ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 39 ลูกสัตว์อสูร
จางอวิ๋นกวาดตามองข้อมูลที่ ‘เคล็ดวิชาเนตรเซียน’ แสดงขึ้นมาพลางเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหยิบกล่องหยกออกมาบรรจุแก่นผลึกนั้นลงไปอย่างทะนุถนอม
แก่นผลึกที่สมบูรณ์ถึงเพียงนี้ มูลค่าของมันมหาศาลจนยากจะประเมิน
แตกต่างจากแก่นผลึกในตัวหุ่นเชิดที่พบในถ้ำสวรรค์ใต้ดินก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง พวกนั้นล้วนชำรุดเสียหาย ต่อให้จางอวิ๋นไม่ลงมือทำลายมัน ตอนนำออกมาก็ยากที่จะนำไปใช้งานต่อได้
เมื่อเก็บแก่นผลึกเรียบร้อย จางอวิ๋นก็ยืนพิงร่างไร้วิญญาณของราชันย์หมี รอคอยอย่างเงียบงัน
ผ่านไปเพียงชั่วจิบชา เงาร่างมายาที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของสวีหมิงและอู๋เสี่ยวพั่งก็ค่อยๆ เลือนหายไป ทั้งสองลืมตาตื่นขึ้นมาตามลำดับ
แววตาของศิษย์ทั้งสองฉายประกายแห่งความปิติยินดีอย่างปิดไม่มิด
“เป็นอย่างไรบ้าง?”
จางอวิ๋นเอ่ยถามเสียงเรียบ
อู๋เสี่ยวพั่งชิงตอบก่อนด้วยความตื่นเต้น “ท่านอาจารย์ ศิษย์รู้สึกเหมือนได้ดูดซับขุมพลังบางส่วนจากเงาร่างนั้น พละกำลังในกายเดือดพล่านราวกับจะระเบิดเลยขอรับ!”
“งั้นรึ?”
จางอวิ๋นพยักหน้าเบาๆ “เช่นนั้นวันพรุ่ง อาจารย์จะหาสัตว์วิญญาณระดับกลั่นลมปราณขั้นสูงสุดมาให้เจ้าลองมือ!”
“กลั่นลมปราณ… ขั้นสูงสุด…”
อู๋เสี่ยวพั่งอ้าปากค้าง แต่เมื่อตรองดูดีๆ ก็กำหมัดแน่น แววตามุ่งมั่น “ท่านอาจารย์ ศิษย์มั่นใจว่าสู้ไหวขอรับ!”
จางอวิ๋นคลี่ยิ้มบางๆ แล้วหันไปมองสวีหมิง
สวีหมิงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงขึงขัง “ท่านอาจารย์ ศิษย์รู้สึกว่าสามารถเรียกขานเงาร่างเมื่อครู่ออกมาได้อีกครั้งขอรับ!”
“โอ้?”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วสูง ออกคำสั่งทันที “ลองดูซิ!”
สวีหมิงพยักหน้ารับคำ แล้วหลับตาลงรวบรวมสมาธิฉับพลัน
รอบกายของเขาพลันปรากฏไอวิญญาณมังกรทองลอยฟุ้งตลบ กลิ่นอายแห่งราชันย์มังกรค่อยๆ แผ่ซ่านออกมาจากจางๆ จนเข้มข้นถึงขีดสุด
“โฮก—!!”
เพียงไม่กี่ลมหายใจ สวีหมิงก็เงยหน้าคำรามก้องดุจมังกรหนุ่มผู้เกรียงไกร
เงาร่างมังกรทองที่เปี่ยมไปด้วยบารมีอำนาจกดดันปฐพีปรากฏขึ้นบนตัวเขาอีกครา แม้จะยังดูเลือนรางดั่งภาพฝัน แต่แรงกดดันที่แผ่ออกมากลับทำให้อากาศในรัศมีร้อยเมตรหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก มดแมลงในบริเวณนั้นถึงกับถูกแรงกดดันนี้บดขยี้จนร่างแหลกเหลวตายคาที่!
“สวรรค์ช่วย!”
อู๋เสี่ยวพั่งเบิกตาโพลงด้วยความตื่นตะลึง
เขาคิดว่าเพียงแค่ตัวเองดูดซับพลังได้ก็วิเศษแล้ว มิคาดคิดเลยว่าศิษย์พี่จะก้าวหน้าถึงขั้นอัญเชิญเงาร่างเทพเจ้าออกมาใช้งานได้เยี่ยงนี้
ศิษย์พี่ช่างเหนือล้ำจินตนาการเกินไปแล้ว!
【เงามายามังกรทองกลายพันธุ์】 (พรสวรรค์ติดตัว)
ข้อบกพร่อง: ระดับพลังของผู้ใช้ต่ำเกินไป ระยะเวลาแสดงผลจำกัด คงสภาพได้สูงสุด 2 นาที
คำแนะนำ (เฉพาะลูกศิษย์): รีบเร่งเพิ่มระดับพลังหมั่นฝึกฝนการเรียกใช้ จะช่วยยืดระยะเวลาได้
……
จางอวิ๋นโคจรเคล็ดวิชาเนตรเซียนตรวจสอบ แล้วพยักหน้าด้วยความพอใจ “ไม่เลว แต่หมิงเอ๋อร์ เงาร่างนี้เจ้าน่าจะคงสภาพได้ไม่นานกระมัง?”
สวีหมิงลองตรวจสอบสภาพร่างกายตนเองแล้วตอบ “เรียนท่านอาจารย์ ศิษย์รู้สึกว่าน่าจะคงสภาพนี้ได้ประมาณสองนาทีขอรับ…”
“หมั่นฝึกฝนให้ชำนาญ”
จางอวิ๋นกำชับเสียงเข้ม “แต่ยามต่อสู้จริง จงอย่าใช้พร่ำเพรื่อ มันผลาญพลังปราณมหาศาล เก็บไว้เป็นไพ่ตายในยามคับขันจะดีที่สุด!”
สวีหมิงพยักหน้าเน้นหนัก แล้วค่อยๆ สลายเงาร่างมังกรทองไป
จางอวิ๋นหันไปมองอู๋เสี่ยวพั่งที่กำลังมองสวีหมิงด้วยสายตาเป็นประกายวิบวับ “เจ้าอ้วน อย่ามัวแต่เทิดทูนศิษย์พี่เจ้า จงตั้งใจฝึกฝนให้ดี ในอนาคตเจ้าก็ทำแบบนั้นได้เฉกเช่นกัน!”
“ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ!”
อู๋เสี่ยวพั่งรับคำเสียงดังฟังชัด
“คุณชาย! นายน้อยทั้งสอง! รีบมาดูทางนี้เร็วเข้าขอรับ!”
ทันใดนั้น เสียงตะโกนของนักพรตเฒ่าหวงก็ดังแว่วมาจากป่าด้านข้าง
จางอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้น สะบัดมือใช้แหวนมิติวงว่างเก็บซากราชันย์หมีน้ำตาลวิญญาณหายวับไปในพริบตา แล้วพาสวีหมิงกับอู๋เสี่ยวพั่งเดินตามเสียงเรียกไป
เห็นนักพรตเฒ่าหวงยืนชะเง้ออยู่ที่ปากโพรงถ้ำขนาดใหญ่ เมื่อเห็นพวกจางอวิ๋นมาถึงก็รีบรายงาน
“อยู่ข้างล่างนี้ขอรับ…”
กล่าวจบเขาก็กระโดดลงไปนำทางทันที
จางอวิ๋นและศิษย์ทั้งสองทะยานร่างตามลงไปติดๆ
เบื้องล่างเป็นโถงถ้ำใต้ดินขนาดมหึมา กว้างขวางไม่ต่างจากลานฝึกยุทธ์ขนาดย่อม พื้นเกลื่อนไปด้วยขนหมีหนานุ่ม อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นสาบสางรุนแรง ชัดเจนว่าเป็นรังนอนของเจ้าหมีราชันย์เมื่อครู่
“อื๊ดดด… อื๊ดดด…”
ยังไม่ทันได้สำรวจสิ่งใด เสียงร้องครางแผ่วเบาก็ดึงความสนใจของทั้งสามคนไป
ที่มุมหนึ่งของถ้ำ มีรังหญ้าแห้งขนาดสองคนโอบ ภายในนั้นปรากฏลูกหมีตัวน้อยขนาดเท่าฝ่ามือสองตัว กำลังโผล่หัวออกมาจ้องมองผู้บุกรุกด้วยแววตาใสซื่อไร้เดียงสา
【ลูกราชันย์หมีน้ำตาลวิญญาณ】
ระดับพลัง: กลั่นลมปราณ ขั้น 2
จุดอ่อน: อยู่ในช่วงวัยทารก ร่างกายบอบบาง ดวงตาเปราะบางเป็นพิเศษ
คำแนะนำการสยบ (เฉพาะลูกสัตว์อสูร): ป้อนเลือดให้กินหนึ่งหยด จะทำให้ลูกหมีเกิดความรู้สึกผูกพันใกล้ชิดกับเจ้าของเลือด เสมือนญาติสนิทมิตรสหาย หากเป็นเลือดจากกายาพิเศษ จะยิ่งทำให้เชื่องเร็วขึ้นทวีคูณ
ศักยภาพ: เมื่อโตเต็มวัย จะวิวัฒนาการเป็นสัตว์วิญญาณระดับจินตาน หากได้รับสมุนไพรวิญญาณล้ำค่า มีโอกาสทะลวงขีดจำกัดไปได้ไกลกว่านั้น
……
“ลูกสัตว์วิญญาณระดับจินตาน?”
ข้อมูลจากเนตรสวรรค์ทำให้ดวงตาของจางอวิ๋นลุกวาวโรจน์
ลูกสัตว์วิญญาณระดับนี้มิใช่สิ่งที่จะพานพบได้ง่ายดาย!
เพราะลูกสัตว์นั้นฝึกให้เชื่องได้ง่ายกว่าสัตว์โตเต็มวัยนัก ครั้นเลี้ยงจนเติบใหญ่ก็การันตีระดับพลังจินตาน สำหรับผู้ฝึกตนสายควบคุมสัตว์อสูร นี่คือสมบัติล้ำค่าที่ยอมแลกด้วยชีวิต หากนำไปวางขายในตลาดประมูล ตัวหนึ่งย่อมมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหมื่นหินวิญญาณเป็นแน่!
คิดได้ดังนั้น จางอวิ๋นก็หันไปหาสวีหมิงและอู๋เสี่ยวพั่ง “หมิงเอ๋อร์ เจ้าอ้วน สนใจเลี้ยงสัตว์วิญญาณหรือไม่?”
ทั้งสองชะงักกึก หันขวับไปจ้องมองเจ้าก้อนขนสองก้อนนั้นตาเป็นมัน
“อาจารย์ ศิษย์สนใจขอรับ!”
อู๋เสี่ยวพั่งตาลุกวาว รีบขานรับทันควัน
ทว่าสวีหมิงกลับมีท่าทีลังเลใจ
จางอวิ๋นจ้องมองเขา “หมิงเอ๋อร์ เจ้าไม่สนใจรึ?”
สวีหมิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงอ่อย “ท่านอาจารย์ สัตว์วิญญาณนั้นดีจริง แต่ด้วยสถานะของศิษย์ในยามนี้ เกรงว่าจะเลี้ยงมันไม่ไหว…”
“เลี้ยงไหวหรือไม่ มิได้เกี่ยวกับว่ามีใจอยากเลี้ยงหรือไม่!”
จางอวิ๋นกล่าวเสียงเรียบ “หากเจ้าสนใจ ก็จงเลี้ยงมันซะ การเลี้ยงสัตว์วิญญาณ แท้จริงแล้วก็นับเป็นแรงกระตุ้นอย่างหนึ่งสำหรับผู้ฝึกตน มันจะเพิ่มความกระหายในการแสวงหาทรัพยากรของเจ้า ให้เจ้ารู้จักดิ้นรน!”
สวีหมิงได้ฟังเช่นนั้น ดวงตาก็พลันสว่างวาบ มองดูเจ้าลูกหมีที่ขดตัวสั่นงันงกอยู่ในรังอย่างน่าเอ็นดู หัวใจก็ไหววูบ กัดริมฝีปากแน่น แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น “ท่านอาจารย์ ศิษย์อยากเลี้ยงขอรับ!”
“ประเสริฐ เช่นนั้นเจ้ากับเจ้าอ้วนแบ่งไปคนละตัว!”
จางอวิ๋นโบกมืออนุญาต
อู๋เสี่ยวพั่งที่รอไม่ไหวแล้ว รีบพุ่งตัวเข้าไปทันที
การพุ่งพรวดพราดของเขาทำให้ลูกหมีทั้งสองตกใจกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ มุดหัวหนีเข้าหากันในรัง เผยให้เห็นก้นดุ๊กดิ๊กราวกับคิดว่าซ่อนหัวแล้วภัยจะไม่มาถึงตัว ท่าทางน่ารักน่าชังนั้นทำเอาอู๋เสี่ยวพั่งใจละลายเหลวเป๋ว รีบคว้าตัวหนึ่งอุ้มขึ้นมา
“อื๊ดดด…”
ลูกหมีที่โดนอุ้มดิ้นขัดขืนสุดชีวิต กรงเล็บน้อยๆ ตะปบมั่วซั่วจนเสื้อของอู๋เสี่ยวพั่งขาดเป็นทางยาว
อู๋เสี่ยวพั่งตกใจ เผลอปลดปล่อยพลังปราณกระแทกออกไปโดยสัญชาตญาณ
เพียะ!
เจ้าลูกหมีโดนดีดกระเด็นตกลงไปกระแทกรัง ร้อง ‘อื๊ดๆ’ ด้วยความเจ็บปวด
“เอ่อ…”
อู๋เสี่ยวพั่งทำหน้าเลิ่กลั่ก ทำอะไรไม่ถูก
“เจ้าอ้วน ถึงจะเป็นลูกสัตว์ แต่ก่อนจะสร้างพันธะกันอย่าได้ไปอุ้มสุ่มสี่สุ่มห้า…”
จางอวิ๋นเอ่ยแนะนำ “ป้อนเลือดเจ้าให้มันกินหยดหนึ่ง มันจะรู้สึกผูกพันกับเจ้าดั่งสายเลือดเดียวกันเอง!”
“เลือด?”
อู๋เสี่ยวพั่งงุนงงสงสัย แต่ก็รีบกัดนิ้วตนเองจนเลือดสีแดงสดซึมออกมา จับเจ้าลูกหมีที่นอนแอ้งแม้งเพราะแรงกระแทกพลิกตัวขึ้นมา อาศัยจังหวะที่มันอ้าปากร้องประท้วง ยัดนิ้วที่มีเลือดหยดใส่ปากมันทันที
อึ้ก!
ทันทีที่ได้ลิ้มรสโลหิต ร่างที่ดิ้นรนของลูกหมีก็ชะงักกึกราวกับถูกสาป
ดวงตาเม็ดกระดุมของมันจ้องมองอู๋เสี่ยวพั่ง จากที่เคยต่อต้านหวาดกลัว ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกซับซ้อน ก่อนจะกลายเป็นความยำเกรงและเคารพรักอย่างสุดซึ้ง
อู๋เสี่ยวพั่งสัมผัสได้ในทันทีว่าระหว่างเขากับเจ้าหมีน้อยมีสายใยบางอย่างที่มองไม่เห็นเชื่อมโยงกันแล้ว
เขาลองอุ้มมันขึ้นมาอีกครั้ง
ครานี้เจ้าลูกหมีไม่ขัดขืนแม้แต่น้อย ซ้ำยังเอาหัวถูไถอ้อมอกเขาอย่างออดอ้อนราวมารดา
“สวรรค์…”
นักพรตเฒ่าหวงที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้างๆ ถึงกับตาโตเท่าไข่ห่าน หันไปถามจางอวิ๋นเสียงสั่น “คุณชาย ท่านเป็นปรมาจารย์นักฝึกสัตว์อสูรหรือขอรับ?”
“เปล่า!”
จางอวิ๋นส่ายหน้าปฏิเสธ
“แล้วเหตุใดท่าน...”
“ก็แค่ความรู้พื้นฐานในการฝึกสัตว์ มิเห็นต้องตื่นเต้นตกใจถึงเพียงนั้น”
“ความรู้… พื้นฐาน?”
นักพรตเฒ่าหวงมุมปากกระตุกยิกๆ
เขาท่องยุทธภพในแคว้นหนานอวิ๋นมาค่อนชีวิต ไม่เห็นเคยได้ยินความรู้พื้นฐานพิสดารเช่นนี้มาก่อน
ให้ลูกสัตว์กินเลือดเนี่ยนะ?
ไม่ยักรู้ว่ามีวิถีการฝึกสัตว์เยี่ยงนี้อยู่ในโลกหล้าด้วย
ดูท่าคุณชายจะเดินทางสั่งสมประสบการณ์มาอย่างโชกโชน บางทีในดินแดนอื่นที่เจริญรุ่งเรือง นี่อาจจะเป็นเพียงเรื่องพื้นฐานจริงๆ ก็เป็นได้!
ยอดคนผู้นี้ย่อมเป็นยอดคนเหนือโลกหล้าจริงๆ!
สายตาที่นักพรตเฒ่าหวงมองจางอวิ๋นยิ่งทวีความเลื่อมใสศรัทธาจนแทบจะกราบไหว้
“อื๊ดดดด!!”
ทันใดนั้น เสียงร้องที่เต็มไปด้วยความหวาดผวาสุดขีดก็ดังขึ้น เห็นลูกหมีอีกตัวหนึ่ง กำลังหมอบกราบตัวสั่นงันงกอยู่ตรงหน้าสวีหมิง ราวกับขุนนางน้อยที่กำลังเข้าเฝ้าจักรพรรดิผู้ทรงอำนาจ
สวีหมิงทำหน้าฉงน เขาเพียงขยับเข้าไปใกล้และเผลอปล่อยกลิ่นอายออกมาเพียงเล็กน้อย ยังมิทันได้ป้อนเลือดเลย เจ้าตัวนี้ก็คุกเข่าศิโรราบให้เสียแล้ว
เขาจึงลองยื่นมือไปอุ้ม
เจ้าลูกหมีตัวนั้นว่าง่ายดายดุจลูกแกะ ยอมให้อุ้มแต่โดยดี ไม่มีขัดขืนแม้แต่น้อยนิด
“บัดซบ…”
อู๋เสี่ยวพั่งมองตาค้าง
ยังไม่ได้ป้อนเลือดเลย ไฉนมันจึงเชื่องถึงเพียงนั้นเล่า?
นักพรตเฒ่าหวงเองก็ยืนงงเป็นไก่ตาแตก
มีเพียงจางอวิ๋นที่มิได้แปลกใจอันใด
กายาศักดิ์สิทธิ์มังกรโลหิตของสวีหมิงมีสายเลือดมังกรไหลเวียนอยู่ มังกรคือราชาแห่งมวลหมู่สัตว์อสูร สำหรับลูกสัตว์ที่ยังเติบโตไม่เต็มที่เช่นนี้ เพียงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายราชันย์ของสวีหมิง ก็ประดุจได้เผชิญหน้ากับจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ที่มิอาจล่วงเกิน
ผู้ที่มีกายาเช่นสวีหมิง หากจักเอาดีทางด้านนักฝึกสัตว์อสูร บอกได้เลยว่าอนาคตรุ่งโรจน์ไร้ขีดจำกัดแน่นอน
“ดึกมากแล้ว กลับไปพักที่โพรงไม้กันเถิด!”
จางอวิ๋นแหงนมองดวงจันทร์เสี้ยวบนท้องฟ้า แล้วกระโดดพริ้วกายออกจากรังหมี
ทั้งสามคนรีบติดตามออกมา มุ่งหน้ากลับไปยังโพรงไม้เดิม
รังหมีเมื่อครู่ถึงจะกว้างขวางนอนสบายแต่กลิ่นสาบสางรุนแรงเกินทน โพรงไม้นี้แม้จะมีกลิ่นบ้างแต่ก็ยังพอรับได้
……
ณ ลานกว้างนอกป่าหนานเฟิง
ภายใต้ความมืดมิดแห่งรัตติกาล ผู้คนยังคงรวมตัวกันอย่างเนืองแน่น แต่ลานกว้างขนาดมหึมากลับเงียบสงัดวังเวงจนได้ยินเสียงเข็มตก
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่บรรทัดบนสุดของศิลาควบคุมคริสตัล อย่างโง่งมราวกับถูกมนต์สะกด——
‘อันดับ 1 : ผู้อาวุโสเก้า สำนักหลิงเซียน คะแนน: 1003’
เลขสี่หลัก!
คะแนนของผู้อาวุโสตัวตลกผู้นี้ ทะลุหลักพันไปแล้ว!!
ซู้ดดด!
เสียงสูดปากด้วยความหนาวเหน็บดังระงมไปทั่วลานในวินาทีต่อมา
ผู้คนทั้งงานแตกตื่นฮือฮาจนแทบเสียสติ
เมื่อไม่กี่นาทีก่อน คะแนนของจางอวิ๋นยังอยู่ที่ 355 อยู่เลย แต่จู่ๆ ก็พุ่งพรวดขึ้นมายึดที่หนึ่งไม่พอ หลังจากนั้นคะแนนก็เปรียบเสมือนม้าพยศที่หลุดจากคอก ดีดตัวพุ่งทะยานขึ้นไปไม่หยุดยั้ง
ผ่านไปเพียงไม่กี่นาที กลายเป็นเลขสี่หลักหน้าตาเฉย!
จางอวิ๋นไปก่อวีรกรรมบ้าคลั่งอันใดในป่านั่น?
เหล่าผู้ฝึกตนในงานไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
ตลอดทั้งวันหาได้แค่สามร้อยกว่าคะแนน พอตกดึกเพียงชั่วอึดใจ ล่อไปพันแต้ม!
“เป็นไปไม่ได้!”
คนของสำนักหนานซานหน้าตาตื่นตระหนกกันถ้วนหน้า
ผู้อาวุโสของพวกเขานำโด่งมาตลอด เหตุใดไอ้ตัวตลกของสำนักหลิงเซียนถึงแซงหน้าไปได้ในพริบตา?
หรือว่าจะโกง?
ใช่ ต้องโกงแน่ๆ!
“เฮ้ย สำนักหลิงเซียน! ผู้อาวุโสตัวตลกของพวกเจ้าโกงใช่หรือไม่? เตรียมฝูงสัตว์ใกล้ตายไว้ในป่าล่วงหน้าหรือเปล่า?”
ทันใดนั้น ศิษย์สำนักหนานซานก็พากันตั้งข้อสงสัย ชี้หน้าก่นด่าคนฝั่งสำนักหลิงเซียนด้วยความเดือดดาล
โกง?
คนของสำนักหลิงเซียนชะงักงัน พวกเขาก็งุนงงเช่นกันว่าเหตุใดจางอวิ๋นถึงทำแต้มได้รวดเร็วปานสายฟ้าฟาดขนาดนี้ พอโดนทักท้วงก็เริ่มลังเลใจ
“เฮ้ย หรือว่าหลิงเซียนจะโกงจริง?”
“ข้าว่ามีสิทธิ์! มิเช่นนั้นคะแนนไอ้ตัวตลกนั่นจะพุ่งเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร?”
……
ความเคลือบแคลงสงสัยแพร่กระจายดั่งไฟลามทุ่ง ฝูงชนเริ่มซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ และหันมาเพ่งเล็งสำนักหลิงเซียนเป็นตาเดียว
“เหลวไหลทั้งเพ!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนตวาดลั่นด้วยโทสะ หันขวับไปจ้องหน้าคนของสำนักหนานซานเขม็ง “งานประลองแลกเปลี่ยนสองสำนักครานี้ สำนักข้าเพิ่งรู้เรื่องเมื่อห้าวันที่แล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปตระเตรียมสัตว์ใกล้ตายไว้ในป่า?”
“เรื่องนั้นใครจะไปล่วงรู้…”
คนของสำนักหนานซานยังคงปากดีเถียงข้างๆ คูๆ
“หุบปาก!”
ยังไม่ทันที่เจ้าสำนักหลิงเซียนจะสวนกลับ เจ้าสำนักหนานซานก็ชิงตวาดลูกศิษย์ตัวเองเสียงดังลั่น
คนของสำนักหนานซานงงเป็นไก่ตาแตก
ท่านเจ้าสำนักไม่คิดว่ามันโกงหรือขอรับ?
เจ้าสำนักหนานซานไม่เอ่ยวาจา เพราะมู่เหวินเซวียนที่นั่งสงบนิ่งอยู่ข้างศิลาควบคุม ได้ลุกขึ้นยืนแล้ว
“เรื่องการทุจริต ขอให้ทุกท่านวางใจได้!”
มู่เหวินเซวียนประกาศก้องด้วยน้ำเสียงทรงพลัง “กำไลฝึกตนที่ใช้ในงานประลองครั้งนี้ มีฟังก์ชัน ‘เนตรบันทึกภาพ’ ติดตั้งอยู่ กล่าวคือ ทุกครั้งที่ผู้สวมใส่สังหารสัตว์วิญญาณ ภาพเหตุการณ์จะถูกบันทึกไว้โดยละเอียด กระบวนการได้คะแนนทั้งหมดจะถูกเก็บเป็นหลักฐาน ดังนั้นเรื่องโกงหรือไม่ จบงานแล้วนำมาเปิดฉายตรวจสอบได้เลย!”
เขาหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย แล้วเสริมด้วยรอยยิ้มขออภัยที่ดูเสแสร้ง “ก่อนหน้านี้มิได้แจ้งเรื่องนี้ เป็นความผิดพลาดของข้าเองที่หลงลืมบอก ต้องขออภัยทุกท่านด้วย!”
ได้ยินเช่นนี้ ทุกคนก็เลิกคิ้วสูง
หากมีฟังก์ชันนี้ ก็มิต้องกังวลเรื่องกลโกงแล้วสิ!
ทว่าเจ้าสำนักหลิงเซียนกลับขมวดคิ้วแน่น จ้องมองมู่เหวินเซวียนสลับกับเจ้าสำนักหนานซาน ใจเริ่มหนาวเหน็บ
หากเขาคาดเดาไม่ผิด มู่เหวินเซวียนมิได้ ‘หลงลืม’ บอกหรอก แต่น่าจะจงใจอุบไต๋ไว้ เพื่อร่วมมือกับเจ้าสำนักหนานซานตบหน้าพวกเขาในตอนท้ายมากกว่า
ลองตรองดู หากจางอวิ๋นทำผลงานได้ย่ำแย่ หรือไม่ติดแม้แต่สิบอันดับแรก ฝั่งหลิงเซียนอาจจะสงสัยว่าฝั่งหนานซานโกง จากนั้นมู่เหวินเซวียนกับเจ้าสำนักหนานซานก็จะงัดฟังก์ชันนี้ออกมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์…
แผนตบหน้าแบบคอมโบชุดใหญ่!
ยิ่งคิด เจ้าสำนักหลิงเซียนยิ่งรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูกดำ
ความสัมพันธ์ของมู่เหวินเซวียนกับสำนักหนานซาน ดูจะลึกซึ้งแนบแน่นกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก!
ส่วนเจ้าสำนักหนานซาน สีหน้าในยามนี้ดูไม่จืดเลยทีเดียว
เพื่อจะเหยียบย่ำสำนักหลิงเซียนให้จมดิน เขาได้เตรียมการมาอย่างดิบดี ขอให้มู่เหวินเซวียนปิดบังเรื่องฟังก์ชันนี้ไว้ กะว่าจะรอให้ฝั่งหลิงเซียนโวยวายเรื่องโกง แล้วค่อยตบหน้ากลับให้หน้าหงาย
แต่การณ์กลับตาลปัตร กลายเป็นว่าคนฝั่งตัวเองดันไปสงสัยเขาว่าโกงเสียก่อน!
ใจจริงเขาอยากจะปิดเรื่องนี้ต่อไป
แต่มู่เหวินเซวียนทำไม่ได้
หอสมบัติหนานจางมาเป็นผู้สนับสนุนก็เพื่อโปรโมทกำไลฝึกตน บัดนี้ผู้คนต่างสงสัยเรื่องความโปร่งใส หากมู่เหวินเซวียนไม่ออกมาชี้แจง แล้วมาอ้างภายหลังว่าลืม มันจะฟังดูแถจนสีข้างถลอก ดีไม่ดีคนจะพาลสงสัยว่าหอสมบัติสมรู้ร่วมคิดกับสำนักหนานซานด้วย
สรุปคือ แผนการที่วางไว้ พังพินาศยับเยิน!
ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิดจนแทบกระอักเลือด!
มันเกิดเรื่องบ้าอันใดขึ้นกันแน่?
ตั้งแต่งานเริ่ม ไม่มีสิ่งใดได้ดั่งใจสักอย่าง
ตั้งแต่ชิวเลวี่ยทำแต้มไม่ได้ ทั้งที่จางอวิ๋นโดนลอบโจมตีควรจะชะงักงันแต่ดันทำแต้มรัวๆ แล้วนี่ยังมีเรื่องผู้อาวุโสใหญ่ของเขาที่จู่ๆ คะแนนก็นิ่งสนิทราวกับตายไปแล้วอีก...
ทุกอย่างหลุดการควบคุมไปจนหมดสิ้น
เพียงแค่ผู้อาวุโสระดับสร้างรากฐานขยะของสำนักหลิงเซียนคนเดียว เหตุใดถึงปั่นป่วนได้ถึงเพียงนี้?
และที่สำคัญ… ไอ้พวกตระกูลหลินมันตายห่าไปไหนกันหมด?
ตามแผนที่ตกลงกันไว้ เพื่อกันไม่ให้ฝั่งหลิงเซียนไหวตัวทัน คนตระกูลหลินควรจะลงมือสังหารตั้งแต่ตะวันตรงหัว แล้วส่งข่าวมาให้เขาก่อนค่ำ ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม
แต่นี่จนป่านนี้ ยังเงียบกริบไร้ร่องรอย
เขาอดไม่ได้ที่จะหันไปมองมู่เหวินเซวียน
มู่เหวินเซวียนเองก็คิ้วขมวดแน่นจนเป็นปม
ด้วยฝีมือของคนตระกูลหลิน การจัดการกับระดับสร้างรากฐานหนึ่งคนและลูกเจี๊ยบระดับกลั่นลมปราณสองคน น่าจะง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ ต่อให้มีเหตุผิดพลาดสุดวิสัย การจะถอนตัวออกมาก็ไม่น่ายากเย็น เหตุใดป่านนี้ยังไม่มีข่าวคราว?
หรือว่า… หนีออกมาไม่ได้? หรือกระทั่ง…
ตายตก?
มู่เหวินเซวียนสบตากับเจ้าสำนักหนานซาน แววตาของทั้งคู่ฉายแววเคร่งเครียดวิตกกังวล
หากเป็นอย่างหลังจริงๆ… เรื่องใหญ่แน่!
……