ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 340 สหายทั่วไป
ณ ทางเข้าแดนทรายมาร
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
เสียงแหวกฝ่าสายลมดังขึ้นเป็นระลอก เงาร่างของผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมากทยอยพุ่งทะยานเข้ามาอย่างต่อเนื่องดุจฝูงตั๊กแตน
คนเหล่านี้ล้วนถูกดึงดูดด้วยนิมิตสะเทือนเลื่อนลั่นเมื่อครู่ แม้บัดนี้นิมิตนั้นจะจางหายไปแล้ว แต่ทุกคนต่างรู้ดีแก่ใจว่าต้นตอของแสงประหลาดนั้นมาจากส่วนลึกภายในแดนทรายมาร
การที่นิมิตหายไป ยิ่งกระตุ้นต่อมความโลภและความร้อนรนในใจของพวกเขาให้เดือดพล่าน
เพราะนั่นหมายความว่าสมบัติอาจจะถือกำเนิดขึ้นแล้ว… หรือร้ายกว่านั้น อาจจะโดนใครตัดหน้าชิงไปแล้วก็ได้!
“หือ?”
แต่ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา หลายคนก็ต้องชะงักฝีเท้าด้วยความแปลกใจ เมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างของชายหนุ่มรูปงามในชุดคลุมขาวสะอาดตา ที่กำลังนั่งขัดสมาธิหลับตาพริ้มอยู่อย่างสบายอารมณ์ที่ด้านในของทางเข้า
นิมิตเกิดขึ้นที่ส่วนลึกของแดนทรายมาร... แต่หมอนี่ยังมีกะจิตกะใจมานั่งทำสมาธิขวางทางเข้าอยู่ตรงนี้เนี่ยนะ?
แม้จะสงสัย แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรมากนัก ต่างเร่งฝีเท้าเพื่อมุ่งหน้าเข้าไปข้างใน
จนกระทั่ง… ชายหนุ่มผมเผ้ายุ่งเหยิง สวมชุดกาวน์สีขาวผู้หนึ่งเดินทางมาถึง
ทันทีที่เห็นชายหนุ่มรูปงามชุดขาวที่นั่งสงบนิ่งอยู่ตรงทางเข้า รูม่านตาของชายหนุ่มชุดกาวน์ก็หดเกร็งวูบ เขาไม่คิดหน้าคิดหลัง หมุนตัวขวับเตรียมโกยแน่บในเสี้ยววินาที
วูบ!
แต่ยังไม่ทันที่จะก้าวขาหนี จางอวิ๋นก็ลืมตาขึ้น ดีดตัวจากพื้นพุ่งไปดักหน้าอีกฝ่ายด้วยความเร็วปานภูตผี พร้อมรอยยิ้มกริ่มที่มุมปาก
“สหายเต๋าหงต๋า… มาถึงเรือนชานแล้ว ไฉนจึงรีบร้อนจากไปนักเล่า?”
“สะ… สหายอวิ๋น! ข้าไม่ได้ตั้งใจจะเป็นศัตรูกับท่านนะ! การมาครั้งนี้ข้าถูกคนอื่นบีบบังคับมาจริงๆ ท่านดูสิ…”
นักพรตหงต๋ายิ้มเจื่อนๆ เหงื่อกาฬไหลพราก
“ข้าดูแล้ว… ท่านควรจะอยู่คุยแก้เหงาเป็นเพื่อนข้าหน่อยดีกว่า!”
จางอวิ๋นยิ้มตาหยีจนเป็นรูปสระอิ พลางยื่นมือออกไปคว้าจับ
นักพรตหงต๋ารีบขยับตัวหลบด้วยสัญชาตญาณ แต่ในสถานที่ที่พลังถูกกดดันแบบนี้ ความเร็วของเขาจะไปเทียบกับปีศาจอย่างจางอวิ๋นได้อย่างไร?
หมับ!
มือแกร่งดุจคีมเหล็กของจางอวิ๋นคว้าหมับเข้าที่ไหล่ของนักพรตหงต๋าแน่น แล้วออกแรงกดวูบเดียว ร่างของอีกฝ่ายก็จมดิ่งลงสู่ใต้ผืนทรายมาร เหลือโผล่มาแค่ส่วนหัว!
“อ๊ากกก!!… เจ็บ! เจ็บจะตายอยู่แล้ว! สหายอวิ๋น... ทรายมารนี่มันกัดกร่อนกระดูกคนได้นะ! ปล่อยข้าไปเถอะ! อ๊ากกก!!”
นักพรตหงต๋ากรีดร้องโหยหวนดุจหมูถูกเชือด
“เจ็บขนาดนั้นเชียว?”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วสูง ยิ้มมองหัวของนักพรตหงต๋าที่โผล่พ้นทรายแล้วเอ่ยด้วยความหวังดี “งั้นเอาแบบนี้ไหม… ข้าช่วย ‘เด็ดหัว’ ท่านออกมา? แบบนี้ร่างกายจะได้ไม่เชื่อมต่อกับหัว ท่านก็น่าจะไม่รู้สึกเจ็บแล้ว!”
“อย่านะ! อย่านะ!!”
นักพรตหงต๋าได้ยินเข้ามุมปากก็กระตุกรัวๆ รีบส่ายหน้าปฏิเสธคอแทบเคล็ด ฝืนฉีกยิ้มแหยๆ ทั้งน้ำตา “สหายเข้าใจผิดแล้ว! ข้าไม่เจ็บ! ไม่เจ็บเลยสักนิด!!”
“จริงเหรอ?”
จางอวิ๋นจ้องตาเขาเขม็ง
“จริงแท้แน่นอน!! สบายมากขอรับ!!”
นักพรตหงต๋ารีบพยักหน้ายืนยันเสียงหนักแน่น
“สหายไม่เจ็บก็ดีแล้ว!”
จางอวิ๋นยิ้มบางๆ แล้วทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิข้างๆ หัวของอีกฝ่ายอย่างเป็นกันเอง
จังหวะที่เขานั่งลง ทรายมารจำนวนไม่น้อยกระเด็นไปโดนใบหน้าของนักพรตหงต๋า
ฉ่าาา!
เสียงเหมือนเนื้อย่างบนกระทะร้อนๆ ดังขึ้น พร้อมควันลอยกรุ่น ทำเอานักพรตหงต๋าซู้ดปากด้วยความแสบสันต์
แต่พอสัมผัสได้ถึงสายตาอำมหิตของจางอวิ๋นที่มองมา เขาก็รีบกลืนความเจ็บปวดลงคอ แล้วฉีกยิ้มกว้างแสดงความเบิกบานราวกับกำลังแช่ออนเซ็นทันที
จางอวิ๋นหัวเราะร่า “ดูท่าสหายจะชอบ ‘สปาทรายมารกลางแจ้ง’ นี่มาก ไว้ขากลับก็กอบทรายกลับไปเยอะๆ สิ ทรายที่นี่ฟรีอยู่แล้ว ไม่ต้องเกรงใจ!”
ชอบกับผีน่ะสิ!
นักพรตหงต๋าด่ากราดในใจแทบจะพ่นไฟ แต่ใบหน้ายังคงปั้นยิ้มสู้เสือ ขณะเดียวกันแววตาก็ฉายแววตื่นตระหนกยามลอบมองจางอวิ๋น
แม้เมื่อกี้จะเป็นเพียงกระบวนท่าจับกดธรรมดาๆ แต่พละกำลังทางกายภาพมหาศาลที่จางอวิ๋นระเบิดออกมา มันกดดันจนพลังลมปราณที่เขารวบรวมไว้ในร่างเพื่อต่อต้านถูกสยบจนหมดสิ้นในพริบตา!
ความแข็งแกร่งทางกายภาพของไอ้หมอนนี่… อย่างน้อยต้องเทียบเท่าระดับผู้บำเพ็ญกายาขั้น ‘เหลียนซวี’ แน่ๆ! (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ความแข็งแกร่งทางกายภาพในทวีปวิถีเซียนนั้น ไม่ได้มีการแบ่งระดับที่ชัดเจนเหมือนระดับพลังบำเพ็ญ
แต่ความแตกต่างระหว่าง ‘ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป’ กับ ‘ผู้บำเพ็ญกายา’ นั้นชัดเจนราวฟ้ากับเหว
ยกตัวอย่างเช่น หากมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับเหลียนซวีสองคน คนหนึ่งเป็นสายกายา อีกคนไม่ใช่
ความแข็งแกร่งทางกายภาพของผู้บำเพ็ญสายกายาคนนั้น อย่างน้อยจะเหนือกว่าคนที่ไม่ได้ฝึกกายาอยู่หนึ่งระดับขั้นใหญ่!
พูดง่ายๆ คือ ถ้ากายาของผู้บำเพ็ญสายกายาระดับเหลียนซวีมีความแข็งแกร่งระดับเหลียนซวี… ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปที่มีระดับพลังเหลียนซวีเท่ากัน กายาอาจจะมีความแข็งแกร่งเทียบเท่าแค่ระดับแปลงเทพเท่านั้น
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร… ความแข็งแกร่งของกายา, ระดับพลังบำเพ็ญ และจิตวิญญาณ ทั้งสามสิ่งนี้ไม่ได้เติบโตเท่าเทียมกันเสมอไป
การบำเพ็ญเพียร สิ่งที่ได้มาหลักๆ คือระดับพลังลมปราณ แน่นอนว่าเมื่อระดับพลังเพิ่มขึ้น กายาและจิตวิญญาณก็จะได้รับการชำระล้างและยกระดับตามไปด้วย แต่ก็ไม่ได้ไปถึงระดับเดียวกัน
จิตวิญญาณยังพอว่า เพราะการจะทะลวงระดับแปลงเทพ จิตวิญญาณจำเป็นต้องพัฒนาตามให้ทันถึงจะผ่านด่านเคราะห์กรรมได้ ดังนั้นผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทพขึ้นไป ระดับจิตวิญญาณมักจะสอดคล้องกับระดับพลัง
แต่ความแข็งแกร่งทางกายานั้นต่างออกไป
เพราะต่อให้กายาอ่อนแอกว่าพลังปราณหน่อย ร่างกายก็ยังพอรองรับพลังงานในระดับนั้นไหว ดังนั้นผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปส่วนใหญ่ กายาจึงมักอ่อนแอกว่าระดับพลังของตนเองเสมอ
อย่างตัวนักพรตหงต๋าเอง แม้จะมีพลังระดับเหลียนซวี แต่กายาของเขาก็อยู่แค่ระดับแปลงเทพเท่านั้น
แต่จางอวิ๋นนั้นต่างออกไป… เพราะเขาฝึกฝนสุดยอดวิชาอย่าง ‘เคล็ดวิชากายาสูงสุด’!
ทุกครั้งที่ฝึกปรือจนถึงขีดสุดขั้นที่สิบ พลังงานมหาศาลที่ดูดซับเข้าไปเรียกได้ว่าเอาไปหล่อหลอมกายาเนื้อล้วนๆ
บวกกับระบบสุดโกงที่ทุกครั้งที่ทะลวงด่านใหญ่ พลังงานที่ได้รับจากการพังประตูแห่งพันธนาการ ก็ยังไหลเวียนไปเสริมแกร่งให้กายาของเขาอีกทางหนึ่ง
ทำให้กายาของเขาแข็งแกร่งล้ำหน้ากว่าระดับพลังบำเพ็ญไปไกลโข!
ณ ตอนนี้ แม้พลังบำเพ็ญของเขาจะอยู่แค่ระดับหยวนอิงขั้นสูงสุด แต่ความแข็งแกร่งทางกายภาพ ตามที่เขาประเมินคร่าวๆ อย่างน้อยก็น่าจะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของระดับเหลียนซวีแล้ว…
นั่งอยู่บนพื้นทราย จางอวิ๋นมองหัวของนักพรตหงต๋าที่โผล่มาแค่คอ แล้วเอ่ยถามเสียงเรียบ “สหายหงต๋า… ท่านรู้อะไรเกี่ยวกับตัวตนปริศนาที่ซ่อนอยู่ในเมืองกู่โม่บ้าง?”
“ระดับเหอถี่!”
นักพรตหงต๋าได้ยินคำถามก็หุบยิ้มทันที สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด “ก่อนหน้านี้ตัวตนนั้นปรากฏตัวออกมาเพียงชั่วครู่… แม้จะไม่ได้จงใจปล่อยกลิ่นอายกดดัน แต่ข้ามั่นใจด้วยประสบการณ์ว่าระดับพลังของเขาต้องก้าวข้ามขอบเขตเหลียนซวีไปถึงระดับ ‘เหอถี่’ แล้วแน่นอน!”
“และไม่ใช่ระดับเหอถี่ทั่วไปด้วย… ข้าเคยพานพบระดับเหอถี่มาไม่น้อย แต่ไม่มีใครให้ความรู้สึก ‘ลึกล้ำสุดหยั่งคาด’ เท่าเขาเลย!”
จางอวิ๋นสูดหายใจเข้าลึกๆ
ดูท่าว่าหลังจากจัดการพวกเจ้าเมืองกู่โม่เสร็จ คงต้องรีบชิ่งหนีหางจุกตูดแล้วล่ะ
เพราะถ้าเจ้าเมืองกู่โม่และพรรคพวกตายกันหมดที่นี่ ไม่แน่ว่าอาจจะไปกระตุกหนวดเสือเฒ่าตัวนั้นจนมันคลั่งขึ้นมาก็ได้ การปะทะกับระดับเหอถี่ในตอนนี้… ยังไม่ใช่เรื่องฉลาด
“สหายอวิ๋น... จริงๆ แล้วข้าชื่นชมในตัวท่านมากนะ!”
นักพรตหงต๋ามองจางอวิ๋นแล้วถอนหายใจยาว “ข้าในอดีตก็เคยเป็นเหมือนท่าน เลือดร้อน บ้าบิ่น ทำอะไรตามใจชอบ ไม่เกรงกลัวฟ้าดิน... แต่หลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวและเรื่องราวเจ็บปวดบางอย่างมา เวลาจะทำอะไรข้าก็ต้องคำนึงถึงผลได้ผลเสีย ความปลอดภัยต้องมาก่อน...”
“ถ้าเป็นไปได้… ข้าอยากจะคบหาเป็นสหายกับท่านจากใจจริง”
หยุดไปครู่หนึ่ง เขาก็เสริมด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แต่ข้าต้องพูดตามตรงนะ ถ้าเป็นเพื่อนกัน… ข้าคงไม่อาจยอมบุกน้ำลุยไฟ หรือเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงอันตรายเพื่อเพื่อนได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ข้ามั่นใจว่าทำได้และปลอดภัย… ข้ายินดีช่วยเหลือเต็มที่!”
“คนเราย่อมมีความเห็นแก่ตัว เป็นเรื่องปกติโลก!”
จางอวิ๋นมองเขาด้วยสายตาลึกซึ้ง แล้วเอ่ยเสียงเรียบ “แต่ถ้าเจออันตรายแล้วทิ้งสหายหนีเอาตัวรอด… สหายแบบนี้ไม่น่าคบหาแบบลึกซึ้ง!”
นักพรตหงต๋าเลิกคิ้วถาม “งั้นเป็นแค่ ‘สหายทั่วไป’ ที่ไม่ลึกซึ้งล่ะ?”
“ได้สิ!”
จางอวิ๋นปรายตามองพร้อมรอยยิ้มมุมปาก “งั้นข้อแลกเปลี่ยนสำหรับความเป็น ‘สหายทั่วไป’… ขอเพียงท่านกล้าลงมือซัดเจ้าเมืองกู่โม่สักยก ข้าก็จะยอมรับท่านเป็นสหาย!”
“……”
นักพรตหงต๋านิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะยิ้มขมขื่น “ข้ามิใช่คู่มือของเขา ท่านก็รู้”
จางอวิ๋นเอ่ยสำทับอย่างเยือกเย็น “ชนะหรือไม่มิใช่ประเด็น ขอเพียงท่าน ‘กล้า’ ลงมือก็พอ!”
นักพรตหงต๋าตกอยู่ในความเงียบ จางอวิ๋นเองก็มิได้เร่งรัดกระไร
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!!
ทันใดนั้น เสียงแหวกอากาศรุนแรงดังแว่วมาจากที่ไกล จางอวิ๋นเงยหน้าขึ้น แววตาแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบ “พวกมันมาแล้ว!”
นักพรตหงต๋าเห็นดังนั้นก็สูดหายใจเข้าลึก กัดฟันกรอดจนเส้นเลือดปูนโปน
“เอาวะ! สหายอวิ๋น... สหายทั่วไปคนนี้ ข้าขอเป็นด้วยคน!”
ปัง!
สิ้นคำเขา ก็ระเบิดพลังดีดตัวพุ่งทะยานออกจากหลุมทรายมารอย่างทุลักทุเล ก่อนจะก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้าด้วยแววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว!