรุ้งได้แล้วจะวางก้ามได้! ก่อนหน้านี้ผู้เฒ่าแค่ไม่อยากจะเปลืองแรงยุ่งกับเจ้าเท่านั้นแหละ!!”
ผู้คนโดยรอบต่างตื่นตระหนก ถอยกรูดออกไป ไม่นึกเลยว่าชายชราผมขาวผู้นี้จะมีฝีมือร้ายกาจถึงเพียงนี้ สมกับเป็นระดับเหลียนซวี!
แต่ทว่า…
บึ้ม!
ภาพที่ปรากฏทำเอาทุกคนหยุดหายใจ!
เห็นเพียงนิ้วชี้ที่ห่อหุ้มด้วยพลังงานสีทองหม่นแปลกประหลาด สัมผัสลงไปเบาๆ ที่กลางฝ่ามือยักษ์ ฝ่ามือที่เกิดจากการรวมตัวของปราณมารและทรายมารอันน่าเกรงขาม ก็พลันแตกกระจายหายไปในพริบตา ราวกับฟองสบู่ที่ถูกเข็มจิ้ม!
“เป็นไปได้ยังไง!?”
ใบหน้าของชายชราผมขาวซีดเผือด ฉายแววตื่นตระหนกสุดขีด
ดัชนีเหี่ยวเฉาตัดนภา!
ไม่เปิดโอกาสให้ได้ตั้งตัว จางอวิ๋นใช้นิ้วที่อัดแน่นด้วยพลังเซียนเหี่ยวเฉาสิบเส้นจิ้มทะลวงอากาศออกไป
วูบ!
แสงดัชนีปรากฏ… ฟ้าดินพลันมืดมิด!
แสงดัชนีแห่งความตายที่พุ่งเข้ามาเต็มคลองจักษุ ทำให้สีหน้าของชายชราผมขาวบิดเบี้ยวด้วยความกลัวตาย “มะ… ไม่นะ!!” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ฉึก!
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวน ร่างของเขาถูกแสงดัชนีกลืนกินในชั่วพริบตา
พลังชีวิตดับสูญ... ความตายมาเยือน!
ชายชราผมขาวที่เมื่อวินาทีก่อนยังยืนหยิ่งผยอง วินาทีนี้กลับกลายเป็นศพแห้งกรังราวกับมัมมี่พันปี ร่วงลงไปกองกับพื้นทรายดัง ‘ตุบ’
เงียบกริบ!
ทั่วทั้งบริเวณ เหลือเพียงเสียง ‘หวีดหวิว’ ของทรายมารที่พัดผ่านร่างไร้วิญญาณ
ทุกคนต่างยืนตัวแข็งทื่อ จ้องมองภาพตรงหน้าตาค้าง ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ตายแล้ว!
ยอดฝีมือระดับเหลียนซวี… ถึงกับตายตกไปง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ!?
ภาพความทรงจำที่จางอวิ๋นจัดการสมาชิกองค์กรสีรุ้งย้อนกลับมาซ้อนทับ ความหวาดกลัวกัดกินหัวใจจนแข้งขาอ่อนแรง
ไหนเลยจะเหลือจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้เพื่อแย่งชิงสมบัติอีก?
“หนี! หนีเร็ว!!”
“ปีศาจ! มันเป็นปีศาจ!!”
ต่างพากันหมุนตัววิ่งหนีกันจ้าละหวั่น แย่งกันหนีตายอย่างไม่คิดชีวิต!
พอมีคนเปิดหนี ที่เหลือแม้จะยังมีใจอยากสู้ แต่ก็รู้ว่าขืนอยู่ต่อก็มีแต่ตายกับตาย ต่างก็หันหลังวิ่งหนีตามกันไป
เพียงแค่ไม่กี่อึดใจ กลุ่มคนที่เพิ่งจะล้อมเข้ามาอย่างฮึกเหิม ก็แตกฮือกระเจิดกระเจิงหนีตายไปคนละทิศละทางราวกับฝูงมดแตกรัง
จางอวิ๋นไม่ได้ไล่ตาม เขาเพียงแค่ยื่นมือออกไปเก็บศพแห้งของชายชราผมขาวเข้าแหวนมิติอย่างใจเย็น
มุมปากยกยิ้มพึงพอใจ
ได้ศพระดับเหลียนซวีมาเพิ่มอีกหนึ่ง!
แม้จะเป็นศพแห้ง แต่ก็ยังอัญเชิญระดับเหลียนซวีออกมาใช้งานได้ตั้งห้าครั้ง
เรื่องศพแห้งนี่เขาก็จนปัญญาจริงๆ
ตราบใดที่ใช้พลังเซียนเหี่ยวเฉาฆ่าคน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ทำให้ศพแห้งเหี่ยว เพราะพลังนี้มันดูดกลืนพลังชีวิตจนหมดสิ้น
ที่สมาชิกองค์กรสีรุ้งสิบสองคนนั้นยังรอดมาได้ หนึ่งคือพวกมันเก่งจริง สองคือเขาออมมือ ไม่ได้ใช้พลังเซียนเหี่ยวเฉาเต็มกำลัง เพราะเทียบกับศพแห้งแล้ว ศพที่สมบูรณ์มีค่ามากกว่าเยอะในการนำมาทำหุ่นเชิด
สมาชิกองค์กรสีรุ้งสิบสองคนนี้ เขาตั้งใจว่ารอออกไปแล้วจะลองใช้ ‘เคล็ดสะกดวิญญาณ’ ดูว่าจะสยบพวกมันได้ไหม ถ้าไม่ได้… ก็ค่อยเชือดทิ้ง อย่างน้อยก็ได้ศพระดับเหลียนซวีที่สมบูรณ์มาใช้งาน
เห็นจางอวิ๋นเก็บศพไปเหมือนเก็บผักเก็บหญ้า ซูเตี๋ยและเจ้าสำนักหลิงเซียนต่างก็มองจนตาค้าง
ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน… ที่การฆ่าระดับเหลียนซวี กลายเป็นเรื่องง่ายดายปานพลิกฝ่ามือแบบนี้?
ซูเตี๋ยลอบมองจางอวิ๋นอย่างลึกซึ้ง แววตาเต็มไปด้วยความทึ่งระคนสงสัย
ในที่สุดนางก็เข้าใจแล้วว่า จางอวิ๋นไปเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงกล้าล่อพวกเจ้าเมืองกู่โม่เข้ามา
นางจ้องมองพลังงานสีทองหม่นที่ค่อยๆ จางหายไปจากนิ้วของจางอวิ๋น
นั่นมันพลังงานอะไรกันแน่?
ก่อนหน้านี้ที่แดนใต้ตอนเห็นจางอวิ๋นลงมือ นางก็เคยเห็นพลังงานสีทองหม่นนี้มาแล้ว สัมผัสได้ถึงความเผด็จการเหนือสามัญสำนึกของมัน
ถ้าแค่เผด็จการในโลกภายนอกก็ว่าไปอย่าง แต่นี่อยู่ในลานแดนมารที่พลังทุกอย่างถูกกฎเกณฑ์กดดันจนแทบใช้การไม่ได้ มันยังคงความเผด็จการแบบนี้ได้อีก... นี่มันจะฝืนลิขิตสวรรค์เกินไปแล้ว!
จางอวิ๋นสังเกตเห็นสายตาของนาง แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจจะอธิบาย
พลังเซียนเหี่ยวเฉานี้เขาใช้มาหลายครั้งแล้ว ปิดบังไม่ได้หรอก
สำหรับความเหนือชั้นของพลังเซียนเหี่ยวเฉา เขาไม่แปลกใจเลยสักนิด ก็มันเป็นพลังระดับ ‘เซียน’ นี่นา ในสถานการณ์ที่ระดับพลังบำเพ็ญเพียรถูกกดให้เท่าเทียมกัน เว้นแต่คู่ต่อสู้จะใช้พลังระดับเซียนเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นพลังเซียนเหี่ยวเฉาก็คือไร้เทียมทาน!
“ไปกันเถอะ!”
จางอวิ๋นเอ่ยตัดบท
ซูเตี๋ยและเจ้าสำนักหลิงเซียนได้สติ พยักหน้าให้เขา
ทั้งสามคนจึงมุ่งหน้าออกไปยังทิศทางด้านนอกของแดนทรายมารอย่างไม่รีบร้อน
ตลอดทาง ผู้คนบางส่วนที่สังเกตเห็นพวกเขา ต่างก็รีบหลบหนีไปให้ไกลราวกับเจอโรคระบาด
แน่นอน ก็ยังมีพวกตาถั่วบางคนที่ถูกนิมิตดึงดูดมา แล้วทะเล่อทะล่าเข้ามาขวางทางพวกเขา
จางอวิ๋นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง แจกตั๋วบินฟรีให้คนพวกนี้ได้สัมผัสรสชาติของการลอยละลิ่วท่ามกลางทรายมารกันถ้วนหน้า!
จางอวิ๋นไม่ได้ออกจากแดนทรายมารเสียทีเดียว
เพราะระหว่างทาง ซูเตี๋ยได้รับข้อความด่วนจากพวกซูอี้หย่วน
“จางอวิ๋น! เจ้าเมืองกู่โม่กับพวกเข้ามาแล้ว… กำลังมุ่งหน้ามาที่แดนทรายมาร!”
ซูเตี๋ยกำชับป้ายหยกส่งเสียงแน่น เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
จางอวิ๋นเลิกคิ้ว ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว
“เยี่ยม… งั้นก็ประหยัดแรงไปได้เยอะเลย!”
พูดจบ เขาก็หันไปบอกซูเตี๋ยและเจ้าสำนักหลิงเซียนว่า “ท่านเจ้าสำนัก แม่นางซูคนสวย คงต้องรบกวนให้พวกท่านเข้าไปรอในหอสมบัติเซียนสักครู่แล้วล่ะ!”
“ระวังตัวด้วยนะ!”
ซูเตี๋ยและเจ้าสำนักหลิงเซียนรู้ว่าเขากำลังจะทำอะไร จึงเอ่ยกำชับด้วยความเป็นห่วงสุดหัวใจ
“อืม ไม่ต้องห่วง”
จางอวิ๋นพยักหน้า จากนั้นก็โบกมือเก็บทั้งสองคนเข้าไปในหอสมบัติเซียน
เมื่อเหลือเพียงลำพัง ท่ามกลางพายุทรายมารที่พัดโหมกระหน่ำ จางอวิ๋นหรี่ตามองไปยังทิศทางด้านนอกของแดนทรายมาร รอยยิ้มมุมปากยิ่งมายิ่งแสยะกว้าง
“มากันให้หมด… ข้ารอเวลานี้มานานแล้ว!”