ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 40 พัฒนาการก้าวกระโดด
รุ่งอรุณแห่งวันใหม่มาเยือน
แสงอาทิตย์สาดส่องผ่านยอดไม้ ขับไล่ความมืดมิดแห่งรัตติกาลให้จางหาย
“ออกเดินทางกันเถอะ!”
จางอวิ๋นพาสวีหมิงและอู๋เสี่ยวพั่งเดินออกจากโพรงไม้ ในมือของเขาถือกระจกคริสตัลบานหนึ่งเอาไว้แน่น
กระจกคริสตัลบานนี้คือของวิเศษที่เขาค้นเจอในแหวนมิติของผู้อาวุโสใหญ่สำนักหนานซานผู้ล่วงลับ มันเป็นรุ่นเดียวกับที่ตระกูลหลินใช้ไล่ล่าสังหารเขาและศิษย์ แต่ทว่าจุดแสงสีแดงสามจุดบนกระจกบานนี้ มิได้ชี้ตำแหน่งมาที่พวกเขา
เขาไม่ทราบแน่ชัดว่าจุดแดงเหล่านี้หมายถึงผู้ใด แต่จากการเฝ้าสังเกตการณ์เมื่อเช้าตรู่ เขาพบว่าจุดแดงทั้งสามเริ่มมีการเคลื่อนไหวแล้ว
นั่นหมายความว่าเป้าหมายยังมีชีวิตอยู่
และประจวบเหมาะที่ตำแหน่งของจุดแดงทั้งสามอยู่ห่างจากพวกเขาไปไม่ไกลนัก เขาจึงตัดสินใจว่าจะแวะไปดูลาดเลาสักหน่อย
พวกเขาล่าสัตว์วิญญาณไปพลางเดินทางไปพลาง ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วยาม ก็เข้าใกล้พิกัดของเป้าหมาย
จางอวิ๋นทะยานร่างขึ้นไปยืนสงบนิ่งบนยอดไม้ใหญ่ ทอดสายตามองไปเบื้องหน้า เห็นพื้นที่ว่างกลางป่า มีกลุ่มคนสามคนกำลังพัวพันอยู่กับสัตว์วิญญาณหลายตัวอย่างดุเดือด
“ผู้อาวุโสใหญ่?”
เมื่อเพ่งมองจนชัดตา จางอวิ๋นก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
สามคนนั้น ที่แท้ก็คือผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักหลิงเซียน พร้อมด้วยลูกศิษย์คู่กายอีกสองคน
การจับตาดู…
คำคำนี้ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของจางอวิ๋นทันที
ผู้อาวุโสใหญ่สำนักหนานซาน ใช้กระจกคริสตัลนี้เพื่อสอดแนมความเคลื่อนไหวของผู้อาวุโสใหญ่สำนักหลิงเซียนอย่างนั้นหรือ? เตรียมการจะหาโอกาสลอบกัดหรืออย่างไร?
แววตาของจางอวิ๋นฉายแววครุ่นคิด
“คุณชาย นั่นดูเหมือนจะเป็นผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักท่าน จะเข้าไปทักทายสักหน่อยไหมขอรับ?”
นักพรตเฒ่าหวงที่เร้นกายอยู่ข้างๆ เอ่ยถามเสียงเบา
เขาเคยพบพักตร์ผู้อาวุโสใหญ่สำนักหลิงเซียนอยู่ไม่กี่ครา จึงพอจะจดจำเค้าโครงได้
“ไม่ล่ะ!”
จางอวิ๋นส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
เขากับผู้อาวุโสใหญ่มีความสัมพันธ์เพียงผิวเผิน ที่ตามมาดูก็เพียงเพราะความใคร่รู้เท่านั้น มิได้มีเจตนาจะเข้าไปข้องแวะ
อีกประการหนึ่ง คือเรื่องพิษในร่างกายเขาก่อนหน้านี้ แม้หลักฐานทุกอย่างจะชี้เป้าไปที่ ‘เมิ่งจง’ แต่เมื่อใจเย็นลงและไตร่ตรองดูอย่างละเอียด เขาก็เริ่มรู้สึกว่ามันมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
เมิ่งจงทำตัวโดดเด่นเกินไป!
ดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นฝีมือของหมอนั่นไปเสียหมด ซึ่งมันผิดวิสัยของคนร้ายตัวจริงที่มักจะซ่อนเขี้ยวเล็บในเงามืด
เมิ่งจงจ้องจะเล่นงานเขา อันนั้นคือเรื่องจริง แต่จะมีผู้อื่นนอกจากเมิ่งจงอีกหรือไม่? เขายังไม่กล้าฟันธง
ดังนั้น สำหรับผู้อาวุโสคนอื่นในสำนักหลิงเซียน เขายังมิอาจตัดผู้ใดออกจากรายชื่อผู้ต้องสงสัยได้
ตราบใดที่ยังสืบสวนไม่แน่ชัด เขาขอเลือกที่จะระแวงสหายร่วมสำนักไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย
คิดได้ดังนั้น จางอวิ๋นก็หันไปออกคำสั่ง “ตาเฒ่าหวง ต่อจากนี้มิต้องติดตามข้าแล้ว!”
“หือ?”
นักพรตเฒ่าหวงชะงักกึก
จางอวิ๋นกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้ามีภารกิจสำคัญจะมอบหมายให้เจ้าไปทำ”
นักพรตเฒ่าหวงได้สติ รีบน้อมกายรับคำ “คุณชายโปรดบัญชามาได้เลยขอรับ!”
หลังจากได้ประจักษ์ถึงความพิเศษพิสดารหลายอย่างของจางอวิ๋น บัดนี้เขาศิโรราบให้อีกฝ่ายอย่างหมดหัวใจแล้ว การได้ติดตามรับใช้ยอดคนลึกลับเช่นนี้ ดีไม่ดีอาจจะเป็นวาสนาครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาก็เป็นได้
“เจ้าจงออกจากป่าหนานเฟิง แล้วมุ่งหน้าไปยังเมืองหนานอวิ๋น จงไปจับตาดูความเคลื่อนไหวของตระกูลหลินให้ข้า…”
“ตระกูลหลิน เมืองหนานอวิ๋น?”
นักพรตเฒ่าหวงเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ
จางอวิ๋นกล่าวเสียงเรียบ “จับตาดูพวกมัน ดูว่าช่วงนี้มีความเคลื่อนไหวผิดปกติอันใดบ้าง หากมีสิ่งใดไม่ชอบมาพากล ให้รีบส่งข่าวรายงานข้าทันที!”
“ผู้น้อยรับทราบ!”
แม้จะเต็มไปด้วยความสงสัย แต่นักพรตเฒ่าหวงก็มิกล้าเซ้าซี้ซักไซ้ รับคำสั่งแล้วประสานมือคารวะ ก่อนจะแยกตัวทะยานร่างหายลับไปในพริบตา
“ท่านอาจารย์…”
สวีหมิงเห็นดังนั้นก็อดเอ่ยถามมิได้
“คนพวกนั้นตายตกไปแล้ว ตระกูลหลินย่อมต้องเริ่มเคลื่อนไหว”
จางอวิ๋นอธิบายให้ศิษย์ฟัง “ในยามนี้มีตาเฒ่าหวงอยู่ ก็ใช้งานเขาไปดูลาดเลาเสียหน่อย หากตระกูลหลินยกพวกมาราวี เราจักได้เตรียมตัวรับมือทันท่วงที!”
“ไปกันเถอะ ยังเหลือเวลาอีกสองวัน ห้ามให้คะแนนตกเป็นอันขาด!”
สิ้นเสียง จางอวิ๋นก็สะบัดชายเสื้อ เดินนำลึกเข้าไปในป่าดงดิบ
สวีหมิงและอู๋เสี่ยวพั่งรีบเร่งฝีเท้าตามไปติดๆ
……
วันเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็มาถึงวันสุดท้ายของการประลอง
ติ๊ง!
【เรียนผู้อาวุโสทุกท่าน งานประลองแลกเปลี่ยนจะสิ้นสุดลงในอีกหนึ่งเค่อ หลังจากนั้นระบบจะยุติการนับคะแนน ขอให้ผู้อาวุโสทุกท่านรีบเดินทางออกจากป่าหนานเฟิง ผู้ที่ไม่ออกมาภายในหนึ่งชั่วยามหลังจบงาน จะถือว่าสละสิทธิ์ทันที!】
เห็นข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาบนกำไลฝึกตน จางอวิ๋นก็เลิกคิ้วขึ้น
เขามองไปเบื้องหน้า เห็นสวีหมิงและอู๋เสี่ยวพั่งกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์วิญญาณระดับสร้างรากฐานคนละตัวอย่างดุเดือด จึงตะโกนสั่งการ “หมิงเอ๋อร์ เจ้าอ้วน เร่งมือเข้า! เตรียมตัวออกไปได้แล้ว!”
“ขอรับ ท่านอาจารย์!”
ทั้งสองรับคำพร้อมเพรียงกัน แววตาแปรเปลี่ยนเป็นคมกล้า
“โฮก—!!”
สวีหมิงคำรามลั่น เงาร่างมังกรทองอันน่าเกรงขามปรากฏขึ้นโอบล้อมกาย พลังปราณสีทองฉาบทาไปทั่วร่าง
กลิ่นอายแห่งมังกรที่แผ่ซ่านออกมา ทำให้เสือดำระดับสร้างรากฐานขั้น 2 ตรงหน้าถึงกับตัวสั่นงันงก แววตาของสัตว์ร้ายเผยความตื่นตระหนกหวาดกลัวดุจมนุษย์
มังกร?
มนุษย์ผู้นี้มีสายเลือดมังกรศักดิ์สิทธิ์!?
มิต้องเสียเวลาคิดให้มากความ เจ้าเสือดำกลับหลังหันเตรียมวิ่งหนีตายสุดชีวิต
ต่อหน้ามนุษย์ที่มีสายเลือดมังกรศักดิ์สิทธิ์ ข่มขวัญเผ่าพันธุ์สัตว์อสูร ต่อให้ระดับพลังต่ำกว่า มันก็มิกล้าเสี่ยงเอาชีวิตไปทิ้ง
แต่สวีหมิงจะปล่อยมันให้รอดไปได้อย่างไร?
ภายใต้การเสริมพลังจากเงาร่างมังกรทอง พลังการต่อสู้ของสวีหมิงพุ่งทะยานสูงขึ้นรอบด้าน เขาพุ่งตัวเพียงก้าวเดียว ร่างก็พริ้วไหวดุจสายฟ้าสีทอง ไล่กวดทันเจ้าเสือดำในชั่วพริบตา
เงื้อกระบี่แทงออกไปอย่างเด็ดขาด
เคร้ง!
เสือดำรีบยกกรงเล็บขึ้นต้านทานตามสัญชาตญาณ แต่กลับถูกแรงปะทะจากคมกระบี่ของสวีหมิงที่รุนแรงกว่าเดิมหลายเท่ากระแทกจนกรงเล็บกระดอนออก เปิดช่องว่างขนาดใหญ่
สวีหมิงฉวยโอกาสทองแทงสวนกลับ เล็งเป้าไปที่จุดตายในดวงตาของมันอย่างแม่นยำ
ฉึก!
“โฮก...”
เสือดำร้องโหยหวนแล้วล้มตึงลงกับพื้น
สวีหมิงไม่รอช้า รัวกระบี่ซ้ำเข้าจุดตายอีกหลายแผล จนมันสิ้นใจตายตกไปอย่างสมบูรณ์
อีกด้านหนึ่ง
อู๋เสี่ยวพั่งกำลังรับมือกับหมาป่าขาวระดับสร้างรากฐานขั้น 1 ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน คลื่นพลัง ‘ปราณแท้จริงราชันย์’ ระเบิดออกมาคลุมกายจนดูราวกับเทพสงครามร่างท้วม
“ตายซะ!”
อู๋เสี่ยวพั่งคำรามลั่น ง้างหมัดที่ห่อหุ้มด้วยปราณราชันย์ต่อยฝ่าอากาศ พุ่งเข้าใส่หมาป่าขาวตรงๆ อย่างไม่เกรงกลัว
หมาป่าขาวสะดุ้งโหยง
ก่อนหน้านี้ไอ้เจ้าอ้วนมนุษย์นี่ยังดูเก้ๆ กังๆ อยู่เลย เหตุใดจู่ๆ ถึงระเบิดพลังอำมหิตขนาดนี้ออกมาได้?
แต่อู๋เสี่ยวพั่งไม่สนว่ามันจะคิดเช่นไร หมัดที่ทุ่มสุดตัวถูกส่งออกไปดุจลูกกระสุนปืนใหญ่
พลังหมัดทะลวงผ่านการป้องกันทุกอย่างของหมาป่าขาว กระแทกเข้าที่หน้าท้องอันเป็นจุดอ่อนของมันอย่างจัง
ผัวะ!
เลือดสาดกระจายกลางอากาศ ร่างของหมาป่าขาวระเบิดเละเป็นซากศพ ร่วงลงสู่พื้นดินดั่งว่าวสายป่านขาด
“ท่านอาจารย์ เรียบร้อยขอรับ!”
หลังจากเก็บกวาดซากศพ สวีหมิงและอู๋เสี่ยวพั่งก็รีบวิ่งกลับมาหาจางอวิ๋นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
จางอวิ๋นมองดูทั้งคู่ด้วยรอยยิ้มพอใจ
แม้จะผ่านไปเพียงสามวัน แต่พัฒนาการของศิษย์ทั้งสองนั้นเห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า จากคราแรกที่เข้าป่ามา เจอกับระดับกลั่นลมปราณยังตึงมือ แต่บัดนี้ ทั้งคู่สามารถไล่ทุบสังหารสัตว์วิญญาณระดับสร้างรากฐานได้ด้วยตัวคนเดียวแล้ว
ต้องยอมรับเลยว่า พรสวรรค์ระดับศักดิ์สิทธิ์นี่มันของจริงยิ่งกว่าทองคำ!
ไม่รอช้า เขาเรียกกระบี่บินออกมา พาตัวศิษย์ทั้งสองเหาะเหินเดินอากาศมุ่งหน้าออกจากป่าหนานเฟิงทันที
……
ณ ลานกว้างด้านนอกป่าหนานเฟิง
‘อันดับ 1 : ผู้อาวุโสเก้า สำนักหลิงเซียน คะแนน: 3,305’
‘อันดับ 2 : ผู้อาวุโสสาม สำนักหนานซาน คะแนน: 1,605’
‘อันดับ 3 : ผู้อาวุโสสี่ สำนักหนานซาน คะแนน: 1,588’
……
‘อันดับ 7 : ผู้อาวุโสใหญ่ สำนักหลิงเซียน คะแนน: 1,350’
……
‘อันดับ 10 : ผู้อาวุโสสอง สำนักหลิงเซียน คะแนน: 1,138’
……
เมื่อมองดูอันดับบนศิลาควบคุม บรรยากาศในลานกว้างแบ่งออกเป็นสองขั้วชัดเจนราวฟ้ากับเหว
ฝั่งสำนักหลิงเซียนโห่ร้องเฮลั่นสนั่นทุ่ง ส่วนฝั่งสำนักหนานซานหน้าดำคร่ำเครียดราวกับคนบ้านแตกสาแหรกขาด
แม้ในสิบอันดับแรกจะมีผู้อาวุโสสำนักหนานซานติดโผถึงเจ็ดคน แต่นั่นมิใช่ประเด็น เพราะ ‘อันดับหนึ่ง’ ที่สำคัญที่สุด บัดนี้ตกเป็นของสำนักหลิงเซียน แถมคะแนนยังทิ้งห่างอันดับสองไปกว่าเท่าตัว! ในเวลาที่เหลืออีกเพียงหนึ่งเค่อ ไม่มีทางไล่ตามทันอย่างแน่นอน!
“ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! ผู้อาวุโสตัวตลก… เอ้ย! ผู้อาวุโสเก้า! ตั้งแต่คะแนนพุ่งทะยานวันนั้น ก็ยิงยาวนำม้วนเดียวจบ!”
“บังอาจ! ใครเรียกท่านว่าตัวตลก? นั่นผู้อาวุโสเก้าผู้เกรียงไกรของสำนักเรา ต่อไปห้ามผู้ใดเรียกท่านว่าตัวตลกอีกนะเว้ย!”
“ใช่ๆ ผู้อาวุโสเก้าจงเจริญ!”
……
คนของสำนักหลิงเซียนหัวเราะร่าอย่างสะใจ
แม้นคนได้ที่หนึ่งจะผิดคาดไปบ้าง แต่ผลลัพธ์คือชัยชนะเป็นของหลิงเซียน!
เจ้าสำนักหลิงเซียนเองก็ยิ้มแก้มปริจนหุบไม่ลง เขาปรายตามองเจ้าสำนักหนานซานและมู่เหวินเซวียนที่ยืนหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ไม่ไกล
เห็นสีหน้าดำทะมึนของทั้งคู่แล้ว เขาอารมณ์ดียิ่งนัก
วางแผนกันมาดิบดี สุดท้ายคงนึกไม่ถึงกระมังว่าจะจบลงเช่นนี้?
‘โอสถสร้างทารกวิญญาณ’… คงทำเอาพวกเจ้ากระอักเลือดเป็นแน่!
เขาแค่นเสียงหัวเราะในใจอย่างผู้กำชัย
แต่ทว่าเจ้าเด็กนี่… มันทำได้อย่างไรกันนะ?
พอมองไปที่คะแนน ‘3,305’ บนศิลา เจ้าสำนักหลิงเซียนก็ยังอดกังขาไม่ได้
ระดับพลังแค่สร้างรากฐาน ยังเคยอัดศิษย์รองของเขาจนน่วม แถมมางานนี้ เพียงแค่สามวันทำคะแนนทิ้งห่างอันดับสองเป็นเท่าตัว
ไปเอาความเก่งกาจมาจากที่ใด?
เขาใคร่อยากรู้จริงๆ
ห่างออกไปไม่ไกลนัก
เจ้าสำนักหนานซานหน้าตาบิดเบี้ยวจนดูไม่ได้
‘โอสถสร้างทารกวิญญาณ’ มันควรจะเป็นของในกำมือสำนักหนานซานตั้งแต่แรก ถือเป็นค่าตอบแทนที่มู่เหวินเซวียนตกลงจะมอบให้พวกเขาแบบลับๆ
แต่บัดนี้ ของรางวัลล้ำค่านั่นกำลังจะหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา?
เขาจะยอมให้เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร!
แต่ดูจากคะแนนที่ห่างชั้นราวฟ้ากับเหวขนาดนี้ จะไล่ตามให้ทันคงเป็นไปไม่ได้แล้ว เหลือเพียงหนทางเดียว…
“ต้องไม่ให้มันออกมา!”
เจ้าสำนักหนานซานแววตาทอประกายอำมหิต เขาแอบสอดมือเข้าไปในอกเสื้ออย่างแนบเนียน ถ่ายเทพลังปราณลงไปใน ‘หินส่งเสียง’ ที่ซ่อนอยู่ภายใน…