สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 133 เผยเหยียนหรานบันดาลโทสะ
“มันกำลังจะรุดหน้าอีกแล้ว?” หยานเล่อตะลึงมองจั่วม่อที่นั่งอยู่ในถัง จากนั้นเอียง
คอพึมพำกับตัวเองอย่างมึนงง “หืมม์ ไฉนข้ากล่าวว่า ‘อีกแล้ว’?”
ไม่มีผู้ใดสนใจมัน ทุกผู้คนจ้องมองจั่วม่อด้วยสีหน้าหนักอึ้ง
แสงสีทองบนใบหน้าจั่วม่อสว่างไสวขึ้นทุกขณะ ชั้นแสงสีทองกระเพื่อมเป็นระลอก
คล้ายชั้นคลื่น ผมเผ้าของมันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทอง เริ่มจากรากผมขึ้นมา ร่างกายสั่น
ระริก ราวกับว่าประสบกับความเจ็บปวดอย่างรุนแรง สือฟั่งหรงความขุ่นข้องหมองใจ
บนใบหน้าหายวับไป สิ่งที่เข้ามาแทนเป็นความห่วงใยกังวล
“ในวัชรสูตรน้อย ขั้นต่อไปหลังจากอาภรณ์ร่างทองคืออะไร?” เผยเหยียนหราน
ถามอย่างกะทันหัน
ซินหยานตอบอย่างรวบรัด ดุจวาจาของมันมีค่าดั่งทองคำ “วงจรสัตตบงกช
ทองคำ”
“วิชาเสริมสร้างสังขาร…” เผยเหยียนหรานคล้ายฉุกคิดเรื่องราวบางอย่าง “ขั้นใดที่
สามารถก่อกำเนิดรูปแบบอภิญญาตามธรรมชาติ?”
“ห้า” ซินหยานตอบ
“ที่แท้เป็นขั้นที่ห้า” เผยเหยียนหรานผงกศีรษะ บ่งบอกความเข้าใจอย่างชัดเจน
“ด้วยระดับความเร็วในการรุดหน้ามัน ข้าว่าการบรรลุขั้นที่ห้าก็คงอีกไม่ไกล”
หยานเล่อกล่าวแทรก “ข้าอยากรู้จริงๆ หากเจ้าเด็กเหลือขอนี้บรรลุขั้นที่ห้า มันจะ
ก่อกำเนิดอภิญญาชนิดใดขึ้นมา”
คนอื่นๆ ไม่ได้กล่าววาจา สำหรับวิชาเสริมสร้างสังขาร ในหมู่พวกมันไม่มีผู้ใดคุ้นเคย
แดนคุนหลุนเป็นอาณาจักรแห่งเซียนกระบี่ เซียนกระบี่เพียงฝึกปรือกระบี่ ไม่ถาม
ไถ่เรื่องราวอื่นใด ส่วนผู้คนที่แตกฉานวิชาเสริมสร้างสังขารคือเหล่าเซียนวรยุทธ์ เซียนวร
ยุทธ์ส่วนใหญ่เป็นหลวงจีนนิกายฌาน แต่ก็มีศิษย์ฆราวาสไม่น้อย ดินแดนใต้การ
ปกครองของวัดเสวียนคงเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ของเซียนวรยุทธ์
เซียนวรยุทธ์เป็นอีกหนึ่งประเภทที่สำคัญของซิวเจ่อ หัวใจหลักของพวกมันคือ
ฝึกปรือกายา เสริมสร้างสังขาร เน้นฝึกอบรมจิตใจ แสวงหาตัวตนภายในกายตนเอง
ท่ามกลางบรรดาซิวเจ่อทุกประเภท กล่าวถึงเรื่องการรุดหน้ายากเย็นแสนเข็ญที่สุด ไม่มี
ผู้ใดเกินเซียนวรยุทธ์ อย่างไรก็ตาม เคล็ดวิชาของเซียนวรยุทธ์ส่วนใหญ่เรียบง่าย
ตรงไปตรงมา ง่ายที่จะเริ่มต้น ตราบเท่าที่บากบั่นพากเพียรสม่ำเสมอ ส่วนมากมักพบ
ความสำเร็จบางประการ ทว่าก็เป็นตามกฏเกณฑ์ธรรมชาติ เมื่อเริ่มต้นง่ายดาย ต่อไป
ย่อมยากลำบาก ยากจะรุดหน้าก้าวไกล มรรคาที่เหล่าเซียนวรยุทธ์มุ่งหน้าไป ยิ่งก้าวเดิน
ไปไกลมากเท่าใด ยิ่งยากจะฝึกปรือมากเท่านั้น ต้องอาศัยความมานะอุตสาหะกับภูมิ
ปัญญาที่เหนือคน จึงสามารถบรรลุความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
อย่างไรก็ตาม คนเช่นจั่วม่อซึ่งฝึกปรือไปจนถึงขั้นที่สี่ได้อย่างรวดเร็ว พรสวรรค์
เช่นนี้นับว่าหาได้ยากมาก
สำหรับเซียนวรยุทธ์ สิ่งที่น่าหวั่นเกรงที่สุดคือพลังอภิญญา ที่เรียกว่าอภิญญา เป็น
ความสามารถที่ก่อกำเนิดขึ้นตามธรรมชาติ หลังจากคนผู้หนึ่งฝึกปรือจนถึงระดับหนึ่ง
ซิวเจ่อประเภทอื่นล้วนอิจฉาเลื่อมใสพลังวิเศษนี้มาก ตราบเท่าที่ระดับพลังฝึกปรือบรรลุ
ถึง พวกมันจะได้รับอภิญญาเสมอ ไม่มีข้อยกเว้น อย่างไรก็ตาม มีอภิญญารูปแบบใด
ทรงอำนาจเพียงใด นั่นแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ทั้งยังแตกต่างกันไปตามวาระ
โอกาส เคยมีบางคนพยายามหารูปแบบกฏเกณฑ์ในการก่อเกิดอภิญญา แต่จนกระทั่งถึง
บัดนี้ ไม่มีผู้ใดคาดการณ์กลไกอันลึกลับนี้ได้
แต่แม้ว่าจั่วม่อจะสามารถฝึกปรือวัชรสูตรน้อยจนถึงขั้นที่ห้า และก่อกำเนิดอภิญญา
ได้จริง เผยเหยียนหรานกับพวกก็หาได้ปิติยินดีไม่
พวกมันเป็นเซียนกระบี่!
หากเซียนวรยุทธ์สามารถให้คำจำกัดความว่าสงบและมั่นคงแล้ว เช่นนั้นเซียนกระบี่
ส่วนใหญ่เรียกได้ว่าเคร่งครัดและอหังการ พวกมันเพียงเชื่อมั่นในกระบี่ของพวกมัน ใน
ฐานะซิวเจ่อผู้มีพลังโจมตีร้ายกาจที่สุด เซียนกระบี่ก็นับว่ามีทุนรอนให้ทระนงถือดี ยิ่ง
เป็นสำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงมากเท่าใด คุณลักษณะนี้ก็ยิ่งสามารถเห็นได้ชัดเจนมาก
เท่านั้น
สำนักกระบี่สุญตาแม้ในเวลานี้เป็นเพียงสำนักเล็กๆ แต่บรรพชนของพวกมันมี
ชื่อเสียงเลื่องลือ เมื่อเทียบกับสำนักเล็กๆ โดยทั่วไปแล้ว เรียกได้ว่าแตกต่างกันไม่น้อย
เผยเหยียนหรานกับพวก กระทั่งสำนักกระบี่อื่นยังไม่เห็นอยู่ในสายตา ไหนเลยจะ
ยอมรับนับถือมรรคาบำเพ็ญเพียรประเภทอื่นนอกเหนือจากมรรคากระบี่ได้?
ยิ่งจั่อม่อสำเร็จวิชาเสริมสร้างสังขารขั้นสูงมากเท่าใด พวกมันก็ยิ่งรู้สึกย่ำแย่มาก
เท่านั้น
น้ำยาสมุนไพรสีดำค่อยๆ เปลี่ยนเป็นใสกระจ่าง จั่วม่อร่างกายหยุดสั่นทีละน้อย
ใบหน้าสีทองเข้มคล้ายเข้มจนลึกล้ำกว่าเดิม หากก่อนหน้านี้ใบหน้ามันดูเหมือนเคลือบ
ด้วยชั้นทองคำสีเข้ม เวลานี้ก็ราวกับหล่อหลอมใบหน้าขึ้นมาด้วยทองคำสีเข้ม
ยังคงเป็นใบหน้าที่ไร้การแสดงอารมณ์ใบเดิม แต่เวลานี้มีสง่าราศรีอย่างบอกไม่ถูก
เผยเหยียนหรานกับพวกใบหน้ายิ่งมายิ่งดูน่าเกลียด หากมิใช่พรสวรรค์อันโดดเด่น
ของจั่วม่อ อีกทั้งมันยังเป็นศิษย์ของสำนัก เกรงว่าพวกมันคงเตะจั่วม่อลงจากภูเขาไป
นานแล้ว
จั่วม่อค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา เห็นสี่ผู้อาวุโสยืนเรียงรายอยู่ตรงหน้ามัน ดวงตาทุกคู่มอง
มาอย่างดุร้ายหมายขวัญ ความปิติยินดีจากการทะลวงผ่านไปยังวัชรสูตรน้อยขั้นที่สี่ยัง
อัดแน่นอยู่ในอก แต่ใบหน้าที่น่าเกลียดของผู้อาวุโสทั้งสี่คน ก็ดึงมันกลับสู่ความเป็นจริง
มันไม่ทราบว่าล่วงเกินท่านเจ้าสำนักกับเหล่าผู้อาวุโสที่ใด แต่ก็รู้ดีว่าไม่ควรสาด
น้ำมันลงในกองไฟ พูดน้อยลงก็ผิดน้อยลง เมื่อไม่พูด มันย่อมไม่ผิด ดังนั้นมันหุบปาก
สนิทอย่างรู้ความ
“ประเสริฐ ประเสริฐ อาการบาดเจ็บของเจ้าดูท่าจะหายดีแล้ว เพื่อเจ้าแล้ว ซือฟูั่
ของเจ้าทุ่มเทความพยายามไปไม่น้อย เจ้าต้องแสดงฝีมือให้ดี อย่าได้ผิดต่อการคาดหวัง
ที่อาจารย์เจ้ามีต่อเจ้า ชุมนุมวิจารณ์กระบี่รอบนี้ หากเจ้าไม่อยู่ในสิบลำดับแรก ก็ไปหา
อาจารย์ลุงรองของเจ้าเพื่อรับการลงโทษได้เลย”ท่านเจ้าสำนักแค่นเสียงเย็นชาในลำคอ
ทิ้งวาจาไว้เช่นนี้ ก่อนก้าวออกไป
อาจารย์ลุงรอง…การลงโทษ…
จั่วม่ออดเบนสายตาไปทางอาจารย์ลุงรองไม่ได้ เมื่อเห็นแสงเย็นส่องประกาย
ระยิบระยับอยู่ในดวงตาของอาจารย์ลุงรอง แม้ว่ามันจะแช่ตัวอยู่ในน้ำยาเดือดๆ ยังรู้สึก
เย็นสันหลังวาบ ประดุจตกลงไปถ้ำน้ำแข็ง
แม้แต่ซือฟูั่กับอาจารย์ลุงหยานเล่อหลังจากถลึงตาใส่มัน ก็จากไปโดยปราศจาก
วาจาใด
จั่วม่อเกาหัวแกรกๆ ไม่เข้าใจอะไรเลย ที่แท้เกิดเรื่องอันใดขึ้น?
ขบคิดจนหัวแทบแตก ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเกิดเรื่องอันใด มันรีบผลักปัญหานี้ไปด้าน
หนึ่งในทันที เพราะมันจดจำคำสุดท้ายที่ท่านเจ้าสำนักทิ้งเอาไว้ได้
สิบลำดับแรก…
ท่านเจ้าสำนักใช่เมาหรือไม่? หรือเป็นมันฟังผิดไปเอง? จั่วม่อนั่งโง่งมอยู่ในถัง ครึ่ง
ค่อนวันยังไม่ตอบสนอง
ตงฝู รัตติกาลกรายผ่านมา ทุกซอกทุกมุมในเมืองใหญ่แห่งนี้คล้ายเต็มไปด้วยแสง
ตะเกียงสดใสหลากสีสัน ตงฝูมั่งคั่งบริบูรณ์อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เนื่องจากงาน
ประลองชุมนุมวิจารณ์กระบี่ เมืองไม่เคยหลับใหล แม้ราตรีจะล่วงล้ำไปครึ่งค่อนคืน
ยังคงมีชีวิตชีวาเหมือนเดิม เสียงร่ำร้อง เสียงเอื้อนบทกวี เสียงอึกทึกครึกโครมผสมปนเป
กันไปอย่างครื้นเครง แสงกระบี่กับยุทธภัณฑ์เวทบินผ่านเหนือท้องฟั้า เสียงคำรามของ
สัตว์ปราณบางตัวแว่วเข้าไปในโสตประสาทของผู้ที่อยู่ใกล้เคียง
“ท่านที่นับถือไฉนขวางทางข้า?” ซิวเจ่อแต่งกายสมถะผู้หนึ่ง ถามบุรุษชุดขาว
ตรงหน้ามันอย่างเคร่งเครียด
บุรุษชุดขาวตอบแผ่วเบา “เจ้าไม่ใช่เว่ยผิง” คนผู้นี้ย่อมเป็นหลินเชียนที่จั่วม่อเพิ่งจะ
พบพานในหอลอยร้อยวิเศษ
ซิวเจ่อผู้นั้นแย้มยิ้มทันที “ใต้เท้าล้อเล่นแล้ว ข้าไม่ใช่เว่ยผิงจะเป็นผู้ใด?”
“นั่นต้องถามกระบี่ข้า” หลินเชียนทอดถอนแผ่วเบา
เว่ยผิงสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง เผยรูปลักษณ์ดุร้ายอำมหิต ควันสีม่วงจางๆ
พลันปรากฏขึ้นบนฝั่ามือ ซัดใส่หลินเชียนในพริบตา
แสงกระบี่วาบขึ้น!
แสงกระบี่แหลมคมพุ่งไปเบื้องหน้าดุจไม่มีสิ่งกีดขวาง ตัดควันสีม่วงเป็นสองส่วน
อย่างง่ายดาย จากนั้นทิ่มทะลวงใส่เว่ยผิง
อ๊าก!
เว่ยผิงถลึงตาอย่างขุ่นแค้น เปล่งเสียงคำรามที่ไม่เหมือนมนุษย์ ร่างกายของมัน
ขยายตัวอย่างรวดเร็ว!
พิ้ง!
แสงกระบี่จู่ๆ ก็เร่งความเร็วจนหายวับไป เว่ยผิงดวงตาเหลือกลาน เสียงขู่คำราม
ชะงักขาดหายในบัดดล
ตรงทรวงอกของมันปรากฏรูเล็กๆ รูหนึ่ง ที่น่าประหลาดคือไม่มีโลหิตไหลออกมา
แม้แต่หยดเดียว
“คนที่สิบ” หลินเชียนรำพึงเบาๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
เรือนพักอาศัยแห่งหนึ่งในตงฝู
“เหล่าหลัวตายแล้ว”
“ทราบหรือไม่ว่าฝีมือผู้ใด?”
“เหมือนคราวที่แล้ว สังหารในกระบี่เดียว สมควรเป็นบุคคลเดียวกัน มีใครบางคน
มุ่งเปั้ามาที่เรา”
“นั่นไม่น่าแปลกใจ ดาวพร่างกลางทิวาอึกทึกครึกโครมเกินไป ไม่สามารถปิดซ่อนได้
…แล้วธุระของเรามีความคืบหน้าหรือไม่?”
“ไม่พบอันใด หากเป็นต้าเหริน*บางท่านจริงๆ พวกมันควรหาวิธีติดต่อเราได้ นี่
อาจจะเป็น…”