ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 41 คนเช่นข้านั้นจิตใจงดงาม ชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์!
- Home
- ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า
- บทที่ 41 คนเช่นข้านั้นจิตใจงดงาม ชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์!
ณ ชายป่าหนานเฟิง
“ในที่สุดก็ถึงเขตชั้นนอก!”
เมื่อสัมผัสได้ถึงความหนาแน่นของพลังปราณในอากาศรอบกายที่เริ่มเบาบางลง จางอวิ๋นก็เป่าปากระบายลมหายใจด้วยความโล่งอก พลางเหลือบสายตามองตัวเลข ‘3,305’ บนกำไลฝึกตน
ด้วยคะแนนเพียงเท่านี้ น่าจะเพียงพอที่จะไม่น้อยหน้าผู้ใดแล้วกระมัง
ต้องขอบใจแผนที่เส้นทางเดินสองฉบับที่ยึดมาจากชิวเลวี่ยและผู้อาวุโสใหญ่สำนักหนานซาน ที่ช่วยให้ตลอดสองวันที่ผ่านมา เขาและศิษย์สามารถไล่ล่าสังหารสัตว์วิญญาณได้อย่างต่อเนื่องโดยมิได้หยุดพัก อีกทั้งยังสามารถเก็บกวาดภารกิจการฝึกตนได้ครบถ้วนทุกประการ
ภารกิจมีทั้งหมด 6 ประการ วันละ 2 ประการ รวมแล้วได้รับมา 300 คะแนน
ส่วนอีก 3,005 คะแนนที่เหลือ ล้วนได้มาจากการไล่ล้างบางสังหารสัตว์วิญญาณล้วนๆ
หากทำถึงขนาดนี้แล้วยังไม่ได้อันดับหนึ่ง เขาก็คงต้องยอมแพ้ต่อโชคชะตาแล้วกระมัง!
“ผู้อาวุโสตัวตลกแห่งสำนักหลิงเซียน ออกมาเสียสายโด่งเชียวนะ!”
ทันใดนั้นเอง สุ้มเสียงเย้ยหยันสายหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาข้างหู
จางอวิ๋นชะงักฝีเท้า เงยหน้ามองขึ้นไปเบื้องบนทันที
บนกิ่งไม้ใหญ่สูงหลายเมตรเบื้องหน้า ปรากฏร่างชายชราผมสีดอกเลากำลังจ้องมองเขาด้วยรอยยิ้มเหยียดหยาม แววตาแฝงความเจ้าเล่ห์เพทุบาย
“คนของสำนักหนานซาน?”
จางอวิ๋นขมวดคิ้วลงเล็กน้อย
ตาเฒ่าผู้นี้เขาเคยเห็นหน้าค่าตาตอนก่อนเริ่มงานประลอง เป็นหนึ่งในผู้อาวุโสที่ยืนขนาบข้างเจ้าสำนักหนานซาน
“3,305 คะแนน?”
สายตาของชายชราผมเทาพลันเหลือบไปเห็นตัวเลขบนกำไลฝึกตนของจางอวิ๋น แววตาฉายความตกตะลึงวูบหนึ่ง ก่อนจะก้มลงดูตัวเลข ‘1,199’ บนข้อมือตนเอง
เจ้าตัวตลกสวะระดับสร้างรากฐานผู้นี้ ทำคะแนนได้เกือบสามเท่าของข้าเชียวรึ?
“มิน่าเล่า ท่านเจ้าสำนักถึงได้มีคำสั่งให้ข้ามารอดักจัดการเจ้า…”
ชายชราผมเทาเข้าใจสถานการณ์ในทันที ดวงตาหรี่ลงอย่างอำมหิต “ดูท่าคงจะปล่อยให้เจ้าเดินออกจากป่านี้ไปโดยสวัสดิภาพมิได้เสียแล้ว!”
“เจ้าสำนัก?”
ได้ยินดังนั้น จางอวิ๋นก็เลิกคิ้วสูง
เจ้าสำนักหนานซานเป็นคนบงการให้มาดักลอบกัดเขาที่นี่เช่นนั้นรึ?
“เหลือเวลาอีกเพียงห้านาทีงานประลองก็จะสิ้นสุดลง ไอ้ตัวตลก ข้าไม่มีเวลามาเสวนากับเจ้านานนัก บัดนี้ข้ามีทางเลือกให้เจ้าสองทาง!”
ชายชราผมเทาชูนิ้วขึ้นมา กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หนึ่ง… จงทำลายขาตัวเองทั้งสองข้างทิ้งเสีย แล้วนอนรออยู่ตรงนี้เงียบๆ จนกว่าจะหมดเวลาประกาศผล หรือสอง… ให้ข้าส่งเจ้าไปลงนรกเสียเดี๋ยวนี้!”
“นอนรอจนกว่าจะหมดเวลา?”
จางอวิ๋นปรายตามองคะแนน ‘1,199’ ของอีกฝ่าย แล้วก็บรรลุแจ้งในทันที เขาฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี “พูดเช่นนี้ แสดงว่าอันดับของข้าคงจะสูงส่งมากกระมัง? ถึงขนาดที่เจ้าสำนักของพวกเจ้าต้องส่งคนมาสกัดขัดขวางเช่นนี้… ให้ข้าเดานะ… ข้าได้ที่หนึ่งใช่หรือไม่?”
“อย่ามาพล่ามวาจาไร้สาระ!”
ชายชราผมเทาแค่นเสียงเย็นยะเยือก “ข้าไม่อยากเอ่ยวาจาซ้ำสอง บัดนี้ข้าให้เวลาเจ้าห้าลมหายใจในการตัดสินใจ หากไม่ยอมหักขาตัวเอง ก็อย่าหาว่าข้าอำมหิต!”
กล่าวจบ เขาก็พลิกฝ่ามือเรียกหอกยาวสีดำทมิฬออกมา กลิ่นอายกดดันระดับจินตานระเบิดออกมารอบกาย ริมฝีปากขยับเริ่มนับถอยหลัง “ห้า… สี่…”
“สาม สอง หนึ่ง ศูนย์!”
จางอวิ๋นช่วยนับรวบยอดให้เสร็จสรรพในลมหายใจเดียว พร้อมชักกระบี่ยาวคู่กายออกมาแล้วเบะปาก “อยากจะประมือก็ดาหน้าเข้ามา จะพล่ามเพ้อเจ้ออันใดนักหนา?”
“รนหาที่ตาย!”
ชายชราผมเทาบันดาลโทสะ ถีบเท้าส่งร่างพุ่งทะยานลงมาจากต้นไม้ ควงหอกยาวฟาดผ่าลงมาใส่จางอวิ๋นตรงๆ จากด้านบนดุจสายฟ้าฟาด
จางอวิ๋นใช้ออกด้วย ‘ย่างก้าวชิงหยวน’ ร่างกายพริ้วไหวดุจภูตพราย หลบหลีกการโจมตีได้อย่างง่ายดาย พร้อมพลิกข้อมือแทงกระบี่สวนกลับไปในพริบตา
ชายชราผมเทาคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะหลบหลีกได้ว่องไวปานนี้ แต่ปฏิกิริยายังว่องไวสมฐานะผู้อาวุโส รีบยกด้ามหอกขึ้นมาต้านรับคมกระบี่ของจางอวิ๋น
เคร้ง!
ด้ามหอกปะทะปลายกระบี่ ประกายไฟแลบแปลบปลาบกระจายไปทั่ว
“ไสหัวไป!”
ชายชราผมเทาตะคอกลั่น ระเบิดพลังปราณอัดกระแทกใส่ด้ามหอกอย่างเกรี้ยวกราด
เพียงแค่ระดับสร้างรากฐาน บังอาจกล้ามางัดข้อประลองกำลังกับข้าตรงๆ รึ? รนหาที่ตายชัดๆ!
ตู้ม!
คลื่นพลังปราณปะทะกันระเบิดเสียงกึกก้องกลางอากาศ
แต่ทว่าภาพที่จางอวิ๋นควรจะปลิวเป็นว่าวสายป่านขาดกลับไม่เกิดขึ้น พลังปราณที่ปะทุออกมาจากปลายกระบี่ของเขา กลับต้านทานพลังของชายชราผมเทาได้อย่างสูสี จนเกิดเป็นสภาวะคานอำนาจ!
“นะ… นี่มัน…”
ชายชราผมเทาเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง
พลังปราณของข้า… โดนไอ้เด็กสร้างรากฐานนี่ต้านทานไว้ได้เนี่ยนะ?
ตลกสิ้นดี!
ชายชราผมเทาเร่งเร้าพลังออกแรงกดด้ามหอกเพิ่มขึ้น หวังจะใช้กำลังหักดิบกระแทกจางอวิ๋นให้กระเด็นถอยไป
แต่ยิ่งออกแรง เขาก็ยิ่งค้นพบความจริงอันน่าตกใจ ปลายกระบี่ที่จางอวิ๋นถืออยู่นั้นมั่นคงดั่งขุนเขาไท่ซาน ราวกับมีมนต์สะกดตรึงไว้ ต่อให้เขาโถมแรงลงไปมากเพียงใด ก็มิอาจทำให้มันขยับเขยื้อนได้เลยแม้แต่มิลลิเมตรเดียว
“ระ… แรงของเจ้า…”
เมื่อทอดมองจางอวิ๋นที่ถือกระบี่ด้วยท่าทีผ่อนคลายสบายอารมณ์ เพียงแค่ออกแรงดันเบาๆ ชายชราผมเทาก็แทบไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง
ไอ้หมอนี่… ทั้งพลังปราณ ทั้งพละกำลังกาย… เหตุใดถึงไม่เหมือนระดับสร้างรากฐานเลยสักนิด?
หรือว่าข่าวลือที่ว่ามันเป็นตัวตลกขยะ… จะเป็นเรื่องโกหกพกลม?
“ระเบิดพลังเสร็จหรือยัง?”
จางอวิ๋นมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบเฉยเย็นชา “เช่นนั้นครานี้… ถึงตาข้าบ้างนะ!”
สิ้นเสียง ข้อมือที่กุมกระบี่ก็เกร็งกำลังขึ้น
พลังปราณและพละกำลังมหาศาลระเบิดตูมเดียวดั่งภูเขาไฟปะทุ!
“บัดซบ!!”
ชายชราผมเทาหน้าถอดสี สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวราวกับขุนเขาถล่มทลายถาโถมเข้าใส่ร่าง
ตู้ม—!
ไม่มีโอกาสได้ขัดขืนแม้เพียงนิด ร่างของชายชราผมเทาปลิวลิ่วประดุจลูกปืนใหญ่ พุ่งทะลุต้นไม้หักโค่นไปหลายต้น ก่อนจะไปกระแทกอัดกับก้อนหินใหญ่เสียงดังสนั่นหวั่นไหว
อั่ก!
โลหิตสีแดงฉานพุ่งออกจากปากเป็นฝอย
“เจ้า…”
ความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวราวกับร่างกายแตกละเอียด ทำให้ชายชราผมเทาพยายามเงยหน้าขึ้นหมายจะเอ่ยบางสิ่ง
ฟุ่บ!
แต่จางอวิ๋นว่องไวดุจปีศาจ เพียงพริบตาเดียวก็มายืนค้ำหัวเขาในระยะประชิดไม่ถึงหนึ่งช่วงแขน
“เมื่อครู่เจ้าบอกให้ข้าหักขาตัวเองใช่หรือไม่?”
เมื่อได้เห็นรอยยิ้มหวานหยดย้อยของจางอวิ๋น ชายชราผมเทาก็หน้าซีดเผือดไร้สีเลือด รีบตะเกียกตะกายถัดตัวหนีไปจนแผ่นหลังติดก้อนหิน “จะ… เจ้าจะทำอันใด!?”
“มิได้ทำอันใดดอก ก็แค่จะช่วยทำให้เป้าหมายของเจ้าเป็นจริงอย่างไรเล่า!”
จางอวิ๋นยิ้มแฉ่งจนเห็นฟันขาว “แต่คนเช่นข้านั้นจิตใจงดงาม ชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ มิต้องลำบากให้เจ้าออกแรงเองหรอก ขาทั้งสองข้างนี้… เดี๋ยวข้าช่วยสงเคราะห์ให้!”
กล่าวจบก็ประเคนฝ่าเท้าใส่ทันที
ปัง!
เสียงฝ่าเท้ากระทืบขยี้ลงไปที่หัวเข่าข้างขวาอย่างแม่นยำ
กร๊อบ!
เสียงกระดูกแตกหักดังฟังชัดชวนสยอง
“อ๊ากกกกก!”
เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังลั่นป่า ชายชราผมเทาตัวงอเกร็งเป็นกุ้ง ใบหน้าบิดเบี้ยวแทบจะสิ้นสติสมประดี
“อย่าเพิ่งรีบสลบสิ ยังเหลืออีกข้างนะ!”
จางอวิ๋นซัดพลังปราณตบหน้าเรียกสติอีกฝ่ายให้ตื่นเต็มตา แล้วยกเท้ากระทืบซ้ำ
ปัง!
เข้าที่หัวเข่าซ้ายเน้นๆ จนแหลกละเอียด
กร๊อบ!
“อ๊ากกกกกก—!!”
ชายชราผมเทากรีดร้องโหยหวนจนสลบเหมือดไปในที่สุด
ครานี้จางอวิ๋นปล่อยให้สลบไป เขาละเท้าออกมา เตรียมจะค้นตัวริบทรัพย์สินตามธรรมเนียมผู้ชนะ แต่ทันใดนั้น สัมผัสพิเศษก็เตือนภัย เขาตวัดสายตาคมกริบมองไปที่ป่าด้านข้าง
“อาจารย์!!”
เสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้น เห็นศิษย์สำนักหนานซานสองคนในชุดเครื่องแบบ เพิ่งจะวิ่งมาถึงและเห็นภาพเหตุการณ์สยองขวัญพอดี หน้าตาซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
“สวัสดียามสาย!”
จางอวิ๋นโบกมือทักทายด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร
สองศิษย์สำนักหนานซานสะดุ้งโหยง กลับหลังหันวิ่งหนีตายหัวซุกหัวซุนทันที
“หืม?”
จางอวิ๋นกำลังจะไล่ตาม แต่จู่ๆ ก็ชะงักฝีเท้า หรี่ตามองไปอีกทิศทางหนึ่ง
ฟิ้ว! ฟิ้ว!
เสียงฝ่าอากาศดังหวีดหวิวใกล้เข้ามา ปรากฏร่างผู้อาวุโสสำนักหนานซานสองคนเหยียบกระบี่บิน พาลูกศิษย์อีกกลุ่มพุ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วสูง
“ผู้อาวุโสห้า! ผู้อาวุโสหก!!”
ศิษย์สองคนที่กำลังวิ่งหนีเห็นผู้มาใหม่ก็ตาเป็นประกาย รีบตะโกนลั่น “ช่วยด้วยขอรับ!! ช่วยด้วย!!”
ผู้อาวุโสทั้งสองของสำนักหนานซานชะงักกึก เดิมทีพวกเขาเพียงแค่ตามเสียงการต่อสู้มาดูลาดเลา
“ผู้อาวุโสเจ็ด!!”
ทันทีที่เห็นสภาพของชายชราผมเทาที่นอนขาหักสลบเหมือดอยู่บนพื้น รูม่านตาของพวกเขาก็หดเกร็ง ตวัดสายตาอำมหิตจ้องเขม็งไปที่จางอวิ๋น
“ฝีมือเจ้ารึ?”