ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 346 การปะทะกันของอาณาเขต, ความโกลาหลในเมืองหยวนม่อ
- Home
- ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า
- บทที่ 346 การปะทะกันของอาณาเขต, ความโกลาหลในเมืองหยวนม่อ
“สังหาร!” “ฆ่า!” “บดขยี้!” ——
สิ้นเสียงประกาศิตของจางอวิ๋น ร่างแยกขวงหลงทั้งห้าที่รายล้อมอยู่ก็ระเบิดขุมพลังออกมาพร้อมกัน
อาณาเขตจิตสังหารทั้งห้าสาย ถูกปลดปล่อยออกมาในพริบตา!
จิตสังหารสีเทาเข้มข้นจนแทบจับต้องได้ แผ่ขยายปกคลุมผืนฟ้าและปฐพี เพียงชั่วอึดใจ ท้องฟ้าเหนือเมืองหยวนม่อกว่าครึ่งก็ถูกย้อมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย
“ไปลงนรกซะ!”
กู่ถัวหาได้ใส่ใจขวงหลงทั้งห้าไม่ ดวงตาชราที่เคยขุ่นมัวกลับทอประกายอำมหิต เล็งเป้าสังหารไปที่จางอวิ๋นเพียงผู้เดียว! ทันใดนั้น เส้นสายพลังงานคมกริบดุจศรวิญญาณนับไม่ถ้วนก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่ารอบทิศ พุ่งทะลวงอากาศเข้าใส่จางอวิ๋นพร้อมกันประดุจห่าฝน
ทว่า… จางอวิ๋นกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง ประหนึ่งรูปสลักหินที่ไร้ความรู้สึก
ในเสี้ยววินาทีวิกฤต ที่เส้นสายมรณะนับพันกำลังจะเสียบร่างเขาจนพรุนเป็นตะแกรง
ตึกตัก!
เสียงหัวใจเต้นดังกึกก้อง สะเทือนเลือนลั่นไปทั่วขอบฟ้า
เส้นสายคมกริบนับไม่ถ้วนหยุดชะงักกลางอากาศราวกับถูกกาลเวลาแช่แข็ง ปลายคมแหลมจ่อห่างจากร่างของจางอวิ๋นเพียงสองเมตร
“หืม?”
กู่ถัวชะงักค้างด้วยความฉงน ทันใดนั้น ปลายจมูกของเขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมรัญจวนใจสายหนึ่ง เป็นกลิ่นที่คุ้นเคยอย่างประหลาด
ที่ด้านข้างของจางอวิ๋น ปรากฏวัตถุรูปหัวใจสีม่วงขนาดมหึมาลอยเด่น มันกำลังเต้น ตึกตัก เป็นจังหวะสอดคล้องกับชีพจร ราวกับเป็นหัวใจที่มีชีวิตจริงๆ กลิ่นหอมสีม่วงอันน่าหลงใหลลอยล่องฟุ้งกระจายไปทั่วฟ้าดินตามจังหวะการเต้นนั้น
“อาณาเขต...?”
ดวงตาของกู่ถัวหดเกร็ง เพ่งมองฝ่าหมอกควันไปที่ด้านหลังของจางอวิ๋นทันที
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ตรงนั้นได้มีเงาร่างอรชรอ้อนแอ้น งดงามหยดย้อยจนแทบหยุดหายใจปรากฏตัวขึ้น
“เจ้า… เจ้ายังอัญเชิญนางปีศาจนี่ออกมาได้อีกรึ!!”
เงาร่างที่คุ้นตา กลิ่นหอมเย้ายวนที่คุ้นจมูก ภาพความทรงจำอันเลวร้ายย้อนกลับมาฉายซ้ำ… แรงระเบิดตัวเองสามครั้งซ้อนที่เกือบจะลบเมืองกู่โม่ให้หายไปจากแผนที่!
ใบหน้าของกู่ถัวมืดครึ้มลงทันตาเห็น
“เชือดมัน!”
จางอวิ๋นไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว สะบัดมือบัญชาการเสียงเรียบ
ห้าอาณาเขตจิตสังหาร ผสานกับหนึ่งอาณาเขตเสน่หา ระเบิดอานุภาพออกมาพร้อมกัน ถาโถมเข้ากลืนกินกู่ถัวประดุจคลื่นยักษ์ถล่มเกาะ!
“เส้นด้ายนภา!”
กู่ถัวคำรามลั่น ไม้เท้าลายมังกรในมือสะบัดวูบ อาณาเขตเส้นด้ายนภาที่เคยปกคลุมทั่วเมือง บัดนี้หดกลับมาหมุนวนรอบกายเขาอย่างบ้าคลั่ง
เส้นสายพลังงานนับหมื่นเส้นถักทอกันเป็นเกราะกำบังรอบอาคารสูงเสียดฟ้าที่เขายืนอยู่ ป้องกันการโจมตีจากหกอาณาเขตได้พร้อมกันอย่างน่าอัศจรรย์
ทว่า เมื่อต้องเผชิญกับการรุมกินโต๊ะจากหกอาณาเขตระดับสูง ชั่วขณะนี้เขาก็ทำได้เพียงตั้งรับสุดชีวิตเท่านั้น
ตูม! ตูม! ตูม!—
ท้องฟ้าสว่างวาบด้วยแสงหลากสี เสียงปะทะดังกัมปนาทราวกับฟ้าถล่มดินทลาย แรงสั่นสะเทือนมหาศาลทำให้เมืองหยวนม่อทั้งเมืองสั่นไหวราวกับเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่
ภาพเหตุการณ์ดั่งวันสิ้นโลกนี้ ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วนในเมืองตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
“อาณาเขต! หนึ่ง สอง สาม… บัดซบ! ทำไมมันเยอะขนาดนี้!!”
“สวรรค์ช่วย… นี่มันระดับเหลียนซวีกี่คนกำลังตีกันอยู่วะเนี่ย?”
“หนี! หนีเร็ว! เมืองหยวนม่อนี้อยู่ไม่ได้แล้ว!!”
...
เมื่อต้องเผชิญกับการปะทะกันของมหาอานาเขต และคลื่นพลังทำลายล้างที่อาจตกลงมาจากฟ้าได้ทุกเมื่อ สติของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรก็ขาดผึง ความกลัวเข้าครอบงำจิตใจจนไม่อาจทานทน
แม้รอบด้านจะเต็มไปด้วยหุ่นเชิดศพคอยคุมกัน แต่วินาทีนี้ไม่มีใครสนกฎเกณฑ์อีกต่อไป คลื่นมนุษย์เริ่มพากันวิ่งหนีตายออกไปนอกเมืองอย่างโกลาหล
หุ่นเชิดศพจำนวนมากเริ่มเคลื่อนไหวเข้าขัดขวาง
แต่เมื่อขาดการประสานงานจากเส้นสายพลังงานของกู่ถัวที่ต้องไปรับมือศึกใหญ่ พลังการต่อสู้ของพวกมันก็ลดฮวบลงอย่างเห็นได้ชัด
“จัดการไอ้เศษซากพวกนี้ซะ แล้วฝ่าออกไป!”
เสียงตะโกนกึกก้องด้วยความบ้าคลั่ง เมื่ออยู่ต่อหน้าความตาย ความเกรงกลัวต่อเมืองกู่โม่ก็มลายหายไปสิ้น เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรต่างงัดไม้ตายออกมาใช้อย่างไม่คิดชีวิต
แม้หุ่นเชิดศพจะมีจำนวนมหาศาล และพลังส่วนใหญ่อยู่ในระดับแปลงเทพ
ทว่ายอดฝีมือที่มาชุมนุมในเมืองหยวนม่อก็หาใช่ตะเกียงขาดน้ำมัน ในจำนวนนั้นมีระดับแปลงเทพขั้นสูงสุดปะปนอยู่ไม่น้อย
เมื่อระเบิดพลังออกมาเพื่อเอาชีวิตรอด ก็ซัดหุ่นเชิดศพจนระเบิดแหลกไปหลายตัว!
และเมื่อเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญเพียรเมืองกู่โม่ที่คอยควบคุมหุ่นเชิด พวกเขาก็ลงมือสังหารอย่างไม่ลังเล
การต่อสู้ปะทุขึ้นทุกหย่อมหญ้า อาคารนับไม่ถ้วนพังทลายลงเป็นหน้ากลอง เมืองหยวนม่ออันยิ่งใหญ่ บัดนี้จมดิ่งสู่ความโกลาหลอย่างสมบูรณ์
บนยอดอาคารที่สูงที่สุด กู่ถัวซึ่งกำลังต้านรับห้าขวงหลงและหนึ่งราชินีนางมารทะเลทราย เห็นสภาพความพินาศเบื้องล่าง สีหน้าก็บิดเบี้ยวจนดูไม่ได้
ตั้งแต่ปกครองเมืองกู่โม่มา ไม่เคยมีใครหน้าไหนกล้าฉีกหน้าเขาได้ถึงเพียงนี้!
เจ้าเด็กเปรตจากแดนใต้ผู้นี้…
“หือ?”
ขณะที่โทสะกำลังพุ่งพล่าน จู่ๆ สัญชาตญาณก็เตือนภัย เขากวาดสายตามองไปบนท้องฟ้าอีกครั้ง (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
คน… คนหายไปไหน?
มองดูท้องฟ้าที่ว่างเปล่าไร้เงาคู่ต่อสู้ กู่ถัวถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ
แต่เพียงพริบตาเดียว เขาก็เข้าใจสถานการณ์… เส้นเลือดบนขมับปูดโปนแทบปริแตก
“ไหนว่าจะสังหารข้า... หลอกต้มกันชัดๆ!!”
ต่อให้เป็นผู้เฒ่าที่ผ่านโลกมามากอย่างเขา ก็ยังอดไม่ได้ที่จะสบถออกมาด้วยความเดือดดาล
ขนระดับเหลียนซวีมาถึงหกคน บุกเข้ามาอย่างดุดันประหนึ่งจะถล่มฟ้าทลายดิน แต่สุดท้าย… มันแค่อยากจะหาทางชิ่งหนี!
“มหาค่ายกลหมื่นหุ่นเชิด… เปิดเต็มกำลัง!!”
เสียงคำรามด้วยความเคียดแค้นดังก้องกังวานไปทั่วทั้งเมือง
ทั่วทุกมุมเมืองหยวนม่อ ผู้บำเพ็ญเพียรเมืองกู่โม่ที่ซ่อนตัวอยู่ต่างสีหน้าเคร่งขรึม รีบประสานอินทำมือร่ายอาคมทันที
เส้นสายพลังงานเล็กละเอียดที่เดิมทีซ่อนเร้นอยู่ในอากาศ พลันปรากฏขึ้นถักทอกันจนหนาทึบเหนือท้องฟ้าเมืองหยวนม่อ ราวกับกรงขังขนาดยักษ์ที่ไร้ทางออก ครอบคลุมเมืองทั้งเมืองเอาไว้อย่างมิดชิด
จางอวิ๋นที่กำลังพุ่งตัวฝ่าความโกลาหลออกไปนอกเมือง เห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ตาแก่นี่ลูกเล่นเยอะจริงแฮะ!
สัมผัสถึงความผิดปกติบางอย่างได้ สายตาคมกริบของเขาจึงจับจ้องไปที่ช่องว่างระหว่างเส้นสายพลังงานเหล่านั้น
เห็นเพียงภายในช่องว่างตาข่ายเล็กๆ ที่เกิดจากการถักทอ จู่ๆ ก็มีละอองพลังงานลึกลับโปรยปรายลงมาดุจหิมะ
มันร่วงหล่นซึมซับเข้าสู่ร่างของหุ่นเชิดศพแต่ละตัวภายในเมือง
ตูม! ตูม! ตูม!—
ทันทีที่ได้รับพลังงาน ร่างหุ่นเชิดศพแต่ละตัวก็ระเบิดคลื่นพลังรุนแรงลุกโชนขึ้นราวกับเปลวเพลิงที่ถูกราดน้ำมัน กลิ่นอายพลังพุ่งทะยานจากระดับแปลงเทพ ทะลุขีดจำกัดขึ้นสู่ระดับ กึ่งเหลียนซวี พร้อมกันทันที!
คลื่นพลังงานของกองทัพหุ่นเชิดศพระเบิดออกทั่วเมือง ซัดร่างผู้บำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วนจนปลิวว่อนไปคนละทิศละทาง
กวาดสายตามองเพียงแวบเดียว ทั่วทั้งเมืองปรากฏหุ่นเชิดศพระดับปีศาจเช่นนี้ขึ้นพร้อมกันนับพันตัว!
มุมปากของจางอวิ๋นกระตุกยิกๆ
หุ่นเชิดศพระดับกึ่งเหลียนซวีนับพันตัว… นี่กะจะไม่ให้มดเล็ดลอดออกไปได้เลยหรือไง?
เขาเหลือบมองกู่ถัวที่ยืนตระหง่านอยู่บนตึกสูง รับมือการรุมล้อมของยอดฝีมือมายาทั้งหกได้อย่างไม่เพลี่ยงพล้ำ
จางอวิ๋นถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
ตั้งแต่สังหารอีกฝ่ายไม่สำเร็จที่ลานแดนมาร เขาก็ล้มเลิกความคิดที่จะเด็ดหัวตาแก่นี่ไปแล้ว ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้… แต่ราคาที่ต้องจ่ายมันสูงเกินไป!
ยังไงเสีย อีกฝ่ายก็เป็นถึงระดับเหลียนซวีขั้นสูงสุด วิธีเดียวที่จะสังหารตัวตนระดับนี้ในโลกภายนอกได้ คือต้องเชือดสมาชิก ‘องค์กรสีรุ้ง’ ที่จับมา แล้วอัญเชิญร่างเงาออกมาใช้จำนวนรุมทุบให้ตายคาที่
แต่ถ้าต้องแลกทรัพยากรขนาดนั้นเพื่อฆ่าตาแก่คนเดียว… มันขาดทุนย่อยยับ!
สมาชิกองค์กรสีรุ้งพวกนี้ ยังมีมูลค่าให้เขารีดไถได้มากกว่านั้นอีกเยอะ!
“ประเมินเมืองกู่โม่ต่ำไปจริงๆ…”
เมื่อเห็นกองทัพหุ่นเชิดศพนับพัน จางอวิ๋นเพิ่งประจักษ์แจ้งในตอนนี้เองว่า เหตุใดขุมกำลังนี้ถึงกล้าเป็นเจ้าภาพจัดงานชุมนุมผู้ถูกตามล่า
ต่อให้ไม่มีจอมยุทธ์ระดับเหอถี่ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ลำพังกู่ถัวผนวกกับมหาค่ายกลหมื่นหุ่นเชิดนี่ ก็เพียงพอจะทำให้ขุมกำลังทั่วหล้าต้องขวัญผวาแล้ว!
“ยังดีที่มันเป็นแค่ค่ายกล...”
จางอวิ๋นหรี่ตาลง ประกายแสงอำมหิตพาดผ่านดวงตา
เขาเรียกใช้ ‘พลังอูอำพราง’ ที่ยืมมาจากอิ๋นอูผ่านทางหอสมบัติเซียน พลังลึกลับห่อหุ้มร่างกายจนเข้าสู่สถานะล่องหนสมบูรณ์แบบ แล้วรีบพุ่งตัวย้อนกลับไปยังทิศทางประตูเมืองที่เขาเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ตลอดเส้นทาง ผู้บำเพ็ญเพียรมากมายในเมืองหยวนม่อต่างถูกหุ่นเชิดศพที่แข็งแกร่งขึ้นกดดันจนโงหัวไม่ขึ้น เสียงกรีดร้องและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว
จางอวิ๋นเคลื่อนไหวพลิ้วไหวหลบหลีกไปตามซอกมุม ไม่นานก็มาถึงถนนเส้นสุดท้ายหน้าประตูเมือง
บนถนนสายนั้น มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทพขั้นสูงสุดกว่าสิบคน กำลังกัดฟันต่อสู้กับแนวป้องกันของหุ่นเชิดศพอย่างดุเดือด
เนื่องจากเป็นจุดยุทธศาสตร์หน้าด่าน จำนวนหุ่นเชิดศพบริเวณนี้จึงหนาแน่นเป็นพิเศษ แถวที่เห็นตรงหน้าเป็นเพียงส่วนยอดภูเขาน้ำแข็ง หุ่นเชิดศพจำนวนมหาศาลกว่านั้นรวมตัวกันอุดหน้าประตูเมืองที่ปิดสนิท และยืนเรียงรายบนกำแพงเมืองสูงตระหง่านราวกับกำแพงมนุษย์
นอกจากนี้ บนกำแพงเมืองยังมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทพของเมืองกู่โม่ยืนคุมเชิงอยู่อีกหลายคน บนร่างของพวกเขาเชื่อมต่อด้วยเส้นสายพลังงานเล็กละเอียด
ชัดเจนว่ากองทัพหุ่นเชิดศพทั้งถนนสายนี้ ล้วนถูกคนกลุ่มนี้เชิดหุ่นอยู่เบื้องหลัง
จางอวิ๋นกวาดสายตาสังเกตการณ์รอบหนึ่งเพื่อหาช่องโหว่
“หือ?”
สายตาของเขาพลันสะดุดเข้ากับโรงน้ำชาแห่งหนึ่งตรงหัวมุมถนน
สิ่งปลูกสร้างรอบข้างโรงน้ำชานี้ ส่วนใหญ่ถูกลูกหลงจากการต่อสู้ทำลายจนพังยับเยิน เหลือเพียงซากปรักหักพัง แต่โรงน้ำชาแห่งนี้กลับตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยว สภาพสมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วน ราวกับตัดขาดจากโลกภายนอก
ลองใช้สัมผัสตรวจสอบดู ก็พบว่ามีม่านพลังงานไร้รูปสายหนึ่งปกคลุมโรงน้ำชาทั้งหลังเอาไว้อย่างแนบเนียน
ยังไม่ทันที่เขาจะวิเคราะห์อะไรต่อ กระแสญาณหยั่งรู้สายหนึ่งจากในโรงน้ำชาก็พุ่งสวนมา
สีหน้าของจางอวิ๋นเคร่งขรึมลง รีบตัดขาดการรับรู้ทันที
เขามองไปที่โรงน้ำชาพลางหรี่ตาลง
ในนั้น… มีตัวตนที่พลังวิญญาณไม่ด้อยไปกว่าเขาอยู่!