ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 98 ข้าจะทุบแกให้เปลี่ยนรูป!
“ในที่สุด… ก็ถึงตาข้าเสียที!”
อู๋เสี่ยวพั่งกระโดดตัวลอยด้วยความดีใจจนแก้มกระเพื่อม เขาเฝ้ารอเวลานี้มานานแสนนาน ตั้งแต่เริ่มการประลองจนผ่านพ้นไปถึงเก้าคู่ เขายังมิได้ก้าวขาขึ้นเวทีเลยสักครั้ง เพราะสวีหมิงกำชับหนักแน่นว่าเขาคือ… อาวุธลับ!
และบัดนี้ ก็ถึงเวลาที่อาวุธลับเยี่ยงเขาจะได้สำแดงเดชสะเทือนฟ้าดิน!
สวีหมิงแย้มยิ้มพลางเอ่ยกระตุ้น “เสี่ยวพั่ง ในฐานะอาวุธลับก้นหีบของสำนักหลิงเซียน เจ้าต้องแสดงแสนยานุภาพให้ทุกคนประจักษ์แก่สายตา ศิษย์พี่ขอไม่มากความ… แค่ล้มระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุดให้ได้สักสองคนก็พอ!”
“สองคน?”
อู๋เสี่ยวพั่งยืดอกตอบทันทีด้วยความมั่นใจ “ศิษย์พี่ดูถูกกันเกินไปแล้ว อย่างน้อยต้องสามคน!”
“ประเสริฐ! งั้นก็สามคน!”
สวีหมิงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
อู๋เสี่ยวพั่งเดินอาดๆ ก้าวขึ้นเวทีด้วยท่วงท่าห้าวหาญเต็มเปี่ยม ประหนึ่งขุนพลผู้เกรียงไกร
เหล่าศิษย์สำนักหลิงเซียน “……”
ต่างคนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สองคนบ้างล่ะ สามคนบ้างล่ะ… พวกเจ้าสองคนเห็นยอดฝีมือระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุดเป็นผักกาดขาวในตลาดสดหรืออย่างไร? นึกจะเด็ดหัวก็เด็ดได้ง่ายๆ กระนั้นรึ?
แม้จะเคยเห็นพลังระเบิดอันน่าทึ่งของอู๋เสี่ยวพั่งในงานประลองภายในสำนักมาแล้ว แต่หากจะบอกว่าเจ้าอ้วนผู้นี้สามารถไล่ทุบระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุดได้เป็นผักปลา พวกเขาก็ยังมิอาจทำใจเชื่อได้ลง
ในสายตาพวกเขา ขอเพียงอู๋เสี่ยวพั่งแลกชีวิตลากระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุดตกเวทีไปได้สักคน ก็ถือว่ากำไรมหาศาลแล้ว!
“เจ้าอ้วนของสำนักหลิงเซียนผู้นั้นคือใครกัน?”
“ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นเงาหัวลงสนามเลยนี่นา? หน้าตาดูอ่อนเยาว์ปานนี้ น่าจะเป็นศิษย์หน้าใหม่กระมัง?”
“สำนักหลิงเซียนนี่มันวิปลาสไปแล้วหรือไร? เหตุใดปีนี้ถึงส่งศิษย์หน้าใหม่มาประลองมากมายเช่นนี้?”
…
ทันทีที่อู๋เสี่ยวพั่งปรากฏตัว เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังเซ็งแซ่ไปทั่วสนาม หลายคนมองดูด้วยความประหลาดใจระคนขบขัน
สำหรับสายตาธารกำนัล อู๋เสี่ยวพั่งคือหน้าใหม่โนเนมที่ไม่มีผู้ใดรู้จักมักจี่
แม้กระทั่งฝั่งสำนักหนานไห่เองก็เช่นกัน
พวกเขามองดูอู๋เสี่ยวพั่งด้วยความงุนงงสงสัย
เจ้าหมูตอนนี่มันเป็นใคร? ก่อนหน้านี้เคยลงแข่งรอบคัดเลือกด้วยหรือ?
“ศิษย์พี่ไห่เผิง จัดการมันในกระบวนท่าเดียวเลยขอรับ!”
“เจ้าอ้วนนี้ดูท่าทางจะเคี้ยวง่าย ศิษย์พี่คงจัดการได้ภายในสามลมหายใจ!”
แม้จะงุนงง แต่พวกเขาก็ตะโกนเชียร์ชายหนุ่มร่างกำยำที่กำลังเดินขึ้นเวทีด้วยความมั่นใจเปี่ยมล้น
บุรุษผู้นี้มีนามว่า ‘ไห่เผิง’ เป็นหนึ่งในห้ายอดฝีมือระดับแนวหน้าของศิษย์สำนักหนานไห่ มีระดับพลังบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ ‘สร้างรากฐานขั้นสูงสุด’ อย่างแท้จริง!
หลังจากโดนสวีหมิงอ่านเกมขาดในรอบแรก ศิษย์ตัวแทนของสำนักหนานไห่ก็เลิกวางแผนซับซ้อน และตัดสินใจใช้กำลังเข้าหักหาญตรงๆ แม้รอบที่แล้วจะโดนสำนักหนานซานเล่นลูกไม้ตัดกำลังไปบ้าง แต่ภาพรวมของขุมกำลังทีมยังถือว่าแข็งแกร่งดั่งหินผา
พวกเขามีระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุดเหลืออยู่ถึงเจ็ดคน และระดับสร้างรากฐานขั้นสูง (ขั้นเจ็ดขึ้นไป) อีกสามสิบหกคน
ด้วยกองทัพขนาดนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมอันใดทั้งสิ้น พลังที่เหนือกว่าย่อมบดขยี้ทุกสิ่ง!
เพราะจากข้อมูลที่เขามี ระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุดของสำนักหลิงเซียน หลังจากเสียลู่เล่ยไป ก็เหลือเพียงแค่สามคน คือสวีหมิง และศิษย์เอกของผู้อาวุโสสองกับผู้อาวุโสสาม
เจ็ดต่อสาม… จำนวนคนต่างกันราวฟ้ากับเหว บดขยี้ได้สบายมือ
แม้สวีหมิงจะมีพลังการต่อสู้ส่วนตัวที่เหนือล้ำกว่าระดับทั่วไป แต่ศิษย์ตัวแทนสำนักหนานไห่ก็มั่นใจว่าจะรับมือได้ ต่อให้เอาชนะไม่ได้ในคราเดียว แต่การตัดกำลังสักหกเจ็ดส่วนย่อมทำได้แน่ ส่วนที่เหลือก็ให้คนอื่นใช้วิธี ‘หมาหมู่’ ผลัดกันขึ้นไปรุมทึ้ง สวีหมิงก็ไม่รอดสันดอนอยู่ดี!
ดังนั้นเขาจึงไม่อยากเสียเวลากับเจ้าอ้วนไร้ชื่อเสียงผู้นี้
เทียบกับสำนักหลิงเซียนแล้ว คู่แข่งในรอบสองอย่างถ้ำจี๋หั่วและหอก่วนชิง ต่างหากที่เขาต้องให้ความสำคัญ!
บนเวทีประลอง
“เจ้าหนูอ้วน เอ็งเดินลงไปเองเถิด!”
มองดูอู๋เสี่ยวพั่งที่เดินต้วมเตี้ยมขึ้นมาด้วยท่าทางอุ้ยอ้าย ไห่เผิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ ในลำคอ โบกมือไล่ราวกับไล่แมลงวัน “ข้าน่ะ… ไม่ชอบรังแกเด็กหรอกนะ!”
“แกพูดว่ากระไรนะ!”
ได้ยินคำนั้น ดวงตาของอู๋เสี่ยวพั่งเบิกกว้าง จ้องเขม็งทันทีราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
ไห่เผิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มเหยียดมุมปาก “ทำไม? เด็กน้อยโกรธแล้วหรือ?”
ยังพูดไม่ทันจบประโยค อู๋เสี่ยวพั่งก็ตวาดขัดขึ้นมาเสียงดังลั่น
“ไม่ใช่เด็กน้อย… ไอ้คำข้างหน้านั่นต่างหาก!!”
“ข้างหน้า?”
ไห่เผิงงงไปวูบหนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้แล้วระเบิดเสียงหัวเราะ “อ๋อ… เจ้าอ้วน?”
ตูม!
สิ้นเสียงคำว่า ‘อ้วน’ คลื่นพลังลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวก็ระเบิดตูมออกมากลางเวทีราวกับภูเขาไฟปะทุ!
ไห่เผิงไม่ทันตั้งตัว ถูกแรงระเบิดนั้นกระแทกจนตัวหงายเงิบไปด้านหลังเล็กน้อยด้วยความตื่นตะลึง
พร้อมกันนั้น แรงกดดันอันป่าเถื่อนและทรงพลังดั่งสัตว์ร้ายบรรพกาลก็พุ่งเข้าใส่หน้า จนเขาหายใจแทบไม่ออก
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าเบื้องหน้าคืออู๋เสี่ยวพั่งที่รอบกายมี ‘ปราณแท้จริงราชันย์’ สีทองคำลุกโชนห่อหุ้ม รัศมีเจิดจ้าบาดตา ผมสั้นชี้ตั้งชันขึ้นฟ้า ราวกับ ‘เทพสงคราม’ ที่กำลังพิโรธ ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่ง
“แรงกดดันบ้าอะไรกันเนี่ย! เจ้าอ้วนนี้มันตัวอะไรกัน?”
“แสงสีทองนั่นมิใช่ลมปราณปกติใช่หรือไม่? มันคือพลังงานอันใดกันแน่?”
“บัดซบ! หรือว่าเจ้าอ้วนนี้จะมีกายาพิเศษ??”
…
ผู้ชมทั่วทั้งสนามต่างตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
“พลังงานนี้มัน…”
แม้แต่เหล่าเจ้าสำนักบนแท่นประธาน ต่างก็มีสีหน้าประหลาดใจไปตามๆ กัน
เพราะขนาดพวกเขาระดับจินตานขั้นสูงสุด หรือแม้แต่ระดับหยวนอิง ยังสัมผัสได้ว่าแรงกดดันอันป่าเถื่อนที่อู๋เสี่ยวพั่งปลดปล่อยออกมานั้น ทำให้ลมปราณในร่างของพวกเขารู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
แรงกดดันมังกรของสวีหมิงก่อนหน้านี้ ยังไม่น่าเกรงขามเท่ากับแรงกดดันดิบเถื่อนสายนี้เลย!
เจ้าอ้วนคนนี้… โผล่มาจากขุมนรกขุมไหนกัน?
สายตาทุกคู่หันขวับไปมองเจ้าสำนักหลิงเซียนเป็นตาเดียว
ปีนี้สำนักหลิงเซียน… มีของดีซ่อนไว้เยอะผิดปกติจริงๆ!
เจ้าสำนักหลิงเซียนยิ้มบางๆ ไม่เอ่ยวจีใด สายตาลอบมองจางอวิ๋นที่นั่งอยู่ด้านล่างด้วยความชื่นชม
ถึงเจ้าจางอวิ๋นจะทำศิษย์รักข้าหนีไปสองคน แต่ลูกศิษย์ที่เจ้าหมอนี่ปั้นมา… ก็ไม่ทำให้สำนักขายหน้าจริงๆ!
บนที่นั่งกิตติมศักดิ์
“ดูเหมือนว่า ‘ความโกรธ’ จะเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีจริงๆ สินะ!”
มองดูอู๋เสี่ยวพั่งที่ระเบิดพลังโทสะออกมาจนแรงกดดันพุ่งทะยานเสียดฟ้า จางอวิ๋นลูบคางอย่างพึงพอใจ
เขาเคยสังเกตตอนงานประลองศิษย์แล้วว่า ยิ่งอู๋เสี่ยวพั่งมีอารมณ์รุนแรง พลังก็จะยิ่งเพิ่มพูนขึ้นแบบก้าวกระโดดทวีคูณ
จบงานประลองนี้ สงสัยต้องปิดด่านฝึกพิเศษเพื่อ ‘กระตุ้นต่อมโกรธ’ ให้เจ้าอ้วนสักหน่อยแล้ว!
ในขณะที่เขากำลังวางแผนชั่วร้าย… เอ้ย แผนการฝึกอันล้ำลึก
บนเวทีด้านล่าง อู๋เสี่ยวพั่งที่โกรธจนผมชี้ตั้ง ชี้หน้าด่าไห่เผิงเสียงดังลั่นสนั่นเวที
“ข้าจะทุบแกให้เปลี่ยนรูป!!”
ฟุ่บ!
สิ้นเสียงคำราม อู๋เสี่ยวพั่งก็พุ่งตัวออกไป!
คนทั้งสนามเห็นเพียงแค่ประกายแสงสีทองวาบผ่านสายตา แล้ววินาทีต่อมา…
ร่างท้วมของอู๋เสี่ยวพั่งก็ไปโผล่อยู่ตรงหน้าไห่เผิงในระยะประชิด พร้อมง้างหมัดที่อัดแน่นด้วยพลังราชันย์ซัดเปรี้ยงเข้าใส่
“!!”
ไห่เผิงคาดไม่ถึงว่าคนรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์เช่นนี้จะมีความเร็วระดับปีศาจ เขาไม่มีเวลาไตร่ตรอง รีบยกสองแขนขึ้นมาการ์ดรับหมัดนั้นไว้ตามสัญชาตญาณ
แต่ทันทีที่หมัดของอู๋เสี่ยวพั่งปะทะเข้ากับท่อนแขน สีหน้าของไห่เผิงก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
มันมิใช่แรงหมัดของคนอ้วนธรรมดา… แต่มันหนักหน่วงรุนแรงราวกับโดนฝูงช้างสารพุ่งชน! แรงปะทะมหาศาลส่งร่างของเขาลอยละลิ่วกระเด็นออกไปทันที
ฟุ่บ!
ขณะที่ร่างยังลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ หูของเขาก็ได้ยินเสียงแหวกอากาศดังขึ้นข้างๆ
พอหันไปมอง ก็เห็นอู๋เสี่ยวพั่งพุ่งตามมาประชิดตัวด้วยความเร็วแสง พร้อมกำหมัดเสยขึ้นมาจากด้านล่าง ซัดเข้าเต็มเปาที่กระพุ้งแก้มซ้าย
ผัวะ!
หมัดนี้ส่งร่างของไห่เผิงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับดอกไม้ไฟ ฟันซี่น้อยใหญ่พร้อมเลือดสดๆ พุ่งกระฉูดออกจากปาก แตกกระจายกลางอากาศอย่างงดงาม (?)
ร่างของเขาตกลงมาตามแรงโน้มถ่วง
แต่ยังไม่ทันจะถึงพื้น อู๋เสี่ยวพั่งที่ห่อหุ้มด้วยปราณราชันย์สีทองก็กระโดดดักรออยู่แล้ว พร้อมง้างหมัดขนาดเท่ากระสอบทรายเตรียมไว้
“ไม่! อย่านะ!!”
ไห่เผิงหน้าซีดเผือด ร้องเสียงหลงด้วยความหวาดกลัว
แต่อู๋เสี่ยวพั่งที่กำลัง ‘ของขึ้น’ มีหรือจะฟัง? หมัดหนักๆ ถูกซัดเปรี้ยงเข้าที่แก้มอีกข้างอย่างจัง!
ตูม!
เสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของไห่เผิงถูกซัดปลิวเป็นกระสุนมนุษย์ พุ่งออกนอกเวทีไปกระแทกพื้นด้านล่างอย่างแรงจนฝุ่นตลบ
เมื่อฝุ่นจางลง ผู้คนต่างชะโงกหน้าไปดู
ภาพที่เห็นคือใบหน้าทั้งสองข้างของไห่เผิงบวมเป่งปูดโปนจนดูไม่ออกว่าเป็นใคร เหมือนหัวหมูที่ถูกต้มจนสุกพองน้ำ
สมกับคำประกาศกร้าวของเจ้าอ้วน…
เปลี่ยนรูปไปแล้วจริงๆ!
ทั่วทั้งสนามตกอยู่ในความเงียบกริบ!