สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 132 รักษาอาการบาดเจ็บ
ขณะที่จั่วม่อสบถด่าปานพายุบุแคม ผูเยามีสีหน้าโง่งมอย่างสมบูรณ์
“พวกมันไม่ใช่ผายลม…” ผูเยาพยายามอธิบายอย่างมึนงง
“พวกมันไม่ใช่ผายลม แล้วอย่างไร?” จั่วม่อถลึงตามอง
ตระหนักว่ามันถึงกับถูกสภาวะของจั่วม่อสะกดข่มเอาไว้ ผูเยาทันใดนั้นตั้งสติได้ มี
โทสะอยู่บ้าง ดวงตาขวาหรี่แคบลง เผยคมมีดสีแดงแคบยาว กล่าวเสียงเย็น “อ้อ เจ้า
อยากพูดอะไร?”
จั่วม่อพลันลมหายใจชะงักขาดห้วงอย่างช่วยไม่ได้ เผชิญสายตาเย็นเยียบและแปลก
พิกลของผูเยา มันหดกลับทันที “ข้า…ข้าแค่อยากจะบอกว่า…เจ้าต้องมอบ…สิ่งที่ไม่มี
ผลข้างเคียง…ให้แก่ข้า…”
“ข้าเป็นอสูร” ผูเยากล่าวเบาๆ “มรรคาที่ข้ารู้จักแตกต่างจากซิวเจ่อเจ้า เกิด
ผลข้างเคียงบ้างเล็กน้อย ย่อมเป็นเรื่องปกติมาก”
ความหมายของผูเยาชัดเจนเป็นที่สุด จั่วม่อไม่สามารถตำหนิมันเรื่องผลข้างเคียง
ทั้งยังซ่อนความนัยว่าสิ่งอื่นๆ ที่จะมอบให้ต่อไป ก็อาจจะมีผลข้างเคียงเช่นกัน
หากผูเยาเกิดฉีกหน้า เปลี่ยนเป็นไร้เหตุผลขึ้นมา จั่วม่อก็ไม่สามารถทำอะไรได้
ความแข็งแกร่งของพวกมันแตกต่างกันอย่างใหญ่หลวง เป็นธรรมดาที่สิทธิ์ในการกล่าว
วาจาจะไม่เท่าเทียมกัน
จั่วม่อได้แต่เลือกที่จะต่อต้านด้วยความเงียบเท่านั้น
สายตาของผูเยากลับมาไม่เป็นมิตรมากกว่าเดิม จั่วม่อได้แต่ฝืนทนยืนกรานเท่านั้น
มันทราบว่าหากมันยอมอ่อนข้อไปเสียทุกครั้ง เสียงของมันจะยิ่งเบาลงๆ ผลสุดท้ายของ
มันจะกลายเป็นย่ำแย่ลงเรื่อยๆ พลังคือสิ่งที่ต้องต่อสู้แย่งชิงมา แม้ต้องแบกรับความ
เสี่ยงในระดับหนึ่ง ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
เผชิญหน้ากับความดื้อเงียบของจั่วม่อ ผูเยาชักปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมา
เมื่อต้องการให้ม้าวิ่ง ท่านก็ต้องให้อาหารแก่มัน จั่วม่อ เจ้าตัวประหลาดที่มีแต่จิงสือ
อยู่ในสายตานี้ กลับกลายเป็นเฉลียวฉลาดขึ้นมาก คิดหลอกล่อมันเหมือนเมื่อก่อน ไม่น่า
เป็นไปได้แล้ว
แต่เวลาที่ข้ามี…
คิดถึงเรื่องนี้ ผูเยาอารมณ์แปรเปลี่ยนเป็นขุ่นข้อง มองไปยังเจ้าเดรัจฉานน้อยที่ก่อ
ปัญหาให้แก่มัน ผูเยาปรารถนาจะฟาดจั่วม่อเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในฝั่ามือเดียว แต่มัน
ยังคงระงับแรงกระตุ้นในใจ อารมณ์ของมันอาจเลวร้าย แต่ผูเยาไม่ได้โง่เขลา
“เคล็ดวิชาของอสูรปิศาจ มนุษย์จะมีปัญหาในการฝึกปรือ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก”
ความอำมหิตในดวงตาผูเยาค่อยๆ เลือนหายไป สุ้มเสียงกลับคืนสู่ความสงบตามปกติ
“อย่างไรก็ตาม ในมือข้าพอมีเคล็ดวิชาของซิวเจ่ออยู่บ้าง ต่อไปรางวัลจะเป็นเคล็ดวิชา
เหล่านี้ คราวนี้หากยังมีผลข้างเคียง เจ้าก็ไม่อาจตำหนิข้าได้”
จั่วม่อเบิกบานใจ แต่ยังคงกล่าวแก้ “มันเป็นการซื้อขาย!” การซื้อขายกับการให้
รางวัลเป็นสองแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การค้าขายหมายถึงการแลกเปลี่ยนที่
สมเหตุสมผล แต่หากเป็นการให้รางวัล รสชาติก็เปลี่ยนไปแล้ว
“นั่นก็แล้วแต่เจ้า” ผูเยาสีหน้าไม่แยแส แต่ในใจลอบปวดศีรษะ จั่วม่อเวลานี้รับมือ
ยากกว่าเดิมมาก
“อย่างไรก็ตาม เจ้าเร่งมือกว่านี้ได้หรือไม่!” ผูเยาสุ้มเสียงไม่พอใจเป็นอันมาก “เจ้า
ทำกำไรจิงสือช้าเกินไป ข้าต้องการจิงสือมากกว่านี้!”
“แต่ข้าเป็นแค่ผู้ฝึกตนด่านจู้จีคนหนึ่งเท่านั้น” จั่วม่อเน้นย้ำความเป็นจริง
ผูเยาฟังคำจั่วม่อแทบสำลักออกมา มันทราบว่าจั่วม่อรู้สึกอึดอัดใจที่พลังบำเพ็ญ
เพียรไม่รุดหน้า แต่สิ่งที่จั่วม่อกล่าวก็เป็นความจริง ในบรรดาซิวเจ่อด่านจู้จี ผู้ที่สามารถ
ทำกำไรจิงสือได้มากกว่าจั่วม่อ มีไม่มากนัก
เจ้าเด็กผู้นี้กระตือรือร้นที่จะทำกำไรจิงสือแทบตาย แต่ปากแข็งไปถึงกระดูกดำ ผู
เยาไม่ทราบจะทำอย่างไรกับมันดี ต่อให้คิดอยากเปลี่ยนไปสิงสู่ผู้อื่น กล่าวตามความสัตย์
ผูเยารู้สึกว่าไม่มีผู้ใดดีไปกว่าจั่วม่อแล้ว เจ้าตัวประหลาดน้อยนี้เป็นยอดฝีมือในการหาจิ
งสือตามธรรมชาติ ผูเยาพบว่าจั่วม่อมีความรู้สึกเฉียบไวเป็นอย่างยิ่งต่อทุกสิ่งที่เกี่ยวข้อง
กับตัวมันเอง จั่วม่อรู้จังหวะต่อสู้เพื่อตัวเอง โดยไม่ทำให้อีกฝั่ายมีโทสะมากเกินไป มันยัง
ทราบว่าเมื่อใดสมควรประนีประนอม รู้จักรุกรู้จักถอยอย่างเหมาะสมถึงที่สุด นับเป็น
บุคคลอันชาญฉลาดผู้หนึ่ง
อ้อ แม้แต่ในบรรดาเผ่าอสูร ที่ชาญฉลาดเทียบเท่าจั่วม่อ ก็มีไม่มากนัก
ศักยภาพที่จั่วม่อแสดงออกมา ค่อยๆ เปลี่ยนมุมมองของผูเยา มันพลันนึกถึงคนผู้
หนึ่งซึ่งเลือกจั่วม่อมาตั้งแต่เริ่มต้น ต้องอารมณ์ไม่ดีขึ้นมาทันที ประหนึ่งกินแมลงวันเข้า
ไปทั้งฝูง
แค่นเสียงอย่างเย็นชาคำหนึ่ง ผูเยาหายวับไป.
ผูเยาบทจะมาก็มา บทจะไปก็ไปดื้อๆ จั่วม่อไม่ได้แปลกใจแต่อย่างใด ในใจรู้สึกโล่ง
ใจมากกว่า การเจรจากับผูเยาทุกครั้งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก แม้ว่าในเวลาส่วนใหญ่ผู
เยาจะค่อนข้างปกติ แต่ผูเยาอารมณ์แปรปรวน เผลอประมาทสักเล็กน้อย ผลสุดท้าย
มักจะน่าอนาถเสมอ
โชคดีที่ผลลัพธ์ในคราวนี้ค่อนข้างดีงามทีเดียว จั่วม่อพออกพอใจไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม มันไม่จำเป็นต้องพิจารณาปัญหาการกำไรจิงสือชั่วคราว เพราะมัน
ยากจนข้นแค้น สิ้นเนื้อประดาตัวจนไม่มีแม้แต่เงินทำทุน และด้านหน้าของมัน ยังมีการ
ประลองชุมนุมวิจารณ์กระบี่รอบสุดท้ายรอคอยอยู่
เพื่อม้วนหยกเริ่มต้นของคุนหลุน จั่วม่อมุ่งมั่นที่จะเอาชัยให้จงได้ แม้ว่าซู่รับปาก
ช่วยเหลือมัน แต่จั่วม่อยังคงรู้สึกไม่วางใจ การประลองรอบสุดท้ายเป็นศึกตะลุมบอนที่มี
ผู้เข้าร่วมถึงหนึ่งร้อยคน และมีเพียงสิบคนเท่านั้นที่จะเป็นผู้ชนะ ความโหดร้ายดุเดือดใน
การประลองเป็นที่จินตนาการได้ ซู่แม้พลังฝีมือเข้มแข็ง ไม่มีปัญหาเรื่องการปั้องกัน
ตนเอง แต่หากต้องมาคอยปกปั้องมันด้วย เรื่องนี้ก็ยากจะกล่าวแล้ว
พึ่งพาตนเองย่อมไว้วางใจได้มากกว่าเดิม
จั่วม่อมีร่างแผนการคร่าวๆ อยู่ในใจแล้ว ขณะที่คิดแผนการนี้ ในใจมันเต็มไปด้วย
ความฮึกเหิมและคาดหวัง!
แต่เวลานี้ มันจำต้องระงับความตื่นเต้นในใจเอาไว้ก่อน โยนแผนการไว้ทางหนึ่ง มี
อีกหนึ่งปัญหาหนึ่งที่ต้องเผชิญโดยตรง รักษาอาการบาดเจ็บ
ในการประลองกับเฉาอันครั้งล่าสุด แม้ว่าจะเสียเปรียบมันก็ยังเอาชนะมาได้ แต่ก็
แลกกับการรับบาดเจ็บสาหัส หลังจากได้รับการรักษาฉุกเฉินจากซือฟูั่แล้ว มันก็ฟืนตัวไม่
น้อย เดิมทีจั่วม่อตั้งใจจะค่อยๆ รักษาอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ผู้ใดจะไปคาดคิด ว่าท่าน
เจ้าสำนักต้องการให้มันเข้าร่วมศึกตะลุมบอนในรอบสุดท้ายด้วย เวลานี้ม้วนหยกของคุน
หลุนยังเป็นเหตุผลพิเศษ ทำให้มันต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเรื่องการรักษาตัวอีกครั้ง
พลังบำเพ็ญเพียรของมันต่ำกว่าคู่แข่งทุกคน หากกระทั่งร่างกายยังไม่หายดี ต่อให้ซู่
ช่วยเหลือมัน เกรงว่ายังไม่มีปัญญายืนหยัดจนจบการประลอง
แน่นอน ที่สำคัญที่สุดคือการรักษารอบนี้ เป็นสำนักควักกระเปั๋าจ่าย มันไม่
จำเป็นต้องเสียจิงสือแม้แต่ชิ้นเดียว!
เรือนขิงหอม สือฟั่งหรงใบหน้าเย็นชา ยืนอยู่หน้าถังไม้บรรจุน้ำยา จั่วม่อตลอดทั้ง
ร่างแช่อยู่ในน้ำยาสมุนไพร มีเพียงศีรษะโผล่ขึ้นมาเล็กน้อย
น้ำยาสีดำมีกลิ่นเหม็นฉุน จั่วม่อนั่งอยู่ในถังย่อมถูกรมอย่างหนักหน่วง จนหัวหมุน
วิงเวียนสุดทานทน “ซือฟูั่ มีอะไรอยู่ในนี้ ไฉนเหม็นถึงปานนี้?”
“”อย่ามัวพูดจาเหลวไหล” สือฟั่งหรงกล่าวอย่างรวบรัด “ตั้งใจโคจรพลังปราณให้
ดี” เมื่อใดก็ตามที่นางเห็นหน้าจั่วม่อ ไฟโทสะในใจก็พลุ่งพล่านสุดระงับ ตัวมันมี
พรสวรรค์ถึงเพียงนี้ แต่กลับไม่ชมชอบฝึกปรือกระบี่ เอาแต่สนใจทำกำไรจิงสือ! ไฉนนาง
ต้องมาจบลงที่ลูกศิษย์โลภมากไม่เอาถ่านเช่นนี้?
จั่วม่อสัมผัสความไม่พอใจล้ำลึกในสุ้มเสียงของซือฟูั่ กลายเป็นเรียบๆ ร้อยๆ ขึ้นมา
ทันที
อันที่จริง มันก็สามารถรู้สึกได้ถึงพลังโอสถที่อยู่ในน้ำยาสมุนไพรในถังไม้ พลังโอสถ
อันมีชีวิตชีวาและอุดมสมบูรณ์นี้ คล้ายแมลงตัวเล็กนับไม่ถ้วนเจาะเข้าไปในร่างกายมัน
เพียงแต่กระบวนการนี้ไม่ค่อยน่ารื่นรมย์เท่าใด จั่วม่อรู้สึกราวกับว่ากำลังถูกแทงด้วยเข็ม
มากมายไม่สิ้นสุด
พอฟังท่านอาจารย์สั่งให้โคจรพลังปราณ จั่วม่ออึ้งงันไปวูบหนึ่ง มันสมควรโคจรพลัง
ตามแนวทางเคล็ดบำเพ็ญสูดปราณก่อนกำเนิดหรือวัชรสูตรน้อยดี? คิดวกไปวนมา ใน
ที่สุดตัดสินใจเลือกวัชรสูตรน้อย เคล็ดบำเพ็ญสูดกำเนิดที่มาไม่ชัดเจน หากซือฟูั่ตรวจ
พบก็ย่ำแย่แล้ว แต่หากเป็นวัชรสูตรน้อยมันกลับไม่มีที่ให้หวาดเกรง เนื่องเพราะอาจารย์
ลุงซินหยานเป็นผู้มอบเคล็ดวิชานี้ให้แก่มันเอง แม้ว่าวัชรสูตรน้อยที่มันฝึกปรืออยู่ทุก
วันนี้เป็นฉบับปั้ายหินสุสาน แต่ความแตกต่างระหว่างทั้งสองฉบับก็เพียงแค่ห้าประโยค
เท่านั้น
เพียงแค่เริ่มโคจรวัชรสูตรน้อย จั่วม่อก็รู้สึกทันทีว่านี่แตกต่างจากปกติ
พลังโอสถเล็กละเอียดนับไม่ถ้วน คล้ายถูกดึงดูดด้วยพลังแม่เหล็ก แปรเปลี่ยนเป็น
สายธารโอสถหลายสิบสาย แทรกซึมผ่านเข้าไปในเส้นชีพจรหลักในร่างของจั่วม่อ
จากนั้นกระจายเข้าสู่กระแสพลังปราณที่โคจรผ่านเส้นชีพจรปราณทั่วร่าง
ภายในระยะเวลาสั้นๆ จั่วม่อรู้สึกว่าเส้นชีพจรปราณทุกเส้นในร่างแออัดจนแทบล้น
อดแตกตื่นไม่ได้ มันไม่เคยพบเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน
ไอ๊หยา!
น้ำยาสมุนไพรนี้มันอะไร? พลังเข้มแข็งมาก!
จั่วม่อยามนี้ไม่อาจสนใจสิ่งอื่นใด นอกจากโคจรวัชรสูตรน้อยอย่างเกรี้ยวกราด
พยายามอย่างสุดกำลังที่จะกระจายพลังโอสถส่วนเกินไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย
ขณะที่พลังโอสถแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ความเสียหายในร่างกายจั่วม่อก็ถูกเยียวยารักษาอย่าง
ต่อเนื่อง ประหนึ่งพายุฝนห่าใหญ่ราดรดใส่พื้นดินอันแห้งผาก บาดแผลในร่างมันดูดซึม
พลังโอสถอย่างหิวกระหาย
ข้างถังไม้ สือฟั่งหรงคอยเฝั้าดูด้วยสีหน้าห่วงกังวล เห็นใบหน้าของจั่วม่อเป็นสีทอง
เข้ม ประดุจหล่อหลอมจากทองคำเนื้อดี ไม่ทราบตั้งแต่เมื่อใด เผยเหยียนหรานกับพวก
ทั้งสาม ล้วนปรากฏตัวขึ้นข้างกายนางอย่างพร้อมเพรียง
“เจ้าเด็กร้ายกาจ!” หยานเล่อกล่าวอย่างตะลึงลาน “วิชาเสริมสร้างสังขารของมันที่
แท้แข็งแกร่งถึงระดับใด? นี่มิใช่อาภรณ์ร่างทองหรอกหรือ?”
ซินหยานแค่นเสียงอย่างเย็นชา “มันเพียงแค่ไม่ชื่นชอบการฝึกปรือกระบี่เท่า
นั้นเอง!”
อีกสามคนสีหน้าเปลี่ยนเป็นน่าเกลียดในทันที
หากจั่วม่อมีพรสวรรค์ด้านการบำเพ็ญเพียรเพียงปานกลาง พวกมันคงไม่รู้สึกย่ำแย่
ถึงเพียงนี้ แต่มันกลับมีพรสวรรค์ทางด้านการบำเพ็ญเพียรสูงส่งอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่า
วิชาใดที่มันฝึกปรือ ล้วนรุดหน้าก้าวไกลด้วยความเร็วดุจสายฟั้าฟาด แม้กระทั่งวัชรสูตร
น้อยที่มอบให้แก่มันไปอย่างไม่ใส่ใจนัก มันยังสามารถฝึกปรือจนบรรลุขั้นอาภรณ์ร่าง
ทองได้อย่างเงียบเชียบ ที่น่าปวดเศียรเวียนเกล้าคือมันกลับไม่สนใจฝึกปรือวิชากระบี่
ของสำนัก เคล็ดวิชากระบี่อันทรงพลังมากมายของสำนัก ล้วนเปิดกว้างให้แก่มัน แต่เจ้า
เด็กเหลือขอนี้ หลังจากพลิกดูครั้งแรก มันก็ไม่เคยกลับไปแตะต้องอีกเลย
จะไม่ให้เผยเหยียนหรานกับพวกพิโรธจนแทบกระอักได้อย่างไร?
“ข้ายืนกรานให้มันเข้าร่วมการประลองรอบสุดท้ายของชุมนุมวิจารณ์กระบี่ นี่จะ
ช่วยให้มันเข้าใจพลังที่แท้จริงของเซียนกระบี่” กระทั่งเผยเหยียนหรานผู้มีฝีมือในการ
รักษาความเยือกเย็น ยังแทบจะคลั่งใจตายเพราะจั่วม่อ “ข้าเคยกำชับเหวยเสิ้งให้แสดง
ฝีมือเต็มที่ในการประลองครั้งนี้ ฮึ่ม จั่วม่อจำเป็นต้องได้เห็น ว่าเซียนกระบี่คืออะไร และ
ไฉนเซียนกระบี่จึงเป็นซิวเจ่อที่ทรงพลังที่สุดในโลก!”
“ใช่! ศิษย์สำนักกระบี่ที่ไม่สนใจเคล็ดวิชากระบี่ของสำนัก ล่วงรู้ไปถึงไหนก็อับอาย
ไปถึงนั่น กระทั่งท่านปรมาจารย์บรรพชนของพวกเรา หากล่วงรู้เข้า พวกเราจะเอาหน้า
ไปไว้ที่ใด!” หยานเล่อผู้มักจะมีรอยยิ้มประดับใบหน้าอยู่เป็นนิจ เวลานี้ใบหน้าเต็มไป
ด้วยความเดือดดาล
“เรื่องนี้ยอมรับไม่ได้!” ซินหยานใบหน้าเต็มไปด้วยเจตนาสังหาร
สือฟั่งหรงผู้ที่ก่อนหน้านี้คอยห่วงกังวล ยังอดไม่ได้ ต้องกล่าวอย่างไม่พอใจเป็น
อย่างยิ่ง “เจ้าเด็กผู้นี้ต้องถูกสั่งสอน!”
พฤติกรรมนอกลู่นอกทางของจั่วม่อ เป็นเหตุให้ระดับสูงของสำนักกระบี่สุญตา ล้วน
เห็นพ้องต้องกันโดยไม่มีข้อกังขา
ทุ่มเทสมาธิจิตใจอยู่กับการโคจรพลังปราณ จั่วม่อไม่รับรู้เรื่องราวภายนอก มันไม่
ทราบว่าหายนะกำลังก่อตัวอยู่ในบทสนทนาตรงหน้ามันนี้เอง จิตสำนึกทั้งหมดของมัน
พลังปราณทั้งมวล ล้วนถูกระดมมาอย่างพร้อมเพรียง จดจ่ออยู่กับการควบคุมพลังโอสถ
อย่างสมบูรณ์ มันไม่ทราบว่าซือฟูั่ผสมพืชหญ้าอันใดลงไปในถังน้ำยาในคราวนี้ แต่พลัง
โอสถปั่าเถื่อนรุนแรงอย่างเหลือเชื่อ มันรู้สึกว่าร่างกายคล้ายกำลังจะระเบิดจากพลัง
โอสถที่ถาโถมเข้ามา!
ความเร็วในการกำราบพลังโอสถ ช้ากว่าความเร็วในการดูดซับพลังโอสถเข้าสู่
ร่างกายมาก
จั่วม่อขบกรามแน่น มันทราบว่าหากมันอดทนผ่านช่วงเวลาสั้นๆ นี้ไปได้ มันจะได้
กำไรมหาศาล มันคุ้นเคยกับการหลอมกลั่นโอสถ ย่อมเข้าใจดีว่าพลังโอสถที่มีอยู่ในโอสถ
ปราณนั้นมีขีดจำกัด ตราบเท่าที่มันสามารถอดทนยืนหยัด ย่อมสามารถทยอยดูดซึมพลัง
โอสถภายในร่างกายได้อย่างช้าๆ เมื่อพลังโอสถเจาะผ่านเข้ามาในร่างกายของมัน ก็
เปลี่ยนเป็นจุดแสงสีทองอย่างรวดเร็ว แทรกซึมเข้าไปในชั้นกล้ามเนื้อของมัน เวลานี้ทั้ง
เลือดเนื้อและเส้นเอ็นล้วนสุกสกาวด้วยแสงสีทองส่องประกาย จุดแสงสีทองที่ฝังแน่นอยู่
ในเลือดเนื้อประดุจทรายทองละเอียด ยิ่งหนาแน่นแออัดมากขึ้นเป็นลำดับ
แต่อัตราการเพิ่มขึ้นของจุดแสงสีทอง ยังช้ากว่าอัตราการแทรกซึมเข้ามาในร่างของ
พลังโอสถมาก
สิ่งที่ทำให้จั่วม่อแตกตื่นจนขวัญหาย คือจนถึงยามนี้ พลังโอสถกลับไม่มีทีท่าว่าจะ
ลดน้อยลง ยังคงพลุ่งขึ้นมาอย่างปั่าเถื่อนรุนแรงและสม่ำเสมอดุจเดิม!
พลังโอสถไม่ผิดอะไรกับมหานทีถาโถม ไหลบ่าเข้าสู่ร่างกายของมันอย่างคลุ้มคลั่ง
เส้นชีพจรปราณของมันเต็มแน่นจนล้นปรี่ แต่พลังโอสถก็ยังคงไหลบ่าเข้ามาในร่าง
อย่างไม่อาจควบคุม เส้นชีพจรปราณของมันโปั่งพองจนมองเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า
สิ่งที่ทำให้จั่วม่อประหวั่นพรั่นพรึงยิ่งกว่าเดิม คือมันไม่มีปัญญาหยุดยั้งได้!
พลังโอสถผสานรวมกับพลังปราณที่โคจรเร็วรี่ไม่มีที่สิ้นสุด ดุจม้าปั่าหลุดจาก
บังเหียน ห้อตะบึงไปทั่วร่าง ไร้หนทางจะบังคับควบคุม!
บัดซบ!